จักรยานกับนิเวศวิทยาเมืองเชียงใหม่ – Bicycle : Vehicle for a Small Planet

(หมายเหตุ : เป็นบทความเมื่อสิบปีที่แล้ว)

40 กิโลเมตรจากหาดใหญ่ไปสงขลาระหว่าง “Quit Coal Ship Tour 2008”

เส้นทางที่ถักทอเป็นข่ายใยในหุบเขาเชียงใหม่ – ลำพูน เลียบผ่านหมู่บ้านเก่าแก่ เรือกสวนไร่นาไปสู่เมืองครั้งหนึ่งเคยเป็นวิถีพเนจรบนหลังอานจักรยานภูเขา แต่ละฉากของการเคลื่อนไหวในกระแสลมและอาบเหงื่อไคลมิได้ผ่านเข้าไปในภูมิทัศน์ที่ชาวต่างแดนหลายคนชมว่างามที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเท่านั้น แต่ละช่วงทางผมรู้สึกได้ถึงความสอดคล้องระหว่างร่างกายและจิตใจด้วย

เมื่ออ่านหนังสือ Bicycle : Vehicle for a Small Planet ของ Marcia D. Lowe นักวิจัยด้านเทคโนโลยีที่เหมาะสมและการจัดการพลังงานเพื่อการพัฒนาแห่ง Worldwatch Institute ซึ่งนิยามจักรยานว่าเป็นพาหนะไร้เครื่องยนต์ (สามล้อแรงคน รถเข็น ล้อเลื่อน และคนเดินเท้า) วิพากษ์วิจารณ์นโยบายคมนาคมขนส่งของรัฐที่เน้นสร้างถนน ระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ ราคาแพงและสิ้นเปลือง ซึ่งเอื้อประโยชน์ให้กับคนบางกลุ่มในขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งถูกทิ้งให้เดินและไม่มีความสะดวกในการไปทำงานและใช้บริการต่างๆทำให้ผมเกิดคำถามในใจว่า มีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใดที่จะพัฒนาระบบคมนาคมเมืองเชียงใหม่โดยผนวกการเดินทางด้วยจักรยานให้เป็นทางเลือกหนึ่งของชีวิตเมือง

กระแสรณรงค์ให้กลับมาใช้จักรยานในเมืองเชียงใหม่ เริ่มเป็นรูปเป็นร่างเมื่อไม่นานมานี้กลุ่มผลักดันที่สำคัญคือ กลุ่มชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพซึ่งมีสมาชิกส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลางในเมืองประสานเข้ากับบทบาทของตำรวจจราจรที่มีความคิดก้าวหน้า กิจกรรมสำคัญคือการขี่จักรยานรอบคูเมืองในวันอาทิตย์และขยายผลในลักษณะการท่องเที่ยวด้วยจักรยาน ใครไปเยี่ยมเชียงใหม่ เมื่อสังเกตดีๆ จะเห็นป้ายรณรงค์อยู่ทั่วไปการรณรงค์ดังกล่าวส่งผลสะเทือนต่อสังคมในระดับหนึ่ง ขณะเดียวกันต้องไม่ลืมว่า กระแสนิยมจักรยานทุกวันนี้เป็นผลพวงของความก้าวหน้าของเทคโนโลยีวัสดุและธุรกิจอุตสาหกรรม ปรากฏเป็นจักรยาน ที่มีหน้าตาต่างไปจากที่เราเคยเห็น ความนิยมจักรยานปัจจุบันอาจเรียกได้ว่าเป็นแฟชั่น อุปกรณ์ อะไหล่ เครื่องประดับและชุดแต่งกายแต่ละชิ้นของจักรยานรุ่นใหม่ๆ ล้วนแต่มีราคาแพงทั้งสิ้น การรณรงค์เรื่องจักรยานต้องไปให้พ้นจากมายาภาพเหล่านี้

ครั้งแรกที่จักรยานเข้ามาเมืองไทย เป็นที่นิยมในหมู่เจ้านาย ต่อมาจักรยานถูกขนานนามว่าเป็นพาหนะของคนจน ถึงยุคโลกไร้พรมแดน ดูเหมือนว่าจักรยานกลายเป็นของเล่นของชนชั้นกลางในเมือง แท้ที่จริง จักรยานจัดเป็นรูปแบบหนึ่งของระบบคมนาคมขนส่งมานานแล้ว

เมืองเชียงใหม่และอาณาบริเวณมีผู้สันทัดกรณีเรื่องจักรยานหลายคน เช่น คุณจุลพร นันทพานิชซึ่งผมเรียกว่านักเลงจักรยานแห่งตีนดอยขุนตาล สนับสนุนการใช้จักรยานในชุมชนเล็กอย่างเต็มที่และพยายามขยายผลโดยอาศัยเครือข่ายนักจักรยานที่อยู่ตามซอกมุมต่างๆ ของเมืองลำพูน คืน ญางเดิมและครอบครัวบ้านพันไม้ใช้จักรยานเป็นวิถีชีวิตและการเดินทางท่องโลก คุณปลิว เจ้าของร้านเช่าจักรยานในอำเภอปาย แม่ฮ่องสอนผันตัวเองจากเครื่องยนต์รถบรรทุกมาอยู่กับสองล้อมหัศจรรย์ที่ขับเคลื่อนด้วยแรงถีบ เป็นต้น

พวกเขาคือปัจเจกชนเล็กๆ ที่ปฏิวัติตนเอง แต่ส่งผลสะเทือนทางความคิดต่อผู้คนชนิดที่ไม่อาจมองข้ามไปได้เลยเท่าที่ทราบ จักรยานคันที่เก่าแก่ที่สุดในเชียงใหม่อายุร่วม 70 ปี ยี่ห้อซัมบิน เป็นหนึ่งในจำนวนจักรยานที่หลวงอนุสารสุนทรสั่งเข้ามาจากอังกฤษ 12 คัน ในราว พ.ศ. 2469 ส่วนจักรยานที่ถือว่าเป็น “เสือภูเขา”คันแรกของเชียงใหม่ มีอายุราว 15 ปี เป็นของคุณมงคล คธาทอง

รอยอดีตของเชียงใหม่มีผู้คนขี่รถถีบการจ้องเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเมือง คนเชียงใหม่รุ่นก่อนเคยใช้จักรยานบรรทุกส่งผักไปขายในตลาด ส่งลูกหลานไปโรงเรียนใช้บรรทุกไม้ออกจากป่า บรรทุกหญ้าและอุปกรณ์การเกษตร ตำรวจสมัยก่อนยังใช้จักรยานขี่ตรวจท้องที่และเยี่ยมชาวบ้าน พ่อค้าบางคนขี่จักรยานบรรทุกผ้าสำเร็จรูปส่งขายตามอำเภอรอบนอกของเชียงใหม่ แพทย์แผนโบราณขี่จักรยานใส่กระเป๋าแพทย์ไปรักษาคนไข้ จักรยานรุ่นแรกที่ใช้กันในเชียงใหม่มีหลายหลายยี่ห้อ เช่น ฮัมเบอร์ ราเลย์ฟิลลิป เฮอคิวลิส เบเลเฟลด์ ฮัฟฟ ไทรอัม และมาราธอน เป็นต้น ตัวถังประกอบขึ้นจากเหล็กกล้า หนักและแข็งแกร่งจนเมื่อรถยนต์มีบทบาทหลัก จักรยานหลายคันถูกทิ้งร้าง…

ศูนย์ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีและการจัดการ สวิสเซอร์แลนด์ (SKAT) ตีพิมพ์หนังสือชื่อEnvironmental Limits to Motorisation (2536) เขียนถึงกรุงเทพฯ ว่ารถติดมหันต์ และคนรวยแก้ปัญหาโดยใช้รถยนต์เป็นสำนักงาน มีโทรศัพท์มือถือ โทรสาร คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค กาลเวลาที่เมืองเชียงใหม่จะกลายเป็นฝันร้ายเช่นเดียวกับกรุงเทพฯ อาจยังมาไม่ถึง แต่ทุกวันนี้ รถยนต์ส่วนตัวและรถมอเตอร์ไซค์ที่เพิ่มจำนวนอย่างมหาศาลทำให้การจราจรในเชียงใหม่ติดขัดอย่างร้ายกาจ

ตัวอย่างอันน่าเศร้าคือ ชั่วโมงเร่งด่วนภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีรถราแออัดและควันพิษ ทางเดินเท้ามีต้นหญ้าขึ้นรกเพราะไม่มีใครเดิน พื้นที่ว่างหลายแห่งมีรถยนต์จอดอยู่เต็ม ชุมชนปัญญาชนคือกระจกเงาสะท้อนสังคมฉันใดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก็คือภาพสะท้อนสังคมเชียงใหม่ฉันนั้น เช่นเดียวกับเมืองอื่นๆ

ความเชื่อสองประการที่ผู้บริหารเมืองเชียงใหม่ใช้แก้ปัญหาคือ หนึ่ง–สร้างระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ สอง–การจราจรติดขัด ปัญหาสุขภาพจากมลพิษและอุบัติเหตุจากยานยนต์เป็นผลข้างเคียงของเทคโนโลยีปัญหาของรถยนต์ไม่ใช่ผลข้างเคียง กลับเป็นผลตรงข้ามกับจุดมุ่งหมายของรถยนต์โดยตรง แทนที่จะประหยัดเวลาคนในเมืองเชียงใหม่มีแนวโน้มใช้เวลาอยู่บนถนนมากกว่าคนสมัยก่อนที่เดินทางด้วยเท้าและเกวียน

รถยนต์มีประโยชน์ยากจะปฏิเสธ แต่การคมนาคมด้วยรถยนต์ขยายตัวมากเกินไปทั้งปริมาณและความเร็วก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ทั้งทางสังคมและนิเวศ จนไม่อาจแก้ไขด้วยเทคโนโลยีหรือวิธีการเดิมๆ อีกต่อไป

พูนพล อาสนจินดา ศาสตราจารย์ภาควิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นับห้วงเวลาภายหลังจากมหาวิทยาลัยเปิดดำเนินการตั้งแต่ พ.ศ.2507 เป็นระยะเปลี่ยนผ่านทางนิเวศวิทยาเมืองเชียงใหม่ ท่านบันทึกไว้ใน พ.ศ.2525 ว่า “เชียงใหม่เคยมีน้ำค้างมากภายในเมืองในฤดูหนาวเมื่อประมาณ 40 ปีที่ผ่านมา แต่บัดนี้มีไม่มากเช่นก่อนอากาศภายในเมืองร้อนมากขึ้นทั้งเวลากลางวันและกลางคืน แต่ในฤดูหนาวจะหนาวจัดในบางวัน…”

“…การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศระดับท้องถิ่น เกิดจากการใช้เครื่องยนต์น้ำมันในการขับดันพาหนะ เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถไฟ เครื่องบิน ทำให้บรรยากาศได้รับทั้งคาร์บอนไดออกไซด์และคาร์บอนมอนนอกไซด์ตลอดจนบรรดาธาตุที่เป็นโลหะคือตะกั่ว เป็นต้น เข้าสู่บรรยากาศ บรรดายานยนต์ยังเพิ่มฝุ่นในขณะแล่นไปตามถนนของเมืองเชียงใหม่ ฝุ่นละอองและก๊าซเป็นตัวรวมไอน้ำในอากาศได้เป็นอย่างดีซึ่งเป็นต้นกำเนิดของเม็ดฝนดังนั้น ฝนจึงตกมาในบางฤดู และการที่ฝนไม่ตกที่อำเภอสันกำแพงในบางปีเพราะอยู่ทางตะวันออกของอำเภอเมืองและอยู่ทางปลายกระแสลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ก็เป็นที่สงสัยว่าอาจเป็นเพราะฝุ่นละอองและก๊าซที่ออกจากยานยนต์ในเชียงใหม่…” และ “…เคยปรากฏว่า งานฤดูหนาวของเมืองเชียงใหม่ ได้มีการใช้เครื่องเสียง ไฟฟ้า เพื่อแสงสว่างและมียานยนต์เข้าออกเป็นจำนวนมากในบริเวณงานทุกคืนเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ตลอดจนฝุ่นละอองที่กระจายจากการเดินของคนในบริเวณงาน ทำให้เกิดฝนตกในฤดูหนาว…”

แม้ว่าการเดินทางด้วยจักรยานจะไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูปตายตัวของการแก้ปัญหาคมนาคมขนส่งในเมืองแต่จักรยานน่าจะช่วยเชียงใหม่มีอากาศสะอาดขึ้น ก่อนที่ปัญหามลพิษของเมืองจะร้ายแรงกว่าที่เป็นอยู่ ข้อมูลความรู้เงินทุน ทรัพยากรบุคคลจำนวนมากที่ทุ่มเทให้กับการพัฒนาเมืองเชียงใหม่ควรเน้นความสำคัญของจุดนี้เพียงแต่การรณรงค์ให้ผู้คนหันมาขี่จักรยานนั้น ไม่อาจบรรลุเป้าหมายได้เลยหากปราศจากวิสัยทัศน์ของผู้บริหารเมืองที่เห็นความสำคัญของการคมนาคมอันหลายหลาก และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับจักรยาน

แต่โครงการจักรยานทั้งหลายที่มีอยู่และจะเกิดขึ้น เช่นทางจักรยาน ที่จอดจักรยาน ระบบ Bike and Ride เป็นต้น จะไร้ซึ่งชีวิต หากผู้คนยังไม่เห็นคุณค่าอันแฝงเร้นของมัน การทำให้เชียงใหม่เป็นเมืองน่าอยู่โดยมีจักรยานเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ต้องไม่จำกัดเฉพาะคนชั้นกลางในเมืองกับรถจักรยานราคาแพงเท่านั้น แต่รวมถึงคนทุกระดับชั้นที่เดินเท้า ขี่จักรยานรุ่นเก่าหรือไฮเทค และสามล้อแรงคน ด้วยการรณรงค์เรื่องจักรยาน ต้องเปลี่ยนผ่านจากรูปแบบเชิงเทคนิค ไปสู่เนื้อหาแห่งสุนทรียภาพ อันเป็นหนึ่งในวาทกรรมที่ตอบโต้การครอบงำของความคิดและการพัฒนากระแสหลัก ท่ามกลางยุคสมัยที่คนเรารู้จักถนนแต่อับจนหนทางในท้ายที่สุด

 

การเมืองเรื่องโลกร้อน (5) : ชั้นเชิงของผู้มีความสงสัย

ตั้งแต่แรกสุด ประเด็นที่กลุ่มผู้มีความสงสัยใช้เพื่อโต้เถียง คือ เรื่องความไม่แน่นอนทางวิทยาศาสตร์ แต่เรื่องที่เป็นแก่นสาระของวิทยาศาสตร์ก๊าซเรือนกระจกนั้นได้มีการยืนยันมานับทศวรรษแล้ว เช่น ความเห็นร่วมในการคาดการณ์ว่า หากความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า อุณหภูมิจะเพิ่มเป็นเท่าใด เป็นต้น แต่เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นงานที่มีความซับซ้อนและหลากหลาย จึงไม่ยากที่จะหยิบเอาจุดอ่อนบางประการในงานวิจัยชิ้นใดชิ้นหนึ่งขึ้นมาโจมตี

นอกจากนี้ กฎเกณฑ์ทั้งหลายนั้นมีข้อยกเว้นเสมอ เช่น การที่ธารน้ำแข็งขยายตัวเพิ่มขึ้น หรือพื้นที่บางแห่งมีอุณหภูมิลดลง เป็นต้น กลุ่มผู้มีความสงสัยจะใช้ความไม่แน่นอนและข้อยกเว้นดังกล่าวเพื่อทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่า องค์ความรู้ทั้งหมดของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นจะพังครืนไม่เป็นท่าในเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้

การหยิบเอาประเด็นย่อยมาโต้เถียงเรื่องโลกร้อนนั้น เป็นวิธีการเชิงโวหารอันยอดเยี่ยม ซึ่งเราอาจเห็นได้จากทนายความหรือนักการเมืองที่มีชั้นเชิงสูง

นอกเหนือจากประเด็นเล็กๆ น้อยๆ แล้ว กลุ่มผู้มีความสงสัยได้พัฒนาการวิพากษ์วิจารณ์ของตนอย่างเป็นระบบ ซึ่งเราอาจได้ยินข้อวิพากษ์บางข้อเหล่านี้อยู่ในปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น

“…บรรยากาศโลกไม่ได้ร้อนขึ้น และถ้ามันร้อนขึ้น ก็มีสาเหตุมาจากความผันแปรของธรรมชาติ ถ้าเป็นความผันแปรของธรรมชาติ มันก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร แต่ถ้ามันเป็นเรื่องสำคัญขึ้นมา มันก็มีผลดีมากกว่าผลเสีย แต่ถ้ามันมีผลเสีย เราก็มีเทคโนโลยีช่วยแก้ปัญหา และถ้าไม่มีเทคโนโลยีเหล่านั้น เราก็ไม่ควรทำให้เศรษฐกิจล่มจมเพื่อแก้ปัญหาเพราะยังมีความไม่แน่นอนในทางวิทยาศาสตร์…”

ในปี 2001 นักรัฐศาสตร์ชาวเดนมาร์กชื่อ บียอห์น ลอมบอร์ก (Bjorn Lomborg) ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยทำงานให้กับกรีนพีซ ได้ออกหนังสือชื่อ ‘นักสิ่งแวดล้อมช่างสงสัย (The Skeptical Environmentalism)’ เป็นหนังสือเล่มหนาและมีเชิงอรรถท้ายบทอันยาวเหยียดเพื่อสนับสนุนประเด็นของเขา ลอมบอร์กนำเอาแบบจำลองเศรษฐกิจ-สภาพภูมิอากาศที่ IPCC ใช้ในรายงานประเมินมาทำการโต้แย้งว่า การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงอย่างมากในระยะสั้น (ภายใต้กรอบพิธีสารเกียวโต) นั้นไม่มีความคุ้มทุนและมีนัยสำคัญน้อยมากต่อผลลัพธ์ของสภาพภูมิอากาศในระยะยาว

สื่อมวลชนกระแสหลักอย่าง ดิ อีโคโนมิสต์ (The Economist) โรลลิ่งสโตน (Rolling Stone) และสิ่งพิมพ์อื่นๆ ให้ความสนใจในหนังสือของลอมบอร์กและประเด็นของเขาอย่างกว้างขวาง ลอมบอร์กถูกโต้แย้งจากคณะกรรมการด้านวิทยาศาสตร์ของรัฐบาลเดนมาร์กซึ่งระบุว่า งานของเขาเป็น ‘งานที่ไม่ซื่อสัตย์อย่างมีภาวะวิสัย’ ซึ่งในเวลาต่อมาคณะกรรมการกลุ่มนี้ได้ถอนคำพูดของตน นิตยสารไซเอนทิฟิก อเมริกัน (Scientific American) ตีพิมพ์บทความของนักวิจัยชั้นนำ 4 คน ซึ่งโต้แย้งงานของลอมบอร์ก และเขาโต้กลับอย่างรุนแรง หนึ่งใน 4 นักวิจัย คือ สตีเฟน ชไนเดอร์ (Stephen Schneider) แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Standford) เขียนลงในนิตยสาร ‘กริสท์ (Grist)’ ว่าผลงานของลอมบอร์กนั้นเลือกเฟ้นเอกสารอ้างอิงที่สนับสนุนความคิดเห็นที่ลำเอียงข้างของตนเอง

ประเด็นโลกร้อนในหนังสือของลอมบอร์กชี้ว่า ไม่มีอะไรควรกังวลมากนักกับการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล แต่การวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ของเขาก็ล้มเหลวในการพิจารณาถึงคุณค่าด้านในที่ไม่ใช่ตัวเงินในการปกป้องพรรณพืช  สัตว์ และระบบนิเวศ ถึงกระนั้น ผลงานของลอมบอร์กที่มองอนาคตของโลกว่าจะดีขึ้น และวิพากษ์วิจารณ์การมองโลกในแง่ร้ายของพวกนักสิ่งแวดล้อม ก็ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มคนผู้มีความสงสัยในเรื่องโลกร้อน เขาจบการอภิปรายประเด็นโลกร้อนว่า สังคมโลกนั้นมีเงินพอที่จะควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหากเราคิดว่ามันเป็นประเด็นเร่งด่วนมากพอ แต่เขาแย้งว่ามีปัญหาต่างๆ อีกมากที่สมควรทำก่อน เช่น การป้องกันรักษาโรค เป็นต้น

กลุ่มคนผู้มีความสงสัยผู้สร้างสีสันอีกคน คือ ไมเคิล คริชตัน (Michael Crichton) นักเขียนนิยายแนวตื่นเต้นทางวิทยาศาสตร์ หลังจากนวนิยายเรื่อง State of the Fear ของเขาวางขาย เขาได้รับคำเชิญให้ไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของวิทยาศาสตร์ในการกำหนดนโยบายสิ่งแวดล้อมที่รัฐสภาสหรัฐฯ เขาวิจารณ์แบบจำลองสภาพภูมิอากาศในทำนองที่ว่า “ถ้าพวกเขาไม่สามารถทำนายสภาวะอากาศในเดือนหน้าได้ แล้วจะทำนายสภาพภูมิอากาศจากนี้ไปอีก 100 ปีข้างหน้าได้อย่างไร”

แน่นอนว่า สิ่งที่ชัดเจน คือ การพยากรณ์อากาศและการคาดการณ์สภาพภูมิอากาศเป็นกระบวนการที่แตกต่างกันในขั้นพื้นฐาน การพยากรณ์อากาศเป็นการติดตามสภาวะอากาศแบบวันต่อวัน ณ จุดใดจุดหนึ่งที่กำหนด ส่วนการคาดการณ์สภาพภูมิอากาศเป็นการมองแนวโน้มระยะยาวซึ่งจะบอกเราเกี่ยวกับสภาวะอากาศที่อาจจะเกิดขึ้น ถ้าเราอยู่ที่เชียงใหม่หรือฮ่องกงในช่วงวันแรกของเดือนมกราคม เราอาจพูดด้วยความเชื่อมั่นระดับหนึ่งว่าวันแรกของเดือนกรกฎาคมน่าจะร้อนกว่าวันนี้ แม้จะบอกไม่ได้ว่าอุณหภูมิสูงสุดจะเป็น 35 หรือ 20 องศาเซลเซียสก็ตาม

เรื่องโต้แย้งอีกประการหนึ่ง คือ คุณภาพของแบบจำลองสภาพภูมิอากาศระดับโลกซึ่งคาดการณ์ภาวะโลกร้อนในอนาคตและข้อมูลที่บอกเราเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศในอดีต แบบจำลองทั้งหมดได้ผลออกมาเป็นความเห็นตรงกันว่าเราจะเผชิญกับภาวะโลกร้อนอย่างมีนัยสำคัญ อาจจะมีข้อบกพร่องในเรื่องของข้อมูลบันทึกสภาพอากาศในอดีต (ซึ่งในความเป็นจริง ไม่ได้ออกแบบให้ติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในตอนแรก) แต่ก็ไม่ได้ลบล้างหลักฐานของการเปลี่ยนแปลงที่มีอยู่มากมาย

»»อ่านเพิ่มเติม
การเมืองเรื่องโลกร้อน(1) : จุดเริ่ม
การเมืองเรื่องโลกร้อน(2) : จุดเปลี่ยน
การเมืองเรื่องโลกร้อน(3) : โศกนาฏกรรมของส่วนรวม
การเมืองเรื่องโลกร้อน(4) : กลุ่มผู้มีความสงสัย