ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ภัยอันตรายที่ใหญ่หลวงที่สุดต่อสภาพภูมิอากาศโลก

ถ่านหินเป็นแหล่งพลังงานที่ก่อให้เกิดมลภาวะมากที่สุด ทั้งยังเป็นแหล่งสำคัญที่ก่อให้เกิดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์(CO2) อีกด้วย โดยในแต่ละปีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 11,000 ล้านตันทั่วโลก มีที่มาจากการผลิตไฟฟ้าโดยใช้ถ่านหิน ในปี 2548 การผลิตไฟฟ้าโดยใช้ถ่านหินมีส่วนก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเชื้อเพลิงฟอสซิลประมาณร้อยละ 41 และหากยังมีการเดินหน้าก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ๆ ขึ้นต่อไป ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากถ่านหินจะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 60 ภายในปี 2573

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นภัยคุกคามทางสิ่งแวดล้อมและเป็นความท้าทายด้านมนุษยธรรมและทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดที่โลกเราเผชิญมา ผู้คนนับล้านทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศแล้ว ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากผลกระทบดังกล่าวถึง 150,000 คน ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดที่จะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งรวมไปถึงภัยแล้งที่กระจายตัวอย่างกว้างขวาง อุทกภัย และการอพยพย้ายถิ่นของประชากรจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล เราจำต้องทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นไม่มากไปกว่า 2 องศาเซลเซียส(เมื่อเทียบกับระดับอุณหภูมิสมัยก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม)เท่าที่จะทำได้ เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าวคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(Intergovernmental Panel on Climate Change:IPCC) จึงได้ระบุในรายงานการประเมินฉบับที่ 4 ว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศจะเพิ่มขึ้นสูงสุดภายในปี 2558 และจะต้องลดลงหลังจากนั้น

ทั้งนี้วิธีการรับมือกับการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินมีความสำคัญต่อการตั้งเป้าหมายดังกล่าวมาก เจมส์ แฮนเซ็น(James Hansen) นักวิทยาศาสตร์ระดับสูงแห่งองค์การนาซ่าได้ระบุว่า การดำเนินการอย่างหนึ่งที่สำคัญที่สุดและจำเป็นเพื่อรับมือกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก คือการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากถ่านหิน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกเห็นพ้องกับความคิดเห็นดังกล่าว

———-

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี

พลังงานนิวเคลียร์ ความไม่มั่นคงด้านพลังงาน (1)

บทนำ

โลกของเราปัจจุบันได้เผชิญกับการเปล่ียนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นอันตราย ซึ่งเข้าคุกคามชีวิิต คนนับล้านและองค์รวมของระบบนิเวศของโลก ผู้เชี่ยวชาญได้เตือนว่าจำเป็นต้องมี การเปลี่ยนแปลง ในขั้นรากฐานในการผลิตและการใช้พลังงานภายในระยะเวลา 10 ปี เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบอันร้ายแรง ที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้น

เราต้องลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากเชื้อเพลิงฟอสซิลที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การตัดสินใจและการลงทุนด้านการจัดหาพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จะส่งผลต่อการผลิตไฟฟ้าไปจนถึงอีก 50 ปี ข้างหน้า

ภายใต้สถานการณ์ดังที่กล่าวมานี้ อุตสาหกรรมนิวเคลียร์มีความพยายามอย่างยิ่งยวดในการสนับสนุนตนเองให้เป็น “พลังงานสะอาด” และนักการเมืองทั้งหลายรวมถึงสื่อมวลชนต่างก็โหมประโคมพลังงานนิวเคลียร์ในฐานะเป็นทางออกของความมั่นคงทางพลังงานที่มีศักยภาพ ในปี 2548 ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จอร์ช ดับเบิลยู บุช (George W. Bush)  กล่าวว่า “อนาคตพลังงานที่มั่นคงของอเมริกาจะต้องรวมถึงการมีพลังงานนิวเคลียร์มากขึ้น โฮเซ่ มานูเอล บาโรโซ(José-Manuel Barroso) ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวว่าพลังงานนิวเคลียร์จะช่วยตัดความกังวลในเรื่องความมั่นคงด้านการจัดหา(พลังงาน) คำพูดเหล่านี้ไม่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง ความเป็นจริงที่แย้งกับข้ออ้างของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์และการสนับสนุนทางการเมือง

ใครเป็นผู้ก่อโลกร้อนหมายเลขหนึ่ง?

ธันวาคม 2547 ชาวกรุงปักกิ่งได้รับคำเตือนจากทางการให้อยู่ในอาคารบ้านเรือน หรือหากจำเป็นต้องออกนอกบ้านก็ควรใส่หน้ากากป้องกันมลพิษ มลพิษทางอากาศที่รุนแรงได้ปกคลุมเขตเมืองปักกิ่งเป็นเวลา 3 วัน การขาดแคลนด้านพลังงานได้มาถึงจุดวิกฤต จีนได้ทำการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขึ้นอย่างขนานใหญ่ สวนทางกับการปรับปรุงและควบคุมคุณภาพอากาศที่มีการดำเนินการมาหลายปี

ข้อมูลจากการศึกษาครั้งใหม่ โดยองค์กรการประเมินผลด้านสิ่งแวดล้อมแห่งเนเธอร์แลนด์ ระบุว่า ในปี 2549 จีนปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดในโลก คิดเป็นปริมาณ 6,200 ล้านตัน ในขณะที่สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ที่สุดของโลก ปล่อยก๊าซออกมาในปริมาณ 5,800 ล้านตัน ในปีเดียวกัน แต่ความรับผิดชอบในการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์อันมหาศาลนี้ มิใช่เฉพาะจีนเท่านั้น แต่หากรวมถึงกรุงวอชิงตัน บรัสเซลล์ และโตเกียวด้วย

สาเหตุหนึ่งของเรื่องนี้คือ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศตะวันตกได้ส่งออกกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรมจำนวนมากไปยังจีน โดยไม่มีการติดตามด้านสิ่งแวดล้อมของการย้ายฐานการผลิตดังกล่าว สิ่งเดียวที่บรรษัทข้ามชาติสนใจ คือ เรื่องค่าแรง ที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์นั้นมีราคาถูกลง และปล่อยภาระต้นทุนของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันมหาศาลให้กับจีน ในระยะยาว นโยบายนี้ถือเป็นอันตรายต่อสภาพภูมิอากาศ และเป็นด้านกลับของโลกาภิวัฒน์

ถ่านหินเป็นแหล่งพลังงานขั้นปฐมภูมิของจีน คิดเป็นประมาณร้อยละ 69 ของแหล่งผลิตพลังงานทั้งหมดในประเทศ สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 42  จีนเริ่มตระหนักถึงผลกระทบของการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เมื่อต้องเผชิญกับผลกระทบอันรุนแรงจากภาวะโลกร้อน ไม่ว่าจะเป็นพายุไต้ฝุ่น การขยายตัวของทะเลทราย และการละลายของธารน้ำแข็ง มีเสียงเรียกร้องจากภาคประชาสังคมให้รัฐบาลจีนมุ่งพัฒนาพลังงานหมุนเวียนเพื่อตัดการพัฒนาเศรษฐกิจจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล

การพิจารณาว่าประเทศใดจะต้องรับผิดชอบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความซับซ้อนมากกว่าการหาปริมาณเชื้อเพลิงฟอสซิลที่แต่ละประเทศเผาไหม้ในแต่ละปี เหตุผลอย่างแรกคือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวมของประเทศอาจมีมาก แม้ว่าการปล่อยต่อหัวประชากรจะดูน้อยมาก ดังเช่นกรณีของประเทศจีน นอกจากนั้นยังมีประเด็นเรื่องปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอดีตที่ผ่านมา (ก่อนช่วงที่ภาวะโลกร้อนยังไม่อยู่ในกระแสความสนใจ) ซึ่งคาร์บอนไดออกไซด์ก็ยังคงอยู่ในบรรยากาศ

หากพิจารณาการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหัวประชากร สหรัฐอเมริกายังคงนำมาในอันดับหนึ่ง ส่วนจีน การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหัวประชากรเท่ากับ 3.5 ตัน ในขณะที่สหราชอาณาจักรนั้นเป็นเกือบ 10 ตัน และชาวอเมริกาเหนือเท่ากับ 20 ตัน กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ G8 นั้นมีส่วนมากกว่าร้อยละ 80 ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เราประสบในปัจจุบัน และยังคงปล่อยก๊าซออกมามากกว่าร้อยละ 40 ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก หากเราต้องการปกป้องสภาพภูมิอากาศ ทุกๆ คน ต้องช่วยกัน ประเทศจีนต้องมีนโยบายที่ดี ประเทศตะวันตกมีเทคโนโลยี และนำมาร่วมมือกัน เราต้องตรวจสอบแบบแผนการบริโภคซึ่งขึ้นอยู่กับสินค้าราคาถูกจากจีนที่ผลิตในโรงงานที่ใช้พลังงานที่ก่อให้เกิดมลพิษอย่างมาก

ในเรื่องการใช้ที่ดินและภูมิทัศน์ของแต่ละประเทศเป็นสิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาด้วย เช่น กรณีของบราซิลและอินโดนีเซีย หากเราเพิ่มผลกระทบจากการทำลายป่าเข้าไปด้วย ทั้งสองประเทศนี้จะต้องขยับขึ้นมาเป็นประเทศลำดับเกือบต้นๆ ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเลยทีเดียว