จับตาถ่านหินโลก

ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจจากการระบาดของโควิด-19 ทั่วโลกถูกซ้ำเติมโดยการตกต่ำทางการเงินหลังจากรัสเซียและซาอุดิอาราเบียสัญญาว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน โดยที่ผลกระทบต่อตลาดพลังงานในวงกว้างนั้นยังไม่ชัดเจน ในขณะที่ความไม่แน่นอนเหล่านี้ส่งผลให้ภาคการลงทุนเอกชนหยุดโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ลง แต่แนวโน้มที่เห็นคือโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคสาธารณะในจีนอาจฟื้นฟูโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่หลายแห่งที่เดิมถูกพับเก็บไว้

รายงานใหม่เปิดเผยให้เห็นว่าในปี พ.ศ.2562 การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินทั่วโลกลดลงร้อยละ 3 ทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคพลังงานลดลงร้อยละ 2 นี่เป็นข่าวดี ข่าวที่ไม่ดีนักเป็นเรื่องที่ว่า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ความตกลงปารีส the Paris Agreement target)เพื่อควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่ไห้เพิ่มมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียส การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินต้องลดลงร้อยละ 11 ต่อปี  เอกสารใหม่พบว่าการลงทุนของญี่ปุ่นในโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินและเหมืองถ่านหินแห่งใหม่ช้าลง ในขณะที่ รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของเกาหลีใต้หยิบยกว่าเขามีเป้าหมายผลักดันให้มีข้อจำกัดที่เข้มงวดขึ้นในการให้เงินกู้ระหว่างประเทศในโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่

การผลักดันให้มีการนำเอาพลังงานไฮโดรเจนมาแทนเชื้อเพลิงถ่านหินในการผลิตเหล็กยังคงเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กของจีนเช่น Baowu ซึ่งต้องการเป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยี ใน แคนาดา การลดลงของประชากรปลาเทร้าท์ในลุ่มน้ำตอนล่างจากเหมืองถ่านหินที่มีมลพิษสูงชี้ให้เห็นว่าผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากเหมืองถ่านหินนั้นเหมือนกันไม่ว่าจะขุดถ่านหินไปใช้ในการผลิตไฟฟ้าหรือเป็นเชื้อเพลิงในอุตสาหกรรมเหล็ก

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : เปลี่ยนเทือกเขาแห่งเคนทักกี้ตะวันออกให้เป็นกากสารพิษ

เทือกเขาแอปปาลาเชียนตอนกลางในสหรัฐอเมริกาเป็นแหล่งถ่านหินที่มีจำนวนมากเป็นอันดับสองในสหรัฐฯ รองมาจากลุ่มน้ำเพาว์เดอร์(Powder River Basin)ของรัฐไวโอมิ่ง ในช่วงต้นคริสตวรรษ 1980s บริษัทถ่านหินที่ทำงานในพื้นที่เริ่มใช้รูปแบบการทำเหมืองแบบที่เรียกว่า การย้ายยอดเขา (Mountain Top Removal :MTR) ในกระบวนการนี้ พวกเขาได้ทำลายที่ดินและชุมชนของเทือกเขาแอปปาลาเชียน ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่มีถ่านหินโดยสมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบเคนทักกี้ตะวันออก

ทำไม?

นั่นก็เพราะว่านี่เป็นวิธีที่เสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดในการเพื่อให้ได้ถ่านหินมาอย่างไรล่ะ

การย้ายยอดเขา(MTR) ทำงานตรงตามชื่อของมัน-คือคนงานเหมืองจะทำการระเบิดส่วนหนึ่งของภูเขาออกมาทั้งหมดเพื่อจะนำถ่านหินที่อยู่ใต้พื้นผิวออกมา เมื่อถ่านหินถูกขนย้ายแล้วเศษหินและดินต่างๆ ที่เกิดจากการระเบิด(ที่เรียกว่าดินหน้าแร่หรือ overburden) ก็จะถูกทิ้งลงในหุบเขาที่อยู่ใกล้เคียง

กระบวนการทำเหมืองที่ทำลายล้างสูงนี้ได้กลบฝังลำธารยาวนับร้อยไมล์ในรัฐเคนทักกี้ไปแล้ว และทำลายผืนป่าโบราณหลายพันเอเคอร์อย่างยับเยิน กระบวนการ MTR นี้เป็นหายนะร้ายแรงต่อพื้นที่ในเขตภูเขานี้ –ซึ่งเป็นหนึ่งในระบบนิเวศแบบป่าฝนเขตอบอุ่นที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ผลกระทบทางกายภาพจากการทิ้งดินหน้าแร่นับพันตันไปสู่หุบเขานั้นก็แย่พออยู่แล้ว แต่เศษดินและหินเหล่านั้นยังมีโลหะพิษผสมอยู่เช่น ซีลีเนียม สารหนู และสารปรอท ที่สามารถไหลลงไปสู่พื้นดินและน้ำบาดาลส่งต่อสารพิษไปยังทุกสิ่งที่มันเดินทางไปไม่ว่าจะเป็น ลำธาร ปลา พืชและสัตว์ในท้องถิ่น หรือแม้กระทั่งผู้คน

ผลกระทบโดยตรงจากการย้ายยอดเขา(MRT)

ผู้คนนับพันที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ถ่านหินเคนทักกี้ตะวันออกได้รับผลกระทบโดยตรงจาก MRT และเป็นพยานต่อการละเลย การปฏิเสธความรับผิดชอบ และความละโมบของบริษัทถ่านหิน

การปนเปื้อนของสารพิษ

เอริกาและราอูล อูไรอัส อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ครั้งหนึ่งเป็นหุบเขาเขียวขจีในไพค์เคาน์ตี้ (Pike County) บ้านของพวกเขาขณะนี้ถูกล้อมรอบไปด้วยพื้นดินที่เหมือนผิวดวงจันทร์จากการย้ายยอดเขาในแถบนั้น และที่ดินของพวกเขาถูกหินจากการนั้นลอยตกมาใส่และถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นกำมะถันจากการระเบิดเหมืองแต่สิ่งที่พวกเขาเป็นกังวลที่สุดคือ มาเคลาลูกสาววัยสี่ขวบของพวกเขา

ในปี 2549 พวกเขาพบว่าน้ำที่พวกเขากำลังใช้อาบตัวลูกสาว มีสารหนูปนเปื้อนอยู่ถึง 130 เท่าจากระดับที่ทางองค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (US EPA) ยอมรับและมีสารปรอทสูงกว่าระดับปกติด้วยเช่นกัน

ยิ่งไปกว่านั้นในช่วงสามปีแรกของแม่หนูน้อยบางครั้งเธอก็ดื่มน้ำนั่นเข้าไปด้วย ในขณะนี้หนูน้อยมาเคลายังคงสบายดีอยู่ แต่ เอริกาและราอูลยังคงกังวลกับอนาคต “ผมกลัวและกังวลเกี่ยวกับลูกสาวของผม” ราอูล บอกกับเรา “ผมรู้ว่าการรับเอาสารหนูเป็นระยะเวลานานนั้นจะทำให้เกิดความเสียหายต่ออวัยวะภายใน”

ในช่วงชีวิตวัยเด็กของเขา ราอูลรู้จักหุบเขาแห่งนี้ในแบบที่แตกต่างกันไปโดยสิ้นเชิง “เมื่อผมยังเด็กมันสวยมาก” เขาอธิบาย “ลำธารใสบริสุทธิ์ไม่เป็นสีดำ มันเคยมีปลาและกบจำนวนมาก ตอนนี้มันไม่มีอะไรเลย…ตอนนี้สิ่งที่คุณมีคือกำแพงสูง 100 ฟุต ที่มีป้ายเขียนว่า ‘การฟื้นฟูที่ดิน’ แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น…มันมีแค่ของสีน้ำตาลกระจัดกระจายอยู่เท่านั้น สัตว์ป่าต่างก็หายไป ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย”

เหตุพราะความไม่รู้ล้วนๆ

“เราเคยพบดอกกล้วยไม้ชูช่อ เราพบดอกทริลเลี่ยม (trillium)… ดอกพิฟซิสเซวา (pipsissewa)…เราพบดอกไม้ป่าดอกเล็กๆ แสนสวยต่างๆ ในนี้…แต่บัดนี้มันหายไปหมดแล้ว ฉันหมายความว่าพวกเขาถอนรากถอนโคนมันทั้งหมดและและเปลี่ยนเป็นที่หุบเขาสำหรับถมกากของเสียจากเหมืองแทน”

กว่าสิบปีที่ผ่านมาแมรี่ เจน(Mary Jane) เป็นผู้นำเดินป่าชมธรรมชาติในเขตเลสลี่เคาน์ตี้ ที่ซึ่งเธอและสามีของเธอ ราเลย์(Raleigh) อาศัยอยู่ในปัจจุบัน ตั้งแต่ปี 2550 ทั้งคู่ต่อสู้กับการย้ายยอดเขา(MTR) ของบริษัทเหมืองถ่านหินวายมอร์โคล (Whymore Coal) ในระหว่างการต่อสู้นี้พวกเขาได้พบเห็นการทำลายระบบนิเวศอย่างสิ้นเชิง

สิ่งที่ทำให้สถานการณ์แย่ขึ้นไปอีกก็คือมีการทำลายบางอย่างนั้นเกิดขึ้นจากความผิดพลาดที่ไม่น่าเกิดขึ้นของบริษัทเหมืองถ่านหิน แมรี่ เจน(Mary Jane)เปิดเผยกับเราว่าทางเหมืองวายมอร์โคล(Whymore Coal) ได้ถางพื้นที่กว้างถึง 100 ฟุตตัดผ่านภูเขา และทำลายที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธ์อย่างค้างคาวอินเดียนาบราว์แบท(Indiana Brown Bat) ด้วยความประมาท “พวกเขาไม่รู้ว่าชั้นถ่านหินอยู่ตรงไหน” แมรี่ เจนบอกกับเราว่านั่นเป็นการกำจัดสัตว์ป่าสำคัญโดยเปล่าประโยชน์

การฟื้นฟูที่ไม่เพียงพอ

“ฉันไม่สนใจว่าพวกเขาจะสร้างทุ่งหญ้าบริเวณนี้ขึ้นมามากแค่ไหน เพื่อให้ [พวกสัตว์] มีผลไม้เปลือกแห้งไว้ประทังชีวิตระหว่างฤดูหนาว ไก่งวง ไก่ป่า กระรอก กวาง และสัตว์ทุกๆ ชนิด พวกเขาตัดเอาไม้ขนาดใหญ่ในป่าออกมาและไม่มีการปลูกคืนในอนาคตแต่อย่างใด”

ในเขตฟอล์ยเคาน์ตี้ รัฐเคนทักกี้ ริค แฮนชู(Rick Handshoe) เป็นผู้พบเห็นผลลัพธ์ที่ร้ายแรงหลังจากกระบวนการการถกถางพื้นที่เพื่อการทำเหมืองเกิดขึ้น

ปัญหาหลักที่ริคชี้ให้เห็นก็คือว่า ทางบริษัทเหมืองนั้นมักจะพัฒนาที่ดินบริเวณเหมืองให้เป็นสถานที่เลี้ยงสัตว์โดยปลูกพืชผลผสมผสานกันเจ็ดชนิด ไม่เพียงแต่ว่าพืชผลเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องปลูกใหม่เป็นช่วงๆ แต่พวกมันจะเติบโตขึ้นได้ก็เมื่อใส่ปุ๋ยเข้มข้นลงไปช่วย เมื่อเงินที่ผูกมัดกับบริษัทเหมืองถูกส่งคืนจากรัฐแล้วการดูแลใส่ปุ๋ยก็จะหยุดลงและทุกอย่างในบริเวณนั้นก็จะตายลง

ความพยายามที่ไร้ผลนี้ได้ทำลายแหล่งทรัพยากรน้ำบนผิวดินและน้ำบาดาลร่วมด้วยระบบนิเวศที่เป็นที่พึ่งพิงของบรรดาสัตว์ป่าอย่างสมบูรณ์ การสังเกตการณ์ของริคนั้นได้รับการยืนยันสนับสนุนจากรายงานขององค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (US EPA)เมื่อปี 2546 รายงานนี้กล่าวไว้ว่า “การใช้ผลประโยชน์จากผืนดินด้วยวิธีนี้จะใช้เวลามากกว่าวิธีการแบบเก่าเพื่อฟื้นคืนป่าให้อยู่ในสภาพก่อนการทำเหมือง” หรืออย่างที่ริคกล่าวไว้ “จะไม่มีต้นไม้ในพื้นที่นี้อีกแล้ว”

ในปี 2546 บริษัทเหมืองถ่านหินที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงบ้านของริคได้ทำลายลำธารทั้งสาย  จากที่ริคกล่าวไว้ น้ำในลำคลองนั้นกลายเป็นสีเหลือง เขายังอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปอีกว่า:

“ลำธารแห่งนั้นไม่มีปลาอยู่เลย เมื่อคุณฆ่าสิ่งที่คุณมองไม่เห็นในคลองนั่นลง ซาลาแมนเดอร์ก็อยู่ไม่ได้ กุ้งก็อยู่ไม่ได้ ปลาก็อยู่ไม่ได้ ดังนั้นแล้วแรคคูนที่จะลงมาจับปลาและกุ้งกินล่ะ มันก็ไม่มีให้กิน หากคุณทำลายแหล่งน้ำ คุณจะทำลายระบบห่วงโซ่อาหารของพวกมันลง”

เหตุการณ์นี้ถูกกล่าวว่าเป็นเพียงอุบัติเหตุ ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่เหตุบังเอิญเลยที่บริษัทเหมืองถ่านหินได้ทำการสูบเอาน้ำจากเหมืองใต้ดินที่ถูกทิ้งร้างไว้อย่างผิดกฏหมายโดยไม่มีการสร้างบ่อเก็บกักเก็บน้ำเอาไว้ก่อน “อุบัติเหตุ” เช่นนี้เกิดขึ้นมาเป็นสิบปีแล้ว การทำลายสิ่งแวดล้อมที่พวกเขาก่อขึ้นในเขตฟอล์ยเคาน์ตี้สามารถพบได้ในทั่วภูมิภาค

สถานการณ์และแนวโน้มในอนาคต

ตราบใดที่การทำเหมืองแบบย้ายยอดเขา (Mountain Top Removal :MTR) ยังคงดำเนินต่อไป และตราบเท่าที่ทางบริษัทเหมืองถ่านหินยังคงเห็นแก่ผลประโยชน์มากกว่าสุขภาพของผืนดินและผู้คน สถานการณ์และแนวโน้มในอนาคตของทุ่งถ่านหินรัฐเคนทักกี้ตะวันออกและตอนกลางของเทือกเขาแอปปาลาเชียนนั้นก็สิ้นหวัง ด้วยราคาของถ่านหินที่พุ่งสูงขึ้น

ความเร่งรีบในการทำเหมือง “ถ่านหินราคาถูก” โดยวิธีการ MTR ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีกก็คืออาการเจ็บป่วยของผู้คนที่ทรุดหนักลง น้ำที่ถูกปนเปื้อน ระบบนิเวศที่แย่ลง ซึ่งเป็นราคาที่ทางบริษัทเหมืองคิดว่าเป็นเรื่องที่นอกเหนือจากพวกเขา ผู้ที่ต้องจ่ายคือผู้อยู่อาศัยในเขตทุ่งถ่านหินและผู้ที่อาศัยอยู่ปลายลำธาร นี่เป็นราคาที่พวกเขาไม่ควรต้องจ่ายเลยด้วยซ้ำ

—————–

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : การทำลายล้างที่โปแลนด์

โรงไฟฟ้าถ่านหินเบลคาโทในเขตโรดส์เป็นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศโปแลนด์ ซึ่งมีกำลังการผลิตเกือบร้อยละ 20 ของพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดที่ใช้กันในประเทศ และยังเป็นโรงงานไฟฟ้าถ่านหินลิกไนต์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปอีกด้วย และในแต่ละปี ปล่องไฟจากโรงไฟฟ้าพ่นคาร์บอนไดออกไซด์ออกมามากกว่า 31 ล้านตันสู่ชั้นบรรยากาศ

ถ่านหินส่วนใหญ่ที่ถูกส่งไปที่เบลคาโทนั้นมาจากเหมืองแบบเปิดที่อยู่ใกล้เคียง ความเปลี่ยนแปลงของภูมิประเทศที่เกิดขึ้นจากเหมืองนี้เห็นได้อย่างเด่นชัดห่างจากเมืองเบลคาโทเพียง 12 กิโลเมตร พื้นที่ของเหมืองกินอาณาบริเวณ 2,500 เฮกตาร์ หรือเทียบเท่ากับสนามฟุตบอล 3,300 สนาม ตัวเหมืองนั้นได้รับการส่งเสริมในฐานะที่เป็นเหมืองแบบเปิดที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป พื้นที่ที่ถูกเผาจนมอดไปแล้วเกลื่อนกลาดไปด้วยกองของของเสียจากถ่านหิน รถบรรทุกและเครื่องจักรขนาดใหญ่ ลึกเข้าไปในเหมือง สายพานลำเลียงลื่นไหลไปตามทางโดยขนดินและหินไปด้วย ตรงจุดสังเกตการณ์ที่สร้างขึ้น ผู้คนตกอยู่ในความเงียบเนื่องจากภาพที่เห็นตรงหน้าก่อให้เกิดความรู้สึกมืดหม่น

ความเสียหายที่กำลังจะตามมา

แผนการในการขยับขยายเหมืองในโปแลนด์กำลังดำเนินการอยู่ในหลายพื้นที่ บางแห่งตั้งอยู่ใกล้ทะเลสาบที่มีชื่อเสียงของประเทศมากจนน่าวิตก หนึ่งในข้อกังวลต่อผลกระทบที่เป็นที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือผลกระทบจากเหมืองที่มีต่อระดับน้ำในทะเลสาบ รวมถึงระบบนิเวศที่ละเอียดอ่อนและธุรกิจการท่องเที่ยว

หมู่บ้านพซีจีเซียซี(Przyjezierze)

หมู่บ้านพซีจีเซียซ เป็นหมู่บ้านที่ได้รับความเสียหายที่เกิดขึ้น หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่คู่กับทะเลสาบ ออสโตว์สกี้(Ostrowskie)ในเขตคูยาเวีย-โพเมราเนีย(Kuyavia-Pomerania) และอาศัยธุรกิจการท่องเที่ยวเป็นแหล่งรายได้หลัก หรือถ้าจะพูดให้ถูกคือเคยเลี้ยงตัวเองโดยพึ่งธุรกิจการท่องเที่ยวเป็นหลัก ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แหล่งน้ำต่างๆ ที่มีอยู่ก็เหือดแห้งหายไป ต้นไม้พากันล้มตาย และระดับน้ำในทะเลสาบลดต่ำลงไปเกือบสองเมตรจากเดิมเมื่อทะเลสาบเริ่มแห้งลงนักท่องเที่ยวก็ลดลงตามไปด้วย

คนส่วนใหญ่โทษเหมืองถ่านหินว่าเป็นตัวการทำให้ระดับน้ำลดลง แต่ทางเหมืองก็ปฏิเสธความรับผิดชอบโดยสิ้นเชิง อีกทั้งยังยืนยันว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดมาจากความแห้งแล้งและการขาดฝน ข้อถกเถียงนี้ไม่เป็นที่น่าเชื่อถือ เพราะผู้อาศัยในพื้นที่ชี้ให้เห็นว่าทะเลสาบที่ไม่ได้ตั้งอยู่ใกล้เหมืองถ่านหินนั้นไม่มีการเหือดแห้งอย่างรุนแรงเหมือนทะเล สาบอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เหมือง

หมู่บ้านเคร็กซิว(Kleczew)

สถานการณ์ใกล้เคียงกันนี้ได้เกิดขึ้นใกล้หมู่บ้านเคร็กซิว ที่อยู่ห่างเพียงไม่กี่กิโลเมตรจากหมู่บ้านพซีจีเซียซ ซึ่งมีเหมืองจอซวินทูบี ที่เริ่มเปิดดำเนินการเมื่อสิบปีก่อนและยังคงทำงานอย่างเต็มกำลังการผลิตอยู่จนถึงปัจจุบัน

ในรอบสิบปีที่ผ่านมาทางเหมืองได้ทำให้ภูมิประเทศกลายเป็นสีเทาทะมึนดูแห้งแล้ง และแผ่ขยายออกไปจนสุดลูกหูลูกตา ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยการเกษตรแห่งพอซนัน (Poznan’s University of Agriculture) พบว่า “การเหือดแห้งของแหล่งน้ำโดยรอบบริเวณเหมืองถ่านหินในเขตเคร็กซิวนำไปสู่รูปแบบของหลุมเว้าที่ยุบตัวลง ขณะที่การทำเหมืองได้ขยายตัวไปทางตอนเหนือนับตั้งแต่ช่วงปลายคริสตทศวรรษ 1980s ระดับน้ำทะเลสาบทั่วบริเวณสวนสาธารณะโปวิดสกี้(Powidzki)ก็เริ่มลดระดับลงตามไป”

หมู่บ้านคูรสวิกา(Kruszwica)

อีกพื้นที่หนึ่งที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากปัญหาเหมืองถ่านหิน ก็คือทะเลสาบโกพโล(Goplo) ที่อยู่ใกล้กับเมืองคูรสวิกาซึ่งเป็นที่ตั้งของสวนสาธารณะสหัสวรรษแห่งโกพโล สวนแห่งนี้ได้รับความคุ้มครองจากโครงการ EU Natura 2000 และยังเป็นที่อยู่ที่ปลอดภัยของนกจากทั่วทั้งยุโรปอีกด้วย และตามฝั่งทะเลสาบโกพโลนี่เองก็เป็นที่ตั้งของชนเผ่าแรกของโปแลนด์ ขณะนี้พื้นที่ที่มีค่าและงดงามแห่งนี้กำลังตกอยู่ในการคุกคาม

การคุกคามที่ว่านี้มาจากสิทธิในการขุดเหมืองถ่านแบบเปิดโทมิสลาวิส(Tomislawice) (ห่างจากคูรสวิกาไม่ถึง 10 กิโลเมตร) ที่ได้ลงนามไว้เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2551 ที่ผ่านมา และกำหนดเปิดในปี 2552

สองเดือนหลังจากการประกาศสิทธิ์ ผู้อาศัยในท้องถิ่นได้ออกมาประท้วงแผนการนี้ ซึ่งเป็นการประท้วงว่าด้วยเรื่องเหมืองถ่านหินเป็นครั้งแรกในโปแลนด์ มีผู้คนราวห้าพันคนออกเดินประท้วงบนถนนของเมืองคูรสวิกา หนึ่งในนั้นคือนาย Jozef Drzazgowski แห่งกลุ่มพิทักษ์สิ่งแวดล้อมพซีจีเซียซี(Przyjezierze Association for Protecting the Natural Environment) “หากโทมิสลาวิส(Tomislawice)เริ่มดำเนินการเหมือง” เขากล่าว “ระดับน้ำในทะเลสาปโกพโลจะแห้งเหือดลงในช่วงสิบปีนี้แบบเดียวกันกับที่เกิดที่ทะเลสาบออสโตสกี้”

ไม่น่าแปลกใจเลยว่าคำกล่าวอ้างนี้ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรายงานผลกระทบของเหมืองถ่านหินแบบเปิดโทมิสลาวิส(Tomislawice) ซึ่งจัดทำโดยทางเหมืองถ่านหินเอง ในรายงานได้กล่าวถึงการตัดสินใจที่จะเริ่มกักเก็บน้ำของเหมืองในทะเลสาบโกพโล ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไปซึ่งจะ “อนุญาตให้รักษาระดับน้ำในทะเลสาบปัจจุบันต่อไป” หากไม่ใช่เพราะเหตุนี้ความเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำจำนวนมากนี้คงจะก่อให้เกิดผลกระทบเสียหายอย่างร้ายแรงแน่นอน

ซึ่งสิ่งนี้อาจเกิดขึ้นได้ในทันทีที่มีน้ำมากเกินหรือน้อยเกินไปในทะเลสาบ ผลกระทบที่ก่อให้เกิดความเสียหายก็อาจเกิดขึ้นได้ในอีกหลายปีข้างหน้าเมื่อเหมืองปิดทำการและทะเลสาบเริ่มเหือดแห้ง ทะเลสาบโกพโลเป็นส่วนสำคัญของระบบห่วงโซ่อาหารในพื้นที่โดยรอบ นกหลายสายพันธ์ุจะตกอยู่ในอันตราย รวมไปถึงนกบิทเทิร์น(bittern) นกเบีร์ยด์รีดลิ่ง(bearded reedling)และห่านเทาปากชมพู(greylag goose) ที่เป็นสัญลักษณ์ของสวนสาธารณะโกพโล บึงและห้วยพรุต่างๆ ก็จะแห้งลง ก่อให้เกิดความเสียหายที่ไม่อาจกู้คืนมาได้ต่อแหล่งสืบพันธุ์ของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในภูมิภาคคูยาเวีย

ถึงอย่างไรก็ตาม บริษัททำเหมืองก็ยังคงปฏิเสธ ไม่ยอมรับข้อเท็จจริงเหล่านี้ “ผมไม่เข้าใจว่าทำไมหมู่บ้านคูรสวิกาถึงได้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยทั้งๆ ที่หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ที่การทำเหมืองในอนาคตจะไม่ส่งผลกระทบให้เลยแม้แต่น้อย” Arkadiusz Michalski หัวหน้าวิศวกรสิ่งแวดล้อมของแห่ง KWB Konin กล่าว

ทว่า ดร. Michael Kupczyk นักศึกษาด้านปักษีวิทยาแห่งมหาวิทยาลัย Poznan Adam Mickiewicz กลับไม่เห็นด้วย “เราไม่ได้พูดถึงพื้นที่ที่อยู่ติดกับเหมือง” เขากล่าว “เรากำลังพูดถึงผลกระทบที่มีต่อภูมิภาคในระยะสิบหรืออาจจะถึงหลายร้อยกิโลเมตรเลยทีเดียว” หากเขาพูดถูกความเสียหายที่เกิดขึ้นในโปแลนด์นั้นเกิดจากการทำเหมืองแบบเปิดนั้นมันก็แค่เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น

—————–

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี