อุทกภัยแห่งศตวรรษในอินเดีย

india_mrg_2018230

สายฝนแห่งฤดูมรสุมถาโถมเข้ามาอย่างหนักหน่วงอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลคือก่อให้เกิดอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในรัฐเคลาราของอินเดียนับตั้งแต่ปี ค.ศ.1924 (พ.ศ. 2467) เหตุเริ่มจากปริมาณฝนที่เทลงมาในวันที่ 8 สิงหาคม 2561 มีผู้คนนับล้านต้องอพยพ อีกหลายร้อยชีวิตต้องสูญเสีย บ้านเรือนเสียหายราว 50,000 หลัง ถือเป็นการตกของฝนที่มีปริมาณมากที่สุดของรัฐเคลาราในฤดูมรสุมนี้

ภาพบนแสดงปริมาณฝนตกสะสมระหว่างวันที่ 19 กรกฎาคมถึงวันที่ 18 สิงหาคม 2561 ปริมาณการตกสูงสุดในรัฐเคราลาเกิดขึ้นในวันที่ 20 กรกฎาคม และไปถึงระดับสูงผิดปกติระหว่างวันที่ 8 และ 16 สิงหาคม นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2561 เป็นต้นมา พื้นที่แถบนี้รับการตกของฝนมากกว่าร้อยละ 42เทียบกับปริมาณการตกตามปกติในช่วงเวลาเดียวกัน ในช่วง 20 วันแรกของเดือนสิงหาคม รัฐเคราลามีฝนตกมากขึ้นร้อยละ 164 มากกว่าปริมาณการตกของฝนตามปกติ

ฝนยังตกแบบถล่มถลายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย ภาคตะวันตกของเมียนมาร์เจอกับฝนที่กระหน่ำลงมาในช่วงกลางเดือนกรกฏาคมและเดือนสิงหาคม ก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน ผู้คน 150,000 คน ต้องอพยพในช่วงเวลาดังกล่าว เป็นอุทกภัยครั้งร้ายแรงในรอบ30 ปี ระดับน้ำในแม่น้ำ Bago และ Sittaung เพิ่มสูงที่สุดในรอบ 50 ปี แม่น้ำ Sittaung มีระดับสูง 7 ฟุต เกินระดับปลอดภัยของพื้นที่

ภาพเคลื่อนไหวด้านบนแสดงปริมาณฝนตกสะสมระหว่างวันที่ 19 กรกฎาคมถึงวันที่ 18 สิงหาคม 2561 ปริมาณการตกสูงสุดในเมียนมาเกิดขึ้นในวันที่ 29 กรกฎาคม

ข้อมูลข้างต้นมาจากเครื่องมือวัด Integrated Multi-Satellite Retrievals (IMERG) ภายใต้ภารกิจ Global Precipitation Measurement (GPM) ดาวเทียม GPM เป็นหัวใจสำคัญของการสังเกตการณ์การตกของฝนรวมถึงเครื่องมือวัดจาก Nasa องค์กรสำรวจอวกาศของญี่ปุ่นและองค์ระดับประเทศและสากลอีก 5 หน่วย การวัดปริมาณการตกของฝนภาคพื้นดินอาจมีระดับที่มากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

ที่มาข้อมูล : NASA Earth Observatory images by Joshua Stevens, using IMERG data from the Global Precipitation Mission (GPM) at NASA/GSFC. Story by Kasha Patel.

นิเวศวิทยาหลากมิติในสังคมไทยปี 2556

20121228-144631.jpg

Greenpeace volunteer constructed Climate Rescue Station to launch “Solarising Borobudur” Jogjakarta, Indonesia. October 2012 (Photo : Tara Buakamsri)

ธารา บัวคำศรี

หากเราจะนับว่า “โคตรมหาอุทกภัยปี 2554(Thailand’s Great Flood of 2011)” เป็นจุดเปลี่ยนว่าด้วยการปะทะสังสรรค์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติของสังคมไทยในห้วงแห่งยุคสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว(Extreme Weather Events) เราก็อาจจะกล่าวได้ว่าปี พ.ศ. 2555 ที่กำลังจะผ่านไปและปี พ.ศ. 2556 ที่จะมาถึงคือความต่อเนื่องของทางเลือกและความท้าทายหลากมิติด้านสังคม-วัฒนธรรม การเมืองและนิเวศวิทยาที่เราต่างเผชิญอยู่

เราผ่านจุดผลิกผัน(Tipping Point) มาแล้ว และไม่อาจหวนคืนดังเดิม แม้ว่าเศรษฐกิจทั่วโลกจะถดถอย แต่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศยังคงเพิ่มมากขึ้น ในปี 2555 อัตราการเพิ่มของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศคิดเป็นร้อยละ 3.2 หากเรายังดำเนินไปตามแนวทางที่เป็นไปตามปกติ เป็นไปได้อย่างยิ่งที่เราจะได้เห็นอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มไปถึง 6 องศาเซลเซียส (เทียบกับระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม) เมื่อถึงตอนนั้นทุกอย่างก็จะสายเกินไป การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว(Extreme Weather Events) จะตกอยู่กับทุกสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนยากไร้ที่สุด

แม้ว่าภายใต้เหตุการณ์ที่ดีที่สุด การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกจะลดลงภายใต้พันธะกรณีของการเจรจาโลกร้อน แรงเฉี่อยของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศจะยังส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มสูงขึ้นอีกประมาณ ๒ องศาเซลเซียส สิ่งที่เราต้องเผชิญมิใช่เพียงอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่เพิ่มขึ้น แต่คืออุทกวิทยาที่เปลี่ยนแปลง แบบจำลองสภาพภูมิอากาศส่วนใหญ่ คาดการณ์ว่า พื้นที่ที่มีน้ำมากอยู่แล้วจะมีน้ำมากขึ้น ส่วนพื้นที่ที่มีน้ำน้อย-ที่ซึ่งน้ำคือความเป็นความตาย-จะแห้งแล้งมากขึ้น ภัยพิบัติเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วจากน้ำมือของเราเอง

น้ำเป็นสิ่งกำหนดชะตากรรมของโลก เราต่างพึ่งพาแหล่งน้ำในการหล่อเลี้ยงชีวิต การมีอยู่และหายไปของน้ำมีผลสะเทือนต่อสังคมอย่างใหญ่หลวง แม้ธรรมชาติจะทำความสะอาดน้ำและหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ทุกๆ ๑๐ วันจากการระเหยและตกลงมาในรูปของฝนและหิมะ แต่เราใช้น้ำจากธรรมชาติมากกว่า ๓ เท่าของอัตราที่คนรุ่นก่อนเคยใช้ ธรรมชาติจึงไม่อาจรักษาสมดุลนี้ไว้ได้อีกต่อไป

ไม่ว่าเราจะไม่รู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ประเทศไทยเผชิญ “วิกฤตขาดแคลนน้ำ (Water Stress)” ระดับปานกลางถึงระดับสูง และเราต้องแยกแยะระหว่าง “การพึ่งพาน้ำบรรจุขวด” ของคนในเมืองออกจากวิถีการดำรงชีวิตของคนส่วนใหญ่ในภาคชนบทและเกษตรกรรม วิกฤตขาดแคลนน้ำเป็นตัวชี้วัดถึงการมีอยู่ของน้ำ แต่ไม่ได้หมายถึงการเข้าถึงน้ำสะอาดหรือมีเงินซื้อน้ำบรรจุขวดกินเสมอไป และแม้ว่าจะไม่เกี่ยวข้องเลยกับเหตุการณ์สภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว การเพิ่มและการเคลื่อนย้ายประชากรก็ทำให้คนนับล้านต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีน้ำจำกัดและเผชิญกับมลพิษอุตสาหกรรม ในกรณีนี้ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนและเป็นธรรมในสังคมไทยขึ้นอยู่กับทิศทางและนโยบายการจัดการทรัพยากรน้ำที่ชาญฉลาดและสอดคล้องกับรากฐานของสังคมไทย

โคตรมหาอุทกภัยปี 2554 บอกเราว่า ช่วงเวลาแห่งความสมดุลกำลังหมดลงจากการที่เราเข้าแทรกแซงธรรมชาติ จากนี้ไปสภาพภูมิอากาศจะทวีความสุดขั้วมากขึ้น แม้เราจะมีสัญชาตญาณในการปรับตัวซึ่งทำให้เราดำรงอารยธรรมมาได้ แต่บทเรียนที่ผ่านมาบอกเราว่าสังคมทันสมัยและเมืองอันเป็นที่รักยิ่งของเรานั้นเปราะบางต่อความเกรี้ยวกราดของธรรมชาติมากกว่าที่เราคิดไว้

ปี 2556 ยังเป็นความต่อเนื่องของการปะทะสังสรรค์และต่อสู้ช่วงชิงด้านวาทกรรมและพื้นที่ทางการเมืองในเรื่อง “ความมั่นคงด้านพลังงานและทางเลือก” ยุคหลังวิฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมาเป็นช่วงการกลับมาของ “ถ่านหิน” ในฐานะเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าป้อนให้กับเศรษฐกิจอุตสาหกรรม การเคลื่อนไหวภาคประชาชนนั้นนอกจากจะเป็นพลังหลักที่ต่อกรกับความพยายามสุดลิ่มทิ่มประตูของอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลเพื่อผลักดันโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่และรวมศูนย์ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า(Power Development Plan) ยังได้สร้างกระแสทางเลือกซึ่งยืนอยู่บนพื้นฐานของการปฏิวัติพลังงาน(Energy Revolution) ที่พูดถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบอย่างเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อสร้างระบบพลังงานแบบกระจายศูนย์ที่ชาญฉลาด ยั่งยืนและเป็นธรรม ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมพลังงานของไทยซึ่งมีผลประโยชน์และอำนาจทางการเมืองอยู่เบื้องหลังอาศัยความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบในการสยายปีกการลงทุนด้านพลังงานและอุตสาหกรรมไปยังประเทศเพื่อนบ้านรวมถึงสหภาพพม่าหรือเมียนมาร์ที่กำลังกลายเป็น “สรวงสวรรค์แห่งมลพิษ(Pollution Heaven)” และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวซึ่งผู้กำหนดนโยบายด้านพลังงานขนานนามประเทศตัวเองว่า “หม้อไฟแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(Battery of Southeast Asia) โดยผลักดันโครงการเขื่อนผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่บนลุ่มแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขามากกว่า 30 โครงการเพื่อขายไฟฟ้าให้กับประเทศเพื่อนบ้าน

หากมองข้ามไปจนถึงปี 2558 ซึ่งจะเป็นเงื่อนเวลาของการรวมเศรษฐกิจอาเซียนและแผนปฏิบัติการความร่วมมือด้านพลังงาน ทบวงพลังงานระหว่างประเทศ(IEA) ประมาณว่าเม็ดเงินลงทุนภายใต้แผนนี้คิดเป็น 1.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 33 ล้านล้านบาท) ไปจนถึงปี 2573 ดังนั้นการเคลื่อนไหวภาคประชาชนระหว่างอาเซียนในการต่อสู้ช่วงชิงพื้นที่ทางเลือกและกำหนดอนาคตและชะตากรรมของตนเองภายใต้แรงกระแทกกระทั้นของโลกาภิวัตน์ของทุนนิยมนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ไม่ช้าก็เร็วเราอาจจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เรียกว่า “Political Thaw” อันเนื่องมาจากนโยบายรัฐที่จำกัดพื้นที่ทางประชาธิปไตยในการแสดงความคิดเห็น รวมถึงการเล่นพวกพ้อง การคอรัปชั่นและตักตวงผลประโยชน์จากนโยบายพลังงานที่บิดเบี้ยวซึ่งเข้าไปรุกล้ำปริมณฑลของวิถีชิวิตชุมชนและธรรมชาติ

กล่าวโดยทั่วไป วิกฤตทางอาหารนั้นแยกไม่ออกจากเรื่องเหตุการณ์สภาพภูมิอากาศสุดขั้วและพลังงาน ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อการผลิตข้าวมีความสำคัญในนโยบายเกษตรกรรมของประเทศ แม้ว่าประเทศไทยจะได้เปรียบหรือมีผลกระทบไม่มากนักจากวิกฤตราคาอาหารโลกจากการเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรกรรม สถานการณ์เรื่องปากท้องและอาหารของประชาชนนั้นก็มิอาจมองข้ามได้เลยในปี 2556 ที่จะมาถึง

การรวมเศรษฐกิจอาเซียนได้เปิดให้มีการลงทุนด้านเกษตรอุตสาหกรรมมากขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเป็นการลงทุนขนาดใหญ่เพื่อเพิ่มผลิตภาพของพืชพลังงาน สวนเกษตรเชิงเดี่ยวขนาดใหญ่ รวมถึงการวิจัยเพื่อปรับปรุงพันธุกรรม ซึ่งแทนที่จะนำไปสู่ความมั่นคงทางอาหารของประชากรส่วนใหญ่ การลงทุนดังกล่าวนี้ตกอยู่ในมือของภาคอุตสาหกรรมการเกษตรรายใหญ่ที่ครอบงำนโยบายการผลิตเกษตรกรรมและวิถีการบริโภค

องค์การอาหารแห่งสหประชาชาติ (FAO) มีบทบาทสำคัญต่อนโยบายเกษตรกรรมของประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทย สิ่งที่ควรจับตานอกเหนือจากตัวอย่างความสำเร็จและความล้มเหลวของโครงการเกษตรกรรมยั่งยืนที่สนับสนุนโดย FAO ความท้าทายอีกประการหนึ่งคือการตรวจสอบติดตามบทบาทของ FAO ในด้านความร่วมมือภาครัฐ-เอกชนซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณ(ภาษีของประชาชน)ไปกับการสร้างผลกำไรให้กับธุรกิจเกษตรกรรมอุตสาหกรรมผ่านโครงการเกษตรที่ใช่้ปุ๋ยเคมีและยาปราบศัตรูพืชแบบเข้มข้น

อาหารที่เรากินยังมาจากทะเลและมหาสมุทรซึ่งเผชิญกับวิกฤตหลายด้าน ทั้งมลพิษจากกิจกรรมและโครงการพัฒนาตามแนวชายฝั่ง การท่องเที่ยวที่ไม่คำนึงถึงศักยภาพการรองรับของพื้นที่ การขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และการประมงเกินขนาด การรณรงค์ของชุมชนท้องถิ่นในจังหวัดนครศรีธรรมราช – ปลาคือชีวิต: การประกาศเขตคุ้มครองพิเศษทางอาหาร หยุดอุตสาหกรรมพลังงานสกปรก – และการเคลื่อนไหวของสหพันธ์ประมงพื้นบ้านภาคใต้เพื่อให้รัฐทบทวนนโยบายที่เกี่ยวข้อง เช่น ยกเลิกเครื่องมือการประมงที่ทำลายล้างทุกชนิดโดยเร่งด่วน โดยเฉพาะอวนรุน อวนลาก เรือปั่นไฟปลากะตักโดยต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด จริงจัง และปรับปรุงเป้าหมายการใช้ทะเลจากเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เป็นเพื่อฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ของทะเล และฟื้นคืนความหลากหลายทางชีวภาพ โดยตระหนักถึงความเกี่ยวพันของระบบนิเวศน์ทะเลซึ่งต่างจากเส้นแบ่งตามเขตการปกครอง เป็นประเด็นสำคัญของการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมตลอดช่วงปี 2555 และต่อเนื่องในปี 2556

รายงานล่าสุดของ Oceana องค์กรอนุรักษ์มหาสมุทรระหว่างประเทศระบุว่า อ่าวไทยเป็นหนึ่งอันดับที่ 10 ของพื้นที่ทะเลทั่วโลกที่ต้องเผชิญกับวิกฤตความมั่นคงทางอาหารอันเนื่องมาจากความล่อแหลมของผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการทะเลมีความเป็นกรดมากขึ้นจากการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศที่ปล่อยจากกิจกรรมของมนุษย์ ตามรายงานระบุว่า ผลกระทบต่อปลาและหอยในท้องทะเลไทยได้เริ่มขึ้นแล้ว

ในยุคที่เรากำลังเผชิญวิกฤตหลากมิตินี้ เจตจำนงและความมุ่งมั่นของประชาชนและพลเมืองที่มีจิตสำนึกโดยลำพังนั้นไม่เพียงพอที่ฝ่าวิกฤตร่วมนี้ไปได้ เพื่อให้ทั้งสังคมอยู่รอดในระยะยาว เราจำเป็นต้องมี “ผู้นำทางการเมือง” ที่มีเจตจำนงแน่วแน่ มองเห็นผลประโยชน์ส่วนรวมอย่างลึกซึ้งในทุกมิติ มิใช่เพียงแต่ “เงิน” เป็นตัวตั้ง เราจำเป็นต้องมี “ผู้นำทางธุรกิจ” ที่ร่วมสร้างวิสัยทัศน์ของการแบ่งปันที่แท้จริง มิใช่นำพาสังคมไปติดกับดักมายาคติของโลกาภิวัตน์แห่งทุนนิยมซึ่งขณะนี้กำลังยืนอยู่บนซากปรักหักพังและการทำลายชีวิตและธรรมชาติ เราจำเป็นต้องออกแบบการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่าในปี 2556 แทนที่จะรอให้ “อนาคตที่เราต้องการร่วมกัน” พังทลายลงต่อหน้า

มอง “ผืนป่า” แล “คาร์บอน” (2) : ป่าไม้สามมิติ

ธารา บัวคำศรี เรียบเรียงจาก Seeing Forests for the Trees and the Carbon: Mapping the World’s Forests in Three Dimensions (By Michael Carlowicz, Design by Robert Simmon -January 9, 2012)

วิทยาศาสตร์ใช้วิธีการต่างๆ ในการสำรวจป่าไม้ของโลกและชีวมวลของป่า พวกเขาทำการวัดอย่างเป็นระบบจากภาคพื้นดิน เดินป่าเพื่อนับจำนวนต้นไม้ วัดลำต้นและปีนขึ้นไปยังเรือนยอดของมัน พวกเขาทำการบินเพื่อสำรวจโดยการถ่ายภาพ การใช้เรดาร์เหนือผืนป่าประเภทต่างๆ

โดยการใช้ดาวเทียม นักวิทยาศาสตร์ได้เก็บข้อมูลในระดับพื้นที่และในระดับโลกในเรื่องของ “ความเขียว (greenness) ของพื้นผิวดินของโลกและประเมินการมีอยู่และหายไปของพืชพรรณ ในขณะเดียวกัน ก็มองหาสัญญานเพื่อแยกแยะต้นไม้กับพุ่มไม้ที่ปกคลุมดิน

นักศึกษาทำการวัดวงรอบต้นไม้ในป่าตามแนวชายฝั่งในรัฐเวอร์จิเนียร์ สหรัฐฯ การศึกษาภาคพื้นดินมีความสำคัญยิ่งยวดในการรับรองความถูกต้องของข้อมูลจากดาวเทียมและการบินสำรวจ (NASA photograph courtesy Lola Fatoyinbo.)

แต่การประเมินชีวมวลของป่านั้น เราต้องรู้เกี่ยวกับพื้นที่ ความหนาแน่น และสิ่งทีสำคัญคือความสูงของต้นไม้ นักวิจัยสามารถทำการวัดชีวมวลของป่าไม้ได้เป็นผลสำเร็จเป็นอย่างดีในพื้นที่ขนาดเล็ก การใช้วิธีการดังกล่าวนี้ในระดับโลกนั้นมีค่าใช้จ่ายสูงมากและใช้เวลานาน

Jon Ranson นักนิเวศวิทยาป่าไม้ประจำอยู่ที่ศูนย์การบินอวกาศนาซา “เราต้องการเห็นพืชพรรณบนโลกในลักษณะสามมิติ โดยการวัดความสูงของป่า เราสามารถประเมินชีวมวลเหนือพื้นดินและประมาณปริมาณคาร์บอนที่กับเก็บในป่าได้ ยิ่งการวัดมีความเที่ยงตรงเพียงใด การประมาณปริมาณคาร์บอนก็ยิ่งมีความแน่นอนมากขึ้นเพียงนั้น”

แผนที่ฉบับแรกที่ประเมินความสูงของป่าในระดับโลกมีขึ้นในปี 2010 Michael Lefsky จากมหาวิทยาลัยรัฐโคโลราโดในสหรัฐฯ ได้ทำการผนวกเอาภาพกว้างของพื้นผิว(แนวนอน)จากภาพถ่ายแบบ Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) จากดาวเทียม NASA’s Terra and Aqua satellites เข้ากับความสูง(แนวตั้ง) จากดาวเทียม ICESat(NASA’s Ice, Cloud, and land Elevation Satellite)

ความสูงของป่าไม้ของโลกมีระดับตั้งแต่ 40 เมตรในเขตตะวันตกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกาไปจนถนถึง 20 เมตรในเขตป่าบอเรียลในแถบเส้นรอบวงอาร์กติก แผนที่แสดงให้เห็นสีเขียวเข้มซึ่งแสดงถึงป่าไม้ที่มีความสูงกว่า [NASA Earth Observatory map by Jesse Allen & Robert Simmon, using data from Michael Lefsky, Colorado State University].

ผลคือแผนที่ได้แสดงให้เห็นถึงป่าไม้ที่มีความสูงมากที่สุดของโลกในตะวันตกเฉียงเหนือของอเมริกาด้านด้านแปซิฟิกและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และป่าไม้ที่สูงน้อยลงไปในแถบพื้นที่ของแคนาดาและเขตยูเรเชีย เรือนยอดของต้นไม้ที่สูงที่สุดคือป่า temperate conifer forests ซึ่งมีต้นไม่จำพวก Douglas fir, western hemlock, redwood และ sequoia อยู่หนาแน่น และโดยทั่วไปไม้เหล่านี้สูงได้มากกว่า 40 เมตร ป่าบอเรียล(Boreal forests) ที่มีต้นไม้อย่าง spruce, fir, pine, และ larch โดยทั่วไปโตมีความสูงเสียดขึ้นฟ้าอยู่ในราว 20 เมตร ในระหว่างนั้นจะเป็นป่าไม้ที่มีพืชใบกว้างในเขตอบอุ่นของยุโรปและป่าฝนเขตร้อนที่ยังไม่ถูกรบกวน ซึ่งความสูงเฉลี่ยจะอยู่ในราว 25 เมตร

หัวใจสำคัญของการทำแผนที่นี้คือข้อมูลจากระบบ GLAS (Geoscience Laser Altimeter System) บนดาวเทียม ICESat ซึ่งใช้แสงเลเซอร์ส่งลงบนผิวโลกมากกว่า 250 ล้านครั้งในช่วง 7 ปีของการโคจรรอบโลก(2003-2009) และได้วัดพื้นที่ที่มีป่าไม้ปกคลุมบนโลกร้อยละ 2.4 และผืนป่าในพื้นที่ดังกล่าวร้อยละ  24 โดยตรง จากนั้น นำข้อมูลที่เก็บได้จากดาวเทียมมาประเมินโดยใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์

Michael Lefsky ทำการผนวกข้อมูลจากการสังเกตพืชพรรณเข้ากับข้อมูลดาวเทียม ICESat ซึ่งเป็นข้อมูลตามแนวเส้นสีดำในภาพ เพื่อสร้างแผนที่ความสูงของป่าไม้ (NASA map by Jesse Allen and Robert Simmon.)

แผนที่นี้ถือเป็นแผนที่ความสูงป่าไม้ฉบับแรก Lefsky และทีมงานของเขาบอกว่า ยังมีความไม่แน่นอนอยู่อีกมาก นี่เป็นร่างแผนที่ฉบับแรกและต้องมีการทำให้ละเอียดมากขึ้นในอนาคต

ความท้าทายสามประการว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

บทความนี้เรียบเรียงจากบทสรุปผู้บริหารในรายงาน Up in smoke? Asia and the Pacific. The threat from climate change to human development and the environment โดย Working Group on Climate Change and Development

ชะตากรรมของเหล่ามนุษยชาติอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเห็นได้ชัดเจนในทวีปเอเชีย ที่ซึ่งประชากรกว่า 60 เปอร์เซ็นต์หรือราวสี่พันล้านคนอาศัยอยู่ ประชากรมากกว่าครึ่งของทั้งหมดอาศัยอยู่ใกล้แนวชายฝั่ง ดังนั้นจึงได้รับผลกระทบโดยตรงจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น

การเปลี่ยนแปลงวัฎจักรน้ำในภูมิภาคซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังได้คุกคามความมั่นคงและความสามารถในการผลิตของระบบอาหาร (Food systems) ที่ประชากรต้องพึ่งพา จากการรับรู้ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นนี้ การประชุมครั้งสำคัญทั้งสองครั้งในปี 2007 และ 2008 เพื่อบรรลุข้อตกลงว่าด้วยภูมิอากาศโลกจึงจะจัดขึ้นในทวีปเอเชีย

ความเห็นร่วมกันทางวิทยาศาสตร์ (scientific consensus) ทั่วโลกล่าสุด จากคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ระบุว่า อากาศในทวีปเอเชียมีแนวโน้มจะร้อนขึ้นในช่วงศตวรรษนี้ อากาศที่ร้อนขึ้นจะตามมาด้วยรูปแบบของฝนที่รุนแรงและยากแก่การคาดการณ์ รวมไปถึงภัยแล้งและภาวะน้ำท่วมที่รุนแรงยิ่งขึ้น

คาดการณ์กันว่าพายุหมุนเขตร้อนจะทวีขนาดความรุนแรงและเกิดบ่อยยิ่งขึ้น ในขณะที่ลมมรสุม ซึ่งกำหนดระบบการเพาะปลูกจะแปรปรวนทั้งด้านความแรงและช่วงเวลาที่เกิด และที่ตลกร้ายก็คือ หากมลพิษจากภาคอุตสาหกรรมบางชนิดลดลง อากาศที่เย็นตัวลงชั่วคราวจากกลุ่มควันพิษที่ปกคลุมอยู่ กลับอาจเพิ่มอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทว่า แค่การคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่มีในขณะนี้ก็แย่พออยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม คำว่า “โลกร้อน” นั้นทำให้คนเข้าใจผิด ในขณะที่ภาวะเรือนกระจกทำให้โลกร้อนขึ้นโดยรวม ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสภาพภูมิอากาศและสภาพอากาศนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค พื้นที่อันกว้างใหญ่ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคหมายความว่าทวีปประกอบไปด้วยเขตภูมิอากาศ (Climatic zones)ที่หลากหลายอย่างมาก ดังนั้น ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิ-อากาศจึงหลายหลากพอกัน ตั้งแต่เขตป่าไม้หนาแน่นอากาศหนาวเย็นทางตอนเหนือ (เอเชียเขตหนาว) จนถึงทะเลทรายในภูมิภาคที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลบริเวณทวีปยูเรเชีย (the Eurasian continent) (เอเชียเขตแห้งแล้งและเขตกึ่งแห้งแล้ง) เขตอบอุ่นทางตะวันออกของทวีป (เอเชียเขตอบอุ่น) และภูมิภาคที่อุดมไปด้วยสิงสาราสัตว์และพืชพรรณในเอเชียเขตร้อน

ในบรรดาเขตภูมิอากาศต่างๆเหล่านี้ ภูมิภาคเขตแห้งแล้งและเขตกึ่งแห้งแล้งต้องเตรียมพร้อมรับปัญหาปริมาณน้ำที่ไม่เพียงพอและการขาดแคลนน้ำ (Water stress) ที่มากขึ้น ในขณะที่เอเชียเขตร้อน เขตอบอุ่น และเขตหนาวมีแนวโน้มต้องเผชิญกับภาวะน้ำท่วมที่เพิ่มขึ้น

หมู่เกาะแปซิฟิก ซึ่งกระจายตัวบนพื้นที่มหาสมุทรหลายพันตารางกิโลเมตร ส่วนใหญ่แล้วตั้งอยู่ในเขตร้อน ประเทศแปซิฟิกหลายประเทศเป็นเกาะรูปวงแหวนที่เกิดจากปะการัง (atolls) บนพื้นที่ต่ำและเกาะหลายเกาะซึ่งรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน ประกอบด้วยพื้นที่ป่าเขตร้อน ป่าโกงกางและชายหาดที่เรียงรายด้วยต้นปาล์ม ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นซึ่งเป็นผลจากการขยายตัวของปริมาณน้ำในมหาสมุทรเนื่องจากความร้อน (Thermal expansion of ocean water) รวมทั้งธารน้ำแข็งและพืดน้ำแข็งขั้วโลกที่ละลายนั้น ทำให้ชุมชนหลายชุมชนที่อาศัยอยู่บนเกาะเหล่านี้ได้กลายเป็นเหยื่อของผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้ว

ในขณะเดียวกัน ปัจจัยหลายๆ ประการเป็นสาเหตุของความเครียดจากสภาวะแวดล้อม (Environmental stress) ที่เติบโตเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด (exponential rise) ซึ่งได้ทำให้มนุษย์และระบบนิเวศน์เปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้นตามลำดับ ปัจจัยเหล่านี้ประกอบไปด้วย มลพิษทางอากาศและน้ำ การขาดแคลนน้ำ และการบริโภคที่สูงขึ้นอย่างมาก ซึ่งเมื่อประกอบกับการผลิตสินค้าเป็นจำนวนมาก (mass production) เพื่อป้อนตลาดโลกแล้ว ได้สร้างภูเขาขยะกองโตขึ้นเรื่อยๆ

ความแปรปรวนของภูมิอากาศตามธรรมชาติเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนมากในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะปรากฏการณ์เอลนิโญและความผันผวนของระบบภูมิอากาศบริเวณซีกโลกใต้ (El-Niño-Southern Oscillation) หรือ ENSO และปรากฏการณ์ลมมรสุมเอเชีย (Asian monsoon phenomena) ทั้งสองปรากฏการณ์เป็นผลจากความสัมพันธ์ระหว่างชั้นบรรยากาศและมหาสมุทร และมีผลกระทบในวงกว้าง ถึงแม้ว่า ENSO จะส่งผลกระทบต่อทั้งโลก แต่ก็ถือเป็นลักษณะเด่นของสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

ระหว่างที่เกิดปรากฏการณ์เอลนิโญ เมื่อน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกอุ่นขึ้น ภัยแล้งก็เกิดขึ้นทั่วไปในหมู่เกาะอินโดนีเซีย ทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดไฟป่าสูงขึ้น การที่ลมมรสุมเอเชียอ่อนกำลังลงอันเป็นผลจากปรากฎการณ์ ENSO และเปลี่ยนตำแหน่งการเกิดเข้าใกล้เส้นศูนย์สูตรมากขึ้น (Equator-ward shift) มักจะนำภัยแล้งฤดูร้อนมาสู่แคว้นทางตะวันตกเฉียงเหนือและตอนกลางของประเทศอินเดียและทำให้ฝนตกหนักในแว่นแคว้นทางตะวันออกเฉียงเหนือ แบบจำลองการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate models)

คาดคะเนว่า ปรากฎการณ์ ENSO ที่ทวีขนาดและความรุนแรงจากภาวะโลกร้อนมีแนวโน้มทำให้ลมมรสุมเอเชียอ่อนกำลังลง แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นยังไม่สามารถคาดเดาได้ รวมทั้งงานวิจัยบางชิ้นได้ชี้ให้เห็นว่า การหดตัวของพื้นที่ปกคลุมด้วยหิมะในบริเวณทวีปยูเรเชียอาจส่งผลตรงกันข้ามและทำให้ลมมรสุมมีกำลังสูงขึ้น แต่การเปลี่ยนแปลงทั้งสองทางก็ยังคงเพิ่มความกดดันให้มนุษย์ต้องปรับตัวไม่ต่างกัน

มีความเห็นพ้องต้องกันมากขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับความท้าทายที่ทวีปเอเชียต้องเผชิญในปัจจุบันและสิ่งที่จำเป็นในการรับมือ  เรายังคงมีเหตุผลให้ตั้งความหวังได้  เพราะในขณะนี้เรามีความรู้และความเข้าใจมากพอที่จะบอกได้ว่าสาเหตุหลักของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคืออะไร เราจะบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างไร และเราจะเริ่มต้นปรับตัวอย่างไร

มีมาตรการด้านบวก (positive measures) ที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันโดยภาครัฐ ภาคประชาสังคม และประชาชนทั่วไป เพื่อช่วยหลีกเลี่ยงหรือลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดการแหล่งน้ำทางเลือก (Alternative water) และระบบจัดสรรพลังงาน การจัดการระบบนิเวศน์ในเชิงยุทธศาสตร์ (strategic ecosystems) และพื้นที่คุ้มครอง การเพิ่มขีดความสามารถในการจัดการกับความเสี่ยงภัยพิบัติ และการใช้เครื่องมือด้านกฎข้อบังคับและนโยบายอย่างมีประสิทธิผล ความท้าทายนั้นเห็นได้ชัดและทางแก้หลายทางก็เป็นที่รับรู้กันทั่วไป ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การลงมือ

ความท้าทายที่สำคัญที่สุดสามประการคือ

1. เราจะชะลอและปรับเปลี่ยนสถานการณ์ที่เป็นผลมาจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคตได้อย่างไร?

2. เราจะดำรงชีวิตอยู่กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นอันตรายในระดับที่ไม่สามารถหยุดยั้งได้อย่างไร?

3. เราจะออกแบบแบบ “ความก้าวหน้า” และ “การพัฒนามนุษย์” ที่ปกป้องและเป็นมิตรกับสภาพภูมิอากาศ( climate proof and climate friendly) และจัดสรรส่วนแบ่งทรัพยากรที่เราต้องพึ่งพาให้กับทุกคนอย่างยุติธรรมได้อย่างไร?

คำตอบนั้นอยู่ที่พวกเราทุกคน