เทใจให้เทพา โบกมือลาให้ถ่านหิน

พาดหัวข่าว “ปล่อย 15 แกนนำ พลังงานเล็งถอย” “รื้อแผนพีดีพีรับเทรนด์โลก” บนหน้าหน้าหนังสือพิมพ์ เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันกับที่ศาลจังหวัดสงขลาอนุญาตให้ประกันตัวเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน หลังจากถูกจับกุมจากการเดินเท้าอย่างสงบ #เทใจให้เทพา นับตั้งแต่วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2560 เพื่อไปยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย อ.เมือง สงขลา

อีกครั้งหนึ่ง การคัดค้านถ่านหินของเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นแสงสว่างส่อง ตรงไปยัง “ภาระรับผิดและตรวจสอบได้(accountability)” ของการวางแผนภาคการผลิตไฟฟ้า และท้าทายกระบวนการวางแผนผลิตไฟฟ้าที่เป็นปัญหาถึงขั้นวิกฤต

แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า(Power Development Plan) หรือที่เรียกย่อๆ ว่า แผนพีดีพี เป็นแผนแม่บทเพื่อการลงทุนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าในประเทศ โดยกำหนดว่าจะมีการสร้างโรงไฟฟ้าแบบใดขึ้นบ้าง เป็นจำนวนเท่าไร ที่ไหนและเมื่อไร แผนพีดีพีมีนัยยะที่ครอบคลุมกว้างขวาง ไม่เพียงแต่จะกำหนดอนาคตของการผลิตไฟฟ้า ภูมิทัศน์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อมของประเทศ หากยังส่งผลต่อประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนอีกด้วย ด้วยเหตุที่เลือกที่จะสร้างโรงไฟฟ้าจำนวนมากที่ก่อมลพิษ สร้างความขัดแย้ง มีต้นทุนและความเสี่ยงสูง

มี 3 ประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศไทย แผนพีดีพีฉบับใหม่ที่จะมีขึ้นและแนวโ้น้มการผลิตไฟฟ้าของโลก

1) แม้ว่ารัฐบาลจะรื้อแผนพีดีพีรับแนวโน้มโลก แต่การผลักดันถ่านหินที่กระบี่และเทพายังมีอยู่ต่อไป

คณะทำงานจัดทำค่าพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า นำเสนอเมื่อเร็วๆ นี้ ว่า

  • ความต้องการใช้ไฟฟ้าในปี 2579 (ปลายแผนพีดีพี2015) ลดลงกว่า 2 หมื่นล้านหน่วย
  • สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติประเมินว่า GDP เฉลี่ย ช่วงปี 2560-2579 จะอยู่ที่ร้อยละ 3.78 ลดลงจากสมมุติฐานในแผนพีดีพี2015 ที่คาดว่า GDP จะเติบโต ร้อยละ 4-5
  • ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดจะอยู่ที่ 54,771 เมกะวัตต์ในปี 2579 (ปลายแผนพีดีพี2015) ลดลงประมาณ 4,500 เมกะวัตต์
  • การเติบโตของผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เอง (Isolated Power Supply) ทั้งประชาชนและเอกชนโดยเฉพาะ โซลาร์รูฟท็อปเพิ่มจาก 3,300 เมกะวัตต์หรือ 24,000 ล้านหน่วยในปี 2560 เป็น 5,277 เมกะวัตต์หรือ 44,412 ล้านหน่วยในปี 2579
  • คาดว่าโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ 3 โครงการคือโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจ พิเศษภาคตะวันออก การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) 1.2 ล้านคัน และโครงการรถไฟความเร็วสูง รวมกันจะทำให้มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 3,033 เมกะวัตต์หรือ 9,872 ล้านหน่วยในปี 2579 แต่ไม่ได้ส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้า ของประเทศสูงขึ้นมากนัก เพราะมีผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เองมากขึ้นโดยเฉพาะผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป

อย่างไรก็ตาม กระบวนการปรับปรุงแผนพีดีพีฉบับใหม่ ยังคงนำเอาประเด็นการสร้างโรงไฟฟ้า ในภาคใต้ที่ล่าช้า ทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาจังหวัดสงขลา มาพิจารณาด้วย โดยอ้างว่าเพื่อวางแผนการสร้างโรงไฟฟ้าในอนาคตให้สอดรับกับความต้องการ ใช้ไฟฟ้าตามแผนพีดีพีฉบับใหม่ต่อไป ในภาพแสดงถึงโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินภายใต้แผนพีดีพี 2015 (2558-2579) ส่วนที่ไฮไลท์เป็นสีแดงคือโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ จากการคัดค้าน/ไม่ยอมรับของชุมชน

Screen Shot 2560-12-01 at 1.36.42 PM

2) การผลิตไฟฟ้าของไทยจะเข้า “แนวโน้มโลก” ไม่เกินปี 2563 เป็นจุดผลิกผันจากถ่านหินสกปรก สู่ระบบ พลังงานหมุนเวียนที่สะอาด

Screen Shot 2560-12-01 at 5.11.27 PM

การวิเคราะห์ของ Bloomberg New Energy Finance ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยไฟฟ้าปรับเฉลี่ยที่ ผลิตได้จากระบบโซล่าร์เซลล์ (ในระดับ utility scale) จะเท่ากับหรือถูกกว่าถ่านหินไม่เกินปี 2563 Bloomberg ระบุว่าในช่วง 25 ปีข้างหน้า ในจำนวนมูลค่าการลงทุนใหม่ในภาคพลังงานของไทยประมาณ 80,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ร้อยละ 48 จะเป็นการลงทุนด้านพลังงานแสงอาทิตย์และลม แผนที่ที่ตีพิมพ์ล่าสุดโดย Bloomberg ชี้ให้เห็นว่าต้นทุนของเซลล์แสงอาทิตย์ในประเทศไทย จะลดลงอย่างน้อยร้อยละ 50 ภายในปี พ.ศ.2583

จุดผลิกผันไปสู่ระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดของประเทศไทยนั้นขึ้นอยู่กับว่ากระบวนการวางแผนพีดีพีนั้นเปิดกว้างเพียงใด แนวทางการจัดทำแผนพีดีพีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีการสร้างแบบจำลอง การพินิจอนาคต (Scenario)ในแบบเดียวโดยอาจเพิ่มความเป็นไปได้อีกสองทางคือการเติบโต ทางเศรษฐกิจ “สูง” และ “ตำ่” โดยที่ไม่มีการพิจารณาความไม่แน่นอนหรือปัจจัยความเสี่ยงอย่างอื่นเลย การปฏิรูปกระบวนการวางแผนไฟฟ้าแบบ Integrated resource planning ที่ผลักดันโดยสาธารณชนมาโดยตลอดจำต้องนำตัวแปรหรือปัจจัยเสี่ยงต่างๆ มาผสมผสานให้มีแบบจำลองการพินิจอนาคต (Scenario) หลากหลายแบบให้มากที่สุด จากนั้นต้องมีกระบวนการสาธารณะเพื่อให้สังคมเลือกแผนที่มีต้นทุนต่ำสุดภายใต้ระดับความเสี่ยงต่างๆ ที่พอรับได้

แม้ว่าข้อเรียกร้องของเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินจะเน้นไปยังกระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพรายโครงการ แต่ถ้าหากประชาสังคมในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศได้มีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในกระบวนการพิจารณาและจัดทำแผนการผลิตไฟฟ้าซึ่งนำไปสู่การกำหนดอนาคตที่ยั่งยืนและเป็นธรรมอย่างแท้จริง เชื่อเหลือเกินว่าความขัดแย้งที่นำไปสู่ความรุนแรง ซึ่งกระทำโดยรัฐก็สามารถที่จะหลีกเลี่ยงและหาทางออกที่ดีร่วมกันได้

3) โบกมือลาถ่านหิน เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส

มีการโบกมือลาถ่านหินทั่วโลกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน นี่คือแนวโน้มโลกในภาคการผลิตไฟฟ้า ในบางประเทศ ธุรกิจถ่านหินกลายเป็นสินทรัพย์ที่กลายเป็นภาระผูกพัน (Stranded Assets) และแน่นอน การต่อสู้ที่เทพา กระบี่และพื้นที่อื่นๆ ในประเทศไทยไม่ได้เกิดขึ้นในสูญญากาศ มีผู้คนทั่วโลกที่ร่วมต่อสู้ ยืนหยัดเพื่อยุติถ่านหินมากขึ้นกว่าแต่ก่อน

ข้อมูลที่รวบรวมโดย Global Coal Plant Tracker เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน โดยเฉพาะอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ไทยมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน เมื่อวัดจากกำลังผลิตติดตั้ง (หน่วยเมกะวัตต์)น้อยกว่า ดังนั้น แทนที่จะมองความมั่นคงทางพลังงาน ในมุมมองที่คับแคบว่าเราจำเป็นจะต้องแข่งกับประเทศเพื่อนบ้านโดยสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินให้มากขึ้น นี่คือโอกาสที่จะโบกมือลาถ่านหินสกปรก และก้าวขึ้นเป็นผู้นำในการผลิตไฟฟ้าจากระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดเต็มร้อยซึ่งยั่งยืนและเป็นธรรม ผลประโยชน์ร่วมกัน (co-benefits) ทั้งสังคมคือการออกแบบการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่มุ่งไปสู่อนาคตข้างหน้าอย่างมีอารยะ และการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) รวมถึงเป้าหมายเพื่อส่งเสริมสังคมสงบสุข ยุติธรรม ไม่แบ่งแยกซึ่งมุ่งมั่นที่จะลดความรุนแรงทุกรูปแบบ พร้อมทำงานร่วมกันเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและความไม่มั่นคงทางสังคมก็จะอยู่ไม่ไกล

นิวเคลียร์ไป ถ่านหินมา : ความมืดบอดของชนชั้นนำผู้วางแผนพลังงานไทย

อ่านข่าวแล้วเศร้า หดหู่ใจ เมื่อกระทรวงพลังงานและชนชั้นนำผู้วางแผนพลังงานของประเทศไทยทั้งหลายบอกว่าจะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินจากเดิม 4,400 เมกะวัตต์ ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าเป็น 10,000 เมกะวัตต์ และเป็นไปได้ที่จะถอดเอาการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ออกไป

ที่ผมรู้สึกเศร้าใจก็เพราะตอบตัวเองไม่ได้ว่า ทำไมพวกเขาจึงคิดได้เพียงแค่นี้

พวกเขาในที่นี้ ผมหมายถึง คนใหญ่คนโตที่อยู่ใน กฟผ. สนพ. และกระทรวงพลังงาน ผู้ซึ่งเป็นผู้ยึดกุมการวางแผนพลังงานระดับชาติ

จินตนาการของพวกเขาหายไปไหน พวกเขาแกล้งโง่หรือว่าโง่จริงๆ

แน่นอนว่า การถอดนิวเคลียร์ออกจากแผนพีดีพี เป็นเรื่องที่ชมเชย แต่ต้องดูให้เห็นทั้งหมด

เพราะมันคือ “หนีเสือปะจระเข้”

ถ้าประเทศไทยจะผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินรวมกันเป็นจำนวน 10,000 เมกะวัตต์ เราต้องมีโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ราว 140 โรง ขึ้นเป็นดอกเห็ดทั่วประเทศ โดยอ้างว่าไม่มีปัญหาเพราะมันคือถ่านหินสะอาด และประเทศอื่นๆ ในเอเชียที่เจริญแล้วก็มีการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินในสัดส่วนที่สูง

นี่คือแผนที่สกปรกไม่ต่างจากถ่านหิน

แม้ว่าแผนสกปรกดังกล่าวนี้จะยังไม่ผ่านความเห็นชอบใดๆ แต่ก็พอเดาได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นลางๆ กับอนาคตพลังงานของไทย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งชุมชนท้องถิ่นจำนวนมหาศาลที่จะตกอยู่ในเงื้อมเงาทะมึนของอุตสาหกรรมถ่านหิน

นี่คือชนชั้นนำผู้วางแผนนโยบายพลังงานแห่งชาติ พวกเขาสิ้นคิด ไร้ซึ่งจินตนาการ และช่างโง่เขลาและมืดบอดเสียนี่กระไร

ชาวประจวบชี้ผลงาน 1 ปี รัฐบาล แผนอนุรักษ์พลังงานสอบตก

โดย สุรีรัตน์  แต้ชูตระกูล – กลุ่มอนุรักษ์ทับสะแก

8 กันยายน 2555 เวลา 9.00น จากการแถลงผลงานครบรอบ 1 ปีรัฐบาลของกระทรวงพลังงานนำโดยนายอารักษ์  ชลธาร์นนท์ รัฐมนตรีพลังงานประกาศประสบความสำเร็จ ในการทำแผนพัฒนาไฟฟ้า(พีดีพี) 20ปีโดยการใช้พลังงานทดแทนและแผนอนุรักษ์พลังงานเพื่อเสริมความมั่นคงไฟฟ้า ในการรองรับการขยายตัวของการใช้ไฟฟ้าอีก20ปีข้างหน้านั้น

จากการเปิดเผยต่อสื่อมวลชนของนางสาวสุรีรัตน์  แต้ชูตระกูล แกนนำกลุ่มอนุรักษ์ทับสะแก คัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินทับสะแกของกฟผ.ในประเด็นดังกล่าวว่า “ประชาชนต้องรู้เท่าทันการแสดงละครของนักการเมือง การประเมิลผลนโยบายควรยึดหลักความจริงและผลประโยชน์โดยรวมของสังคม เพื่อนำไปสู่การแก้ไขข้อผิดพลาด”

กระบวนการทำแผนพีดีพี2010ปรับปรุงครั้งที่3ที่ต้องใช้20ปี มีเวลาฟังความเห็นประชาชน 1ชั่วโมง 45นาที  ซึ่งใช้เวลาสั้นมาก และทำเวทีเดียวในกทม. ก็รีบชง รีบอนุมัติเพื่อจะให้บรรลุเป้าเปิดประมูลสัมปทานโรงไฟฟ้าเอกชน 7โรงให้ทันเวลาของรัฐบาลชุดนี้

ในแง่การบริหารระบบ เดือนเมษาที่ผ่านมา  ช่วงที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของประเทศ กฟผ.ได้ไฟเขียวทำแผนปิดซ่อมโรงไฟฟ้าไป 3,000 เมกะวัตต์ทั้งๆทีหลีกเลี่ยงได้ ถือว่าเป็นการบริหารที่ไร้ประสิทธิภาพ ทำให้ไฟฟ้าสำรองที่พึ่งพาได้ต่ำกว่าเป็นจริง เพื่อใช้อ้างเหตุผลในการเร่งลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ก๊าซใหม่โดยไม่จำเป็น

สำหรับเรื่องแผนอนุรักษ์พลังงาน  รัฐบาลชุดนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตรได้ออกนโยบายผ่านมติคณะรัฐมนตรี กำหนดเป้าหมายให้ทำแผนอนุรักษ์พลังงาน เพื่อนำไปสู่การลดความต้องการใช้ไฟฟ้า 17,500 เมกกะวัตต์(เทียบเท่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินประมาณ 22โรง)ในรอบ 20ปี  ต้องถือว่าเป็นนโยบายชิ้นโบว์แดง

แต่เวลานำนโยบายไปสู่การปฏิบัติคือการทำแผนพัฒนาไฟฟ้า(พีดีพี)นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน กลับชงแผนพีดีพี ที่กำหนดเป้าหมายการทำแผนอนุรักษ์พลังงานเพียง 20% หรือ 3,500 เมกะวัตต์ใน 20ปี   ให้นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะประธานคณะกรรมการพลังงานชาติอนุมัติผ่าน ก็ชัดเจนว่ารัฐบาลชุดนี้สอบตกในขั้นการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ

หากรัฐบาลใส่ใจ จริงใจ เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการไฟฟ้าด้านดีมานด์ ลดความต้องการใช้ไฟฟ้าตามแผนอนุรักษ์พลังงานให้บรรลุเป้าหมายปีละ 875 เมกะวัตต์  จะทำให้ค่าไฟฟ้าตามคาดหมายในปี2573 ลดลง 22%  ทันที เพราะใช้เม็ดเงินลงทุนต่ำกว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ทุกชนิดเชื้อเพลิง ไม่ต้องไปเสียเงินลงทุนในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินของกฟผ. 4โรง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 2โรงและโรงไฟฟ้าก๊าซของเอกชนอีก 7 โรง ประเทศไทยก็มีไฟฟ้าพอใช้  แถมยังช่วยลดการนำเข้าเชื้อเพลิงได้อย่างยั่งยืน

ในประเทศที่พัฒนาแล้วจะใช้แผนอนุรักษ์พลังงานป็นทางเลือกแรกในการวางแผนพีดีพีและต้องทำให้มากสุด  แต่รัฐบาลไทยกลับทำตรงข้ามคือใช้เป็นทางเลือกสุดท้ายและทำให้น้อยที่สุด เราเห็นว่าที่เป็นกันแบบนี้เพราะระบบที่เอื้อให้ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพลังงานและกฟผ.ที่ต้องรับผิดชอบทำแผนพีดีพี ไปนั่งเป็นบอร์ดของบริษัทค้าพลังงาน คนเดียวแบบสวมหมวก 2ใบ  ก็มีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน คำนึงถึงการสร้างกำไรให้กลุ่มทุนค้าพลังงานอย่างยั่งยืนมากกว่าผลประโยชน์โดยรวมของสังคม

 

ขึ้นค่าไฟฟ้า สะท้อนการบริหารแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าห่วย

จากกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านกรูด

ขึ้นค่าไฟฟ้า สะท้อนการบริหารแผนพีดีพี.ห่วย

29 เมษายน 2555 จากกรณีกระทรวงพลังงานเตรียมขึ้นราคาค่าไฟฟ้าและนายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานเร่งนำแผนพีดีพี2010ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 เข้าที่ประชุมคณะกรรมการพลังงานชาติ(กพช.)ในต้นพฤษภาคมนี้นั้น        นางจินตนา  แก้วขาว ประธานกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านกรูดเปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวในประเด็นดังกล่าวว่า การขึ้นค่าไฟฟ้าโดยอ้างว่าประชาชนใช้ไฟฟ้าในปีนี้เยอะไม่ใช่เหตุผลหลักในการขึ้นค่าไฟฟ้าเพราะมีไฟฟ้าสำรองสูงถึง20-40%ตลอด20ปี        แต่กระทรวงพลังงานร่วมกับกฟผ.กลับไปอนุญาตให้มีการปิดซ่อมโรงไฟฟ้าในฤดูร้อนถึง2,000-3,000เมกะวัตต์ ทั้งๆที่รู้ว่าเป็นฤดูที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของประเทศ นักบริหารที่ดีไม่มีใครเค้าทำกัน บวกกับให้ปตท.ปิดซ่อมท่อก๊าซในช่วงเดียวกัน นำไปสู่การสต๊อกน้ำมันเพื่อสำรองไฟฟ้าเพิ่มและไม่สนับสนุนแผนบริหารพีกอย่างเป็นระบบ ถือเป็นตัวอย่างผลงานการบริหารแผนไฟฟ้าที่ห่วยจริงๆเพราะไร้ประสิทธิภาพ           การที่รัฐมนตรีพยายามเร่งทำแผนพีดีพี2010ครั้งที่3เข้าที่ประชุมกพช.เร็วๆ เป็นเรื่องของการเลี่ยงการมีส่วนร่วมจากประชาชน หลบหลีกกระบวนการตรวจสอบ แผนพีดีพีอายุ 20ปีทำมาได้ 3ปีปรับปรุงไป 3ครั้งเฉลี่ยก็ทำใหม่ทุกปี เพราะทั้งผิดทั้งพลาดก็ยังพยายามมั่วกันต่ออีก         ตอนนี้มีนักวิชาการอิสระด้านพลังงานทำแผนพีดีพีออกมาเปรียบเทียบ ก็เห็นชัดว่าประเทศไทยมีทางเลือกที่ดีกว่าแผนของรัฐบาลในการบริหารระบบไฟฟ้าที่นำไปสู่การลดค่าไฟฟ้าได้  มลพิษน้อยลง มีประสิทธิภาพกว่า ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน  แต่รัฐบาลโดยกระทรวงพลังงานปิดหูปิดตาตัวเองที่จะรับฟัง        เราอยากเห็นเวทีดีเบต ระหว่างแผนพลังงานของรัฐบาลกับแผนพลังงานจากนักวิชาการอิสระ ในสื่อสาธารณะเพื่อให้ประชาชนได้เห็นข้อเปรียบเทียบและแสวงหาทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทยในการวางแผนพลังงานและถ้ากระทรวงพลังงานมั่นใจว่าทำแผนโปร่งใสก็ควรสนับสนุนการดีเบตครั้งนี้

เมื่อชาวประจวบฯ ขอกำหนดอนาคตของตัวเอง

ผมได้หนังสือเล่มนี้เป็นอภินันทนาการจากคุณสุรีรัตน์ แต้ชูตระกูล ผู้เขียน ซึ่งนอกจากแถมลายเซ็นตัวเองมาให้แล้ว ยังมีลายเซ็นของคุณจินตนา แก้วขาว นักสู้หญิงเหล็กแห่งบ้านกรูดแถมมาด้วย ซึ่งถือเป็นเกียรติอย่างสูง และหยิบขึ้นมาก็อ่านรวดเดียวจบแบบวางไม่ลง (Unputdownable)

หนังสือเล่ม “ชาวประจวบขอกำหนดอนาคตตนเอง” พิมพ์ครั้งแรกในเดือนธันวาคม 2553 จำนวน 5,000 เล่ม อาจเรียกได้ว่าใช้เวลาเขียนกว่า 10 ปี ก็ว่าได้ เรื่องเวลาในการเขียนนี้ผมยกอุปมาขึ้นมาเอง เพราะถ้าเราอ่านจนจบ จะพบว่านี่คือผลงานทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้ของ “ชาวบ้านเสื้อเขียว” ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์นับตั้งแต่มีโครงการพลังงานถ่านหินสกปรกเกิดขึ้นในบ้านกรูดและบ่อนอกเมื่อ 13 ปีก่อน

ที่เรียกว่าเป็นผลงานทางประวัติศาสตร์มิใช่เพียงเพราะว่าเป็นเรื่องเล่าในอดีต หากแต่บรรจุวิสัยทัศน์แห่งอนาคตเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยมและมุ่งมั่น ตามชื่อของหนังสือ และไม่มีใครสามารถทำได้เช่นนี้ นอกจาก “ชาวบ้านเสื้อเขียว”

หนังสือเล่าว่าประจวบคีรีขันธ์มีอะไรอยู่บ้าง แล้วขยายความว่าแล้วสิ่งที่ประจวบคีรีขันธ์มีอยู่กลายเป็นประเด็นขัดแย้งได้อย่างไร  เมื่อพิจารณาถึงกระบวนทัศน์การพัฒนากระแสหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แผนพัฒนาภาคใต้ การขยายอุตสาหกรรมเหล็กและแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า และนำเสนอตบท้ายด้วยว่า ทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนที่พูดกันมาเป็นเวลา 30-40 ปี นั้นทำได้อย่างไร จะปรับแผนพัฒนาภาคใต้อย่างไร ที่นำไปสู่สังคมปรองดองและเป็นธรรม

เป็นการสังเคราะห์ประสบการณ์การต่อสู้และยั่วแย้งข้อมูลของหน่วยงานรัฐ อย่างเช่น สภาพัฒน์ฯ เบบกินขาดและโดนใจขาโจ๋เป็นอย่างยิ่ง !

หนังสือเล่มนี้ยังบรรจุประสบการณ์ตรงของชุมชนในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและชี้ให้เห็นด้วยว่าจะแก้ไขมันได้อย่างไร

“โลกร้อนแก้ได้ด้วยมือและตีนของพวกเราทุกคน” เออ…ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ตามสไตล์ของชาวเสื้อเขียวแห่งประจวบฯ

ที่เด็ดที่สุดน่าจะเป็น การเล่าเรื่องเส้นทางสาย “สโลว์ฟู้ด” ของชาวเสื้อเขียว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของเรื่องที่ต้องก้มหัวคารวะ เท่านั้นยังไม่พอยังแถมสูตรการทำอาหารเด็ด ๆ มาให้ด้วย

หนังสือตบท้ายเรื่องสโลว์ฟู้ดด้วยการแถม “เมนูยัดเยียด (ไม่อยากกินก็ต้องกิน)” คือ ผัดฉ่าโรงไฟฟ้าบ่อนอก และส้มตำโรงไฟฟ้านรกครกแตก อันนี้ตกยกนิ้วให้ในความคิดสร้างสรรค์สุด ๆ

หนังสือปิดท้ายด้วยการหยิบยกวาทะของผู้นำชุมชนชาวเสื้อเขียว ซึ่งจะขอขกตัวอย่างวาทะของคุณกรณ์อุมา พงษ์น้อย ที่กล่าวว่า

“ชาวบ้านตื่นรู้…รัฐบอกว่า…ต้องสร้างความเข้าใจ

ชาวบ้านเท่าทัน…รัฐบอกว่าไม่มีเหตุผล

ชาวบ้านไม่ยอม…รัฐบอกว่าดื้อแพ่ง

ชาวบ้านลุกขึ้นสู้…รัฐบอกว่าเป็นกบฎ ต้องการเป็นรัฐอิสระ

คนทั่วไปมักพูดถึงของดีของแต่ละจังหวัดว่ามีทรัพยากรหรือผลผลิตอะไรบ้าง สำหรับประจวบฯ ของดีที่คนทั่วไปพูดถึงอย่างโดเด่นคือคำว่า “ชุมชนเข้มแข็ง” และชาวบ้านที่อื่นไม่เหมือนชาวบ้านประจวบฯ

แต่เราคิดว่าถ้าชาวบ้านที่อื่นได้เรียนรู้เล่ห์เหลี่ยมของรัฐ ก็สามารถเป็นเหมือนชาวบ้านประจวบฯ ได้เช่นกัน”

ใครที่ยังไม่มี กรุณาซื้อหามาอ่าน แล้วจะพบว่า ท่ามกลางความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวของชาวบ้านประจวบฯ เราจะพบความหวัง

ภาคประชาชนประกาศแผนผลิตไฟฟ้าใหม่ เลิก Ft เลิกนิวเคลียร์ หนุนชุมชนผลิตพลังงานใช้เอง

แกนนำเครือข่ายผู้บริโภคและผู้ได้รับความเดือดร้อนจากโครงการโรงไฟฟ้าทั่วประเทศ ชี้แผนพีดีพีของรัฐเป็นเหตุให้เกิดการสร้างโรงไฟฟ้ามากเกินจำเป็น  มุ่งเน้นแต่ประโยชน์ของกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้บริโภคและชุมชนซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายในการก่อสร้างโรงไฟฟ้า จึงพร้อมใจประกาศหมดยุคการผลักภาระค่าไฟฟ้าที่ไม่เป็นธรรม เร่งจัดเวทีทั่วประเทศเรียกร้องสังคมหนุน  “เลิก Ft เลิกนิวเคลียร์ หนุนชุมชนผลิตพลังงานใช้เอง” เป้าหมายเพิ่มกำลังผลิตพลังงานหมุนเวียนให้ได้ 30% ของกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งระบบภายใน 10 ปี

วันนี้(11 ก.พ.2554) นางสาวรสนา โตสิตระกูล วุฒิสมาชิกกรุงเทพมหานคร ประธานคณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ได้ร่วมกับ มูลนิธิสุขภาพไทย   มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค  และมูลนิธิไฮน์ริค  เบิลล์ จัดเวทีเสวนาเรื่อง “จินตนาการใหม่ เรื่อง พลังงานใน 20 ปี ข้างหน้า : ข้อเสนอสู่แผนพีดีพี” ขึ้น โดยได้เชิญตัวแทนเครือข่ายผู้บริโภคและเครือข่ายประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการโรงไฟฟ้าต่างๆทั่วประเทศ รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวนรวม 100 คน ให้มาร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและระดมความคิดเห็น เพื่อจัดทำข้อเสนอต่อแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศใหม่ให้เกิดความเป็นธรรมต่อสังคม

นางสาวรสนากล่าวว่า การที่รัฐบาลได้กำหนดแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือแผนพีดีพี ซึ่งในปัจจุบัน คือแผนพีดีพี 2007 ต่อเนื่องแผนพีดีพี 2010 โดยขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างเหมาะสมทำให้เกิดการร้องเรียนจากประชาชน กลุ่มเครือข่ายในพื้นที่ซึ่งเป็นเป้าหมายในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าและกลุ่มเครือข่ายผู้บริโภคมาอย่างต่อเนื่อง  ว่าจะก่อให้เกิดการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น และส่งผลต่อราคาค่าไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อชุมชนซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายในการก่อสร้างโรงไฟฟ้า

“สาเหตุของปัญหาที่สำคัญในการกำนดแผนพีดีพีของรัฐบาลที่ผ่านมาคือ การขาดการมีส่วนขาดการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนโดยเฉพาะประชาชนที่เป็นพื้นที่เป้าหมายในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงประเภทต่างๆ รวมทั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่แผนพีดีพีกำหนดให้มีขึ้นจำนวน 5 โรง และไม่มีการเปิดเผยข้อมูลที่ชัดเจนถึงพื้นที่ที่จะใช้ก่อสร้างโรงไฟฟ้า ภาพรวมของแผนพีดีของภาครัฐมุ่งเน้นประโยชน์ของธุรกิจพลังงานมากกว่าประโยชน์ของสังคมโดยรวม ”

ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงเป็นที่มาของการจัดเวทีระดมความเห็นของประชาชนในครั้งนี้ และเครือข่ายผู้บริโภคและเครือข่ายประชาชนผู้ได้รับผลกระทบได้มีข้อเสนอถึงรัฐบาลผ่านคณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ดังนี้

  1. ข้อเสนอต่อการกำหนดแผนพีดีพี
    1. ให้ยกเลิกแผนพีดีพี 2007 และ 2010 เพราะเน้นการสร้างโรงไฟฟ้าเกินความจำเป็นและขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างเพียงพอ
    2. ก่อนการจัดทำเวทีสาธารณะเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกิจการพลังงานอย่างเพียงพอโดยเฉพาะการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าก่อนการจัดเวทีในระยะเวลาที่เหมาะสม
    3. การเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อแผนพีดีพีต้องกระทำอย่างกว้างขวาง และให้สนับสนุนกลุ่มประชาชนทั่วไปและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเข้าร่วมอย่างเต็มที่
    4. รัฐต้องจัดการปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนของข้าราชการระดับสูงกับกลุ่มธุรกิจพลังงาน โดยต้องห้ามไม่ให้ข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายหรือกำกับดูแลกิจการสามารถเข้าไปเป็นกรรมการหรือผู้บริหารในหน่วยงานหรือกิจการด้านพลังงานทุกประเภท
    5. แผนพีดีพีต้องมุ่งเน้นประสิทธิผลทางเศรษฐกิจ มิใช่เน้นการเพิ่มกำลังการผลิต
  2. ข้อเสนอต่อการจัดการปัญหาภาระการลงทุนที่ไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภค
    1. ให้ยกเลิกการจัดเก็บค่าไฟฟ้าผันแปร(Ft) กับผู้ใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือนทั้งหมด และควรให้กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมรับภาระการลงทุนการผลิตไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงทั้งหมด เพื่อการลงทุนและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เนื่องจากการเก็บค่า Ft ในปัจจุบันส่งผลให้ผู้ใช้ภาคครัวเรือนต้องรับภาระสองต่อทั้งจากค่า Ft  ในการใช้ของตัวเองและการส่งผ่านภาระค่า Ft ของธุรกิจอุตสาหกรรมในราคาค่าสินค้าต่างๆ
    2. ให้ยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียมการตัดไฟฟ้า 107 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่มในกรณีที่มีการค้างชำระค่าไฟฟ้า  เนื่องจากผู้บริโภคได้จ่ายค่าธรรมเนียมการใช้ไฟฟ้าประจำเดือนและถูกลงโทษด้วยการระงับการจ่ายไฟฟ้าอยู่แล้ว และไม่เห็นควรให้มีการจัดเก็บข้อมูลค้างชำระค่าสาธารณูปโภคในเครดิตบูโร
    3. ให้ยกเลิกสูตรการคำนวณโครงสร้างค่าไฟฟ้าทั้งหมดที่มีมาก่อนการจัดตั้งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) และให้มีการจัดทำสูตรคำนวณการคิดค่าบริการไฟฟ้าใหม่ภายใน 2 ปีโดยให้กลุ่มผู้ใช้ไฟทุกกลุ่มเข้ามามีส่วนร่วมพิจารณาอย่างเต็มที่
    4. ให้ผู้บริโภคสามารถเลือกใช้ไฟฟ้าตามประเภทพลังงานได้ โดยผ่านใบแจ้งค่าไฟฟ้า
  3. ข้อเสนอในการสนับสนุนพลังงานทางเลือกและการตัดสินใจการใช้ประเภทเชื้อเพลิง
    1. ต้องไม่มีการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ตามแผนพีดีพีใดๆ เพราะยังขาดความชัดเจนในมาตรการด้านความปลอดภัย และการกำจัดกากนิวเคลียร์
    2. ให้รัฐบาลยอมรับและสนับสนุนแผนพลังงานหมุนเวียนในจังหวัดที่มีความพร้อมตามศักยภาพ
    3. ให้ชุมชนมีสิทธิเข้าถึงแหล่งเงินกู้ ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อผลิตพลังงานทางเลือก
    4. ให้ลดภาษีนำเข้าอุปกรณ์ของพลังงานทางเลือก
    5. ให้มีนโยบายสนับสนุนการผลิตและการลงทุนพลังงานแสงอาทิตย์
    6. กรณีพลังงานทางเลือกขนาดใหญ่ เช่น กลุ่มชีวมวล ต้องทำ IEE ก่อนแต่หากมีข้อพิพาทกับชุมชนจะต้องจัดทำ EIA และให้ระงับการดำเนินการชั่วคราวก่อน
    7. พลังงานทางเลือกที่ใช้ทรัพยากรร่วมกับชุมชน คือ พลังงานน้ำ ชีวมวล จะต้องทำการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นก่อน
    8. ให้มีการชดเชยผู้ที่ได้รับผลกระทบโครงการอย่างเป็นธรรม
  4. ข้อเสนอต่อการบริหารจัดการความต้องการใช้ไฟฟ้า
    1. ให้เพิ่มสัดส่วนการลงทุน DSM และเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 ของการลงทุนด้านพลังงานของประเทศภายใน 10 ปี
    2. รัฐควรมีนโยบายการรับซื้อไฟฟ้าที่เปิดกว้างไม่ผูกขาดและสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าทางเลือกของชุมชน
    3. ให้ปรับปรุงประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าเดิมก่อนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ทั่วประเทศ
    4. การสำรองพลังงานไฟฟ้าไม่ควรเกินร้อยละ 10
    5. ค่าใช้จ่าย DSM ให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของงบการลงทุนของการไฟฟ้า
    6. ควรมีมาตรการส่งเสริมและจำกัดเพื่อการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ