ไวรัส COVID-19 อาศัยอยู่บนผิวพลาสติกนานกว่าบนผิวกระดาษแข็ง 2 เท่า

ข้อมูลใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร New England Journal of Medicine แสดงให้เห็นว่าไวรัสจะอาศัยอยู่บนพื้นผิวชนิดต่างได้นานเท่าไร

Pete Myers ที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของ Plastic Pollution Coalition’s ผู้ก่อตั้งและหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของ Environmental Health Sciences สรุปว่า “ข้อมูลใหม่นี้เปิดเผยว่า Coronavirus ที่กำลังแพร่ระบาดไปทั่วโลกนี้สามารถอยู่รอดบนผิวพลาสติกนานเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับผิวของกระดาษแข็ง และเกือบ 7 เท่า เมื่อเทียบผิววัสดุทองแดง ไวรัสยังอยู่บนผิวพลาสติกได้นานกว่าผิวโลหะสแตนเลสอีกด้วย

สิ่งที่คุณทำได้

ทำไมเราไม่ต่อกรกับวิกฤตโลกร้อนให้เหมือนกับที่เราต่อกรกับโรดระบาด?

แปลเรียบเรียงจาก Shannon Osaka 16 มีนาคม 2563 https://grist.org/climate/why-dont-we-treat-climate-change-like-an-infectious-disease/?fbclid=IwAR0rdwGczp2bOiUZ5nUZ4prW1w33TizUoBKNzKTnxJwZr6wtzxd8_KW20Uw

โรงเรียนปิด หลายพื้นที่มีมาตรการกักกัน ปธน.ทรัมป์ประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติและกำลังประเมินแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อช่วยเหลือธุรกิจเอกชนฝ่าวิกฤตครั้งใหญ่ที่ถาโถมเข้ามา

ประเทศทั่วโลกกำลังรับมือกับไวรัสใหม่อย่างเร่งรีบเพื่อลดการแพร่ระบาด จนถึงปัจจุบัน(16 มีนาคม) มีผู้ติดเชื้อ 135,000 รายและเสียชีวิต 5,000 รายทั่วโลก

นี่คือวิกฤตระดับโลก แต่ทำไมเราจึงไม่เห็นการขับเคลื่อนรับมืออย่างทันทีทันใดเช่นนี้ในประเด็นวิกฤตโลกร้อนที่เป็นหายนะภัยระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนจำนวนมากเช่นเดียวกัน

เป็นธรรมดาที่เราจะเสียใจกับการไม่ลงมือทำเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และประหลาดใจว่าโลกจะเป็นอย่างไรหากรัฐบาลของประเทศต่างๆ จัดการกับวิกฤตโลกร้อนให้เหมือนกับที่จัดการกับโรคระบาด หรือแม้กระทั่งในเรื่องสงคราม อะไรเป็นเหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงไม่สร้างสีสันพาดหัวข่าวอยู่ในหนังสือพิมพ์หรือสิ่งพิมพ์ทุกฉบับ เหมือนกับไวรัสโควิด-19 ที่เป็นประเด็นข่าวในทุกหัวระแหง

Ed Maibach ศาสตราจารย์แห่ง George Mason University ที่ศึกษาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสุขภาพ บอกว่า “แน่นอน เรารับมือกับวิกฤตโลกร้อนน้อยไป เพราะมันเป็นภัยคุกคามด้านสุขภาพที่กระทบกับหลายรุ่นคนในอนาคต”

เหตุส่วนหนึ่งที่คนรับรู้ภัยคุกคามของ COVID-19 คือความสดใหม่ ศาสตราจารย์ Maibach บอกว่า ผู้คนมีแนวโน้มที่จะเกิดปฏิกิริยาอย่างแรง – หรือบางทีก็เกินเลยไป -กับความเสี่ยงแบบใหม่ ไม่แน่นอน ไม่สามารถควบคุมได้และการคุกคามที่ถึงชีวิต ไวรัส COVID-19 มีคุณสมบัติเหล่านี้ทั้งหมด

ในขณะที่ประเด็นวิกฤตโลกร้อนนั้นผู้คนเห็นมานานในแง่ที่ว่าเป็นความเสี่ยงที่คืบคลานเข้ามา เป็นความเสี่ยงที่จะกระทบผู้คนบางเวลาในอนาคต ชาวอเมริกันน้อยกว่าครึ่งเชื่อว่าวิกฤตสภาพภูมิอากาศกระทบกับชีวิตประชาชนในขณะนี้(แต่กำลังมีการเปลี่ยนแปลง) แม้ว่าจะเกิดไฟป่ามหากาฬ ในออสเตรเลียและธารน้ำแข็งละลายในอัตราที่รวดเร็ว กรอบการพิจารณาของวิกฤตโลกร้อนเป็นปัญหาระยะยาวที่ไม่ได้อยู่ในอันดับต้นๆ ของความสนใจของผู้คน ศาสตราจารย์ Maibach บอกว่า”แน่นอน มันเป็นปัญหา คนคำนึงถึงเรื่องนี้ แต่เป็นเรื่องที่เอาไว้จัดการทีหลัง”

Susan Clayton ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาที่ Wooster College ในรัฐโอไฮโอ บอกว่า ปัญหาที่คล้ายๆ กัน มักถูกเก็บวางไว้ก่อนเมื่อเจอกับปัญหาที่ใหม่กว่า ถ้าเรามองไปที่สิ่งเดียวกันเป็นเวลานาน เราก็จะหยุดมองมันเพราะว่าการรับรู้ภาพของเราจะมีการปรับเปลี่ยน นั่นก็อุปมาอุปมัยคล้ายๆ กับการที่คนตอบสนองต่อวิกฤตโลกร้อน “เราคิดว่า โอ้ วิกฤตโลกร้อนมันแย่ แต่ฉันได้ยินเรื่องนี้มานานแล้ว ฉันไม่จำเป็นต้องสนใจกับเรื่องที่จะออกมาในวันนี้”

ไม่เพียงเรื่องจิตวิทยาเท่านั้นที่กันไม่ให้คนตอบรับกับวิกฤตโลกร้อนในทันที วิกฤตโลกร้อนถูกมองว่าเป็น โคตรปัญหาพยศ — กล่าวคือเป็นประเด็นที่ไม่มีความแน่นอน มีลักษณะเฉพาะตัว และไม่มีทางออกสุดท้ายที่แน่ชัด เป็นปัญหาที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่และถาวรในวิถีทางที่สังคมดำเนินไป วิกฤตโลกร้อนมักถูกขยายโดยประเด็นอื่นๆ และในบางครั้งจำต้องต่อกรกับผลประโยชน์เชิงอำนาจ ตัวอย่างเช่น ความยากจนเป็นปัญหาพยศ ไม่มีแนวทางที่แก้ไขแบบตายตัว

เมื่อประเทศทั่วโลกออกมาตรการเข้มเพื่อป้องกันแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 มีสมมุติฐานว่า มาตรการป้องกันที่ออกมาเหล่านั้นจะมีความจำเป็นต้องทำเป็นเวลาหลายเดือน หรืออาจเป็นปี (เราต้องทำความคุ้นเคยกับการเรียนหรือทำงานจากบ้านแล้วล่ะ)

ส่วนวิกฤตสภาพภูมิอากาศนั้นต้องการปฏิบัติการข้ามทศวรรษ ไปจนถึงปี พ.ศ.2593 หรือมากกว่านั้น แม้ว่าจะมีผลโยชน์อย่างมหาศาลจากการขับเคลื่อนทั้งหลายทั้งมวลในระยะสั้น มนุษยชาติก็จะยังคงต้องขับเคี่ยวกับประเด็นโลกร้อนไปอย่างน้อยที่สุดอีก 1 ศตวรรษ ไม่มีวัคซีนสำหรับวิกฤตโลกร้อน ไม่เหมือนกับโคโรนาไวรัส มันจะไม่เพียงหมดแรงไปง่ายๆ เมื่อเวลาผ่านไป

ยังคงมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้จากโรคระบาดที่เกิดขึ้นในขณะนี้ Mona Sarfaty ผู้อำนวยการโครงการ climate change and health ที่ George Mason University กล่าวว่า “ระบบต่างๆ ที่เราเห็นอยู่และสำคัญยิ่งยวดสำหรับแก้ไขโคโรนาไวรัสนั้นเป็นที่ต้องการอย่างใหญ่หลวงในการแก้ไขปัญหาผลกระทบสุขภาพที่เกิดจากวิกฤตโลกร้อน คลื่นความร้อน เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว มลพิษทางอากาศที่เพิ่มขึ้นจากไฟป่าจะสร้างแรงกดดันต่อโครงสร้างพื้นฐานของการบริการสุขภาพและทางการแพทย์ ระบบสนับสนุนทั้งหลายเหล่านี้จะต้องเสริมสร้างให้เข้มแข็งเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับโลกที่ร้อนขึ้น”

นอกจากนี้ ปฏิบัติการขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 แสดงให้เห็นถึงอะไรที่เป็นไปได้ถ้าหากรัฐบาต่างๆ และปัจเจกชนทุกคนสามารถละวางการคิดในระยะสั้น ศาสตราจารย์ Clayton กล่าวว่า “มันมีความรู้สึกเมื่อผู้คนรับรู้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ฉุกเฉิน มาตรการที่แรงมากๆ สามารถนำมาใช้ได้” ดูอย่างการเดินทางโดยเครื่องบินซึ่งเป็นหนึ่งในการกระทำที่สร้างก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดอันหนึ่ง ศาสตราจารย์ Clayton ปิดท้าย “เมื่อมาถึงจุดที่ว่านี้ คนจะไม่พูดว่าฉันจะไม่สามารถหยุดเดินทางโดยเครื่องบินเพราะว่ามันจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ แต่จะพูดว่าฉันจะไม่นั่งเครื่องบิน”

มาตรการปิดพื้นที่จากโคโรนาไวรัสช่วยปกป้องชีวิตคนจากมลพิษทางอากาศได้มากกว่าการติดเชื้อไวรัส

แปลเรียบเรียงจาก Jeff McMahon Senior Contributor Green Tech ใน https://www.forbes.com/sites/jeffmcmahon/2020/03/11/coronavirus-lockdown-may-save-more-lives-from-pollution-and-climate-than-from-virus/#26f583465764

มาตรการปิดเมืองเพื่อจัดการกับวิกฤตการแพร่ระบาดโคโรนาไวรัสหรือโควิด-19 นำไปสู่การลดการเดินทางและโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ต้องปิดตัวลง ผลคือมลพิษทางอากาศที่เป็นภัยคุกคามสุขภาพก็ลดลง รวมถึงก๊าซเรือนกระจกซึ่งก่อให้เกิดวิกฤตโลกร้อน

François Gemenne ผู้อำนวยการ The Hugo Observatory กล่าวว่า การปิดเมืองอาจช่วยชีวิตผู้คนจากมลพิษทางอากาศที่ลดลงได้มากกว่าการแพร่ของไวรัส François Gemenne อ้างอิงถึงการศึกษาวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับปฏิสัมพันธุ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม การย้ายถิ่นฐานของมนุษย์ และการเมือง

Gemenne ยกตัวอย่างอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากมลพิษทางอากาศ 48,000 คนต่อปีในฝรั่งเศส และมากกว่า 1 ล้านคนในจีน เขากล่าวว่า “มันแปลกอยู่ไม่น้อย ผมคิดว่า ท้ายที่สุดแล้ว ความสูญเสียชีวิตจากโคโรนาไวรัสน้อยกว่า เมื่อเราพิจารณาถึงการเสียชีวิตที่มีสาเหตุมาจากมลพิษ ทางอากาศ”

นักวิทยาศาสตร์ประมาณว่าการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากมลพิษทางอากาศในสหรัฐอเมริกามากกว่า 100,000 ต่อปี และองค์การอนามัยโลกประมาณว่าการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากมลพิษทางอากาศทั่วโลกอยู่ที่ 7 ล้านคน

ส่วนการเสียชีวิตโรคระบาดที่ยังไม่สามารถควบคุมได้นั้นยังไม่มีข้อสรุป การคาดการณ์ที่แรงที่สุดที่ยังไม่แน่ใจว่าผ่านการการทบทวนโดยผู้รู้เสมอกัน (Peerreview) ระบุว่าน่าอยู่ราวๆหลายล้านคน—โดยเป็นจำนวนรวม ไม่ใช่รายปี การประเมินที่น่าเชื่อถือได้นั้นประเมินต่ำกว่านี้ ผู้เชี่ยวชาญบางคนเปรียบเทียบตัวเลขกับการระบาดของไข้หวัดปี ค.ศ. 1957ที่คร่าชีวิตประชาชนมากกว่า 1 ล้านคน การสูญเสียชีวิตจากการแพร่ระบาดที่ควบคุมได้ก็จะน้อยกว่านี้มาก

การลดมลพิษทางอากาศและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสามารถลดการสูญเสียชีวิตคนได้มากกว่า

Gemenne พูดในรายการทีวีFrance 24’s The Debate ว่า “จำนวนคนที่หายจากโรคไวรัสระบาดจากมาตรการปิดเมืองจะมากกว่าจำนวนคนที่จะต้องเสียชีวิตไปจากการติดเชื้อไวรัส”

เราต้องมาหยุดคิดพิจารณาถึงสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ว่า ทำไมเราจึงตอบรับอย่างแรงกับสิ่งที่เป็นอันตรายถึงชีวิตน้อยกว่าเทียบกับการตอบรับที่อ่อนปวกเปียกกับวิกฤตที่ร้ายแรงถึงชีวิตมากกว่า

François Gemenne

Gemenne บอกว่า เป็นห้วงเวลาที่น่าสนใจ สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจคือ มาตรการที่เราพร้อมที่รับมือกับโคโรนนาไวรัสนั้นเป็นมาตรการที่เข้มข้นอย่างถึงที่สุดกว่ามาตรการที่เราใช้เพื่อเผชิญกับวิกฤตโลกร้อนและมลพิษทางอากาศ

สิ่งหนึ่งที่เราต้องตั้งคำถามกับตัวเราเองในฐานะเป็นสมาชิกของสังคมคือ ทำไมเราจึงเกรงกลัวต่อโคโรนาไวรัสมากกว่าภัยคุกคามที่เป็นหายนะและเกิดขึ้นแล้วจากวิกฤตโลกร้อนและมลพิษทางอากาศ อะไรที่เป็นเรื่องพิเศษเกี่ยวกับโคโรนาไวรัสที่เราพร้อมจะหยุดโลกโดยการปิดเมืองหรือปิดประเทศเพราะว่าไวรัสนั้น?

มลพิษทางอากาศลดลงหลังจากทางตอนเหนือของอิตาลีถูกปิดจากมาตรการสู้ไวรัสโควิด-19

ข้อมูลใหม่จากภาพถ่ายดาวเทียมระบุว่า มลพิษทางอากาศมีระดับลดลงทางตอนเหนือของอิตาลีหลังจากมาตรการปิดเมืองอันเนื่องมาจากโคโรนาไวรัส

ระดับไนโตรเจนไดออกไซด์จะเป็นสีส้มเข้ม ระดับความเข้มข้นลดลงไปตามลำดับจากรูปภาพด้านบน ภาพถ่ายดาวเทียมมาจากเครื่องมือที่บันทึกบนดาวเทียม Sentinel 5 ขององค์การอวกาศแห่งยุโรป

การติดตามตรวจสอบความเข้มข้นของมลพิษทางอากาศในยุโรปดำเนินการในช่วงสามสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 24 กุมภาพันธ์ 4 มีนาคม และ 8 มีนาคม พ.ศ.2563

ภาพถ่ายเหล่านี้อัพโหลดขึ้น Twitter โดย Santiago Gassò – นักวิจัยที่มหาวิทยาลัย Washington และที่นาซา ในวันเดียวกับองค์การอนามัยโลกประกาศให้โคโรนาไวรัสเป็นโรคระบาด(pandemic)

Santiago Gassò เขียนลงไปใน social media ของเขาว่า “ผลการวิเคราะห์จากภาพถ่ายดาวเทียม เพียง 1 เดือน มีการลดลงของมลพิษไนโตรเจนไดออกไซด์อย่างชัดเจนในทางตอนเหนือของอิตาลี”

มลพิษทางอากาศในจีนไม่ได้ลดลงจากมาตรการควบคุมการระบาดของโคโรนาไวรัสเท่านั้น

การแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัสหรือโควิด-19 เป็นประเด็นพูดคุยบนโลกออนโลน์อีกครั้งหลังจากที่ดาวเทียมตรวจสอบมลพิษของนาซาหรือองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา (The National Aeronautics and Space Administration:NASA) และอีซาหรือองค์การอวกาศแห่งยุโรป(European Space Agency:ESA) ตรวจพบการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์เหนือจีนแผ่นดินใหญ่ ในภาพรวมอย่างน้อยที่สุดร้อยละ 36

นอกจากการลดลงของมลพิษไนโตรเจนไดออกไซด์ที่เป็นคู่หูของฝุ่นพิษ PM2.5 แล้ว การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในจีนก็ลดลงด้วย ศูนย์วิจัยด้านพลังงานและอากาศสะอาด ออกมาระบุว่า มาตรการเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส ทำให้ผลิตผล(Output)ทางอุตสาหกรรมทั้งหมดของจีนลดลงร้อยละ 15-40 รวมถึงการใช้ถ่านหินในโรงไฟฟ้า โรงกลั่นน้ำมัน(โดยเฉพาะในมณฑลกวางตุ้งที่มีอัตราการผลิตต่ำสุด) การผลิตเหล็กและการเดินทางโดยสารเครื่องบินภายในประเทศ

ผลผลิตทางอุตสาหกรรมที่ลดลงทำให้การใช้ไฟฟ้าลดลงผลคือปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของจีนหายไปมากกว่า 1 ใน  4 ในช่วง 2 สัปดาห์ที่มีการควบคุมการระบาดของไวรัสในจีน

กราฟแสดงแนวโน้มของการใช้ถ่านหินรายวันในโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เป็นของบริษัทใหญ่ 6 แห่งในจีนเทียบก่อนและหลังจากเทศกาลตรุษจีน ระหว่างปี พ.ศ.2557-2563 เส้นสีแดงแสดงถึงแนวโน้มการใช้ที่ลดลงหลังเทศกาลตรุษจีนอันเนื่องมาจากมาตรการปิดเมืองเพื่อควบคุมการระบาดของโคโรนาไวรัส

แต่มลพิษทางอากาศยังเพิ่มสูงที่กรุงปักกิ่งในช่วงเวลาเดียวกัน

แม้คุณภาพอากาศหลายพื้นที่ในจีนแผ่นดินใหญ่ดีขึ้น แต่ไม่ใช่ที่ปักกิ่ง แหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศที่มีผลต่อคุณภาพอากาศของปักกิ่งคืออุตสาหกรรมเหล็กและการทำความร้อนในบ้านเรือน โรงถลุงเหล็กรอบๆ ปักกิ่งยังคงทำการผลิตอยู่อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีวัตถุดิบรอป้อนเข้าสู่การผลิตสะสมมากขึ้นทุบสถิติ นอกจากนี้ ลักษณะทางภูมิศาสตร์ยังเป็นช่วยทำให้มีการไหลเวียนของกระแสลมจากแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศรอบๆ เข้ามาในตัวเมือง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว ลองจินตนาการดูว่า หากไม่มีมาตรการควบคุมการระบาดของโคโรนาไวรัส มลพิษทางอากาศของปักกิ่งจะเลวร้ายยิ่งกว่าที่เป็นอยู่

รู้จักไนโตรเจนไดออกไซด์

ไนโตรเจนไดออกไซด์คือสารมลพิษทางอากาศหลัก(creteria pollutants) ที่ประเทศทั่วโลกทำการติดตามตรวจสอบ เป็นหนึ่งในสารตั้งต้น(precursor)ของ PM2.5 โดยเป็นก๊าซสีน้ำตาลแดงที่เกิดจากกระบวนการสันดาปของเครื่องยนต์ รวมถึงกระบวนการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลสารประกอบหลัก 2 ชนิดที่ปล่อยออกจากกระบวนการดังกล่าวคือ ไนโตรเจนไดออกไซด์(NO2) และไนตริกออกไซด์(NO) โดยทั่วไป สารมลพิษสองชนิดนี้เรียกรวมกันว่า ออกไซด์ของไนโตรเจน(NOx)

กรีนพีซใช้ข้อมูลจากเครื่องมือวัด TROPOMI บนดาวเทียม Sentinel 5P ขององค์การอวกาศแห่งยุโรป(The European Space Agency) เพื่อระบุจุดที่มีการปล่อยก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ข้อมูลที่เที่ยงตรงและมีรายละเอียดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนของระดับก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ในบรรยากาศนี้ ทำให้เราเห็นภาพตัวการสำคัญที่ทำให้คุณภาพอากาศเลวร้ายและทำลายสุขภาพประชาชน

ผลกระทบสุขภาพ

ไนโตรเจนไดออกไซด์(NO2) และออกไซด์ของไนโตรเจน(NOx) เป็นสาเหตุของโรคทางเดินหายใจและความเสียหายต่อปอดหากรับเข้าไปแบบเฉียบพลัน และเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคเรื้อรังหากรับเข้าไปในระยะยาว

การรับเอาก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ในระยะยาว(Long-term exposure) สัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรที่เกิดขึ้นทั่วโลก ในสหภาพยุโรป การรับเอา NO2 เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร 75,000 คนต่อปี ในจีน มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นโดยระบุว่า ผลจากการสัมผัส NO2 นำไปสู่การเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของการเสียชีวิตจากโรคทางเดินหายใจและโรคหัวใจ

ทางออกจากวิกฤตรอบด้าน

แม้ว่าการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ในกรณีของจีนเป็นผลมาจากเศรษฐกิจชะลอตัวจากมาตรการควบคุมการระบาดของโคโรนาไวรัส ก็ไม่ได้หมายความว่า เราควรละเลยแนวทางป้องกันมลพิษทางอากาศที่แหล่งกำเนิด  การศึกษาพบว่า ความเข้มข้นของไนโตรเจนไดออกไซด์ในภาพรวมในปี พ.ศ.2563 นั้นต่ำกว่าความเข้มข้นในปี พ.ศ.2562 อันเนื่องมาจากกฎหมายสิ่งแวดล้อมใหม่ในจีนที่นำมาบังคับใช้ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา

จุดที่เป็นแหล่งกำเนิดก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ซึ่งส่งผลให้คุณภาพอากาศเลวร้ายลงและส่งผลกระทบต่อสุขภาพนั้นเกี่ยวข้องกับการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล – โรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและโรงงานอุตสาหกรรมและระบบการคมนาคมที่ไม่ยั่งยืน แหล่งกำเนิด(ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์)อื่นๆ ยังรวมถึงระบบเกษตรกรรมและการจัดการป่าไม้ที่ไม่ยั่งยืน ผลกระทบด้านสุขภาพที่เกิดขึ้นจากการปล่อยมลพิษทางอากาศออกมาจากแหล่งกำเนิดดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นต้องมี “การเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน(energy transition)” เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนั่นคือ การผลิตไฟฟ้าจากระบบพลังงานหมุนเวียน ประสิทธิภาพพลังงาน ระบบการเดินทางและการคมนาคมที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการพึ่งพายานยนต์ส่วนตัวและสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียน

กฏเกณฑ์ที่หย่อนยานในการควบคุมและลดการปล่อยมลพิษที่แหล่งกำเนิดสำหรับโรงไฟฟ้านั้นเป็นเหตุผลหลักประการสำคัญของการปล่อยมลพิษทางอากาศในจุดต่างๆ ที่เป็นแหล่งกำเนิด นอกเหนือจากการที่สาธารณะชนต้องเข้าถึงรายงานการวัดการปล่อยก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ที่ปลายปล่องแล้ว มีความจำเป็นเร่งด่วนในการทำให้มาตรฐานการปล่อยมลพิษเข้มงวดมากขึ้น

ยานยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซล(Diesel Engines) จะปล่อยก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์มากกว่ายานยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซีน(Gasoline vehicles) อย่างไรก็ตาม เครื่องยนต์ดีเซลเป็นส่วนหนึ่งของประเด็นที่ใหญ่กว่านั่นคือ เครื่องยนต์สันดาปภายใน(the internal combustion engine) ยานยนต์ส่วนตัวที่ใช้น้ำมันเป็นปัจจัยหลักของสาเหตุมลพิษทางอากาศ ดังนั้น เราจำเป็นต้องมีแผนการจัดการลดการพึ่งพายานยนต์แบบสันดาปภายใน ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวลง เน้นระบบขนส่งมวลชนหรือระบบร่วมเดินทางที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียนที่ยั่งยืน

มลพิษไนโตรเจนไดออกไซด์ลดลงเหนือจีนแผ่นดินใหญ่

แผนที่แสดงความเข้มข้นของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ที่เกิดจากยานยนต์ โรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรม แผนที่แสดงค่าทั้งจีนแผ่นดินใหญ่ระหว่างวันที่ 1-20 มกราคม 2563 (ก่อนการปิดเมือง) และวันที่ 10-25 กุมภาพันธ์ 2563 (ระหว่างการปิดเมือง) ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมได้มาจากเครื่องมือ the Tropospheric Monitoring Instrument (TROPOMI) บนดาวเทียม Sentinel-5 ขององค์การอวกาศแห่งสหภาพยุโรป(ESA) รวมถึงเซ็นเซอร์ Ozone Monitoring Instrument (OMI) บนดาวเทียม Aura ขององค์การนาซา

ดาวเทียมตรวจสอบมลพิษขององค์การนาซาและองค์การอวกาศแห่งยุโรป(European Space Agency-ESA) ตรวจพบการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์เหนือจีนแผ่นดินใหญ่ มีหลักฐานว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจชะลอตัวอันเนื่องมาจากการระบาดของโคโรนาไวรัส

ปลายปี พ.ศ.2562 ทีมแพทย์ในเมืองอู่ฮั่น จีน ทำการรักษาผู้ป่วยโรคนิวมอเนียที่ไม่รู้สาเหตุที่มา นักวิจัยยืนยันถึงสาเหตุว่ามาจากโคโรนาไวรัสใหม่(new coronavirus (COVID-19) ต่อมาในวันที่ 23 มกราคม 2563 ทางการจีนทำการปิดเมืองอู่ฮั่นทั้งการคมนาคมเข้าออกและธุรกิจในพื้นที่เพื่อลดการแพร่ระบาด ถือเป็นการกักกันครั้งแรกของมาตรการกักกันต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมาทั้งในจีนและทั่วโลก

แผนที่ด้านบนแสดงความเข้มข้นของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ที่เกิดจากยานยนต์ โรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรม แผนที่แสดงค่าทั้งจีนแผ่นดินใหญ่ระหว่างวันที่ 1-20 มกราคม 2563 (ก่อนการปิดเมือง) และวันที่ 10-25 กุมภาพันธ์ 2563 (ระหว่างการปิดเมือง) ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมได้มาจากเครื่องมือ the Tropospheric Monitoring Instrument (TROPOMI) บนดาวเทียม Sentinel-5 ขององค์การอวกาศแห่งสหภาพยุโรป(ESA) รวมถึงเซ็นเซอร์ Ozone Monitoring Instrument (OMI) บนดาวเทียม Aura ขององค์การนาซา

นักวิทยาศาสตร์ที่นาซาบอกว่า การลดลงของไนโตรเจนไดออกไซด์เห็นชัดเจนครั้งแรกใกล้เมืองอู่ฮั่น ต่อมามีการลดลงขยายไปทั่วปประเทศ คนนับล้านถูกกักกันในปฏิบัติการครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ จนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563, 2020 โคโรนาไวรัสตรวจพบใน 56 ประเทศเป็นอย่างน้อยที่สุด

Fei Liu นักวิจัยคุณภาพอากาศที่ NASA’s Goddard Space Flight Center กล่าวว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เห็นการลดลงอย่างชัดเจนในพื้นที่ขนาดใหญ่สำหรับเหตุการณ์เฉพาะแบบนี้ Liu ระลึกถึง การลดลงของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ในประเทศต่างๆ ในช่วงการถดถอยทางเศรษฐกิจที่เริ่มในปี พ.ศ.2551 แต่ลดลงแบบค่อยเป็นค่อยไป นักวิทยาศาสตร์ยังสังเกตุการลดลงอย่างมากของมลพิษทางอากาศรอบกรุงปักกิ่งในช่วง กีฬาโอลิมปิกปี ..2551 แต่ผลที่เกิดขึ้นนั้นอยู่รอบๆกรุงปักกิ่ง และมลพิษทางอากาศเพิ่มสูงอีกครั้งเมื่อจบมหกรรมกีฬา

แผนที่แสดงค่าก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์สามช่วงเวลาในปี พ.ศ.2563 วันที่ 1-20 มกราคม(ก่อนเทศกาลตรุษจีน) 28 มกราคม-9 กุมภาพันธ์ (ช่วงฉลองตรุษจีน) 10-25 กุมภาพันธ์(หลังเทศกาล) ค่าในปี พ.ศ.2563 จะเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันในปี พ.ศ. 2562 Lefer ตั้งข้อสังเกตว่า ค่าโดยรวมในปี พ.ศ.2563 นั้นต่ำกว่าค่าในปี พ.ศ.2562 อันเนื่องมาจากกฎหมายสิ่งแวดล้อมใหม่ในจีนที่นำมาบังคับใช้ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา

การลดลงของมลพิษไนโตรเจนไดออกไซด์ในปี พ.ศ. 2563 เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับการเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนในจีนและส่วนใหญ่ของเอเชีย โดยทั่วไป ธุรกิจและโรงงานปิดทำการช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมกราคมจนถึงต้นเดือนกุมภาพันธุ์ การสังเกตการณ์ที่ผ่านมา มลพิษทางอากาศจะลดลงในช่วงเทศกาลตรุษจีนและเพิ่มขึ้นอีกครั้งเมือจบเทศกาล

Barry Lefer นักวิทยาศาสตร์ด้านคุณภาพอากาศที่ NASA กล่าวว่า “มลพิษทางอากาศจะลดลงในช่วงเวลานี้ ข้อมูล OMI ที่เก็บในระยะยาวทำให้เราเห็นถึงความผิดปกติและเหตุผลเบื้องหลัง OMI เปิดตัวในปี พ.ศ.2557 โดยทำการจัดเก็บข้อมูลไนโตรเจนไดออกไซด์และมลพิษทางอากาศอื่นๆ ทั่วโลกมาเป็นเวลากว่า 15 ปี

แผนที่ด้านบนแสดงค่าก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์สามช่วงเวลาในปี พ.ศ.2563 วันที่ 1-20 มกราคม(ก่อนเทศกาลตรุษจีน) 28 มกราคม-9 กุมภาพันธ์ (ช่วงฉลองตรุษจีน) 10-25 กุมภาพันธ์(หลังเทศกาล) ค่าในปี พ.ศ.2563 จะเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันในปี พ.ศ. 2562 Lefer ตั้งข้อสังเกตว่า ค่าโดยรวมในปี พ.ศ.2563 นั้นต่ำกว่าค่าในปี พ.ศ.2562 อันเนื่องมาจากกฎหมายสิ่งแวดล้อมใหม่ในจีนที่นำมาบังคับใช้ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา

ในขณะที่เทศกาลตรุษจีนมีบทบาทสำคัญในการลดลงของมลพิษทางอากาศ นักวิจัยเชื่อว่า การลดลงที่เกิดขึ้นนั้นมีมากกว่าผลจากวันหยุดยาวหรือการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ในการวิเคราะห์เบื้องต้น นักวิจัยที่นาซาเปรียบเทียบค่าไนโตรเจนไดออกไซด์ ที่ตรวจวัดโดยระบบ OMI ในปี พ.ศ.2563 กับค่าที่ตรวจวัดในช่วงเวลาเดียวกันระหว่างปี พ.ศ. 2548-2562 ในปี พ.ศ.2563 ค่าไนโตรเจนไดออกไซด์ในจีนตอนกลางและตะวันออกนั้นมีระดับที่ต่ำกว่าราวร้อยละ 10-30

นอกจากนี้ Liu และเพื่อนร่วมงานไม่เห็นการกลับมาของมลพิษทางอากาศหลังจากวันหยุดยาว “ปีนี้ อัตราการลดลงของมลพิษทางอากาศมีนัยะสำคัญมากกว่าช่วงหลายปีที่ผ่านมาและอยู่ยาว ซึ่งไม่น่าแปลกใจ เพราะว่าหลายเมืองของจีนแผ่นดินใหญ่มีมาตรการลดการระบาดของไวรัส

ที่มา : NASA Earth Observatory images by Joshua Stevens, using modified Copernicus Sentinel 5P data processed by the European Space Agency. Story by Kasha Patel with assistance from NASA Aura and NASA SPoRT science teams.

ข้อมูลอ้างอิง