ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ฌาร์เรีย(อินเดีย) กองฟืนที่ยังคงคุกรุ่น

ฌาร์เรียเป็นหนึ่งในเขตเหมืองถ่านหินที่มีความสำคัญมากที่สุดในอินเดีย และเป็นหนึ่งในเหมืองถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ถ่านหินซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นของมีค่าที่นำมาผลิตเป็นถ่านโค้กคุณภาพสูง หากแต่ไฟถ่านหินจากการสันดาปที่เกิดขึ้นเองที่ควบคุมไม่ได้กลับเปลี่ยนให้เหมืองถ่านหินกลายมาเป็นไฟบรรลัยกัลป์ที่เผาไหม้ไม่มีวันดับมอด

เขตฌาร์เรียเป็นเขตที่พื้นดินถูกเผาไหม้อย่างช้าๆ และมีควันพิษที่ทำให้หายใจลำบาก นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการทรุดตัวของดินอีกด้วย ทว่า ผู้คนหลายพันคนก็ยังคงอยู่ในเมืองที่ทรุดตัวลงนี้ เลี้ยงชีวิตตัวเองในแต่ละวัน ชาวบ้านหลายคนหารายได้ด้วยการลักลอบเก็บถ่านหิน แต่ละวันพวกเขาต้องคอยกระวีกระวาดเก็บเศษถ่านหินจากหลุมขยะของเหมืองถ่านหินเพื่อนำไปขายในตลาดในท้องถิ่นในราคาตะกร้าละ 50 รูปี (1.20 เหรียญสหรัฐฯ)

สภาพความเป็นอยู่ดังกล่าวเป็นภาพที่น่าเวทนาเป็นอย่างยิ่ง ไม่เพียงเท่านี้ พวกเขายังถูกคุกคามให้ออกจากที่ทำกินของตัวเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันจากอันตรายจากไฟถ่านหินที่กระจายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ

ที่มาที่ไป

ก่อนหน้าที่จะมีการขุดถ่านหินในพื้นที่แห่งนี้ ฌาร์เรียเคยเป็นเขตที่ป่าหนาแน่นที่มีชนเผ่าต่างๆ อาศัยอยู่ พวกเขาดำรงชีวิตพื้นฐานด้วยการทำเกษตรกรรมและการเลี้ยงวัว เรื่องราวที่เล่าขานต่อกันมามีอยู่ว่า ในช่วงแรกราชาชีพ ประสาท ซิงห์(Raja Shiv Prasad Singh) ผู้ปกครองเขตฌาร์เรียและบริเวณโดยรอบอนุญาตให้พ่อค้าชาวคุจราช(Gujarati)เช่าพื้นที่ 200 เอเคอร์ ในเขตนี้เพื่อเริ่มกิจการเหมืองถ่านหินโดยเก็บค่าเช่าเป็นเงิน 200 รูปี (5 เหรียญสหรัฐฯ)

เมื่อกิจการเหมืองถ่านหินเติบโตขึ้น ไม่นานนัก ก็เกิดปัญหาไฟถ่านหินจากการสันดาปที่เกิดขึ้นเอง ชั้นถ่านหินที่ลุกไหม้อย่างช้าๆ และกากของเสียทำให้เกิดประกายไฟขึ้นอันเป็นผลมาจากเทคนิคการทำเหมืองที่ไม่ได้มาตรฐานและความประมาทเลินเล่อ ตัวการหลักที่เป็นสาเหตุให้เกิดไฟไหม้และการเลื่อนทรุดตัวของของแผ่นดิน นั่นคือ การทำเหมืองถ่านหินที่ไม่ถูกต้องตามหลักการ ตั้งแต่ที่เกิดเหตุการณ์ไฟถ่านหินครั้งแรกขึ้นในเมืองฌาร์เรียในปี 2459 (เกิดขึ้นในเหมืองถ่านหินโบรา(Bohra)) ช่วงที่เลวร้ายที่สุดคือหลังจากปี 2514 เมื่อเหมืองแร่ต่างๆ กลายเป็นสมบัติของชาติและบริษัทเอกชนที่มีชื่อว่า บารัตโค๊กกิ้งโคล์ลิมิตเตด(Bharat Coking Coal Limited- BCCL) ได้ครอบครองสัมปทานในเขตฌาร์เรีย บริษัทเหมืองถ่านหินรายใหม่นี้เริ่มดำเนินการขุดเหมืองถ่านหินแบบเปิดขนาดใหญ่ เพื่อขุดถ่านหินอยู่ใกล้กับพื้นผิวดินมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นวิธีการทำเหมืองที่เสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่า เมื่อถ่านหินหมดไปแล้ว หลุมถ่านหินขนาดใหญ่ก็จะถูกปล่อยทิ้งร้างไว้ ทำให้ชั้นถ่านหินสัมผัสกับอากาศ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ถ่านหินเกิดการสันดาปด้วยตัวเอง และเมื่อเกิดประกายไฟขึ้น ไฟถ่านหินเหล่านี้จะไม่สามารถดับได้ จากข้อมูลของบริษัท BCCL ปัจจุบันมีเขตไฟไหม้ถึง 67 เขตในฌาร์เรีย

ข้อมูลตรงจากฌาร์เรีย

สภาพความเป็นอยู่อันเลวร้าย

ผู้อพยพที่ยากจนซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีทักษะการทำงานที่มาจากรัฐใกล้เคียงได้มาตั้งหลักปักฐานในเขตฌาร์เรียมาเป็นเวลาหลายปี ส่วนใหญ่พวกเขาหารายได้ด้วยการเก็บถ่านหินอย่างผิดกฎหมายเพื่อประทังชีวิตให้อยู่รอดไปวันๆ ด้วยอาศัยอาหารเพียงวันละสองมื้อ ปัญหาดังกล่าวสร้างความกดดันอย่างมากในด้านระบบโครงสร้างพื้นฐาน คายาตี เทวี(Gayatri Devi) ซึ่งเป็นคนลักลอบเก็บถ่านหินวัย 50 ปี อาศัยในบ้านที่มีเพียงห้องเดียวในย่านไฟถ่านหินที่เรียกว่าโภคาพาหดี(Bokapahadi) พื้นบ้านของเธอมีรอยแยกขนาดมหึมาพาดผ่าน ทำให้เกิดควันไฟจากข้างใต้ขึ้นมาเต็มบ้าน เธอเล่าว่า:

“ฉันอยู่ที่นี่มาเป็นเวลา 40 ปีแล้ว เมื่อปีกลายนี้เอง พื้นของบ้านแตก และจากนั้นมาบ้านของฉันก็มีปัญหาไฟไหม้ เท้าเราจะไหม้พองถ้าเดินบนบ้านด้วยเท้าเปล่า ตอนกลางคืนเด็กๆ หายใจไม่ออกเพราะฉุนกลิ่นควันไฟ เราทั้งหมดแปดคนนอนในห้องนี้ เราไม่มีที่ไป และไม่มีเงินสร้างบ้านใหม่อีกด้วย ดีไม่ดีก็เราคงตายที่นี่ละ”

โรคปอดและโรคผิวหนัง

สุขภาพที่ย่ำแย่ยิ่งเพิ่มความรู้สึกที่ดูสิ้นหวังให้กับเมืองนี้ ปัญหามลพิษเข้าครอบงำทุกๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นมลพิษทางอากาศ น้ำ และบนผืนดิน ควันจากไฟถ่านหินประกอบด้วยก๊าซพิษที่รวมไปถึงก๊าซคาร์บอนมอนน๊อกไซด์ คาร์บอนไดออกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และไนโตรเจนออกไซด์ ควันพิษเหล่านี้ รวมทั้งฝุ่นละอองถ่านหิน อนุภาคขนาดเล็กมากจากไฟถ่านหินเป็นตัวการที่ทำให้เกิดโรคปอดและโรคผิวหนัง

ปัญหาข้างต้นยังย่ำแย่ไปกว่าเดิม จากข้อเท็จจริงที่ว่าคนงานในเหมืองส่วนมาก ซึ่งรวมไปถึงคนขับรถบุ้งกี๋เสย ไม่มีการสวมหน้ากาก รองเท้าหรือเสื้อคลุมกันเปื้อน เพื่อป้องกันอันตรายเลย จึงไม่แปลกใจเลยที่ว่าโรคที่พบได้บ่อยในพื้นที่คือโรคฝุ่นจับปอด วัณโรค หืด และความผิดปกติเรื้อรังอื่นๆ ของปอด

ดร.ราชีพ อัครวาล (Rajiv Agarwal) แพทย์ท้องถิ่นในเขตฌาร์เรีย เล่าให้เราฟังว่า “ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เป็นคนงานในเหมืองถ่านหินที่นี่ต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคฝุ่นจับปอด เมื่อมีการตรวจพบ เราก็ทำอะไรไม่ได้มากแล้ว เขม่าจากถ่านหินแผ่ตัวเป็นแผ่นฟิลม์ปกคลุมในปอด นอกจากนี้ยังพบผู้ป่วยภาวะเลือดจางและภาวะทุโภชนาการได้บ่อยมาก ซึ่งนับเป็นผลพวงของความยากจนแร้นแค้น และแรงงานอยู่ในสภาวะย่ำแย่ที่สุดในเขตเหมืองถ่านหิน”

คนงานเหมืองถ่านหินเป็นผู้ที่ต้องรับเคราะห์หนักที่สุด แต่ทุกคนก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน อย่างเช่นกรณีของชานตี(Shanti) ที่อาศัยอยู่ในเขตโลฮา(Lodha) ซึ่งเป็นเขตที่ประสบปัญหาไฟถ่านหินเช่นกัน เธอเล่าให้เราฟังว่า “ฉันมีปัญหาปวดศีรษะมาตลอด เนื่องจากก๊าซพิษบริเวณนี้ บางทีเป็นขึ้นมาติดต่อกันหลายๆ วัน ไม่เว้นแม้กระทั่งลูกๆ ของฉันซึ่งไม่สบายปวดหัวอยู่ประจำ บ่อยครั้งที่ไม่มีใครได้ไปทำงานเพราะสามีฉันป่วยเป็นวัณโรค เขามีอาการไอเป็นเลือดและป่วยหนักมาก ก็ได้แต่หวังว่าเราจะผ่านพ้นช่วงเวลาแย่ๆ แบบนี้ไปเร็วๆ”

แม้ว่าหลักฐานต่างๆ จะปรากฎให้เห็นอย่างเด่นชัด แต่เมื่อถามถึงมาตรการด้านความปลอดภัย นายสุพัทร โชติหุรี(Subrata Chowdhury) อดีตประธานและกรรมการผู้จัดการของบริษัท BCCL ได้ปฏิเสธโดยสิ้นเชิงต่อความจริงที่ว่าบรรดาคนงานเหมืองแร่กำลังได้รับทุกข์ทรมานจากความผิดปกติของปอดและระบบการหายใจ

การย้ายที่อยู่อาศัย

แม้ว่าจะมีปัญหาดังที่กล่าวมาข้างต้น สิ่งที่ชาวบ้านกังวลมากที่สุดยังคงเป็นเรื่องการย้ายที่อยู่อาศัย ล่าสุด นายทีเค ลาไฮรี (T.K.Lahiry) ผู้อำนวยการด้านเทคนิคของบริษัท BCCL ได้ออกมาประกาศว่า:

“การสูญเสียถ่านหินโค้กคุณภาพดีนับเป็นการสูญเสียของชาติ แต่นั้นเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้สิ่งแวดล้อมเสื่อม BCCL กำลังสูญเสียกำไรและผู้คนกำลังตกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัยมากที่สุด ทางออกอย่างเดียวก็คือการฟื้นฟูสภาพของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นนี้อันตรายนี้”

ทั้งนี้ แผนการฟื้นฟูดังกล่าวก็มาในรูปแบบของแผนปฏิบัติการฌาร์เรีย ซึ่งเป็นโครงการที่มีงบประมาณ 6 หมื่นล้านรูปี (1,500 ล้านเหรียญ สหรัฐฯ) และมีวัตถุประสงค์เพื่อนำชาวบ้านที่อาศัยในพื้นที่ประสบปัญหาย้ายไปอยู่ที่ใหม่ และควบคุมไฟถ่านหิน เพื่อตอบสนองตามแผนการดังกล่าว กระทรวงถ่านหิน (Ministry of Coal) ของอินเดียยังได้เปิดตัวโครงการนำร่องเพื่อสร้างบ้านให้กับประชาชนผู้อยู่อาศัยในย่านโภคาพาหดี(Bokapahadi)ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาจากเหมืองถ่านหินมากที่สุด โครงการดังกล่าวมีงบประมาณทั้งสิ้น 600 ล้านรูปี (15 ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

โดยหลักการแล้ว แผนการดำเนินการเหล่านี้มีวัตถุประสงค์ที่ดี แต่ก็ไม่ได้ช่วยแก้ความซับซ้อนของปัญหาได้ แท้จริงแล้ว ในเขตโภคาพาหดี การต่อต้านการย้ายถิ่นเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและจริงจัง ตามข้อมูลจากชาวบ้าน ครอบครัวขนาดใหญ่ที่มีสมาชิกตั้งแต่แปดถึงสิบคนจะได้อยู่บ้านที่มีห้องห้องเดียว เขตบีลากาเรีย(Belagaria) ซึ่งเป็นเขตที่ตั้งของหมู่บ้านใหม่ที่กำลังก่อสร้าง อยู่ห่างจากตัวเมือง และแทบไม่มีโอกาสในการจ้างงานเลย เมื่อพิจารณาถึงทางเลือกการใช้ชีวิตที่หดหู่สิ้นหวังกับการสูญเสียการดำรงชีพ คนส่วนใหญ่หมดหนทางและพยายามที่จะอยู่ที่เดิม

อโศก อัควาล(Ashok Agarwal) ประธานกลุ่ม Jharia Bachao Sangharsh Samiti ซึ่งเป็นกลุ่มต่อต้านในท้องถิ่น ที่ปัจจุบันต่อสู้กับแผนการของบริษัท BCCL ในชั้นศาลฎีกา เล่าถึงสถานการณ์ที่ไม่ก่อประโยชน์ให้แก่ทุกผ่ายโดยสรุปดังนี้: “บริษัทเริ่มทำเหมืองแบบเปิดเพราะมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าและทำง่ายกว่า เมื่อเกิดไฟถ่านหิน แทบไม่มีการทำอะไรเลยเพื่อให้ไฟดับ จะไม่มีการจัดเก็บสำรองทรายไว้เพราะมีค่าใช้จ่ายสูง พื้นที่ที่ประสบปัญหาไฟถ่านหินถูกเปิดโล่ง ตอนนี้พวกเขาต้องการย้ายคนออกไปให้หมด และสกัดถ่านหินเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ค่าชดเชยที่มีแทบไม่มีประโยชน์เลยเมื่อเทียบกับค่าเสียหายที่ได้ทำไว้ แล้วถ้าคนไม่มีงานทำจะให้พวกเขาทำอะไรละทีนี้?”

แม้ว่าเขตฌาร์เรียจะยังคงตกอยู่ท่ามกลางไฟถ่านหิน ชาวบ้านก็ยังจำทนอยู่กับสภาพแวดล้อมอันเลวร้าย โรคภัย มลพิษและการข่มขู่ให้ย้ายที่อยู่ หากถามว่าเพราะอะไร? คำตอบก็คือพวกเขาไม่มีทางเลือกอื่น

——————-

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ความเสี่ยงด้านสุขภาพ

การสกัดถ่านหินจากพื้นดินเป็นงานที่ยากลำบาก ทำให้สกปรกและมีอันตราย อุบัติเหตุการระเบิดและการทรุดตัวลงอย่างฉับพลันของเหมืองถ่านหิน เป็นเพียงหนึ่งในอันตรายที่มีอยู่นานัปการที่คนงานในเหมืองถ่านหินทั่วโลกต่างเผชิญอยู่ นอกจากความเสี่ยงในการทำงานที่มีสูงแล้ว พวกเขายังต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่เหน็ดเหนื่อยและยาวนานหลายชั่วโมง การทำงานดังกล่าวยังมาพร้อมกับอันตรายทางสุขภาพจากการสัมผัสควันพิษ วัสดุที่เป็นพิษตลอดจนฝุ่นละออง

โรคฝุ่นจับปอด(Black lung disease)หรือโรคนิวโมโคนิโอซีส(pneumoconiosis หรือ CWP) อาจเป็นผลกระทบทางสุขภาพที่เลวร้ายที่สุดที่เป็นผลมาจากการทำงานในเหมืองถ่านหิน โรคดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับเหมืองถ่านหินมาเป็นเวลาหลายร้อยปี โรคฝุ่นจับปอดนี้มีสาเหตุมาจากการสัมผัสกับฝุ่นละอองที่มีซิลิกาละเอียด (Crystalline silica) ซึ่งสารดังกล่าวจะเกาะอยู่ตามผนังปอดทำให้ปอดแข็งขึ้น จากนั้นจะส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของปอดในการส่งก๊าซออกซิเจนที่หายใจเข้าไปตามกระแสเลือดลดลง ระดับความรุนแรงของโรคนี้จะแตกต่างกันไป ทั้งนี้โรคดังกล่าวเป็นโรคเรื้อรังลุกลามอย่างรวดเร็ว และมักมีอันตรายถึงตายได้ แม้ว่าอาการของโรคบางอย่างจะสามารถบรรเทาได้ ปัจจุบันก็ยังไม่มีการรักษา ผู้ป่วยโรคฝุ่นจับปอดจะได้รับทุกข์ทรมานจากการหายใจไม่เพียงพอ ความเหนื่อยล้า ภาวะมีอากาศในเนื้อเยื่อและอาการไอ ปัญหาโรคหัวใจและท้ายที่สุดระบบหายใจล้มเหลว

โรคฝุ่นจับปอดสร้างความทุกข์ทรมานอย่างใหญ่หลวงให้แก่ประเทศกำลังพัฒนา ในประเทศจีน มีคนงานเหมืองถ่านหินประมาณ 600,000 คนที่ทุกข์ทรมานจากโรคนี้ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นประมาณปีละ 70,000 ราย ในสหรัฐอเมริกา ความชุกของโรคดังกล่าวปรับตัวลดลงหลังจากที่มีการผ่านกฎหมายการทำเหมืองระดับสหพันธรัฐ แต่ยังมีผู้เสียเสียชีวิตจากโรคฝุ่นจับปอดปีละกว่า 1,200 คน

————-

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : การตีแผ่ให้เห็นถึงต้นทุนจริงของถ่านหินมีความสำคัญอย่างไร

ถ่านหินอาจเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีราคาถูกที่สุดในตลาด หากแต่ราคาตลาดของถ่านหินนั้นยังไม่เป็นที่ทราบกันอย่างชัดเจน ราคาที่เป็นตัวเลขนั้นรวมไปถึงปัจจัยต่างๆ นับตั้งแต่ค่าใช้จ่ายในการทำเหมืองแร่และการค้าปลีก ไปจนถึงภาษีที่จ่ายให้กับรัฐบาล และแน่นอนได้รวมกำไรไว้ด้วย แต่สิ่งที่ไม่ได้นำมาคำนวณในต้นทุนจริงของถ่านหินนั่นก็คือความเสียหายต่อมวลมนุษยชาติและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ หากมีการนำต้นทุนจริงของถ่านหินที่มีต่อรัฐบาลและประชาชนทั่วโลกมาสะท้อนให้เห็นในราคาตลาดของถ่านหินแล้ว แผนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จะมีเพิ่มมากขึ้น อาจจะแตกต่างไปจากปัจจุบันจากหน้ามือเป็นหลังมือ

ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากถ่านหินไม่ได้เริ่มต้นและสิ้นสุดลงจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการเผาไหม้ถ่านหินเท่านั้น หากแต่เป็นกระบวนการทั้งหมดที่เป็นลูกโซ่ต่อเนื่องกัน(chain of custody) เริ่มต้นตั้งแต่การทำเหมือง การเผาไหม้ไปจนถึงการจัดการของเสียในขั้นสุดท้าย และในบางกรณีการฟื้นฟูพื้นที่ (recultivation)ได้ส่งผลกระทบที่ร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพของมนุษย์ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมและวิถีชีวิตของชุมชนที่อาศัยอยู่ใกล้กับถ่านหิน ตลอดจนพืชพันธุ์และแหล่งกำจัดของเสีย ความเสียหายดังกล่าวกระทบต่อระบบนิเวศอย่างรุนแรงและทำให้แหล่งน้ำปนเปื้อน นอกจากนี้ การเผาไหม้ถ่านหินยังปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ เช่น ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ออกไซด์ของไนโตรเจน ก๊าซมีเทนรวมทั้งคาร์บอนดำ(black carbon)และสารพิษอื่นๆ เช่น สารปรอทและสารหนู การรั่วไหลของกากของเสียจากการทำเหมืองถ่านหินยังเป็นอันตรายต่อปริมาณปลาที่จับได้และการเกษตรกรรม ดังนั้น จึงกระทบถึงการดำรงชีพของประชาชน ไม่เพียงเท่านี้ การใช้ประโยชน์จากถ่านหินยังเป็นสาเหตุโดยตรงที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพอย่างเช่นโรคฝุ่นจับปอด (black lung disease) ทั้งนี้เนื่องมาจากปัญหาทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นไม่ได้สะท้อนให้เห็นอยู่ในต้นทุนค่าใช้จ่ายของถ่านหิน หากแต่ระบุเป็น ‘ต้นทุนผลกระทบภายนอก(External Costs)’

ต้นทุนผลกระทบภายนอกดังกล่าวเป็นสิ่งที่สังคมต้องแบกรับไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งบ่อยครั้งผู้ที่ต้องรับเคราะห์คือสมาชิกของสังคมที่มีฐานะยากจนที่สุด ในเมืองฌาร์เรีย รัฐฌาร์ขัณฑ์ของประเทศอินเดีย ประชาชนหลายพันคนที่อาศัยอยู่รอบๆ พื้นที่เหมืองถ่านหินที่เสื่อมโทรมต้องได้รับความทุกข์ทรมานจากสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่อันเลวร้ายที่เกิดจากไฟถ่านหิน(coal fires)ที่ไม่สามารถควบคุมได้ ในประเทศรัสเซีย สภาพการทำเหมืองที่ไม่ปลอดภัยก่อให้เกิดการบาดเจ็บและการตายของคนงานหลายสิบคน ส่วนในเขตคูยาเวีย-พอเมอราเนีย (Kuyavia-Pomerania)ของโปแลนด์ กิจกรรมเหมืองถ่านหินทำให้น้ำในทะเลสาปออสโตสกี(Ostrowskie)ลดลงอย่างมาก

ทั้งนี้ รายการตัวอย่างผลกระทบที่เกิดขึ้นยิ่งจะมีมากขึ้นอย่างไม่สิ้นสุด

ในมิติทางด้านเศรษฐศาสตร์ การนำถ่านหินมาใช้อย่างต่อเนื่องยังนับว่าเป็นระเบิดเวลาที่รอการจุดระเบิด ทั้งนี้จากการวิเคราะห์ต้นทุนจริงในเบื้องต้นของกรีนพีซที่ดำเนินการโดยสถาบันวิจัย CE Delft แห่งเนเธอร์แลนด์(Dutch Research Institute CE Delft) ได้แสดงให้เห็นว่าความเสียหายจากกระบวนการทั้งหมดอันเป็นผลกระทบที่มีลักษณะเชื่อมโยงต่อเนื่องกัน(chain of custody)นั้น คิดเป็นมูลค่าขั้นต่ำที่ 3.6 แสนล้านเหรียญยูโรต่อปี ตัวเลขดังกล่าวยังนับว่าเป็นการประมาณการที่ต่ำกว่าความเป็นจริง เนื่องจากไม่ได้ครอบคลุมถึงความเสียหายทั้งหมดที่เกิดจากถ่านหิน อย่างไรก็ดี การวิเคราะห์นี้ให้แนวคิดในเรื่องขอบเขตของอันตรายที่เราต้องเผชิญรวมทั้งสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมืองและการเผาไหม้ถ่านหินอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่มีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินมากขึ้น ต้นทุนผลกระทบภายนอกของถ่านหินก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ ซึ่งในที่นี้เราหมายถึงต้นทุนค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการต่อสู้กับวิกฤตโลกร้อนที่มีสาเหตุมาจากการเผาไหม้ถ่านหิน ในปี 2549 รายงาน Stern Review on the Economics of Climate Change ของเซอร์ นิโคลาส สเติร์น อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก ยืนยันว่าร้อยละ 1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในแต่ละปีจะต้องนำมาลงทุนเพื่อต่อสู้กับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต่อมาในเดือนมิถุนายน ปี 2551 สเติร์นได้ปรับเพิ่มตัวเลขดังกล่าวเป็นร้อยละ 2 นอกจากนี้ ข้อมูลจากรายงานฉบับดังกล่าว ยังระบุว่าค่าใช้จ่ายที่จะต้องใช้ในการรับมือกับผลกระทบอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจพุ่งสูงถึงระหว่างร้อยละ 5 และร้อยละ 20 ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศภายในปี 2643

———–

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี