เบื้องหลังดำมืดของโครงการรีไซเคิลของสวีเดนที่ถือว่าพลิกโฉมโลก

แปลเรียบเรียงจาก Dominic Hogg อังคาร 13 ธันวาคม 2559 จาก The Independent Online

สวีเดนพิจารณาว่าการเผาขยะคือการรีไซเคิล อังกฤษกำลังจะซ้ำรอยความผิดพลาด

recycling-sweden-2สวีเดนถือเป็นเจ้าแห่งการแยกและรีไซเคิลขยะ แต่มีความลับอยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้

ทุกคนต่างพูดถึงระบบรีไซเคิลขยะของสวีเดน ตามการรายงานข่าว มันเป็นสิ่งที่ดีที่สวีเดนสามารถนำเอาขยะจากประเทศอื่นมาจัดการได้อีกด้วย นักข่าวคนหนึ่งรายงานว่า “เราฝันถึงระบบที่มีประสิทธิภาพแบบนี้ในสหราชอาณาจักร

นี่ทำให้ผมสงสัย ในฐานะที่ผมเคยทำงานเกี่ยวข้องกับข้อมูลสถิติเรื่องขยะและเข้าใจถึงประเทศต่างๆ ในสหภาพยุโรปว่ามีการจัดการขยะอย่างไร ผมพยายามเข้าใจจริงๆ ว่า ทำไมสวีเดนจึงถูกสร้างภาพให้เป็นแบบนั้น ตามข้อเท็จจริงแล้ว หลายๆส่วนของสหราชอาณาจักร อัตราการรีไซเคิลขยะของเราดีกว่าของสวีเดนเสียอีก

แล้วมันเกิดอะไรขึ้น

สวีเดนมีอัตราการรีไซเคิลที่สูงคิดเป็นร้อยละ 49.8 แต่อัตราดังกล่าวนี้คงที่มาเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2549 โดยมีอัตราการรีไซเคิลแซงหน้าของสหราชอาณาจักรซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 44.6 แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไรนัก และยังน้อยกว่าอัตรารีไซเคิลของเวลส์(Wales) ซึ่งต้องยกให้กับการริเริ่มเชิงนโยบายที่เข้มแข็งจากรัฐบาลท้องถิ่นใน Cardiff อัตราการรีไซเคิลของ Welsh สูงเกือบร้อยละ 60 ในปี 2558

ความสับสนนี้เองที่ทำให้ทุกคนมองไปที่สวีเดนจากความตื่นตาตื่นใจที่เกิดจากการจำแนกวิธีการจัดการขยะโดยการเผา รายงานข่าวได้ยกย่องสวีเดนที่ทำการผนวกให้การเผาขยะเป็นรูปแบบหนึ่งของการรีไซเคิล แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ การเผาขยะมากขึ้นเป็นตัวบ่อนทำลายการรีไซเคิล

ถูกต้องที่สวีเดนมีสัดส่วนขยะที่นำไปฝังกลบน้อยกว่าของสหราชอาณาจักร สาเหตุสำคัญเป็นเพราะว่าขยะส่วนใหญ่ถูกนำไปเผา สวีเดนมีการเผาขยะเทศบาลราวร้อยละ 49.5 ในปี 2557-2558 ส่วนในสหราชอาณาจักร การเผาขยะเทศบาลคิดเป็นร้อยละ 27.1

โรงงานเผาขยะของสวีเดนเกิดขึ้นส่วนหนึ่งจากการที่มีการห้ามการฝังกลบขยะในช่วงต้นศตวรรษ 2000 ในขณะนั้น หลายคนในสวีเดนกังวลว่าการสร้างโรงงานเผาขยะมากเกินไปจะทำให้การรีไซเคิลลดลง การสร้างโรงงานเผาขยะที่ต้องใช้ต้นทุนสูงนั้นต้องหาขยะมาป้อนเป็นเชื้อเพลิง

โชคดีสำหรับสวีเดน ในช่วงเปลี่ยนทศวรรษที่ผ่านมา ได้มีการลดความเข้มงวดในข้อห้ามการส่งออกเศษขยะ (วัสดุที่ไม่สามารถรีไซเคิล) ของสหภาพยุโรป และในทันที โรงงานเผาขยะที่มีมาตรฐานประสิทธิภาพทางพลังงานในระดับหนึ่งสามารถนำเข้าขยะจากประเทศอื่นในสหภาพยุโรปได้

หลายประเทศ เช่น เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์กและสวีเดน ได้เริ่มนำเข้าขยะ ประเทศเหล่านี้ต้องการยกระดับอันตราการรีไซเคิลให้มากขึ้นโดยที่ไม่เกิดอุปสรรคต่อความเป็นไปได้ในการดำเนินงานโรงงานเผาขยะของตน ความจริง เศษขยะส่วนใหญ่ที่ส่งออกจากสหราชอาณาจักรนั้นถูกส่งเข้าโรงงานเผาขยะในเนเธอร์แลนด์ นั่นก็หมายถึงว่า รัฐบาลท้องถิ่นและนักธุรกิจชาวดัชต์สามารถดำเนินงานเพื่อยกระดับความสามารถในการรีไซเคิลโดยไม่จำเป็นต้องปล่อยให้โรงงานเผาขยะขาดขยะที่จะมาเป็นเชื้อเพลิง

มันมีความหวังว่าสหราชอาณาจักรจะเรียนรู้จากประสบการณ์ของสวีเดนและประเทศอื่นๆ เพื่อรับรองว่าจะไม่มุ่งสร้างโรงงานเผาขยะ แต่มันก็ยังคาดหวังไม่ได้

ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา กลุ่ม Eunomia Research & Consulting ทำการติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิดถึงปริมาณเศษขยะที่สหราชอาณาจักรผลิตขึ้นและศักยภาพของโรงงานเผาขยะที่มีอยู่ ทั้งโรงงานเผาขยะที่กำลังก่อสร้างและอยู่ในแผนงาน จากการประมาณพบว่า หากทั้งสหราชอาณาจักรจะดำเนินรอบตามตัวอย่างของเวลส์ ภายในจุดสิ้นสุดของทศวรรษนี้ ศักยภาพของโรงงานเผาขยะจะมีมากกว่าขยะที่เหมาะสมแก่การเป็นเชื้อเพลิงในเตาเผา

เมื่อพิจารณาถึงนโยบายของสหภาพยุโรปที่ตั้งเป้าอัตราการีไซเคิลร้อยละ 65 ภายในปี 2573 ซึ่งเป็นเป้าหมายที่สูงกว่าอัตราการรีไซเคิลที่เป็นอยู่ในเกือบทุกประเทศในสหภาพยุโรป ดังนั้น จึงไม่น่าจะมีเศษขยะที่นำเข้ามาพอที่เป็นเชื้อเพลิงในโรงงานเผาขยะที่มีแผนการขยายให้เพิ่มมากขึ้น อย่าลืมว่า การเผาขยะไม่ใช่การรีไซเคิล

การที่เราควรพยายามลดปริมาณขยะและรีไซเคิลให้มากขึ้น ดังนั้น เราพอจะเห็นปริมาณเศษขยะที่จะมาเผาในโรงงานเผาขยะจะลดลงเรื่อยๆ ทางออกไม่ใช่การสร้างโรงงานเผาขยะให้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หากแต่คือการให้คำมั่นต่อยุทธศาสตร์การลดปริมาณขยะและการรีไซเคิลให้มากขึ้น ยุทธศาสตร์นี้ต้องประยุกต์ใช้กับสวีเดนด้วย

———

Dr Dominic Hogg เป็นประธานกลุ่ม Eunomia Research & Consulting

ประวัติศาสตร์ของผลกระทบจากไดออกซิน

พ.ศ. 2492 อุบัติเหตุที่โรงงานของบริษัทมอนซานโตในมลรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา ทำให้คนงานสัมผัสกับไดออกซิน

พ.ศ. 2496  อุบัติเหตุที่โรงงาน BASF ใน (อดีต) เยอรมันตะวันออก ปล่อยไดออกซินออกมาสู่ชุมชนใกล้เคียง 2 แห่ง

พ.ศ. 2500  ไดออกซินถูกระบุว่าเป็นสาเหตุของความเจ็บป่วยของคนงาน, อุบัติการณ์ของโรคบวมน้ำในไก่คร่าชีวิตไก่จำนวนล้านตัวในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกา สาเหตุเกิดจากอาหารไก่ที่มีเพนตาคลอโรฟีนอลซึ่งปนเปื้อนไดออกซิน

พ.ศ.2505–2513  เอเจนต์ออเร้นจ์ (เรียกกันทั่วไปว่าฝนเหลือง) ถูกนำใช้เป็นจำนวนมากในการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระหว่างสงครามเวียดนาม

พ.ศ.2508 และ 2509 บริษัทดาว์เคมีคอลสนับสนุนเงินทุนเพื่อทดลองใช้ไดออกซินกับผิวของนักโทษที่เรือนจำ Holmesburg ในมลรัฐเพลซิลวาเนีย สหรัฐอเมริกา

พ.ศ.2505-2510  การศึกษาอุบัติการณ์ของผลกระทบด้านพัฒนาการและภาวะเจริญพันธุ์ในนกกินปลามีถิ่นที่อยู่อาศัยในทะเลสาบใหญ่ทั้งห้าของทวีปอเมริกาเหนือ

พ.ศ. 2511 ประชาชนราว 1,800 คนในเมือง Yusho ประเทศญี่ปุ่นบริโภคน้ำมันรำข้าวที่ปนเปื้อนไดออกซิน (โพลีคลอริเนเตดไบฟีนิล(PCBs) และไดเบนโซฟูราน) อุบัติการณ์เดียวกันนี้ยังคล้ายคลึงกับที่เกิดจีนในเมือง YU-Cheng ใต้หวัน (2522) ซึ่งเป็นหลักฐานที่เห็นได้ของผลกระทบของไดออกซินที่มีต่อมนุษย์

พ.ศ.2511 สหรัฐอเมริกายุติปฏิบัติการณ์โปรยฝนเหลืองในเวียดนาม

พ.ศ. 2513 กากน้ำมันที่ปนเปื้อนไดออกซินถูกใช้เพื่อควบคุมฝุ่นบนถนนใน Times Beachs,มลรัฐมิสซูรี่ สหรัฐอเมริกา มีการอพยพชาวเมืองในปี พ.ศ.2526 หลังจากน้ำท่วมพัดพาไดออกซินกระจายไปทั่วชุมชน, มีการพบว่าไดออกซินเป็นสาเหตุของการเกิดที่ผิดปกติในหนู

พ.ศ.2515–2519 มีการนำเสนอและพัฒนาทฤษฎีความเป็นพิษจากไดออกซินของสารโปรตีน ในร่างกายมนุษย์ที่เรียกว่า Ah receptor

พ.ศ. 2516 โพลีโบรมิเนตไบฟีนีลหลุดรั่วโดยบังเอิญไปรวมอยู่ในอาหารสัตว์ในมลรัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา คร่าชีวิตฝูงวัวนับร้อย ส่งผลกระทบต่อโรงฆ่าสัตว์ที่นำเนื้อสัตว์ออกสู่ตลาด

พ.ศ. 2517 พบไดออกซินที่ปนปื้อนในน้ำนมแม่ในเวียดนามตอนใต้

พ.ศ. 2519 โรงงานผลิตไตรคลอโรฟีนอล (Trichlorophenol) ของ Hoffman- Laroche ระเบิดในเมืองเซเวโซ, อิตาลี เป็นผลให้ประชาชนกว่า 37,000 คนสัมผัสกับหมอกควันพิษซึ่งปนเปื้อนไดออกซิน

พ.ศ. 2520 พบไดออกซินเป็นสาเหตุของมะเร็งในหนู, กรมป่าไม้สหรัฐอเมริกายุติการใช้สารเคมีปราบศัตรูพืชที่ปนเปื้อนไดออกซินในพื้นที่ป่าอุทยานแห่งชาติ, สหรัฐยุติการผลิต PCBs ในเชิงพาณิชย์

พ.ศ.2521 พบไดออกซินใน Love Canal แถบน้ำตกไนแองการา นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา มีการอพยพ 240 ครอบครัวในเดือนสิงหาคม, มีการพบไดออกซินจากการปล่อยอากาศเสียของโรงงานเผาขยะเทศบาล, การศึกษาวิจัยแสดงให้เห็นมะเร็งในหนูทดลองที่สัมผัสกับ ไดออกซิน การศึกษานี้ถูกใช้เป็นหลักฐานสำหรับการประเมินความเสี่ยงของระดับการสัมผัสไดออกซินขององค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา, บริษัทดาวเคมีคอลเสนอทฤษฎี “ไดออกซินจากไฟป่า”

พ.ศ. 2522 องค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอนุมัติให้มีการชะลอการใช้สารเคมีปราบวัชพืช 2,4,5-T เป็นการด่วนหลังจากผลการศึกษาเบื้องต้นแสดงถึง ”การเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันของการแท้งลูกในช่วง 2 เดือนอันเป็นผลมาจากการใช้สารเคมีปราบวัชพืช”

องค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐพบไดออกซิน 40ส่วนในล้านส่วนในกากของเสียที่โรงงาน Vertac ในเมืองแจ็คสันวิลล์ มลรัฐอาร์คันซอว์สหรัฐอเมริกา

การปนเปื้อนไดออกซินใน น้ำมันรำข้าวในเมือง Yu-cheng ใต้หวัน

ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างการสัมผัสไดออกซินในสารเคมีปราบวัชพืช phenoxyacetic acid และมะเร็งที่เกิดที่เนื้อเยื่ออ่อน

พบไดออกซินเป็นตัวขัดขวางการทำงานของฮอร์โมนและตัวรับฮอร์โมน

พ.ศ. 2524 อุบัติการณ์ไฟไหม้ตัวเก็บประจุในเมืองบิงแฮมตัน นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ทำให้ตึกที่ทำการของรัฐบาลปนเปื้อนด้วยไดออกซิน (PCBs และฟูราน)

พ.ศ. 2526 – 2528 พบชาวอเมริกันทั่วไปมีไดออกซินปนเปื้อนในร่างกาย

พ.ศ. 2528 องค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐแถลงผลกระทบด้านสุขภาพจากไดออกซิน

พ.ศ.2529 พบไดออกซินในผลิตภัณฑ์กระดาษเนื่องมาจากการใช้คลอรีนฟอกกระดาษขาว

พ.ศ.2531 องค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกาเริ่มต้นทบทวนการประเมินผลไดออกซินครั้งแรก

พ.ศ.2533 การประชุมเรื่องไดออกซินซึ่งสนับสนุนเงินทุนโดยองค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐและสถาบันคลอรีน

พ.ศ. 2534 การประชุมภาคประชาชนเรื่องไดออกซินเป็นครั้งแรกในเมือง Chapel Hill มลรัฐนอร์ทแคโรไลน่า สหรัฐอเมริกา เพื่อให้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับความเป็นพิษของไดออกซินกับประชาชนและนักกิจกรรมชุมชน มีการทบทวนการประเมินผลไดออกซินโดยองค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐครั้งที่สอง, การศึกษาภาวะการตายโดยสถาบัน อาชีวอนามัยและความปลอดภัยแห่งชาติในกลุ่มคนงานโรงงานเคมีในสหรัฐพบความสัมพันธ์ระหว่างการเกิดมะเร็งและการสัมผัสไดออกซิน

พ.ศ. 2535 รายงานประจำสองปีครั้งที่ 6 ของคณะกรรมาธิการร่วมนานาชาติสหรัฐ–แคนาดา เรียกร้องให้มีการยกเลิกการใช้คลอรีน

พ.ศ.2536 การศึกษาวิจัยที่เมืองเซเวโซ อิตาลี ค้นพบการเกิดมะเร็งเพิ่มมากขึ้นในประชาชน ที่อาศัยอยู่ใกล้โรงงานช่วงที่มีการระเบิดในปี พ.ศ. 2519

พ.ศ.2537 องค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐแถลงรายงานฉบับร่างเรื่องการทบทวนการประเมินผลไดออกซิน มีการจัดประชุมใน 9 เมืองเพื่อรับฟังข้อเสนอแนะจากสาธารณชน, กลุ่มประชาชนที่ทำงานรณรงค์ด้านสารพิษชื่อ ”the Citizens Clearinghouse for Hazardous Waste” เริ่มต้นงานรณรงค์กำจัดไดออกซิน

พ.ศ.2538 คณะกรรมการที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์ขององค์การสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐจัดประชุมเพื่อทบทวนร่างรายงานการประเมินผลของไดออกซิน

พ.ศ. 2541 ตัวแทนรัฐบาลจาก 100 ประเทศทั่วโลกร่วมประชุมที่เมืองมอลทรีออล แคนาดา เริ่มต้นเจรจาสนธิสัญญาระดับโลกเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมของโลกและสุขภาพของมนุษย์ จากมลพิษที่เรียกกันว่า “สารมลพิษตกค้างยาวนาน“ ซึ่งไดออกซินเป็นหนึ่งในบัญชีรายชื่อ

พ.ศ. 2542 โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติเสนอรายงานระบุว่า โรงงานเผาขยะในประเทศญี่ปุ่นปล่อยไดออกซินเข้าสู่อากาศเกือบร้อยละ 40 ของการปล่อยไดออกซินทั่วโลก มลพิษจากไดออกซินกลายเป็นวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมครั้งใหม่ในญี่ปุ่นหลังจากกรณีโรคมินามาตะ

พ.ศ. 2544 การประชุม Diplomatic Conference ณ กรุงสต็อกโฮม สวีเดน เพื่อเปิดให้มีการรับรองและการลงนามอนุสัญญาว่าด้วยสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน จะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม

โรงไฟฟ้าขยะและไดออกซิน

ธารา บัวคำศรี – เขียน

โรงไฟฟ้าขยะกลับมาฮอตฮิตใหม่ด้วยวาระแห่งชาติที่ต้องการกำจัดขยะล้นเมือง นำไปสู่การตั้งคำถามผิดๆ ว่า “ถ้าเราไม่ฝังกลบหรือเผาขยะ แล้วเราจะทำอย่างไร ?” การที่ผู้ตัดสินใจนโยบายตั้งคำถามผิด จึงเกิดทางตันสองอย่าง 1) โรงงานเผาขยะและ 2) หลุมฝังกลบ

นักธุรกิจรีไซเคิลคนหนึ่งเคยกล่าวว่า “ เราต้องถามประเทศเราร่ำรวยหรือยากจน? เป็นหนี้เป็นสินเขาหรือเปล่า? เราเอางบประมาณที่มีอยู่จำกัดไปซื้อเครื่องมือราคาแพง ๆ มาเผาสิ่งของเหลือใช้ที่มีค่า แล้วปล่อยมลพิษให้คนไทยสูดดม ทรัพยากรเราไม่พออยู่แล้วกลับนำไปเผา นี่เรียกว่าเผาเงินกันเล่น ๆ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นแนวทางการจัดการปัญหาที่ไปพ้นจากเทคโนโลยีเผาขยะ

โดยทั่วไป เราวัดมลพิษในอากาศ อาหารและน้ำ ดินหรือฝุ่นเพื่อชี้ให้เห็นระดับการปนเปื้อน แต่การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพบนฐานข้อมูลเหล่านั้นมีความไม่แน่นอนอย่างมาก ต้องไม่ลืมว่าร่างกายแต่ละคนรับเอามลพิษผ่านช่องทางต่าง ๆ เข้าสู่ร่างกาย ร่ายแต่ละคนก็ดูดซึม กระจาย เผาผลาญและขับถ่ายของเสียแตกต่างกัน ผลกระทบด้านสุขภาพอาจเกิดจากการรับเอาสารพิษปริมาณน้อย ๆ เข้าไป กว่าจะเกิดโรคก็ใช้เวลานาน การวัดความเข้มข้นของมลพิษจากตัวชี้วัดทางชีวภาพในร่างกายคน (เลือด ปัสสาวะหรือเนื้อเยื่อ) เป็นวิธีการที่เหมาะสมที่สุดในการบ่งชี้ถึงการรับเอามลพิษเข้าสู่ร่างกายแล้วก่อให้เกิดโรค ปัจจุบัน

หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยยังอิงอยู่กับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมแบบเดิมซึ่งไม่ได้แก้ปัญหาอะไร ด้วยเหตุนี้ การที่โรงงานเผาขยะที่ดำเนินการที่ภูเก็ต และหาดใหญ่ เป็นต้น ปล่อยไดออกซินหรือมลพิษชนิดอื่น ๆ ต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่กระทรวงวิทยาศาสตร์กำหนดไว้ ไม่ได้หมายความว่า “ปลอดภัย”

เราไม่ได้พูดถึงแต่เฉพาะไดออกซินอย่างเดียว ไดออกซิน เป็นหนึ่งในสารมลพิษจำนวนกว่าร้อยชนิดที่ปล่อยออกมาจากโรงงานเผาขยะ และมีหลายชนิดที่เป็นสารก่อมะเร็งในคน และค่ามาตรฐานสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ตัวชี้วัดที่สำคัญของผลกระทบด้านสุขภาพ รายงานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบจากโรงงานเผาขยะทั่วโลกได้ระบุสถานะขององค์ความรู้ที่สำคัญไว้ ตัวอย่างเช่น

1) โรงงานเผาขยะทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ทำให้เกิดไดออกซินและโลหะหนักปนเปื้อนอยู่ในดินและพืชผลทางการเกษตร

2) ประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้กับโรงงานเผาขยะ มักจะได้รับสารพิษผ่านทางการหายใจหรือการกินอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษในพื้นที่นั้นๆ

3) การลดไดออกซินในไอเสียที่ปล่อยมาจากปล่องควันทำให้ไดออกซินสะสมอยู่ในกากของเสียและเถ้าเพิ่มมากขึ้น

4) มีโรงงานเผาขยะไม่กี่แห่งในโลกที่มีการตรวจสอบการปล่อยมลพิษอย่างต่อเนื่องหรือมีการตรวจสอบในขณะที่ดำเนินการตามปกติ

ความพยายามในการแยกขยะก่อนนำเข้าสู่เตาเผา เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ต้องลงทุนเพิ่มขึ้นและผูกขาดการจัดการขยะโดยกลุ่มธุรกิจ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการจัดการขยะโดยชุมชน ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจากโรงงานเผาขยะควรที่จะมีการติดตามอย่างใกล้ชิดและโปร่งใสโดยหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข ในด้านเศรษฐกิจ จะเห็นว่า ที่ผ่านมางบประมาณแผ่นดินส่วนหนึ่งได้นำมาจ้างบริษัทเอกชนดำเนินการเผาขยะ ขยะคือเชื้อเพลิงและบริษัทจำเป็นต้องได้กำไรจากธุรกิจของตน ปัจจุบัน เราใช้เงินภาษีของเราในการเผาขยะ และจะเป็นเช่นนี้ไปอีก 10-20 ปี เราจะต้องนำเข้าเตาเผาใหม่ซึ่งราคาแพงมาแทนตัวเดิม เราจำเป็นมีพื้นที่ฝังกลบที่ปลอดภัยสำหรับเถ้าที่เป็นพิษ และเราจำเป็นต้องรับภาระในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนที่อยู่บริเวณโดยรอบ นี่คือส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายราคาแพงที่ซ่อนเร้นอยู่

มิยาตะ ฮิเดกิ – นักต่อสู้กับไดออกซินแห่งญี่ปุ่น

บริสุทธิ์เท่าน้ำนมแม่   คำพูดนี้จะไม่ได้ยินจากปากของหมอมิยาตะ ฮิเดกิ นักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับนับถือ จากการศึกษาทดลองของเขาที่ดำเนินการเป็นระยะ เขาสงสัยมานานแล้วว่าน้ำนมแม่ชาวญี่ปุ่นอาจปนเปื้อนด้วยมลพิษไดออกซิน – ปัญหามลพิษที่ประเด็นร้อนแรงอยู่ในขณะนี้

ในความเห็นมิยาตะ มารดาส่วนใหญ่จะให้นมลูกในช่วง 3 เดือนก่อนเปลี่ยนเป็นนมผสม “ผมไม่รู้จะช่วยอย่างไร แต่ขอแนะนำว่า ทารก (ในญี่ปุ่น) ควรห่างไกลจากนมแม่ จะปลอดภัยกว่า “

เมื่อไม่นานมานี้ มลพิษจากไดออกซินกลายเป็นวาระแห่งชาติในญี่ปุ่น เหตุผลหนึ่งคือ เป็นปัญหาที่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการเผาขยะ ไดออกซินจะเกิดขึ้นเมื่อเผาพลาสติกและขยะที่ประกอบด้วยสารเคมีที่มีคลอรีนเป็นองค์ประกอบ ขยะในญี่ปุ่นมากกว่า 3 ใน 4 ส่วนนำไปเผาในโรงงานเผาขยะที่รับรองโดยรัฐบาลซึ่งมีอยู่ประมาณ 3,840 แห่งทั่วประเทศ ปัจจุบัน มีเพียงโรงงานเผาขยะไม่กี่แห่งที่ควบคุมการปล่อยไดออกซิน

เมื่อมิยาตะ ศึกษาเรื่องไดออกซินเป็นครั้งแรก จากเอกสารวิจัยของรัฐบาลอเมริกันในช่วงต้นทศวรรษ 1970s(พ.ศ.2513-2518) ยังไม่มีใครรับรู้ถึงอันตรายจากไดออกซินมากนัก จนกระทั่งผลกระทบจากฝนเหลืองที่สหรัฐอเมริกานำมาโปรยในสงครามเวียดนามเปิดเผยให้คนทั้งโลกได้รับรู้ ไดออกซินจึงเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น แท้ที่จริง รัฐบาลญี่ปุ่นเพิ่งตื่นตัวกับปัญหาไดออกซินเพียง 4-5 ปีที่ผ่านมานี้เอง

มิยาตะยังทำการศึกษาเรื่องโพลีคลอริเนเตด ไบฟีนิล (PCBs) ที่สถาบันสาธารณสุขเมืองโอซากาโดยเฉพาะกรณีน้ำมันรำข้าวที่ปนเปื้อน PCBs ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 126 คน ในปี พ.ศ.2511 และทำการจำแนกสารพิษอื่น ๆ อีก 2 ตัว ออกจากกัน ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้รวมเข้าอยู่ในบัญชีรายชื่อสารก่อมะเร็งในปี พ.ศ. 2541

ช่วงปี พ.ศ. 2523-2532 มิยาตะร่วมกับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Setsunan ใกล้เมืองเกียวโต ได้หันเหความสนใจมาศึกษาเรื่อง       ไดออกซินที่เกิดจากโรงงานเผาขยะ พวกเขาไม่จำเป็นต้องไปไหนไกล พวกเขาพบปริมาณไดออกซินที่สูงมากปรากฎอยู่ในเศษตกค้างและเถ้าที่เกิดจากโรงงานเผาขยะเทศบาล 3 แห่ง ในเมืองโอซากา ยิ่งกว่านั้น ยังพบไดออกซินในน้ำนมแม่ซึ่งบ่งชี้ว่าสารก่อมะเร็งนี้กำลังจะผ่านไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่งในอนาคต

ช่วงปี พ.ศ. 2536-2538 ชุมชนโตโกโรซาวา ทางเหนือของโตเกียว กลายเป็นข่าวใหญ่ เนื่องจากมีโรงงานเผากากของเสียอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมากในพื้นที่ บางแห่งดำเนินการผิดกฎหมาย ชาวบ้านต้องทนทุกข์ทรมานกับกลิ่นเหม็น ทำให้ระคายเคืองสายตาและไอ ต้นสนในละแวกนั้นกลายเป็นสีดำ

ด้วยความไม่ใส่ใจของเจ้าหน้าที่รัฐบาล ชาวบ้านจึงไปพบมิยาตะ เขาทำการวิเคราะห์ดินและพบไดออกซินปนเปื้อนในระดับสูงมาก มีการตีพิมพ์เผยแพร่เรื่องนี้ออกไปอย่างกว้างขวาง และทำให้เกิดการต่อสู้ของชาวบ้าน ในปี พ.ศ. 2541 เมืองโตโกโรซาวากลายเป็นเมืองในญี่ปุ่นที่มีรหัสควบคุมการปล่อยไดออกซินของตนเอง ตัวอย่างดินทั่วประเทศญี่ปุ่นถูกส่งมาวิเคราะห์ที่สำนักงานของมิยาตะอย่างไม่ขาดสาย

รัฐบาลญี่ปุ่นเชื่องช้ามากในการรับมืออันตรายจากไดออกซินและ ยังตามหลังประเทศอุตสาหกรรมในการกำหนดค่ามาตรฐานการรับไดออกซินเข้าไปในร่างกายต่อวัน ความพยายามของมิยาตะมีส่วนทำให้รัฐบาลเข้มงวดกับค่ามาตรฐานมากขึ้น ข้อกำหนดล่าสุดซึ่งมีผลในทางปฏิบัติในเดือนมกราคม พ.ศ. 2542 และ ภายในปี พ.ศ. 2545 เป้าหมายคือ ลดการปล่อยไดออกซินลงร้อยละ 90 จากระดับที่กำหนดในปี พ.ศ. 2541

ไดออกซินเป็นสัญลักษณ์ของวิถีชีวิตบริโภคนิยมร่วมสมัยของญี่ปุ่นที่อยู่บนฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก วัฒนธรรมเช่นนี้มีราคาแพง ผู้คนต้องจ่ายคืนให้กับสิ่งแวดล้อมสำหรับสิ่งที่กระทำหรือไม่กระทำลงไป มิยาตะเตือนว่า “หากเรายังคงดำเนินชีวิตเช่นนี้อยู่ ก็เท่ากับเรากำลังกัดกลืนตัวเอง”

ขยะเปียก(อินทรีย์)ซึ่งมีอยู่มากในประเทศกำลังพัฒนาทำให้โรงเผาขยะมีประสิทธิภาพลดลงหรือต้องปิดไป

โรงเผาขยะส่วนใหญ่ได้รับการออกแบบและทดสอบในประเทศอุตสาหกรรม ด้วยเหตุนี้จึงไม่เหมาะกับขยะในประเทศกำลังพัฒนา ยกตัวอย่างเช่น ประเภทของวัสดุที่ส่งเข้าโรงเผาขยะจะต้องมีลักษณะเป็นเชื้อเพลิงระดับหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อให้การเผาไหม้เป็นไปอย่าง “เหมาะสม” ซึ่งแตกต่างจากขยะทั่วไปในประเทศโลกฝ่ายใต้

โดยทั่วไปขยะในประเทศกำลังพัฒนามักมีความหนาแน่นและความชื้นมากกว่าขยะในประเทศอุตสาหกรรม ยกตัวอย่างเช่น ความชื้นของขยะในมหานคร อย่างเช่น นิวยอร์ก อยู่ที่ประมาณร้อยละ 22 ในขณะที่มีผลการสำรวจพบว่าความชื้นในขยะของสิงคโปร์เท่ากับร้อยละ 40 กรุงเทพฯ ร้อยละ 49 และบันดุง อินโดนีเซียร้อยละ 80

ตารางด้านล่างแสดงข้อมูลเกี่ยวกับความชื้นของขยะที่สูงในบางเมืองในเอเชีย ขยะในประเทศกำลังพัฒนาอาจมีวัสดุที่ไม่ติดไฟมาก อย่างเช่น ขี้เถ้าและขี้ผง ซึ่งไม่สามารถเป็นเชื้อเพลิงได้ ความชื้นของขยะที่สูงเนื่องจากเปียกเกินไปทำให้การเผาอย่างต่อเนื่องไม่สามารถทำได้ หรือต้องใส่เชื้อเพลิงอย่างอื่นเข้าไปในเตาเผา โรงเผาขยะแห่งที่เมืองสุราบายา ประเทศอินโดนีเซีย สามารถเดินเครื่องได้แค่สองในสามของกำลังผลิต ทั้งนี้เพราะต้องมีการนำขยะมาตากแห้งที่โรงงานเป็นเวลาห้าวันก่อนเผา

โรงเผาขยะแห่งหนึ่งในกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดียต้องปิดลงไปภายในหนึ่งอาทิตย์หลังจากสร้างเสร็จในปี 1986 เพราะขยะจากชุมชนแถวนั้นเปียกเกินกว่าจะเผาได้ โรงงานแห่งนั้นใช้เงินลงทุนมากกว่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐในการก่อสร้าง

ระดับความชื้นของขยะในเมืองในเอเชีย

  ระดับความชื้นในขยะ (%)
ประเทศที่มีรายได้น้อย  
ชงจิง จีน 42.5
ต้าเหลียน จีน 49.7
ประเทศที่มีรายได้ปานกลาง  
กรุงเทพฯ ไทย 49.1
เทศบาลชลบุรี ไทย 56.3
เทศบาลระยอง ไทย 46.7
กรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์ 45.0

ที่มา Daniel Hoornweg, “What a Waste: Solid Waste Management in Asia,” The World Bank, Washington, D.C., พฤษภาคม 1999

Ban the Burn : ปฏิบัติการรณรงค์ครั้งแรกของกรีนพีซในประเทศไทย (พ.ศ.2543)