มิยาตะ ฮิเดกิ – นักต่อสู้กับไดออกซินแห่งญี่ปุ่น

บริสุทธิ์เท่าน้ำนมแม่   คำพูดนี้จะไม่ได้ยินจากปากของหมอมิยาตะ ฮิเดกิ นักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับนับถือ จากการศึกษาทดลองของเขาที่ดำเนินการเป็นระยะ เขาสงสัยมานานแล้วว่าน้ำนมแม่ชาวญี่ปุ่นอาจปนเปื้อนด้วยมลพิษไดออกซิน – ปัญหามลพิษที่ประเด็นร้อนแรงอยู่ในขณะนี้

ในความเห็นมิยาตะ มารดาส่วนใหญ่จะให้นมลูกในช่วง 3 เดือนก่อนเปลี่ยนเป็นนมผสม “ผมไม่รู้จะช่วยอย่างไร แต่ขอแนะนำว่า ทารก (ในญี่ปุ่น) ควรห่างไกลจากนมแม่ จะปลอดภัยกว่า “

เมื่อไม่นานมานี้ มลพิษจากไดออกซินกลายเป็นวาระแห่งชาติในญี่ปุ่น เหตุผลหนึ่งคือ เป็นปัญหาที่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการเผาขยะ ไดออกซินจะเกิดขึ้นเมื่อเผาพลาสติกและขยะที่ประกอบด้วยสารเคมีที่มีคลอรีนเป็นองค์ประกอบ ขยะในญี่ปุ่นมากกว่า 3 ใน 4 ส่วนนำไปเผาในโรงงานเผาขยะที่รับรองโดยรัฐบาลซึ่งมีอยู่ประมาณ 3,840 แห่งทั่วประเทศ ปัจจุบัน มีเพียงโรงงานเผาขยะไม่กี่แห่งที่ควบคุมการปล่อยไดออกซิน

เมื่อมิยาตะ ศึกษาเรื่องไดออกซินเป็นครั้งแรก จากเอกสารวิจัยของรัฐบาลอเมริกันในช่วงต้นทศวรรษ 1970s(พ.ศ.2513-2518) ยังไม่มีใครรับรู้ถึงอันตรายจากไดออกซินมากนัก จนกระทั่งผลกระทบจากฝนเหลืองที่สหรัฐอเมริกานำมาโปรยในสงครามเวียดนามเปิดเผยให้คนทั้งโลกได้รับรู้ ไดออกซินจึงเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น แท้ที่จริง รัฐบาลญี่ปุ่นเพิ่งตื่นตัวกับปัญหาไดออกซินเพียง 4-5 ปีที่ผ่านมานี้เอง

มิยาตะยังทำการศึกษาเรื่องโพลีคลอริเนเตด ไบฟีนิล (PCBs) ที่สถาบันสาธารณสุขเมืองโอซากาโดยเฉพาะกรณีน้ำมันรำข้าวที่ปนเปื้อน PCBs ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 126 คน ในปี พ.ศ.2511 และทำการจำแนกสารพิษอื่น ๆ อีก 2 ตัว ออกจากกัน ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้รวมเข้าอยู่ในบัญชีรายชื่อสารก่อมะเร็งในปี พ.ศ. 2541

ช่วงปี พ.ศ. 2523-2532 มิยาตะร่วมกับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Setsunan ใกล้เมืองเกียวโต ได้หันเหความสนใจมาศึกษาเรื่อง       ไดออกซินที่เกิดจากโรงงานเผาขยะ พวกเขาไม่จำเป็นต้องไปไหนไกล พวกเขาพบปริมาณไดออกซินที่สูงมากปรากฎอยู่ในเศษตกค้างและเถ้าที่เกิดจากโรงงานเผาขยะเทศบาล 3 แห่ง ในเมืองโอซากา ยิ่งกว่านั้น ยังพบไดออกซินในน้ำนมแม่ซึ่งบ่งชี้ว่าสารก่อมะเร็งนี้กำลังจะผ่านไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่งในอนาคต

ช่วงปี พ.ศ. 2536-2538 ชุมชนโตโกโรซาวา ทางเหนือของโตเกียว กลายเป็นข่าวใหญ่ เนื่องจากมีโรงงานเผากากของเสียอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมากในพื้นที่ บางแห่งดำเนินการผิดกฎหมาย ชาวบ้านต้องทนทุกข์ทรมานกับกลิ่นเหม็น ทำให้ระคายเคืองสายตาและไอ ต้นสนในละแวกนั้นกลายเป็นสีดำ

ด้วยความไม่ใส่ใจของเจ้าหน้าที่รัฐบาล ชาวบ้านจึงไปพบมิยาตะ เขาทำการวิเคราะห์ดินและพบไดออกซินปนเปื้อนในระดับสูงมาก มีการตีพิมพ์เผยแพร่เรื่องนี้ออกไปอย่างกว้างขวาง และทำให้เกิดการต่อสู้ของชาวบ้าน ในปี พ.ศ. 2541 เมืองโตโกโรซาวากลายเป็นเมืองในญี่ปุ่นที่มีรหัสควบคุมการปล่อยไดออกซินของตนเอง ตัวอย่างดินทั่วประเทศญี่ปุ่นถูกส่งมาวิเคราะห์ที่สำนักงานของมิยาตะอย่างไม่ขาดสาย

รัฐบาลญี่ปุ่นเชื่องช้ามากในการรับมืออันตรายจากไดออกซินและ ยังตามหลังประเทศอุตสาหกรรมในการกำหนดค่ามาตรฐานการรับไดออกซินเข้าไปในร่างกายต่อวัน ความพยายามของมิยาตะมีส่วนทำให้รัฐบาลเข้มงวดกับค่ามาตรฐานมากขึ้น ข้อกำหนดล่าสุดซึ่งมีผลในทางปฏิบัติในเดือนมกราคม พ.ศ. 2542 และ ภายในปี พ.ศ. 2545 เป้าหมายคือ ลดการปล่อยไดออกซินลงร้อยละ 90 จากระดับที่กำหนดในปี พ.ศ. 2541

ไดออกซินเป็นสัญลักษณ์ของวิถีชีวิตบริโภคนิยมร่วมสมัยของญี่ปุ่นที่อยู่บนฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก วัฒนธรรมเช่นนี้มีราคาแพง ผู้คนต้องจ่ายคืนให้กับสิ่งแวดล้อมสำหรับสิ่งที่กระทำหรือไม่กระทำลงไป มิยาตะเตือนว่า “หากเรายังคงดำเนินชีวิตเช่นนี้อยู่ ก็เท่ากับเรากำลังกัดกลืนตัวเอง”

โรงเผาขยะทำลายภาคเศรษฐกิจนอกระบบ และภาคเศรษฐกิจนอกระบบส่งผลกระทบในหลายด้านต่อโรงเผาขยะ

เมื่อมีการนำโรงเผาขยะมาใช้ในชุมชนที่มีอุตสาหกรรมรีไซเคิลนอกระบบขนาดใหญ่ จะทำให้คนเก็บขยะตามแหล่งทิ้งขยะต้องเปลี่ยนมาเก็บขยะก่อนเผา ซึ่งจะทำให้องค์ประกอบเปลี่ยนแปลงไปและปริมาณของขยะที่เหลือสำหรับการเผาน้อยลง โดยอาจทำให้ปริมาณขยะที่จะเหลือสำหรับเผาน้อยลงและไม่มีความเป็นเชื้อเพลิง จนแทบไม่คุ้มค่าที่จะเดินเครื่อง คนเก็บขยะจะแยกวัสดุที่มีค่ามากที่สุดออกไป วัสดุบางอย่าง (เช่น ไม้) มีความเป็นเชื้อเพลิงสูง ซึ่งเป็นคุณลักษณะของวัสดุที่ผู้ออกแบบโรงเผาขยะต้องการ คนออกแบบโรงเผาขยะมักไม่คิดถึงปัจจัยของคนเก็บขยะที่เข้ามาเกี่ยวข้อง

นอกจากนั้นโรงเผาขยะยังทำให้ชีวิตของคนเก็บขยะลำบากหรือเลวร้ายลง

 

โรงเผาขยะใช้เงินทุนมาก จ้างงานน้อย

โรงเผาขยะเป็นเทคโนโลยีที่ใช้เงินลงทุนสูงแต่ใช้แรงงานน้อย โรงเผาขยะในเขตเทศบาลแห่งหนึ่งจ้างคนงานเต็มเวลาได้เพียงหนึ่งคนต่อความสามารถในการกำจัดขยะ 10,000 ตันต่อปี ในขณะที่การรีไซเคิลใช้เงินลงทุนน้อยกว่าและใช้แรงงานมากกว่า โรงงานคัดแยกขยะเพื่อรีไซเคิลแบบทั่วไปในสหรัฐอเมริกา จ้างคนงาน 11 คนต่อความสามารถในการกำจัดขยะ 10,000 ตัน และอาจจ้างคนได้มากกว่านั้นอีกหากเป็นโรงงานที่ใช้เครื่องจักรกลน้อย ที่กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ขยะ 998,400 ตันต่อปี ถูกคัดแยกด้วยมือโดยไม่มีเครื่องจักรมาเกี่ยวข้อง ทำให้จ้างคนงานได้ 89 คนต่อขยะที่คัดแยก 10,000 ตันต่อปี โรงงานหมักปุ๋ยในสหรัฐอเมริกาจ้างคนงาน 4 คนต่อปุ๋ยหมักที่ผลิตได้ในปริมาณเท่ากัน

 

โรงเผาขยะสร้างภาระหนี้สินให้กับประเทศ

เงินลงทุนเบื้องต้นของโครงการโรงเผาขยะทำให้เกิดภาระกับระบบเศรษฐกิจในท้องถิ่น และเพิ่มหนี้สินสำหรับประเทศกำลังพัฒนาในสองลักษณะใหญ่ ๆ

ประการแรกซึ่งเห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ พวกเขาต้องไปกู้เงินจากต่างประเทศเพื่อก่อสร้างและบำรุงรักษาโรงงานเหล่านี้ ต้นทุนเหล่านี้ไม่ได้มีเฉพาะในช่วงก่อสร้าง เนื่องจากประเทศต่าง ๆ ต้องสูญเสียเงินสกุลต่างชาติเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์สำหรับการซ่อมแซมและบำรุงรักษาในระยะยาวอีกด้วย ธนาคารโลกประมาณว่าอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของเงินลงทุนจะต้องจ่ายเป็นเงินสกุลต่างชาติ

หนี้สินจากโครงการโรงเผาขยะที่เป็นภาระอาจเห็นได้จากข้อเสนอโครงการโรงเผาขยะในเมือง Miljoteknik Zychlin ในประเทศโปแลนด์ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 โครงการนี้ต้องหยุดลงหลังจากกลุ่มสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นพบว่า ถ้าดำเนินการตามโครงการนี้ ชุมชนซึ่งประกอบด้วยประชากร 14,000 คนจะต้องชำระหนี้เป็นเงิน 5 ล้านเหรียญสหรัฐในช่วงมากกว่า 100 ปีข้างหน้า!

อีกตัวอย่างหนึ่งได้แก่โรงเผาขยะเทศบาลกรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ซึ่งดำเนินการต่ำกว่าความสามารถอย่างน้อยเป็นเวลา 10 ปี ตั้งแต่เริ่มต้นเดินเครื่องในปี 1982 โรงงานแห่งนี้ต้องปิดซ่อมบ่อย ๆ ทั้งนี้เพราะการออกแบบหม้อต้มน้ำที่ไม่ดี แต่แม้โรงงานแห่งนี้จะมีผลการดำเนินงานที่ย่ำแย่ เทศบาลเมืองยังต้องคอยเสียเงินซ่อมแซมโรงงานแห่งนี้อีกเป็นจำนวน 25 ล้านดอยชต์มาร์ก (11.6 ล้านเหรียญสหรัฐ) โดยใช้เงินกู้ยืมจากเยอรมนี

ในประเทศไทยมีการเสนอโครงการก่อสร้างโรงเผาขยะในกรุงเทพฯ ซึ่งจะมีโรงเผาขยะสี่เตาที่ได้รับทุนสนับสนุนจากญี่ปุ่น แต่ละเตาจะสามารถกำจัดขยะ 1,300 ตันโดยใช้เงินลงทุน 20,000 ล้านบาท (540 ล้านเหรียญสหรัฐ) เงินลงทุนจะมาจากเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับรัฐบาลไทยในกรณีที่ซื้อโรงเผาขยะจากญี่ปุ่น ในปี 1998 ญี่ปุ่นให้เงินกู้เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจทั่วไปกับไทย 117,562 ล้านเยน ทั้งนี้เพื่อช่วยกอบกู้เศรษฐกิจภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจในเอเชีย

ในปี 1999 โครงการให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาโพ้นทะเล (ODA) ของญี่ปุ่นให้เงินกู้เพิ่มเติมมาอีกจำนวนมาก ซึ่งการให้เงินกู้เหล่านั้นถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อรองเพื่อขายเทคโนโลยีโรงเผาขยะจากญี่ปุ่นให้กับไทย

ผลกระทบประการที่สองของโรงเผาขยะที่มีต่อภาระหนี้สินของประเทศกำลังพัฒนาได้แก่ การทำให้ประเทศเหล่านั้นต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากประเทศอื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับทุกประเทศ โรงเผาขยะทำลายทรัพยากรไม่ว่าจะเป็นกระดาษ พลาสติก สิ่งทอ และอินทรียวัตถุ ซึ่งอาจย่อยสลายหรือนำกลับมาผลิตเป็นสินค้าใหม่ได้ แทนที่จะช่วยให้ประเทศเหล่านั้นพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ ๆ และลดการนำเข้าสินค้า โรงเผาขยะจะเปลี่ยนทรัพยากรอันมีค่าให้กลายเป็นควันและเถ้าถ่าน

โรงเผาขยะเป็นการจัดการขยะที่แพงที่สุด

ต้นทุนของการจัดการขยะอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับปัจจัยมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่เลือกใช้ ลักษณะของวัสดุที่ต้องการกำจัด ที่ดิน แรงงาน และต้นทุนพลังงาน และต้นทุนการเงิน แม้กระนั้นโรงเผาขยะมักเป็นทางเลือกที่แพงกว่าทางเลือกอื่น เพราะเป็นเทคโนโลยีที่ซับซ้อน ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล และทำให้เกิดต้นทุนการดำเนินงานสูง ยิ่งไปกว่านั้น โครงการโรงเผาขยะในประเทศกำลังพัฒนาต้องใช้เงินตราสกุลต่างชาติเป็นจำนวนมหาศาล

ตามรายงานธนาคารโลกปี 2000 ต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการเดินเครื่องสำหรับโรงเผาขยะมีจำนวนอย่างน้อยสองเท่าของต้นทุนที่ใช้ในการกลบฝังขยะ รายงานระบุว่า ต้นทุนสุทธิของการเผาขยะต่อตันจะตกอยู่ที่ 25-100 เหรียญสหรัฐ (ในปี 1998) หรือเฉลี่ยประมาณ 50 เหรียญสหรัฐ ส่วนต้นทุนสุทธิของการกลบฝังขยะจะอยู่ประมาณ 10-40 เหรียญสหรัฐ ขึ้นอยู่กับการออกแบบ (เช่น จำนวนของชั้นเมมเบรนและระดับของการกรองเพื่อบำบัด (leachate treatment))

ต้นทุนสุทธิของการบำบัดขยะคำนวณจากต้นทุนต่อปีบวกค่าใช้จ่ายในการเดินเครื่องลบด้วยรายได้จากพลังงาน สำหรับโรงเผาขยะ ต้นทุนของเงินที่ต้องชำระ(ดอกเบี้ย) เพื่อใช้คืนเงินลงทุนเบื้องต้นในแต่ละปี อาจมีจำนวนมากกว่าครึ่งหนึ่งของต้นทุนการบำบัดสุทธิทีเดียว

รายงานของธนาคารโลกสรุปว่า “…ต้นทุนการบำบัดสุทธิต่อตันของโรงเผาขยะมักมีจำนวนมากกว่าอย่างน้อยสองเท่าของต้นทุนสุทธิของการกลบฝังอย่างมีระบบ ในขณะเดียวกัน โครงการโรงเผาขยะมักทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความล้มเหลวทางเศรษฐกิจสูง…”

เงินลงทุนเบื้องต้นของโรงเผาขยะ

เงินลงทุนเบื้องต้นของโรงเผาขยะอาจมีมากเป็นหลายล้านเหรียญ เงินลงทุนเบื้องต้นของโรงเผาขยะเทศบาลขนาดใหญ่ในประเทศกำลังพัฒนาด้านอุตสาหกรรม อาจมีจำนวนมากถึง 50-280  ล้านเหรียญสหรัฐ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการกำจัดขยะของโรงงาน ซึ่งเมื่อคิดแจกแจงจะเห็นว่าเป็นต้นทุนมากถึง 136,000-270,000 เหรียญสหรัฐต่อความสามารถในการกำจัดขยะหนึ่งตันต่อวัน

ข้อมูลจากข้อเสนอโครงการโรงเผาขยะในที่อื่นอาจมีต้นทุนที่สูงกว่าตัวเลขที่ธนาคารโลกเสนอไว้มากนัก ตาราง 4 ชี้ให้เห็นต้นทุนที่สูงของโรงเผาขยะบางแห่งที่ดำเนินการและมีการเสนอให้สร้างทั่วโลก เงินลงทุนเบื้องต้นอาจมีจำนวนมากถึง 1.75 ล้านเหรียญสหรัฐต่อความสามารถในการกำจัดขยะหนึ่งตันต่อวัน แม้ว่าจะมีค่าใช้จ่ายสูงลิบลิ่วเช่นนั้น แต่โรงเผาขยะที่เสนอให้สร้างหรือเดินเครื่องอยู่ในประเทศโลกฝ่ายใต้ส่วนใหญ่ มักไม่ได้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเช่นในสหรัฐอเมริกาหรือยุโรปตะวันตก ต้นทุนของโรงเผาขยะหลายแหล่งอาจเพิ่มเป็นสองเท่า หากมีการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อควบคุมมลพิษที่ทันสมัย

ในประเทศญี่ปุ่น ต้นทุนของโครงการโรงเผาขยะแห่งใหม่ในปีงบประมาณ 2000 คิดรวมกันทั้งหมดเป็นจำนวน 8 แสนล้านเยน (ประมาณ 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ) ต้นทุนเหล่านี้รวมไปถึงค่าใช้จ่ายของการก่อสร้างสาธารณูปการใหม่ ๆ และการปรับปรุงอุปกรณ์ที่ใช้ควบคุมการปล่อยก๊าซซึ่งมีอยู่เดิม

ระบบการจัดการขยะที่ต้องใช้เงินลงทุนเบื้องต้นสูง มีความยืดหยุ่นน้อยกว่าระบบซึ่งมีเงินลงทุนเบื้องต้นต่ำกว่า เงินลงทุนเบื้องต้นเป็นต้นทุนจม เราไม่อาจลดต้นทุนจมเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพหรือการออกแบบ เหมือนที่เราทำกับโครงการลดขยะโครงการใช้วัสดุใหม่ โครงการรีไซเคิล และโครงการหมักปุ๋ยได้

เงินลงทุนเบื้องต้นของโครงการโรงเผาขยะบางแห่งทั่วโลก

ที่ตั้ง

สถานภาพ กำลังการเผาขยะ (ตันต่อวัน) เงินลงทุนเบื้องต้น เงินลงทุนเบื้องต้น (เหรียญสหรัฐ)

เงินลงทุนเบื้องต้น / กำลังการเผาขยะต่อตันต่อวัน (เหรียญสหรัฐ)

ตงกวน จีน ไม่ชัดเจน 900 50 ล้านเหรียญสหรัฐ 50 ล้าน 55,600
เสินเจิ้น จีน เดินเครื่อง 300 1.2 พันล้านหยวน 145 ล้าน 483,300
เซี่ยงไฮ้ จีน อนุมัติ 1,500 86 ล้านเหรียญสหรัฐ 86 ล้าน 57,300
เชนไน อินเดีย อนุมัติ 600 2 พันล้านรูปี 41 ล้าน 68,100
Ringaskiddy ไอร์แลนด์ กำลังนำเสนอ 100 75 ล้านปอนด์ไอร์แลนด์ 86.8 ล้าน 868,000
โตเกียว ญี่ปุ่น เดินเครื่อง 400 700 ล้านเหรียญสหรัฐ 700 ล้าน 1,750,000
อิบารากิ ญี่ปุ่น เดินเครื่อง 180 1.8 หมื่นล้านเยน 149.1 ล้าน 828,300
ลูบลิน โปแลนด์ กำลังนำเสนอ ~375 30 ล้านเหรียญสหรัฐ 30 ล้าน 80,000
อีโซโป อัฟริกาใต้ เดินเครื่อง 10 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ 60,000 6,000
กวางจู เกาหลีใต้ ยังไม่เดินเครื่อง 400 6 หมื่นล้านวอน 46.8 ล้าน 117,000
ซังจีดอง เกาหลีใต้ เดินเครื่อง 800 8 หมื่นล้านวอน 62.5 ล้าน 78,100
ปูซาน เกาหลีใต้ กำลังนำเสนอ 200 8.5 หมื่นล้านวอน 66.4 ล้าน 332,000
ซูวอน เกาหลีใต้

จุงลี่ ไต้หวัน

เดินเครื่อง

อนุมัติ

600

1,350

9 หมื่นล้านวอน

4.6 พันล้านเหรียญไต้หวัน

70.3 ล้าน

133 ล้าน

117,200

98,500

เกาเสียง ไต้หวัน ดำเนินการ 1,800 6.9 พันล้านเหรียญไต้หวัน 199.5 ล้าน 110,800
เกาเสียง ไต้หวัน ดำเนินการ 900 3-4 พันล้านเหรียญไต้หวัน 101.2 ล้าน 112,400
ไถ้หนานตะวันตก ไต้หวัน ดำเนินการ 900 3.8 พันล้านเหรียญไต้หวัน 109.9 ล้าน 122,100
เกาะภูเก็ต ไทย เดินเครื่อง 250 780 ล้านบาท 17.65 ล้าน 70,600
เกาะกวม สหรัฐอเมริกา กำลังนำเสนอ ~15 13.2 ล้านเหรียญสหรัฐ 13.2 ล้าน 880,000

หมายเหตุ ต้นทุนแปลงจากเงินสกุลสหรัฐโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนเมื่อเดือนสิงหาคม 2001 ที่ Universal Currency Converter http://www.xe.com/ucc ที่มา GAIA’s Waste Incineration Database maintained by Pawel Gluszynski, Waste Prevention Association, Krakow, Poland ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมโปรดติดต่อ info@no-burn.org

เงินลงทุนเบื้องต้นของโรงเผาขยะกับการรีไซเคิลและการหมักปุ๋ย

  ลักษณะโครงการ เงินลงทุนเบื้องต้นต่อขยะที่นำมาจัดการ 1 ตัน (เหรียญสหรัฐ)
การรีไซเคิลและการหมักปุ๋ยในประเทศพัฒนาด้านอุตสาหกรรม
โรงงานรีไซเคิลต้นฉบับในสหรัฐอเมริกา คัดแยกวัสดุรีไซเคิล 30,000
โรงงานรีไซเคิลที่ใช้เทคโนโลยีน้อยในสหรัฐอเมริกา คัดแยกวัสดุรีไซเคิล 4,000-20,000
โรงหมักปุ๋ยขนาดเล็ก  ใช้เทคโนโลยีน้อยในสหรัฐอเมริกา การหมักปุ๋ยในพื้นที่สวนหลังบ้าน 5,000-13,000
การหมักปุ๋ยขนาดใหญ่   5,600-90,000
การรีไซเคิลและการหมักปุ๋ยในประเทศพัฒนาด้านอุตสาหกรรมน้อยกว่า
ซัน แวลลีย์ ฟิลิปปินส์ การรีไซเคิล/การเก็บวัสดุอินทรีย์ + การหมักปุ๋ย 1800
โครงการของ Exnora ในอินเดีย การรีไซเคิล/การเก็บวัสดุอินทรีย์ + การหมักปุ๋ย 1650
โมกัตตัม (ไคโร) อิยิปต์ กิจการรีไซเคิลขนาดเล็ก 450
ริโอเดอจาเนโร บราซิล สหกรณ์รีไซเคิล 14 แห่ง 5,300
การหมักปุ๋ยขนาดเล็ก ใช้เทคโนโลยีน้อย พื้นที่หลังบ้านหรือในชุมชน แทบไม่มีต้นทุน
การเผาขยะ   136,000-270,000

ที่มา : Institute for Local Self-Reliance, Washington, DC, 2004. เงินลงทุนเบื้องต้นของการเผาขยะมาจาก T. Rand, J. Haukohl, U. Marxen, Municipal Solid Waste Incineration: Requirements for a Successful Project, World Bank Technical Paper Number 462, The World Bank, Washington, D.C.,June 2000. เงินลงทุนเบื้องต้นของการหมักปุ๋ยขนาดใหญ่ใช้ข้อมูลใน Argonne National Laboratory, “Energy and Environmental Systems Analysis:Technology Summary I.1: Landfills: Reducing Landfilling Of Waste,” 1993.

 

เปรียบเทียบเงินลงทุนเบื้องต้นของโรงเผาขยะกับการรีไซเคิลและการหมักปุ๋ย

โรงงานรีไซเคิลและหมักปุ๋ยมีต้นทุนถูกกว่าโรงเผาขยะมากมาย ไม่ว่าระบบนั้นจะใช้เทคโนโลยีสูงหรือต่ำเพียงใดก็ตาม ไม่ว่าจะใช้เครื่องจักรกลหรือใช้แรงงาน

ในสหรัฐอเมริกา เงินลงทุนเบื้องต้นของโรงงานรีไซเคิลเฉลี่ยประมาณ 30,000 เหรียญสหรัฐต่อความสามารถในการกำจัดขยะต่อตันต่อวัน และขึ้นอยู่กับระดับของเทคโนโลยีอัตโนมัติที่ใช้ โรงงานรีไซเคิลที่ใช้เทคโนโลยีต่ำจะใช้เครื่องมือพื้นฐาน อย่างเช่น สายพาน รถยก เครื่องมัด (baler) เครื่องอัดพลาสติก เครื่องขูดพลาสติกและ/หรือเครื่องบดกระป๋อง การศึกษาชิ้นหนึ่งชี้ว่า โรงงานในชุมชนบางแห่งของสหรัฐอเมริกาที่ใช้เทคโนโลยีต่ำมีต้นทุนการแปรรูปขยะระหว่าง 4,000-20,000 เหรียญสหรัฐต่อตันต่อวัน

ชุมชนหลายแห่งเหล่านี้ยังลดต้นทุนไปได้อีกด้วยการใช้เครื่องจักรมือสอง

ในประเทศกำลังพัฒนาด้านอุตสาหกรรม โรงงานรีไซเคิลมักใช้เครื่องจักรกลน้อยและใช้แรงงานมาก ซึ่งทำให้เงินลงทุนน่าจะต่ำกว่า 30,000 เหรียญสหรัฐต่อตันต่อวัน ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยเงินลงทุนของโรงงานแบบเดียวกันในสหรัฐอเมริกามาก ยกตัวอย่างเช่น กรณีของเมืองรีโอเดอจาเนโร ประเทศบราซิล เอลิเลเนอ บริโต ผู้จัดการสหกรณ์ผู้เร่เก็บของเก่าขายและผู้ประสานงานโครงการรีไซเคิลของแผนกรักษาความสะอาดของเทศบาลเมืองรีโอเดอจาเนโรบอกว่า “แม้จะมีข้อมูลในพื้นที่ไม่มากนัก แต่จากข้อมูลที่มีอยู่ชี้ว่าอุตสาหกรรมรีไซเคิลได้ช่วยสร้างงานและใช้เงินลงทุนน้อย เมื่อเทียบกับภาคเศรษฐกิจส่วนอื่น  ในกรุงรีโอต้นทุนโรงแยกขยะแต่ละแห่งคิดเฉลี่ยที่ 25,000 เหรียญสหรัฐ และจ้างงานได้ประมาณ 20 คน ปัจจุบันเรามีสหกรณ์ 14 แห่งที่ผลิตวัสดุรีไซเคิลจำนวน 2,000 ตันต่อเดือนและจ้างงาน 414 คน”

เมื่อถัวเฉลี่ยมูลค่าอุปกรณ์ของโรงงานรีไซเคิลในบราซิลต่อปริมาณขยะหนึ่งตันต่อวัน เราพบว่ามีต้นทุนประมาณ 5,300 เหรียญสหรัฐ ซึ่งถูกกว่าต้นทุนเฉลี่ยของโรงเผาขยะอย่างน้อย 26 เท่า

โครงการรีไซเคิลหลายแห่งในประเทศอียิปต์เน้นการใช้แรงงานและลงทุนน้อย และเป็นตัวอย่างโรงงานรีไซเคิลในประเทศกำลังพัฒนาด้านอุตสาหกรรม โดยมีการจ้างคนงานเฉลี่ยประมาณ 89 คนต่อการคัดขยะ 10,000 ตันต่อปี

ในสหรัฐอเมริกา สำหรับปริมาณขยะเท่านี้พวกเขาจ้างคนงานเพียง 11 คน

ที่กรุงไคโร แรงงานนอกระบบเร่เก็บขยะจากบ้านเรือนต่าง ๆ ในเมืองถึงหนึ่งในสามหรือประมาณ 988,400 ตันต่อปี ร้อยละ 80 ของขยะเหล่านี้มีการนำกลับมาใช้ใหม่ เขตโมกัตตัมซึ่งอยู่ชานกรุงไคโรเป็นที่ตั้งของโรงงาน 928 แห่งที่เก็บและคัดขยะเป็น 16 ประเภทโดยไม่ใช้เครื่องจักรกลใด ๆ เลย ยกเว้นรถบรรทุกขยะ พวกเขาขายวัสดุที่คัดแยกเหล่านี้ให้กับพ่อค้าคนกลางและโรงงานรีไซเคิล อุตสาหกรรมรีไซเคิลขนาดเล็ก 228 แห่งในเขตโมกัตตัมใช้เงินลงทุน 1,805,350 LE (426,000 เหรียญสหรัฐ) หรือคิดเป็นมูลค่าเครื่องจักรโดยเฉลี่ย 1,900 LE (~450 เหรียญสหรัฐ) ต่อขยะหนึ่งตันต่อวัน

เทศบาลกรุงไคโรไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เลยสำหรับการนำขยะ 791,100 ตันต่อปีมาใช้ใหม่ ภาคเศรษฐกิจนอกระบบเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมด

โรงงานหมักปุ๋ยตามธรรมชาติหรือโรงหมักปุ๋ยอินทรีย์ อาจมีต้นทุนน้อยกว่าโรงงานรีไซเคิลเสียอีก โรงงานแบบนี้สามารถทำได้ในขนาดเล็กและใช้เทคโนโลยีต่ำ สามารถทำที่หลังบ้านหรือในระดับชุมชนขนาดเล็กได้ แม้แต่โรงงานขนาดใหญ่ก็ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีระดับสูง เพียงแต่อาจต้องใช้รถยกเพื่อนำขยะอินทรีย์ที่ย่อยสลายได้มากองไว้ โรงบำบัดขยะแบบย่อยสลายอาจต้องใช้ระบบภาชนะปิด (In-vessel) ซึ่งเป็นระบบปิดและมีการควบคุมอุณหภูมิและความชื้น ในสหรัฐอเมริกา การบำบัดขยะด้วยการหมักปุ๋ยซึ่งใช้เทคโนโลยีต่ำมีต้นทุน 5,000-13,000 เหรียญสหรัฐต่อปริมาณปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตได้หนึ่งตันต่อวัน

ต้นทุนของโรงงานเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับขนาดและเครื่องจักรกลที่ใช้ โรงงานบางแห่งอาจใช้แค่เครื่องตัดขยะเป็นชิ้น ๆ และรถยกขยะไปกอง บางโรงอาจจะมีอ่างสำหรับบดขยะ (tub grinder) และ/หรือเครื่องหั่นขยะ โรงบำบัดขยะด้วยการหมักปุ๋ยซึ่งใช้เทคโนโลยีต่ำมักมีขนาดเล็ก และบำบัดขยะได้น้อยกว่า 10,000 ตันต่อปี

การหมักปุ๋ยที่ทำกันหลังบ้านเป็นเทคนิคการหมักปุ๋ยที่ใช้เทคโนโลยีต่ำและมีขนาดเล็กสุดเท่าที่มีอยู่ ต้นทุนของการบำบัดขยะหลังบ้านแบบนี้ ไม่มีอะไรมากไปกว่าการทำอ่างสำหรับหมักขยะให้เป็นปุ๋ยตามบ้านเรือนทั่วไป

“โรงงานหมักปุ๋ยที่ใช้เทคโนโลยีต่ำในประเทศกำลังพัฒนา ใช้เงินลงทุนด้านอุปกรณ์น้อยกว่าโรงเผาขยะถึง 75 เท่า”

การหมักปุ๋ยอินทรียวัตถุยังสามารถทำในขนาดใหญ่ได้ การศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่า โรงงานหมักปุ๋ยขนาดใหญ่ (270-500 ตันต่อวัน) อาจใช้เงินลงทุนระหว่าง 1.5 ล้านถึง 45 ล้านเหรียญสหรัฐขึ้นอยู่กับความสามารถในการหมักปุ๋ยและความซับซ้อนของระบบ ซึ่งโรงงานเหล่านี้มีต้นทุนค่าลงทุนเฉลี่ยวันละ 5,600-90,000 เหรียญสหรัฐต่อตัน ซึ่งยังน้อยกว่าเงินลงทุนเบื้องต้นของโรงเผาขยะในเขตเทศบาลมากมายนัก

ในประเทศกำลังพัฒนา มีหลายตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นความสำเร็จของโครงการหมักปุ๋ยขนาดเล็กซึ่งทำกันที่บ้านและชุมชน ในประเทศอินเดียโครงการหมักปุ๋ยและรีไซเคิลระดับชุมชนขององค์การ Exnora International ซึ่งมีขนาดเล็กใช้เงินลงทุนด้านอุปกรณ์เพียง 1,650 เหรียญสหรัฐต่อขยะที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้หนึ่งตันต่อวัน ประมาณร้อยละ 90 ของขยะจากบ้านเรือนถูกนำมาบำบัดภายใต้โครงการนี้

โครงการหมักปุ๋ยอินทรียวัตถุในลักษณะเดียวกันมีอยู่ที่บารังไกซันวัลเลย์ ในประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งมีต้นทุนการหมักปุ๋ย 1,800 เหรียญสหรัฐต่อตันต่อวัน  ซึ่งน้อยกว่าเงินลงทุนในโรงเผาขยะถึง 75 เท่า ชุมชนหลายแห่งในประเทศโลกฝ่ายใต้อาจเริ่มต้นโครงการหมักปุ๋ยโดยไม่มีเงินลงทุนหรือเครื่องจักรกลในเบื้องต้นเลยก็ได้ ในอินเดีย โครงการหลายแห่งประสบความสำเร็จจากแค่การขุดร่องสำหรับให้ไส้เดือนลงไปช่วยหมักปุ๋ยอินทรีย์ ชาวบ้านมักขุดร่องเหล่านี้ที่หลังบ้านและในที่ว่าง ค่าใช้จ่ายที่มีอาจเป็นการซื้อถังพลาสติกเพื่อให้แต่ละครัวเรือนเก็บรวบรวมขยะอินทรีย์เท่านั้น

โรงเผาขยะมีต้นทุนดำเนินการสูงสุด

โครงการหมักปุ๋ยและรีไซเคิลขยะมักมีต้นทุนดำเนินการต่อปริมาณขยะที่ต่ำกว่าโรงเผาขยะเป็นจำนวนมากเสมอ นอกจากนั้น ยิ่งมีการรีไซเคิลและการหมักปุ๋ยมากเท่าไร โครงการเหล่านั้นก็จะมีความคุ้มทุนมากยิ่งขึ้น

ประเด็นหนึ่งที่เรามักมองข้ามไปเวลาเปรียบเทียบต้นทุนของการรีไซเคิลและการหมักปุ๋ยกับการเผาขยะคือในการคำนวณต้นทุนของการรีไซเคิลและหมักปุ๋ยจะรวมเอาต้นทุนการจัดเก็บขยะไว้ในตัวอยู่แล้ว โดยทั่วไปต้นทุนของโครงการรีไซเคิลและหมักปุ๋ยประกอบด้วยต้นทุนการจัดเก็บ การคัดแยกขยะ และการสร้างระบบหมักขยะ ในทางตรงข้าม โรงเผาขยะนอกจากจะมีมีต้นทุนดำเนินการแล้วยังต้องจ่ายต้นทุนการจัดเก็บขยะอีกต่างหากด้วย ในประเทศกำลังพัฒนาด้านอุตสาหกรรมซึ่งมีระบบรีไซเคิลและหมักปุ๋ยขนาดเล็ก ซึ่งคนงานเก็บขยะจะใช้จักรยานถีบหรือเกวียนเพื่อเก็บขยะ เทศบาลต่าง ๆ สามารถประหยัดต้นทุนการจัดเก็บขยะได้เพราะไม่ต้องใช้รถออกไปเก็บขยะ การใช้รถบรรทุกเก็บขยะมักเป็นต้นทุนการดำเนินการสำหรับการจัดการขยะที่แพงที่สุด และเป็นต้นทุนที่จำเป็นสำหรับโรงเผาขยะ ค่าน้ำมันรถ ค่าแรงคนขับและค่าประสานงานรถขนขยะ ค่าเสื่อมราคา เงินเดือนของคนขับรถล้วนแต่เป็นต้นทุนทั้งสิ้น

โครงการรีไซเคิลและหมักปุ๋ยขนาดเล็กของ Exnora International ในอินเดียเป็นตัวอย่างที่ดีในกรณีนี้ คนงานจะเก็บขยะอินทรีย์และขยะรีไซเคิลรวม ๆ กันในรถสามล้อถีบ และเอาไปคัดแยกที่โรงงาน “ของเสียเหลือศูนย์” ซึ่งกระจายอยู่ทั่วไป โครงการแต่ละแห่งให้บริการได้ 200 ครัวเรือน มีต้นทุนสำหรับค่าแรงและการบำรุงรักษารถสามล้อและศูนย์บำบัดขยะเพียงประมาณ 50 เหรียญสหรัฐต่อเดือน ในทางตรงข้าม ในการให้บริการ 200 ครัวเรือนเท่ากัน เทศบาลต้องใช้เงิน 400 เหรียญสหรัฐต่อเดือนเพื่อจัดเก็บ ขนส่ง และนำขยะไปบำบัด ในขณะที่โรงเผาขยะจะใช้ต้นทุนสูงกว่านี้มากมายนัก

 

อุตสาหกรรมเผาขยะแสวงหาตลาดใหม่ ๆ ในประเทศกำลังพัฒนาเพื่อขายเทคโนโลยีที่ล้าสมัย

“ในศตวรรษแห่งความก้าวหน้า ประกอบกับความรู้ด้านเคมีและเครื่องจักรกลที่สมบูรณ์มากมาย ผมเห็นว่ามันเหมือนการถอยหลังเข้าคลองสำหรับผู้ที่เสนอให้ทำลายวัสดุ (ที่เป็นอินทรีย์) ซึ่งมีคุณค่ามากที่สุด เพียงเพื่อกำจัดมันไป ขณะเดียวกันเราต้องไปหาซื้อวัสดุแบบเดียวกัน (ปุ๋ยอินทรีย์) จากที่อื่น ๆ มาใช้ในไร่นาของเรา”

Bruno Terne นักเคมี พูด ณ สถาบันแฟรงกิ้นส์ เมืองฟิลลาเดลเฟียในปี 1893 เพื่อต่อต้านการเผาปุ๋ยธรรมชาติ ซึ่งทำให้เราต้องไปขุดและขนส่งปุ๋ยจากทวีปหนึ่งไปอีกทวีปหนึ่ง (ที่มา [Bruno Terne], “The Utilization of Garbage,”  American Architect and Building News (Sept. 23,1893), หน้า 185-86, as cited by Susan Strasser, Waste and Want: A Social History of Trash (Metropolitan Books, Henry Holt and Co, LLC: NY, 1999) หน้า 133-134.)

————

การเผาขยะเป็นวิธีการเก่าแก่ที่มนุษย์ทำกันมาตั้งแต่หลังจากค้นพบไฟใหม่ ๆ แต่การเผากากของเสียในยุคใหม่เริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1874 เมื่อมีการออกแบบเตาเผา “The Destructor” ในเมืองน็อตติงแฮม ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นโรงเผาขยะอย่างเป็นระบบแห่งแรกของโลก

สหรัฐอเมริกานำเทคโนโลยีนี้มาใช้ในปี 1885 โดยก่อสร้างโรงเผาขยะขึ้นในเกาะโกเวอร์เนอร์ รัฐนิวยอร์ก ภายในเวลา 25 ปี ชาวอเมริกันสร้างโรงเผาขยะมากกว่า 180 แห่ง ในปี 1905 เทศบาลกรุงนิวยอร์กได้ปรับปรุงโรงเผาขยะแบบเดิมให้สามารถส่งผ่านความร้อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าให้แสงสว่างกับสะพานวิลเลียมเบิร์ก แต่ตอนนั้นกระแสโรงเผาขยะเริ่มเสื่อมลงแล้ว ภายในปี 1909 โรงเผาขยะ 102 แห่งที่สร้างขึ้นในสหรัฐอเมริกานับแต่ปี 1885 ได้ถูกทิ้งร้างหรือถูกทำลายไป ที่ดินสำหรับทำหลุมทิ้งขยะและองค์ประกอบของการเผาขยะที่ทำให้เกิดขี้เถ้าจำนวนมาก (เนื่องจากการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง) ซึ่งส่งผลกระทบต่อเมือง และเป็นเหตุให้หลาย ๆ เมืองหันมาใช้วิธีกลบฝังขยะซึ่งถูกกว่าและเป็นไปได้ในเชิงปฏิบัติมากกว่า จากแหล่งกลบฝังขยะได้พัฒนาขึ้นเป็น “หลุมฝังกลบแบบสุขาภิบาล” ซึ่งเป็นวิธีกำจัดขยะส่วนใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน

โรงเผาขยะเฟื่องฟูขึ้นมาอีกในช่วงทศวรรษ 1970 เมื่อเกิดวิกฤตพลังงานในสหรัฐอเมริกา โดยปรากฏในชื่อใหม่ว่า “โรงงานเปลี่ยนขยะให้เป็นพลังงาน” และมีการโฆษณาชวนเชื่อมากมายว่า โรงเผาขยะจะเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ให้ประโยชน์ทั้งสองด้าน กล่าวคือทำให้ขยะ “หายไป” พร้อม ๆ กับผลิตความร้อนและ/หรือไฟฟ้า

โรงเผาขยะในยุโรปยุคแรก ๆ สร้างตามเทคโนโลยีในอังกฤษ จนประมาณช่วงต้นศตวรรษที่ 20 มีการก่อสร้างโรงเผาขยะขึ้นทั่วทั้งภาคพื้นทวีปยุโรป โดยเฉพาะในเยอรมนีและมหานคร อย่างเช่น บรัสเซล สตอคโฮมและซูริค กระแสก่อสร้างโรงเผาขยะใหม่ ๆ เกิดขึ้นอีกในทศวรรษ 1960 และ 1970 เพื่อแก้ปัญหาของเสียที่เพิ่มมากขึ้น อันเป็นผลมาจากบริโภคนิยมและการบริโภควัสดุแบบใช้แล้วทิ้ง

จนถึงช่วงทศวรรษ 1980 กระแสการเผาขยะในประเทศอุตสาหกรรมเริ่มลดลง อันเป็นผลมาจากความตระหนักถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และต้นทุนทางเศรษฐกิจของการเผาขยะ ประชาชนและองค์กรด้านสุขภาพและองค์กรด้านสุขภาพสิ่งแวดล้อม เริ่มต่อต้านโรงเผาขยะอย่างจริงจัง ขณะที่รัฐบาลหลายประเทศได้นำมาตรการควบคุมการเผาขยะอย่างเข้มงวดมาใช้ ในระหว่างปี 1985-1994 โครงการก่อสร้างโรงเผาขยะอย่างน้อย 280 โครงการในสหรัฐอเมริกาต้องล้มเลิกไป

เมืองต่าง ๆ ในยุโรปก็ล้มเลิกโครงการที่จะก่อสร้างโรงเผาขยะ

นอกจากนั้นมาตรการควบคุมด้านสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ ยังเป็นเหตุให้โรงเผาขยะที่มีอยู่หลายแห่งต้องปิดลงไป ตัวอย่างเช่น กรอบแนวทางด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรปชุดใหม่ที่เริ่มนำมาใช้ในปี 1996 ส่งผลให้โรงเผาขยะ 23 จาก 28 แห่งในอังกฤษต้องปิดลง เมื่อเร็ว ๆ นี้มีการวางแผนจะปิดโรงเผาขยะ 509 แห่งในประเทศญี่ปุ่น ทั้งนี้หลังจากมีการนำมาตรฐานควบคุมการปลดปล่อยได   อ็อกซีนที่เข้มงวดมากขึ้นมาใช้ในปี 2002 ตั้งแต่เดือนธันวาคม 1998 ถึงพฤษภาคม 2002 โรงเผาขยะในญี่ปุ่น 170 แห่งถูกยกเลิกใช้งาน เพราะไม่ผ่านมาตรฐานที่นำมาใช้ใหม่ และภายในปี 2002 จะมีการปิดโรงเผาขยะอีก 339 แห่ง

คำตัดสินของศาลหลายชิ้นยังสั่งห้ามการเผาขยะหรือการก่อสร้างโรงเผาขยะแห่งใหม่ ฟิลิปปินส์อาจเป็นประเทศเดียวที่มีกฎหมายห้ามก่อสร้างโรงเผาขยะในระดับประเทศ

เมื่อต้องเผชิญกับแรงต่อต้านในสหรัฐอเมริกา แคนาดาและยุโรป อุตสาหกรรมเผาขยะจึงต้องแสวงหาช่องทางการตลาดใหม่ ๆ ในประเทศกำลังพัฒนาด้านอุตสาหกรรม เพื่อจะขายสินค้าที่ทำให้เกิดสารพิษและราคาแพง บริษัท Indaver ซึ่งเป็นบริษัทโรงเผาขยะของเบลเยียม ไม่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างโรงเผาขยะขนาดใหญ่ในเขตปกครองที่ประชาชนพูดภาษาเฟลมมิชในเบลเยียม และกำลังพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างอื่นแทน เช่น การใช้บัคเตรีเพื่อหมักปุ๋ยซึ่งทำให้เกิดก๊าซชีวภาพ อย่างไรก็ตาม บริษัทดังกล่าวยังคงพยายามที่จะขายเทคโนโลยีเผาขยะขนาดใหญ่ที่ทำลายสิ่งแวดล้อมนอกเบลเยียม

ในปัจจุบันมีการเสนอโครงการโรงเผาขยะหลายสิบแห่งในประเทศกำลังพัฒนาด้านอุตสาหกรรม หลายบริษัทพยายามผลักดันที่จะก่อสร้างโรงเผาขยะเหล่านี้ได้แก่ Onyx ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัท Vivendi Environnement จากฝรั่งเศส Energy Developments Ltd (EDL) จากออสเตรเลีย Indaver จากเบลเยียม Olivine จากสหรัฐอเมริกา Ogden Martin จากสหรัฐอเมริกา และ Wheelabrator จากสหรัฐอเมริกา

คำตัดสิน

ปี

รายละเอียด

สหรัฐอเมริกา
เวอร์จิเนียตะวันตก 1993 พระราชบัญญัติเวอร์จิเนียตะวันตก (H.B.2445) “กฎหมายไม่อนุญาตให้ติดตั้ง จัดทำ หรือก่อสร้างโรงกำจัดขยะเทศบาลหรือการจัดทำในเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นโรงเผาขยะที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อเผาขยะ”
โรดไอส์แลนด์ 1992 รัฐโรดไอส์แลนด์ห้ามการเผาขยะจนทำให้รัฐแห่งนี้สามารถนำกากของเสียนำมาใช้ใหม่ได้มากถึงร้อยละ 70 พระราชบัญญัติวุฒิสภาแห่งรัฐโรดไอส์แลนด์ หมายเลข 92-S 2502 ระบุว่า “…การเผาขยะเป็นวิธีกำจัดขยะที่แพงที่สุด และมีต้นทุนทั้งที่รู้และไม่รู้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งจะทำให้เกิดภาระด้านงบประมาณของรัฐและเทศบาลอย่างมหาศาลและไม่สมเหตุผล จนทำให้กระทบต่อผลประโยชน์ของสาธารณะอย่างร้ายแรง”
เดลาแวร์ 1998 พระราชบัญญัติ SBS 98 ซึ่งห้ามการเผาขยะในเขต “ชายฝั่ง” ของรัฐเดลาแวร์
แมสซาจูเสต 1992 ออกกฎหมายห้ามการก่อสร้างหรือขยายโรงเผาขยะใหม่ ๆ เป็นการชั่วคราว
หลุยเซียน่า 2000 รัฐหลุยเซียน่าได้แก้ไขกฎหมาย Title 33 ซึ่งระบุว่า “…ไม่อนุญาตให้เทศบาลใดซึ่งมีประชากรมากกว่า 500,000 คน เดินเครื่องโรงกำจัดขยะหรือโรงเผาขยะซึ่งเทศบาลเป็นเจ้าของ ดำเนินการ หรือเหมาช่วงในพื้นที่เทศบาล ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของผู้อยู่อาศัยและประโยชน์ในเชิงพาณิชย์”
เมืองอลาเมดา รัฐแคลิฟอร์เนีย 1990 เทศบัญญัติเพื่อลดและนำกากของเสียกลับมาใช้ใหม่แห่งเมืองอลาเมดาปี 1990 ระบุว่า “โรงเผาขยะเป็นทางเลือกของการลดและนำกากของเสียกลับมาใช้ใหม่ที่มีประสิทธิภาพน้อยที่สุด โรงเผาขยะเหล่านั้นทำลายสิ่งแวดล้อม ทำลายทรัพยากรธรรมชาติซึ่งควรจะนำกลับมาใช้ใหม่ได้ และปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมามากขึ้น ทำให้ภาวะโลกร้อนเลวร้ายลง และทำให้เกิดวัตถุมีพิษ” เป้าหมายประการหนึ่งของเทศบัญญัตินี้คือ “ห้ามการเผาขยะภายในเขตเมืองอลาเมดา”
เมืองแอนอรุนเดล รัฐแมรีแลนด์ 2001 สภาเทศบาลได้ผ่านเทศบัญญัติหมายเลข 40-01 ห้ามก่อตั้งโรงเผาขยะทั่วไปและโรงเผาขยะทางการแพทย์ในเขตเทศบาล
เทศบาลนครเบิร์กลีย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย 1982 ผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงมีมติให้มีการลงคะแนนเสียงเพื่อห้ามก่อสร้างโรงเผาขยะเป็นเวลา 5 ปี (ตั้งแต่ พ.ย.1982-ธ.ค.1987) ข้อเสนอดังกล่าวระบุไว้ว่า “เทศบาลนครเบิร์กลีย์จะไม่ก่อสร้างเป็นเจ้าของ หรือดำเนินการโรงเผาขยะภายในเขตเทศบาลนครเบิร์กลีย์ เทศบาลนครเบิร์กลีย์จะไม่อนุญาตให้มีการก่อสร้างหรือดำเนินการโรงเผาขยะในเขตเทศบาลนครเบิร์กลีย์” ข้อห้ามชั่วคราวดังกล่าวอนุญาตให้เทศบาลพัฒนาโครงการรีไซเคิล (ซึ่งกลายเป็นแม่แบบของโครงการในทำนองเดียวกันทั่วประเทศ) ยังไม่เคยมีการก่อสร้างโรงเผาขยะแม้แต่แห่งเดียวในเมืองเบิร์กลีย์
เทศบาลนครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ 2000 เทศบาลได้ผ่านเทศบัญญัติเพื่อแก้ไขเทศบัญญัตินครชิคาโก เทศบัญญัติฉบับแก้ไขระบุว่า “กฎหมายไม่อนุญาตให้ติดตั้งหรือสร้างโรงเผาขยะเพิ่มขึ้นในเขตเทศบาลนครชิคาโก หลังจากวันที่ 1 มิถุนายน 2000 เป็นต้นไป และเริ่มจากวันที่ 1 สิงหาคม 2000 โรงเผาขยะในเขตเทศบาลนครชิคาโกจะต้องหยุดดำเนินการ และการเผาขยะในเขตเทศบาลจะถูกห้ามอย่างเข้มงวด เว้นแต่จะมีกฎหมายจากรัฐและรัฐบาลกลางมารองรับ
เทศบาลนครซานดิอาโก รัฐแคลิฟอร์เนีย 1987 เทศบัญญัติของเมืองห้ามก่อสร้างโรงกำจัดขยะในพื้นที่ที่มีโรงเรียนและศูนย์เด็กเล็ก ส่งผลให้ไม่มีที่ดินใดที่เหมาะกับการก่อสร้างโรงเผาขยะได้
แคนาดา

(แคว้นออนตาริโอ)

1992 ในปี 1992 รัฐบาลแห่งแคว้นออนตาริโอ ห้ามการก่อสร้างโรงเผาขยะเพิ่มเติมในเขตเทศบาล ในปี 1996 รัฐบาลที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาใหม่ได้ยกเลิกคำสั่งห้าม ทั้งนี้เป็นไปตามนโยบายเปิดเสรีการค้า แต่อุตสาหกรรมรีไซเคิลในออนตาริโอได้ล็อบบี้จนสามารถรักษาคำสั่งห้ามนั้นไว้ได้
กรีซ 1994 ในเดือนตุลาคม 1994 ประเทศกรีซผ่านกฎหมายว่าด้วยทรัพยากรที่หมุนเวียนนำกลับมาใช้ใหม่และการผลิตพลังงานโดยภาคเอกชน กฎหมายฉบับนี้ห้ามการเผากากของเสียอันตรายในโรงงาน “ผลิตขยะให้เป็นพลังงาน” พร้อมกันนั้นห้ามการเผาเชื้อเพลิงแข็ง (ยกเว้นเชื้อเพลิงชีวภาพ) ในโรงผลิตไฟฟ้าแห่งใหม่ ๆ”
บราซิล (เทศบาลเมืองเดียเดอมา)

รัฐเซาเปาโล

1995 เมืองเดียเดอมาผ่านกฎหมายห้ามก่อสร้างโรงเผาขยะในเขตเทศบาล สภาเทศบาลระบุว่าควรแก้ปัญหากากของเสียด้วยนโยบายลด ใช้ใหม่และรีไซเคิล
ฟิลิปปินส์ 1999 พระราชบัญญัติอากาศบริสุทธิ์ห้ามการเผาขยะใด ๆ ทั้งสิ้น
เบลเยียม 1990/

1997/

2000

ประชาชนในเขตที่พูดภาษาเฟลมมิชของเบลเยียมได้เรียกร้องจนมีข้อห้ามชั่วคราวมิให้ก่อสร้างโรงเผาขยะเพิ่มเติมในเขตเทศบาลภายในเวลา 5 ปี (เมื่อปี 1990) ในปี 1997 รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมเฟลมมิซ ประกาศคำสั่งชั่วคราวเพื่อห้ามการก่อสร้างโรงเผาขยะใหม่ ๆ และในวันที่ 1 กรกฎาคม 2543 เขตของประชากรที่พูดภาษาเฟลมมิซ (Flanders) กำหนดนโยบายห้ามการเผาขยะที่ไม่ได้คัดแยก
อินเดีย 2000 อินเดียมีคำสั่งห้ามการเผาขยะในเขตเมืองบางส่วน Schedule IV, Emissions Standards ของเทศบัญญัติขยะปี 2000 ระบุว่า “ไม่อนุญาตให้มีการเผาพลาสติกที่มีส่วนผสมของคลอรีน”

ที่มา Institute for Local Self-Reliance, Washington, DC, 2004; Marcia Carroll, Multinationals Resource Center, Washington, DC, สัมภาษณ์, ตุลาคม 2001; Kathy Evans, Ecology Center, Berkeley, California, สัมภาษณ์, ตุลาคม 2001; Anu Agarwal, Project Officer, Srishti, New Delhi, India, สัมภาษณ์, ตุลาคม 2001; Pawel Gluszynski, Waste Prevention Association, Krakow, Poland, สัมภาษณ์, ตุลาคม 2001; Bharati Chaturvedi and Ravi Agarwal, “No Fire Without Smoke,” Srishti, New Delhi, India, 1996; และ Fred De Baere, Belgian Platform Environment & Health, Nieuwkerken Was, Belgium, สัมภาษณ์, 21 ตุลาคม 2001.

 

 

20 เหตุผลที่ไม่ควรจำนนต่อโรงเผาขยะ

  1. โรงเผาขยะเป็นทางเลือกการจัดการขยะที่แพงที่สุด
  2. โรงเผาขยะสร้างภาระหนี้สินให้กับประเทศ
  3. โรงเผาขยะสิ้นเปลืองเงินทุนมากกว่าแรงงาน
  4. ขยะเปียกจำพวกอินทรีย์ซึ่งมีอยู่มากในประเทศกำลังพัฒนา จะทำให้โรงเผาขยะมีประสิทธิภาพลดลงหรือต้องปิดไป
  5. โรงเผาขยะทำลายภาคเศรษฐกิจนอกระบบ และภาคเศรษฐกิจนอกระบบส่งผลกระทบในหลายด้านต่อโรงเผาขยะ
  6. มักมีการประเมินรายได้จากพลังงานที่ได้จากโรงเผาขยะสูงเกินไป
  7. ในการสร้างโรงเผาขยะ ต้องมีการก่อสร้างโรงพักขยะซึ่งจะทำให้เกิดต้นทุนเพิ่มขึ้น
  8. อุปกรณ์เพื่อควบคุมมลพิษ และมาตรการการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ด้านมลพิษ ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายสูงและทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น
  9. โรงเผาขยะทำให้เกิดขี้เถ้าพิษ ซึ่งต้องมีการกลบฝังในแหล่งทิ้งที่ได้รับการออกแบบจากวิศวกร ซึ่งทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นมาก
  10. โรงเผาขยะมักได้รับขยะน้อยกว่าความสามารถในการเผาที่ออกแบบไว้เสมอ ซึ่งทำให้เกิดปัญหาด้านการเงิน
  11. การขาดแคลนสาธารณูปการพื้นฐานในประเทศที่พัฒนาด้านอุตสาหกรรมน้อยกว่า อาจทำให้โครงการโรงเผาขยะเกิดความล้มเหลวด้านการเงิน
  12. ประชาชนและผู้เสียภาษีต้องรับภาระที่เกิดจากปัญหาการเงินของโรงเผาขยะ
  13. โรงเผาขยะส่งผลกระทบต่อทางเลือกที่มีต้นทุนน้อยที่สุด อย่างเช่น การรีไซเคิล
  14. โรงเผาขยะไม่เพียงทำให้คนที่หากินจากการเก็บขยะลำบากมากขึ้นเท่านั้น หากยังลดการจ้างงานและโอกาสทางธุรกิจสำหรับธุรกิจการใช้ใหม่และการนำกลับมาใช้ใหม่
  15. การว่าจ้างที่ปรึกษาและ”ผู้เชี่ยวชาญ” เรื่องโรงเผาขยะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายเป็นล้าน ๆ บาท
  16. ต้นทุนโรงเผาขยะที่สูงอาจทำให้เกิดการฉ้อราษฎร์บังหลวง
  17. โรงเผาขยะทำให้เกิดต้นทุนด้านสุขภาพของประชาชนสูง
  18. โรงเผาขยะเป็นการทำลายทรัพยากรและพลังงานอย่างสูญเปล่า
  19. โรงเผาขยะทำให้มูลค่าทรัพย์สินลดลง
  20. โรงเผาขยะทำให้คนผลิตขยะมากขึ้น ทำให้คนเลิกสนใจการผลิตแบบสะอาดและมีของเสียเหลือศูนย์ และตอกย้ำแนวคิดที่ว่าขยะจะตกเป็นภาระและค่าใช้จ่ายของชุมชนท้องถิ่นเอง