ช่วงขาลงของโรงไฟฟ้าถ่านหิน : ผลจากการติดตามจนถึงกลางปี 2559

เขียนวิเคราะห์โดย Christine Shearer, Aiqun Yu, และ Ted Nace

จากการสำรวจโดย CoalSwarm’s Global Coal Plant Tracker กำลังการผลิตไฟฟ้าจากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาทั่วโลกลดลงอย่างมากในช่วงครึ่งแรกของปี 2016 สาเหตุสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายในเอเชีย

โดยรวม โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อยู่ในแผน หรืออีกนัยหนึ่ง กำลังการผลิตไฟฟ้ารวมของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อยู่ระหว่างกระบวนการวางแผน ลดลงจาก 1,090 กิกะวัตต์ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2559 เป็น 932 กิกะวัตต์ในเดือนกรกฎาคมของปีเดียวกัน กล่าวคือลดลง 158 กิกะวัตต์ หรือร้อยละ 14 ของกำลังการผลิตรวมทั้งหมด ซึ่งเกือบจะเท่ากับกำลังการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมดในสหภาพยุโรป (162 กิกะวัตต์)screen-shot-2560-02-08-at-9-44-01-pm

โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อยู่ในแผนที่ลดลงมากที่สุดคือในจีน (114 กิกะวัตต์) ตามมาด้วยอินเดีย(40 กิกะวัตต์) ทั้งสองประเทศได้มีนโยบายสำคัญที่จะไปให้พ้นจากยุคถ่านหิน

ในเดือนเมษายน 2559 จีนประกาศ จำกัดการขยายตัว ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีแผนการจะสร้างใน 13 มณฑล ในเดือนมิถุนายน 2559 กระทรวงพลังงานของอินเดียเปิด การประเมินที่เน้นว่า ไม่มีความจำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ในอีก 3 ปีข้างหน้า และ ”โรงไฟฟ้าพลังความร้อนใดที่ยังไม่เริ่มการก่อสร้างควรจะยุติลง”

หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เดินหน้าลดหรือเลื่อนการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ ในเดือนมีนาคม 2559 เวียดนาม ทบทวน แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับที่ 7 โดยการยกเลิกหรือเลื่อนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีกำลังการผลิตรวมกัน 23 กิกะวัตต์ออกไป แผนงาน RUPTL 2016-2025  ของอินโดนีเซียซึ่งครอบคลุมแผนพัฒนาพลังงานทั้งหมดในทศวรรษหน้าได้ทำการปรับแผนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ที่มีกำลังการผลิตรวมกัน 7 กิกะวัตต์ ในเดือนกรกฎาคม 2559 Gina Lopez รัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของฟิลิปปินส์ ประกาศ แผนการใหม่เพื่อให้ความสำคัญกับกระบวนการออกใบอนุญาตโครงการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดมากกว่าจากถ่านหิน

แม้ว่าในระดับโลกจะมีการลดลงของกำลังผลิตไฟฟ้าจากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อยู่ในแผน แต่ระดับของการกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งที่เป็นโครงการที่กำลังวางแผนและกำลังก่อสร้างนั้นก็มากเกินกว่างบดุลคาร์บอนของโลกเพื่อที่จะจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่เกินกว่า 1.5 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ รายงานใหม่ ของทบวงพลังงานระหว่างประเทศ(IEA) ระบุว่ามีคน 6.5 คนที่เสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากมลพิษทางอากาศโดยเฉพาะจากการปล่อยออกจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ภาพรวมระดับภูมิภาค

เอเชียตะวันออกมีกำลังการผลิตไฟฟ้าของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาในทุกขั้นตอนรวมกันมากที่สุด ยกเว้น โครงการที่ได้รับใบอนุญาตแล้ว ตามมาด้วยเอเชียใต้

screen-shot-2560-02-09-at-9-36-52-pm

รวมกันทั้งหมด มีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อยู่ในขั้นตอนก่อนการก่อสร้าง (การประกาศโครงการ การยื่นขอใบอนุญาต และการได้รับอนุญาต) รวมกันทั้งหมด 932 กิกะวัตต์ และอีก 350 กิกะวัตต์เป็นกำลังผลิตของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง

ในขณะที่กำลังผลิตไฟฟ้าลดลงในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออก แผนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มขึ้นในแอฟริกาและยูเรเชีย โดยเฉพาะอียิปต์ผลักดันอย่างมากให้มีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่เพื่อเป็นทางเลือกต่อก๊าซธรรมชาติ โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินยังเพิ่มขึ้นในมองโกเลียโดยเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่จะเกิดขึ้นเพื่อส่งออกไฟฟ้าไปให้จีน

จีนและอินเดียยังคงเป็นหัวหอกในการผลักดันถ่านหิน แต่…

จีนยังเดินหน้าแผนการที่จะมีโรงไฟฟ้าถ่านหินมากที่สุดโดยมีกำลังการผลิตรวม 406 กิกะวัตต์ อย่างไรก็ตาม นี่ยังเป็นการลดลงที่มีนัยสำคัญจากเดือนมกราคม 2559 โดยช่วงนั้นมีแผนที่จะสร้างซึ่งมีกำลังการผลิตรวมกัน 519 เมกะวัตต์

การลดลงส่วนใหญ่เป็นผลมาจาก แนวทางเชิงนโยบายที่ออกมาในเดือนเมษายน 2559 โดยรัฐบาลกลาง ประมาณถึงการยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินซึ่งมีกำลังผลิตไฟฟ้ารวมกัน 77.5 กิกะวัตต์ รัฐบาลจีนยังอาจจะเสนอให้ยุติ โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ทั้งหมด ไปจนถึงปี 2561 นโยบายดังกล่าวเป็นการตอบรับต่อรายงานที่ระบุถึงเรื่องของ กำลังผลิตไฟฟ้าที่ล้นเกิน การปลดล็อกพลังงานหมุนเวียน และ อัตราการใช้งานของโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ลดลง ในจีน

จีนมีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างรวมกำลังผลิต 205 กิกะวัตต์ และกำลังทำสัญญาว่าจ้างโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่รวมกำลังผลิต 11,580 เมกะวัตต์ ทั้งนี้ เนื่องมาจากกระบวนการอนุมัติโครงการในระดับมณฑลที่เพิ่มสูงขึ้น ยังต้องจับตาดูว่ารัฐบาลกลางของจีนจะมีการควบคุมการตัดสินใจของรัฐบาลท้องถิ่นในระดับมณฑลในการออกใบอนุญาตโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินได้มีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด

screen-shot-2560-02-09-at-9-37-37-pm

อินเดียมีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อยู่ในแผนรวมกำลังผลิต 178 กิกะวัตต์ และกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างอีก 65 กิกะวัตต์ มีรายงานเมื่อเร็วๆ นี้ว่า ร้อยละ 35 ของกำลังผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าถ่านหินของอินเดีย นั้นเดินเครื่องเปล่า ก่อให้เกิดคำถามต่อความเป็นไปได้ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินส่วนใหญ่ใช้เทคโนโลยีแบบ supercritical

มีข้อถกเถียงว่าการทำให้โรงไฟฟ้าถ่านหินมีประสิทธิภาพมากขึ้นจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากข้อมูลว่าด้วยเทคโนโลยีการเผาไหม้ถ่านหิน การเผาไหม้แบบ supercritical นั้นคิดเป็นกำลังผลิตไฟฟ้ารวม 246 กิกะวัตต์ ส่วนการเผาไหม้แบบ ultra-supercritical คิดเป็นกำลังผลิตไฟฟ้ารวม 233 กิกะวัตต์ และมีอยู่ไม่กี่โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยี subcritical กำลังผลิตไฟฟ้ารวม 88 กิกะวัตต์ ในจำนวนโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ส่วนใหญ่จะเป็นเทคโนโลยีการเผาไหม้แบบ supercritical และ ultra-supercritical

screen-shot-2560-02-09-at-9-39-53-pm

การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงไฟฟ้าถ่านหินจะใช้งบดุลคาร์บอน(carbon budget) ทั้งหมดที่จะจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่ให้มากไปกว่า 1.5 องศา

แม้ว่าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินส่วนใหญ่จะใช้เทคโนโลยีการเผาไหม้แบบ supercritical และ ultra-supercritical ระดับการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะเกิดขึ้นจากแผนการพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมดนั้นไม่สอดคล้องกับเป้าหมายการกู้วิกฤตโลกร้อน

หากมีการดำเนินการ โรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งที่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างและอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาโครงการจะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 220,241 ล้านตัน ในช่วงเวลา 40 ของอายุการทำงาน ซึ่งเกินขีดจำกัดการระดับการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งหมด  204,620 ล้านตัน โดยเป็นค่าความเป็นไปได้สูง (ร้อยละ 66) ในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่ให้มากไปกว่า 1.5 องศา

ร้อยละ 51 ของการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งที่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างและอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาจะมาจากเอเชียตะวันออก

screen-shot-2560-02-09-at-9-40-35-pm

 

โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินบาทัง

ความพยายามของญี่ปุ่นในผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินบาทัง ตอนกลางของเกาะชวาอินโดนีเซียที่อ้างว่าใช้เทคโนโลยีทันสมัยล่าสุดนั้นต้องล่าช้าออกไปเมื่อเผชิญกับปัญหาต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นจากความล่าช้าในการดำเนินโครงการของตนอันเป็นผลมาจากการต่อต้านของชุมชนเพื่อป้องกันมิให้มีการกว้านซื้อที่ดินเพื่อมาทำโครงการ

โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินบาทังจะมีกำลังการผลิต 2000 เมกะวัตต์ และมีมูลค่าโครงการ 4 พันล้านเหรียญสหรัฐ ลงทุนโดยบริษัท Itochu and Electric หรือ J Power ซึ่งเป็นบริษัทญี่ปุ่นที่มีบทบาทในการลงทุนด้านพลังงานในไทย J Power ได้ตกลงทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเป็นเวลา 25 ปีให้กับ PLN (Persero) ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจด้านไฟฟ้าคล้ายๆ กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตของไทย

นี่คือหนึ่งในด่านหน้าการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ http://asia.nikkei.com/Business/Trends/Prospects-dimming-for-key-Japanese-power-plant-in-Indonesia

เหนือแอ่งแม่เมาะ

เรื่อง : ธารา บัวคำศรี

my3rdbook

จนกระทั่งต้นฤดูฝนปี 2539 ผมจึงได้มายืนอยู่เหนือแอ่งแม่เมาะ คำพูดของนักข่าวที่เป็นเพื่อนร่วมทางวนเวียนอยู่ในห้วงคำนึง “เท่าที่รู้กัน ข่าวสารพิษจากเหมืองและโรงไฟฟ้าแม่เมาะครึกโครมออกมาในปี 2535 จริงๆ ปัญหามีมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร จนกระทั่งหมอคนหนึ่งบอกว่าเกิดจากซัลเฟอร์ไดออกไซด์”

มองจากมุมสูง พื้นผิวโลกที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าของผมดูคล้ายหลุมอุกกาบาตมหึมาวางตัวอยู่ในแอ่งภูเขาสลับซับซ้อน นี่คือเหมืองลิกไนต์แม่เมาะ บาดแผลแห่งโลกที่มนุษย์ขุดเจาะหาแหล่งฟอสซิลเพื่อผลิตไฟฟ้า

ดอยแม่มาน ผาก้าน ผาคัน ห้วยน้ำเงิน ดอยหนอก ผาตูบ ดอยกอ ห้วยเดื่อ ขอนห่ม ผาหอน หนองม้าและผาหิ้ง เทือกเขาชรา 14 ลูก เลือนรางในม่านฝุ่นแขวนลอยสีขาวบาง ปล่องสูง 80 เมตร 3 ปล่องของโรงไฟฟ้าลิกไนต์ที่ขอบเหมืองด้านตะวันตกพ่นควันสีเทาจางเป็นระยะลอยหายไปกับท้องฟ้าหม่น

“แม่เมาะเป็นอำเภอเล็กๆ ของลำปางมี 5 ตำบล ผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ 7,000-8,000 คน เป็นเมืองน่าอยู่ เทือกเขาหินปูนสวยงาม แต่โชคร้ายที่มีลิกไนต์อยู่ด้วย” คนพูดถึงความงามของถิ่นเกิด แต่ฟอสซิลใต้ผืนโลกกลับเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของพวกเขาโดยสิ้นเชิง

ลิกไนต์จากแอ่งแม่เมาะถูกขุดขึ้นมาใช้อย่างจริงจังในปี 2549 ในโรงบ่มใบยาสูบ โรงปูน โรงไฟฟ้าวัดเลียบและสามเสน เป็นเชื้อเพลิงของโรงจักรแม่เมาะเพื่อผลิตไฟฟ้าจำหน่ายให้เมืองลำปาง โรงปุ๋ยเคมีแม่เมาะและงานก่อสร้างที่เขื่อนภูมิพล โรงจักรแม่เมาะปิดกิจกรรมในปี 2512 พร้อมกับการเริ่มกิจการของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยหรือ กฟผ.

กฟผ. ดำเนินการขยายเหมืองแม่เมาะเพื่อผลิตถ่านลิกไนต์ป้อนโรงไฟฟ้าที่สร้างใหม่และเปิดดำเนินการในปี 2521 การสำรวจพบลิกไนต์ราว 1,468 ล้านตัน ขุดมาใช้ประโยชน์ได้ราว 1,468 ล้านตัน ใช้ในเชิงพาณิชย์ 628 ล้านตัน พอเป็นพลังงานสำหรับหน่วยผลิต 19 หน่วย แต่ทำเลที่ตั้งของแอ่งแม่เมาะไม่เหมาะสมในการขยายกำลังการผลิตได้ถึงขนาดนั้น

“การผลิตไฟฟ้าที่แม่เมาะ เขาใช้ถ่านหินบดละเอียดเป็นผงพ่นเข้าเตา ต้มน้ำให้เป็นไอเพื่อปั่นกังหันไฟฟ้า ถ่านหินที่พ่นออกมาก็เป็นซัลเฟอร์ไดออกไซด์และฝุ่น ผมไม่แน่ใจว่าประสิทธิภาพของเครื่องดักฝุ่นของโรงไฟฟ้าเป็นไปตามที่ กฟผ. คุยไว้หรือเปล่า” เพื่อนนักข่าวตั้งคำถาม

ในบันทึกของผม

“วันที่ 1-2 ตุลาคม 2535 เครื่องดักจับฝุ่นของโรงไฟฟ้าแม่เมาะหน่วยที่ 2 เกิดขัดข้องเนื่องจากเครื่องเก็บเถ้าอุดตัน ต้องระบายฝุ่นและขี้เถ้าออกมามากกว่าปกติ ประจวบกับสภาพอากาศปิดเนื่องจากความกดอากาศสูงและการผกผันของชั้นอุณหภูมิ ทำให้ฝุ่นและควันของโรงไฟฟ้าไม่สามารถแพร่กระจายได้ดีเท่าที่ควร ทิศทางลมพัดจากโรงไฟฟ้าไปยังหมู่บ้านสบป้าดซึ่งตั้งอยู่ด้านใต้ด้วยความเร็วต่ำ เวลานั้นเอง ชาวบ้านสบป้าดล้มป่วยด้วยโรคทางเดินทางหายใจเป็นจำนวนมาก มีอาการแสบจมูก แสบคอ แน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก หายใจฝืด หายใจติดขัดเกิดขึ้นพร้อมกัน ต้นไม้ใบหญ้าไหม้เกรียมเหมือนถูกเผา ชาวบ้านรู้สึกว่ามีกลุ่มควันหนาแน่นและเหม็นกลิ่นซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เดือนเมษายนอีกสองปีถัดมา ฝนตกติดต่อกันที่แม่เมาะทำให้อากาศปิด ฝุ่นและควันจากโรงไฟฟ้าฟุ้งกระจายลงหมู่บ้านสบป้าดและแม่จาง ชาวบ้านต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลเป็นจำนวนมาก”

ปัญหามิได้มีเพียงมลพิษจากการผลิตไฟฟ้าเท่านั้น การทำเหมืองแบบเปิด ฝุ่นถ่านหินจะกระจาย ก่อให้เกิดการระคายเคืองมากกว่าฝุ่นธรรมดา ทั้งในฤดูร้อนและฤดูหนาว ความชื้นในอากาศต่ำ ฝุ่นจึงกระจายได้มากขึ้น

“จากปี 2521 เป็นต้นมา ปริมาณถ่านหินที่ขุดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ผลกระทบที่มีต่อคนแม่เมาะที่อยู่ใกล้เหมืองคงจะมีมากขึ้น แต่ไม่รู้ว่าฝุ่นฟุ้งกระจายไปไกลแค่ไหน” ผมนึกถึงคำพูดของคุณศรีสะเกษ สมาน คนทำงานพัฒนาชนบทที่ลำปาง บอกว่า “ขี้เถ้าถ่านหินจะลำเลียงสายพานมาใส่รถบรรทุกแล้วไปทิ้ง คนที่ทำงานอยู่ตรงสายพานนี้เป็นโรคกระดูก โรคข้อกันมาก หลายคนเป็นโรคหืดหอบ สายพานตรงนี้แทบไม่มีคนทำ ถ้ามีก็มาจากภาคอิสาน”

การศึกษาสภาวะเจ็บป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจของคนในอำเภอแม่เมาะเทียบกับคนจังหวัดลำปางของคณะแพทย์กลุ่มหนึ่งโดยเก็บข้อมูลย้อนหลังผู้ป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจทุกชนิดที่มารับการบริการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลแม่เมาะ สถานีอนามัยตำบล กองการแพทย์และอนามัยของ กฟผ. ช่วงเดือนตุลาคม 2531 ถึงเดือนกันยายน 2533 พบว่าจำนวนครั้งของการป่วยของคนอำเภอแม่เมาะมีอัตราสูงกว่าค่าเฉลี่ยของจังหวัดลำปางประมาณ 3 เท่า การเกิดโรคทางเดินหายใจส่วนใหญ่เกิดในเด็กอายุ 0-14 ปี และกลุ่มวัยแรงงานที่ทำงานในเหมือง ลักษณะการกระจายโรค กระจายอยู่ทางทิศเหนือและตะวันออกเป็นส่วนใหญ่ สัมพันธ์กับทิศทางลมจากใต้ไปเหนือตามแนวช่องเขาในช่วงเดือนมกราคมถึงตุลาคม

การศึกษานี้ตรงกับสมมุติฐานที่ว่า ชุมชนบริเวณใกล้เหมืองถ่านหิน อาจได้รับผลกระทบจากฝุ่นและก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่เกิดจากการขนส่ง การเปิดหน้าดิน การสันดาปในตัวเองโดยมีลมเป็นปัจจัยของการฟุ้งกระจาย และบริเวณที่ไกลจากโรงไฟฟ้าจะได้รับผลกระทบเนื่องจากฝุ่นและซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่ปล่อยออกจากปล่องโดยมีลมเป็นปัจจัยของการฟุ้งกระจาย

คณะผู้ศึกษายังได้ตั้งข้อสังเกตถึงระดับของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่มีผลต่อมนุษย์ตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก ระดับที่น่าจะมีผลต่อมนุษย์น้อยคือต่ำกว่า 200 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรใน 24 ชั่วโมง รายงานการตรวจอากาศของ กฟผ. แม่เมาะปี 2531 ในเขตปฏิบัติงานต่าง ๆ ล้วนแต่มีค่าสูงกว่ามาตรฐานทั้งสิ้น

“การวัดระดับคุณภาพอากาศที่ดำเนินการอยู่เป็นการวัดคุณภาพอากาศหลังจากที่มีการฟุ้งกระจายของฝุ่นและก๊าซต่าง ๆ ในบรรยากาศ หลังจากที่ปล่อยออกจากปล่องหรือจากเหมือง ค่าเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงไปแล้วแต่อุณหภูมิ ความชื้นในอากาศ ทิศทางลม การควบคุมจึงทำได้ยากและไม่ทราบว่าฝุ่นและก๊าซที่ระดับเท่าไรที่จะไม่มีผลต่อมนุษย์ น่าจะวัดที่ปากปล่องว่าจะปล่อยออกมาไม่เกินระดับเท่าใด หรือควบคุมที่บ่อเหมืองว่าจะให้มีการฟุ้งกระจายเท่าไร” ข้อเสนอจากการศึกษานี้แสดงถึงความห่วงใยต่อสุขภาพของคนแม่เมาะ แต่หลังจากนั้น นายแพทย์ไชยอนันต์ ทยาวิวัฒน์ ผู้ทำการศึกษาก็ไม่ได้เป็นผู้อำนายการของโรงพยาบาลแม่เมาะอีกแล้ว

สิ่งที่คนแม่เมาะเผชิญอยู่ ศรีสะเกษ สมาน เล่าว่า “วิธีการแก้ปัญหาของ กฟผ. ไม่ตรงจุด เมื่อเกิดเรื่องก็เข้าไปทำสาธารณูปโภค ทำถนน ต่อประปา เอาเงินค่ารักษาพยาบาลให้ แต่ว่ามันไม่หายป่วย ชาวบ้านขอร้องบอกว่า ไม่ต้องจ่ายเงิน เราไม่อยากได้เงินคุณ อยากให้คุณยอมรับว่าพวกเราป่วย สัตว์เลี้ยงเราเป็นโรค ต้นไม้เราเสียหายจากมลพิษ”

ผมเดินทางเข้าไปหมู่บ้านสบป้าดหลังจากมีข่าวว่าจะมีการอพยพโยกย้ายหมู่บ้านหลายแห่งออกไปจากพื้นที่ ไถ่ถามชาวบ้าน ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าพวกเขาไม่อยากย้ายไปไหน มีคนไม่กี่คนที่ต้องการย้ายออกไป ผู้ใหญ่บ้านบอกว่า ข่าวการประท้วงที่ปรากฏอยู่ในหนังสือพิมพ์หลายฉบับนั้น ชาวบ้านขอเจรจาให้ กฟผ. ลดการผลิตลง

การแก้ปัญหามลพิษและอ้างความจำเป็นต้องขยายเหมืองถ่านหินโดยการอพยพชุมชนไม่ใช่เรื่องง่ายดายเหมือนในอดีต คำพูดของแม่อุ๊ยที่หาข้าวปลามาเลี้ยงผมและเพื่อนนักข่าวยืนยันชัดเจนว่า กฟผ. ต้องแก้ปัญหามลพิษ นี่คือความรับผิดชอบที่แท้จริง ไม่ใช่การอพยพโยกย้ายชุมชนเพื่อหนีปัญหา

ในฐานะคนแปลกหน้าผู้มาเยือน ท่าทีของชาวบ้านสบป้าดระมัดระวังที่จะพูดเรื่องผู้ป่วยจากมลพิษซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่เสียชีวิตไปแล้ว พวกเขาบอกว่า ปัญหาไม่รุนแรงเหมือนปี 2535 และ 2537 คนในหมู่บ้านทักทายเราด้วยสายตาประหลาดใจแล้วเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม รอบยิ้มต่อชะตากรรมที่อาจแปรเปลี่ยน เมื่อเราพ้นออกมาจากเขตหมู่บ้าน ความมืดเริ่มห่มคลุมเทือกเขาชราที่ทะมึนอยู่เบื้องหลัง ในความมืดเราเห็นแสงไฟและกลุ่มหมอกควันทะมึนจากโรงไฟฟ้า ผมอยากรู้เหลือเกินว่าอะไรจะเกิดขึ้นอีกบ้างในวันข้างหน้า…

อัลสตอมติดสินบนการประมูลโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินในอินโดนีเซีย : รายงานของกลุ่มจับตาบรรษัท(CorpWatch)

รายงานโดย Pratap Chatterjee, CorpWatch
22 เมษายน 2556

อัลสตอม(Alstom) – บริษัทวิศวกรรมสัญชาติฝรั่งเศสถูกกล่าวหาว่าติดสินบนเจ้าพนักงานรัฐบาลอินโดนีเซียเพื่อให้ชนะการประมูลโรงไฟฟ้าถ่านหินบนเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย นาย Frederic Pierucci พนักงานชาวฝรั่งเศสของบริษัทอัลสตอมถูกจับกุมตัว และนาย David Rothschild พนักงานชาวอเมริกันถูกตั้งข้อกล่าวหา

Perusahaan Listrik Negara (PLN) รัฐวิสาหกิจไฟฟ้าของอินโดนีเซียทำสัญญามูลค่า 118.26 ล้านเหรียญสหรัฐกับบริษัทอัลสตอมและมารูเบนีของญี่ปุ่นในปี 2547 เพื่อจัดหาและติดตั้ง boilers ของโรงไฟฟ้าถ่านหิน Tarahan กำลังผลิตติดตั้ง 200 เมกะวัตต์ ที่เมือง Lampung ทางตอนใต้ของสุมาตรา นาย Pierucci และนาย Rothschild ถูกกล่าวหาว่าจ่ายสินบนให้กับเจ้าหน้าที่ระดับผู้บริหารของ LPN รวมถึงนาย Izederik Emir Moeis สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอินโดนีเซียจากพรรค Partai Demokrasi Indonesia Perjuangan (Democratic Party of Struggle)

กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐอเมริการะบุในใบแถลงข่าวว่า “ข้อกล่าวหาคือ เพื่อที่จะปกปิดการติดสินบน จำเลยทั้งสองได้ว่าจ้างที่ปรึกษาสองคนเพื่อทำหน้าที่บริการการให้คำปรึกษาโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน Tarahan ในนามของบริษัทแม่และบริษัทในเครือ แต่ข้อเท็จจริงคือ วัตถุประสงค์หลักในการจ้างที่ปรึกษาเหล่านั้นคือเพื่อใช้พวกเขาในการจ่ายเงินสินบนให้กับเจ้าหน้าที่ของอินโดนีเซีย”

ในปี 2555 คณะกรรมาธิการปราบปรามการทุจริต (KPK) ในกรุงจาการ์ตาเปิดเผยว่า นาย Emir ใช้เงิน 300,000 เหรียญสหรัฐ เพื่อ “การบันเทิงของผู้ใหญ่” ในกรุงปารีสของฝรั่งเศส นาย Emir กล่าวยอมรับกับผู้สื่อข่าวว่า “ผมอยู่ที่ปารีสและถูกเชิญไปรับประทานอาหารเย็นที่ภัตตาคารลิโด ที่มีชื่อเสียงบนถนนชองอลิเซ่ นักท่องเที่ยวก็ไปที่นั่น ผทดื่มไวน์และสูบซิการ์กับพวกเขา(พนักงานของอัลสตอม) ก็แค่นั้น ผมเองก็จำพวกเขาไม่ได้แล้ว”

นาย Emir ถูกข้อกล่าวหาเรื่องคอรัปชั่นหลายครั้งด้วยกัน ในปี 2549 เขารับเงิน 200 ล้านรูเปีย ในการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้จัดการกับการระบาดของไข้หวัดนก ในปี 2553 ศาลตัดสินว่านาย Emir ได้จ้างวานนักการเมืองอีกคนหนึ่งด้วยเงิน 9.8 พันล้านรูเปีย ในคดีซื้อเสียงเลือกตั้ง

บริษัท Alstom ยังมีคดีติดเงินสินบนหลายครั้งในอดีตที่ผ่านมา ในปี 2554 บริษัทได้จ่ายเงิน 31 ล้านยูโร ให้กับรัฐบาลสวิสเซอร์แลนด์เพื่อให้ชนะการประมูลโครงการในประเทศแลตเวีย มาเลเซีย และตูนีเซีย บริษัทอัลสตอมยังถูกกล่าวหาว่ามีความล้มเหลวในการไปให้ถึงมาตรฐานของบริษัทข้ามชาติที่มีการจ้างงานกว่า 75,000 ตำแหน่ง และละเลยไม่ใส่ใจในมาตรฐานดังกล่าว

นาย Pierucci ซึ่งทำงานในฐานะรองประธานฝ่ายขายระดับโลกของบริษัทลูกของอัลสตอมในสหรัฐอเมริกา ถูกจับกุมตัวที่สนามบินจอห์น เอฟ เคเนดี้ นครนิวยอร์ค และถูกตั้งข้อกล่าวหาโดยกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐว่าจงใจละเมิดกฎหมาย  Foreign Corrupt Practices Act (FCPA) ส่วนนาย David Rothschild อดีตประธานฝ่ายขายของบริษัทลูกของอัลสตอมในสหรัฐฯ ก็ถูกตั้งข้อกล่าวหาว่ามีความผิดฐานฉ้อโกง

นอกจากนี้ นาย Eddie Widiono Suwondho อดีตประธานของ PLN ในช่วงที่เกิดคดีติดสินบน ถูกศาลตัดสินจำคุกเป็นเวลา 5 ปี ในกรณีที่เลือกบริษัท PT Netway Utama จัดซื้อระบบคอมพิวเตอร์จัดเก็บข้อมูลลูกค้าโดยไม่มีกระบวนการประมูลที่เหมาะสมทำให้ PLN ต้องสูญเสียคิดเป็นเงิน 46 พันล้านรูเปีย

http://www.corpwatch.org/article.php?id=15831

Under the Dome ภาพยนตร์สารคดีเรื่องหมอกควันพิษในจีนกลายเป็นความรู้สึกร่วมในสังคมออนไลน์

ธารา บัวคำศรี แปลเรียบเรียงจาก https://www.chinadialogue.net/article/show/single/en/7757-China-documentary-on-smog-becomes-an-instant-internet-sensation

สารคดีที่ทำโดยอดีตผู้ประกาศข่าว CCTV เรื่องผลกระทบของหมอกควันพิษในปักกิ่งที่มีต่อลูกสาวของเธอ ได้มีคนนับล้านเข้าไปดูหลังจากมีการเผยแพร่ออนไลน์

หลังจากลูกสาวที่ยังอยู่ในครรภ์ของเธอตรวจพบว่ามีเนื้องอก Chai Jing ได้ลาออกจากงานที่โทรทัศน์ CCTV และระดมเงินทุนด้วยตัวเองทำสารคดีเกี่ยวกับหมอกควันพิษของจีนเรื่อง ‘Under the Dome’ ซึ่งใช้เวลา 1ปีเต็ม และนับแต่มีการเปิดตัวสารคดี ได้กลายเป็นความรู้สึกร่วมในโลกออนไลน์

ในวันที่ 1 มีนาคม 2558 Chen Jining รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมซึ่งเพิ่งได้รับตำแหน่งงานได้ 48 ชั่วโมง กล่าวชื่นชม Chai Jing ที่ใช้ประเด็นสุขภาพเพื่อกระตุ้นให้ประชาขนได้ตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อม

สารคดียาว 103 นาทีนี้เปิดตัวในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพียงวันแรกมีผู้คนเข้าไปคลิกในเว๊บไซต์วิดีโอของจีน เช่น Youku ถึง 75 ล้านคลิก สองวันต่อมามีการเปิดเข้าไปดู 200 ล้านครั้ง เป็นสถิติใหม่ของสารคดีที่มีความยาวและมีเนื้อหาที่จริงจัง ถ้าจะเปรียบเทียบ house of cards ภาพยนตร์ชุดแนวการเมืองที่นิยมมากในสหรัฐมีการคลิก 20 ล้านเมื่อออกอากาศในจีนในช่วงสัปดาห์แรก

ในปี 2013 ลูกสาวในครรภ์ของ Chai ตรวจพบว่ามีเนื้องอก โชคดีที่ไม่ร้ายแรงมากและการรักษาหลังคลอดก็เป็นไปได้ด้วยดี Chai ลาออกจากงานในปี 2014 เพื่อดูแลลูกสาวของเธอ

Chai เป็นหนึ่งในอดีตนักข่าวแนวสืบสวนสอบสวนที่ได้รับความน่าเชื่อถือมากที่สุดของสถานีโทรทัศน์ CCTV หนังสือบันทึกความทรงจำของการทำงานที่สถานีโทรทัศน์เป็นหนังสือที่ขายดีในปี 2013 ส่วนแบ่งจากการเขียนหนังสือเล่มนั้นนำมาใช้ในการทำสารคดี

เมื่อหมอกควันพิษในปักกิ่งมีความเข้มข้นมากขึ้น ความโกรธของ Chai ยิ่งเพิ่มขึ้นเพราะเธอพบว่ามีความยากขึ้นที่จะใช้ชีวิตอย่างปกติกับลูกน้อยที่เพิ่งลืมดูโลก

เธอกล่าวว่า “หมอกควันพิษเข้าปกคลุมชีวิตทั้งชีวิตของเรา” นครปักกิ่งมีวันที่หมอกควันพิษปกคลุม 175 วันในปี 2014 “ครึ่งปีที่ฉันต้องเก็บลูกสาวไว้ดังเช่นนักโทษ”

ในตอนเช้า บางครั้งฉันจะพบเธอยืนที่หน้าต่าง วางมือไว้ที่กระจก พยายามจะแสดงให้ฉันรู้ว่าเธออยากไปข้างนอก“

ชื่อสารคดีอิงจากชื่อนิยายวิทยาศาสตร์ของอเมริกาและภาพยนตร์ชุด ที่เขียนโดยสตีเฟนคิง นักเขียนนวนิยายขายดี เป็นเรื่องเกี่ยวกับสนามพลังลึกลับและมองไม่เห็นที่คืบคลานเข้าสู่เมืองเล็กๆ กักขังเอาชาวเมืองไว้ข้างในและตัดขาดพวกเขาออกจากอารยธรรม

Chai ตัดสินใจสำรวจปัญหามลพิษทางอากาศอันเรื้อรังของจีน เธออธิบายว่าทุกๆ สิ่งที่ทำก็เพื่อที่ตอบคำถามที่เธอจะถาม อะไรคือหมอกควันพิษ(Smog) มันมาจากไหน เราทำอะไรได้บ้าง

เพื่อหาคำตอบให้กับคำถามเหล่านี้ เธอต้องเดินทางไปยังพื้นที่ปนเปื้อนมลพิษทั่วประเทศจีน นอกจากนี้ยังเดินไปลอส แองเจลีส และลอนดอนเพื่อหาคำตอยว่าเมื่อเหล่านี้จัดการกับมลพิษทางอากาศอย่างไร

สารคดี ’Under the Dome’ อธิบายว่าหมอกควันพิษ(Smog)คืออะไร อันตรายของมัน มันเกิดขึ้นได้อย่างไรและปัญหาในการจัดการกับหมอกควันพิษ รวมถึงว่าเราแต่ะคนทำอะไรได้บ้าง Chaiบอกว่าหมอกควันพิษเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพลังงานซะเป็นส่วนใหญ่ ร้อยละ 60 ของมลพิษที่อากาศในกรณีภายในประเทศจีนมาจากการเผาใหม้ถ่านหินและน้ำมันเพื่อผลิตไฟฟ้า และในปี 2013 จีนเผาใหม้ถ่านหินมากกว่าทุกประเทศรวมกัน Chai ยังชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของระบบและการจัดการมลพิษทางอากาศและหมอกควันพิษนี้

คำถามเรื่องสิ่งแวดล้อมและการเจริญเติบโต

ในการสัมภาษณ์กับ People.com.cn Chai กล่าวว่าที่ผ่านมารายงานข่าวของเธอเรื่องหมอกควันพิษนั้นตรงตามข้อเท็จจริง รายงานข่าวเรื่องบริษัทผู้ก่อมลพิษ หรือรัฐบาลท้องถิ่นที่ต้องการจะพัฒนาเศรษฐกิจ และตัวเธอเองก็ไม่แน่ใจ เราต้องการการเจริญเติบโต หรือการปกป้องสิ่งแวดล้อม

แต่การทำงานสืบสวนเรื่องราวในสารคดีนี้ เธอรู้สึกว่าไม่มีความย้อนแย้งระหว่างสองสิ่งนั้น มลพิษทางอากาศมิใช่ผลของการปฏิรูปหรือการเปิดกว้าง และจริงๆ แล้วการปฏิรูปตลาดอย่างเต็มที่นั้นจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อแก้ปัญหานี้

ในมุมมองของเธอ การปกป้องสิ่งแวดล้อมนั้นมิใช่ภาระ สำหรับ Chai กฎหมายที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้นคือแหล่งของนวัตกรรมที่จะส่งเสริมความสามารถในการแข่งขัน การจ้างงานและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ประสบการณ์จากหลายประเทศทั่วโลกสนับสนุนมุมมองดังกล่าวของเธอ

จากการอธิบายของ Chai ปัญหาของหมอกควันพิษจัดการได้หากรัฐบาลลดการแทรกแซงที่ไม่จำเป็นลงและปล่อยให้ตลาดเป็นผู้มีบทบาทในการจัดสรรทรัพยากร บทบาทของรัฐบาลที่จำเป็นคือการออกนโยบายและบังคับใช้กฏหมาย ตลาดที่มีการแข่งขันและมีความเป็นธรรมจะช่วยกระจายทางออกที่สร้างสรรค์ในการแก้ปัญหามลพิษ ทั้งหลายเหล่านี้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับการปฏิรูปของจีนในปัจจุบัน

Chai ส่งเอกสารและสื่อที่เธอรวมรวมในช่วงที่ถ่ายทำสารคดีไปให้คณะกรรมการที่ร่างการทบทวนกฏหมายมลพิษทางอากาศของจีน เธอยังได้รับการตอบรับเมื่อเธอส่งเอกสารและสื่อชุดเดียวกันไปให้คณะทำงานเพื่อการปฏิรูปอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติและน้ำมันของจีน

เงื่อนเวลา

The Sina columnist Entertainment Capitalism ชมเชยงานสารคดีชิ้นเอกของเธอในการที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนก่อนที่จะมีการประชุมประจำปีของผู็นำสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีน หรือที่เรียกกันในภาษจีนว่า ‘Lianghui’

Cao Jingxing นักวิพากษ์ที่โด่งดังจาก Phoenix TV commentator ส่งข้อความทวีตว่า “ขอบคุณ Chai Jing สมาชิก ตัวแทน และเจ้าหน้าที่คณะกรรมการทุกชุดที่ Lianghui ควรดูสารคดีนี้”

อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์สารคดีของ Chai ก็มีคนวิจารณ์ ผู้ซึ่งกล่าวว่า มันไม่เป็นวิทยาศาสตร์ที่จะระบุว่าปัญหาสุขภาพของลูกสาวเธอมาจากผลกระทบของหมอกควันพิษ และการใช้กรณีของลูกสาวเธอ ทำให้สารคดีสืบสวนสอบสวนนั้นมีน้ำหนักน้อยลง

Cui Yongyuan ผู้ประกาศข่าวและอดีตเพื่อนร่วมงานของ Chai ที่สถานีโทรทัศน์ CCTV บอกกับสื่อมวลชนว่า Chai จะเจอกับการโจมตีด้วยคำถามและการกล่าวหาให้เสียหายทางออนไลน์ ปีก่อน Cui ทำงานสารคดี ‘The Gene Report’ ที่ใช้เงินทุนของตัวเองเพื่อตั้งคำถามเรื่องความปลอดภัยของอาหารจีเอ็มโอ ข้อคันพบของเขานั้นถูกโจมตีจากเจ้าหน้าที่รัฐบาล

Cui เพิ่มเติมว่า สารคดีสองเรื่องนั้นส่งผลสะเทือนต่อผลประโยชน์ หากเจ้าหน้าที่รัฐหรือบริษัทต้องขายหน้า และถ้าพวกเขาต้องสูญเสียเงินหรือไม่มีการเลื่อนตำแหน่ง พวกเขาจะโจมตีคุณ

ฤดูใบไม้ผลิที่เงียบเหงาแห่งจีน?

ความรู้สึกร่วมจากสารคดีของ Chai ได้ทำให้นักวิจารณ์ในจีนประหลาดใจ Li Jiangtao นักวิชาการอาวุโสที่สถาบันเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย Tsinghua กล่าวในบทความของเขาว่า ปัจจัยสามประการที่ทำให้ภาพยนตร์สารคดีนี้มีความน่าสนใจต่อผู้ชมคือ เหตการณ์ใหญ่ๆ (หมอกควันพิษในจีน) มุมแรงๆ ที่นำเสนอเรื่องมนุษย์ที่โยงกับผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์ที่มีชื่อเสียง และความตื่นตัวที่เพิ่มมากขึ้นในเรื่องสิ่งแวดล้อม

Li ระบุว่า ช่วงเวลาการนำเสนอนั้นก็ยิ่งน่าสนใจ พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้มีการประชุมสูงสุด การแต่งตั้งนาย Chen Jining รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อม และการรณรงค์ต่อต้านคอรัปชั่นของผู้นำจีน

Chen กล่าวว่า เมื่อดูสารคดีทำให้นึกย้อนถึงความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมในระดับโลกตอนที่หนังสือ “ความเงียบในฤดูใบไม้ผลิ Silent Spring ของราเชล คาร์สันตีพิมพ์ออกมาในปี 1962 และสารคดีของ Chai มีนัยะสำคัญอย่างยิ่งในการยกระดับความตื่นตัวของสาธารณะชนในเรื่องสิ่งแวดล้อมและผลกระทบสุขภาพที่เกิดขึ้นจากมลพิษ

Chen กล่าวว่ากระทรวงของเขาและสื่อมวลชนนั้นอยู่ข้างเดียวกัน และภาพยนตร์สารคดี ‘Under the Dome’ แสดงถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล สังคมและสื่อมวลชน

ผลสะเทือนของสารคดียังเกิดขึ้นต่อตลาดหลักทรัพย์ของจีนอีกด้วย โดยที่ส่วนแบ่งตลาดของบริษัทธุรกิจอุปกรณ์ลดมลพิษนั้นเพิ่มขึ้น ทำให้หุ้นของบริษัทเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมจำนวนหนึ่งเพิ่มขึ้นกว่าขอบเขตที่มีการซื้อขายกัน

โรงไฟฟ้าถ่านหินในอินเดียมีส่วนทำให้เกิดหมอกควันพิษปกคลุมบังคลาเทศ

bangladesh_tmo_2014036สิ่งที่กลายเป็นเรื่องปกติในบังคลาเทศในช่วงฤดูหนาว คือ หมอกควันหนาทึบปกคลุมประเทศ ภาพด้านบนคือภาพถ่ายดาวเทียมที่เครื่องมือ Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) บนดาวเทียม Terra ถ่ายไว้ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2557

แถบหมอกควันพิษเป็นผลพวงของการรวมตัวของฝุ่นละอองขนาดเล็กและละอองไอน้ำจำนวนมหาศาลที่ล่องลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศ หมอกควันพิษดังกล่าวนี้เป็นตัวกระจายและดูดซับแสงอาทิตย์ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบและรูปร่างของอนุภาคนั้น

ภูมิประเทศที่ปกติจะมีสีสันแตกต่าง ก็จะเห็นเป็นเฉดสีเทาหม่นๆ ดังภาพ ส่วนแถบสีขาวในภาพนั้นคือเมฆ

อนุภาคแขวนลอยในบรรยากาศมาจากหลายแหล่งด้วยกัน โดยที่การเผาไหม้ชีวมวลนั้นเป็นแหล่งกำเนิดหลักในบังคลาเทศ ด้วยความที่ประชากรส่วนใหญ่ยังใช้ไม้ฟืน ฟางข้าว มูลสัตว์และการหุงหาอาหารและใช้เป็นความร้อนในบ้านเรือน เชื้อเพลิงชีวภาพเหล่านี้ปลดปล่อยอนุภาคแขวนออกสู่บรรยากาศเพราะว่าผู้คนใช้การเผาไหม้ในอุณหภูมิต่ำทำให้เกิดการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์

ยานยนตร์และอุตสาหกรรมก็มีส่วนทำให้เกิดหมอกควันพิษในฤดูหนาวปกคลุมเหนือท้องฟ้าแห่งบังคลาเทศ อุตสาหกรรมทำอิฐ ซึ่งส่วนใหญ่ดำเนินการในฤดูหนาว ก็เป็นแหล่งกำเนิดหลักของฝุ่นละอองแขวนลอยเพราะใช้เตาเผาอิฐที่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพมากนัก การศึกษาโดยใช้ข้อมูลตรวจวัดคุณภาพอากาศภาคพื้นดิน ระบุว่า 1 ใน 3 ของฝุ่นละอองขนาดเล็กมาจากยานพาหนะ อีก 1 ใน 3 มาจากเตาเผาอิฐ และที่เหลือนั้นมาจากกระแสที่พัดพาเอาฝุ่นจากพื้นดินแห้งและฝุ่นจากผิวถนน

ในขณะที่การผลิตอิฐและการใช้ความร้อนมีความต้องการเพิ่มมากขึ้นในช่วงฤดูหนาว สภาพทางอุตุนิยมวิทยาก็มีส่วนสำคัญในการทำให้เกิดหมอกควันพิษด้วย ในช่วงที่เหลือของปี ฝนที่ตกหนักช่วยชะล้างฝุ่นละอองและมลพิษในอากาศ แต่ช่วงฤดูหนาวนั้นเป็นช่วงที่แห้งแล้ง กระแสลมก็พัดอ่อนลงด้วยในช่วงฤดูหนาวซึ่งทำให้มลพิษและฝุ่นละอองต่างๆ กักตัวในอยู่ในพื้นที่

อินเดียเพื่อนบ้านของบังคลาเทศได้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในอัตราเร่งเมื่อไม่นานมานี้ เครื่องมือวัดโอโซนบนดาวเทียมออราตรวจพบการเพิ่มขึ้นของการปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ร้อยละ 60 จากโรงไฟฟ้าถ่านหินในอินเดียในช่วงปี 2005 ถึง 2012 ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ซึ่งเป็นก๊าซเข้าทำปฏิกิริยากับสสารอื่นๆ ในบรรยากาศเกิดเป็นอนุภาคซัลเฟตซึ่งมีส่วนทำให้เกิดแถบหมอกควันพิษปกคลุมอยู่เหนือท้องฟ้าของบังคลาเทศ

อ้างอิง

  • Azad, K. & Kitada, T. (1998, June 1) Air pollution by fine particulate matter in Bangladesh. Atmospheric Pollution Research, 32 (11), 1991-2005.
  • Begum, B et al. (2011, October 13) Key issues in controlling air pollutants in Dhaka, Bangladesh. Atmospheric Environment, 45 (40), 7705-7713.
  • Begum, B. et al. (2013, January) Air pollution by fine particulate matter in Bangladesh. Atmospheric Pollution Research, 4 (1), 75-86.
  • Hyslop, N. (2009) Impaired visibility: the air pollution people see. Atmospheric Polluton, 242-249.
  • Miah, B. et al. (2011) Implications of Biomass Energy and Traditional Burning Technology in Bangladesh. Environmental Science and Engineering, 242-249.
  • Schmidt, C. (2013, August 1) Modernizing Artisanal Brick Kilns: A Global Need. Environmental Health Perspectives, (121) 39-53.
  • NASA image courtesy Jeff Schmaltz, LANCE/EOSDIS MODIS Rapid Response Team at NASA GSFC. Caption by Adam Voiland.

นิวเคลียร์ไป ถ่านหินมา : ความมืดบอดของชนชั้นนำผู้วางแผนพลังงานไทย

อ่านข่าวแล้วเศร้า หดหู่ใจ เมื่อกระทรวงพลังงานและชนชั้นนำผู้วางแผนพลังงานของประเทศไทยทั้งหลายบอกว่าจะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินจากเดิม 4,400 เมกะวัตต์ ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าเป็น 10,000 เมกะวัตต์ และเป็นไปได้ที่จะถอดเอาการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ออกไป

ที่ผมรู้สึกเศร้าใจก็เพราะตอบตัวเองไม่ได้ว่า ทำไมพวกเขาจึงคิดได้เพียงแค่นี้

พวกเขาในที่นี้ ผมหมายถึง คนใหญ่คนโตที่อยู่ใน กฟผ. สนพ. และกระทรวงพลังงาน ผู้ซึ่งเป็นผู้ยึดกุมการวางแผนพลังงานระดับชาติ

จินตนาการของพวกเขาหายไปไหน พวกเขาแกล้งโง่หรือว่าโง่จริงๆ

แน่นอนว่า การถอดนิวเคลียร์ออกจากแผนพีดีพี เป็นเรื่องที่ชมเชย แต่ต้องดูให้เห็นทั้งหมด

เพราะมันคือ “หนีเสือปะจระเข้”

ถ้าประเทศไทยจะผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินรวมกันเป็นจำนวน 10,000 เมกะวัตต์ เราต้องมีโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ราว 140 โรง ขึ้นเป็นดอกเห็ดทั่วประเทศ โดยอ้างว่าไม่มีปัญหาเพราะมันคือถ่านหินสะอาด และประเทศอื่นๆ ในเอเชียที่เจริญแล้วก็มีการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินในสัดส่วนที่สูง

นี่คือแผนที่สกปรกไม่ต่างจากถ่านหิน

แม้ว่าแผนสกปรกดังกล่าวนี้จะยังไม่ผ่านความเห็นชอบใดๆ แต่ก็พอเดาได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นลางๆ กับอนาคตพลังงานของไทย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งชุมชนท้องถิ่นจำนวนมหาศาลที่จะตกอยู่ในเงื้อมเงาทะมึนของอุตสาหกรรมถ่านหิน

นี่คือชนชั้นนำผู้วางแผนนโยบายพลังงานแห่งชาติ พวกเขาสิ้นคิด ไร้ซึ่งจินตนาการ และช่างโง่เขลาและมืดบอดเสียนี่กระไร