ชาวประจวบรับได้ถ้าประชาชนเห็นด้วยที่จะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน 5 โรง รวม 4,000 เมกะวัตต์ในกรุงเทพฯ ลดเสี่ยงไฟฟ้าดับ

28 พฤษภาคม 2556 เวลา 9.30น. จากการสอบถามของสื่อมวลชนกรณีนายดิเรก ลาวัณย์ศิริ ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) หรือ เรกูเลเตอร์ อยากให้ทำประชามติ เพื่อขอความเห็นจากประชาชนทั้งประเทศ ในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้น นางสาวกรณ์อุมา พงษ์น้อย ประธานกลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์กล่าวว่า

การก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ให้มีประสิทธิภาพสูงหลักการคือควรสร้างใกล้ศูนย์กลางพื้นที่ๆมีการใช้ไฟฟ้าสูง กรณีไฟฟ้าดับภาคใต้กฟผ.บอกชัดเจนว่า สายส่งของกฟผ.มีความอ่อนไหวสูงต่อกรณีฟ้าผ่า ถ้ายิ่งสร้างโรงไฟฟ้าไกลพื้นที่ใช้ไฟฟ้าสูงสายส่งยาวจะยิ่งเสี่ยงสูงต่อไฟฟ้าดับ

ไฟฟ้าสำรองของประเทศปัจจุบันก็กว่า 5,000เมกกะวัตต์ ภาคใต้มีความต้องการด้านการใช้ไฟฟ้าที่ไม่สามารถพึ่งตนเองได้ แค่200เมกะวัตต์ ส่วนต่างไม่มากไม่ได้เป็นภาระต่อระบบ ปีหน้าโรงไฟฟ้าจะนะผลิตไฟฟ้าเพิ่มได้อีก 800 เมกะวัตต์ จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่ในการจัดการ

ถึงกระนั้นรัฐยังควรสนับสนุนให้มีโครงการการจัดการลดความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาคลงได้อีก  สั่งการให้กฟผ.เปิดสายส่งรับซื้อโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนให้เต็มศักยภาพและภาคใต้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศด้านการท่องเที่ยว เกษตร ประมง จึงมีความอ่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมสูงไม่ควรสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน

หากจะทำประชามติ หัวข้อที่เหมาะสมสุดคือ คนทั้งประเทศเห็นด้วยหรือไม่ที่จะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาดที่กรุงเทพมหานครก่อนอย่างน้อย 4,000เมกกะวัตต์หรือ 5 โรง และถ้าสามารถพิสูจน์ว่าการบริหารแบบไทยๆ  เอาอยู่ในการคุมมลพิษก็ให้สร้างเพิ่มได้อีกและพื้นที่อื่นๆก็น่าจะสบายใจขึ้น

เพราะข้อเท็จจริงกรุงเทพมหานครใช้ไฟฟ้าสูงถึง 8,000 เมกะวัตต์ คิดเป็น 30%ของการใช้ไฟฟ้าโดยรวมของประเทศ และมีความต้องการใช้เพิ่มมากขึ้นทุกปี อนาคตมีโครงการรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีกมากมายแต่มีโรงไฟฟ้าเป็นของตนเองเพียง 2 โรงคือพระนครเหนือพระนครใต้ กำลังการผลิตรวมแค่ 2,850 เมกะวัตต์รับก๊าซจากพม่า   หากพม่าปิดซ่อมท่อก๊าซในฤดูร้อนไม่มีเหลือไฟฟ้าเลย จะหวังพึ่งไฟฟ้าจากสายส่งของกฟผ.เพียงอย่างเดียวถือว่าเสี่ยงสูงเกินไป เพราะฟ้าผ่าเป็นเรื่องธรรมชาติเราคงห้ามไม่ได้

เป็นข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่ากรุงเทพคือแหล่งเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นหน้าตาของประเทศ เราจะปล่อยให้เสี่ยงไฟฟ้าดับอยู่อย่างนี้ได้อย่างไรกัน เหมาะสมที่จะพิจารณาให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาดก่อนเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้า กระจายความเสี่ยงของเชื้อเพลิง และเป็นธรรม คือผู้ใช้ไฟฟ้าเยอะต้องรับความเสี่ยงจากมลพิษเยอะตามไปด้วย

หากผลการทำประชามติ ออกมาว่าคนส่วนใหญ่ในประเทศเห็นด้วยให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาดในกรุงเทพ ก็ต้องยอมรับ แบบนี้คงไม่เป็นปัญหา รับได้

อยากเสนอให้เรกูเลเตอร์ ทำประชามติแถมไปด้วยว่าคนไทยทั้งประเทศเห็นด้วยหรือไม่ ที่จะให้ลดเงินเดือนของเรกูเลเตอร์จาก 350,000 บาท เหลือ 50,000 บาทพอ เพราะเห็นว่า  มีผลงานไม่คุ้มเงินเดือน  เช่น ไม่กล้าเปิดรับซื้อไฟฟ้าช่วงพีค ไม่กล้าเช็คบิลค่าเสียหายจากบริษัทปตท.เป็นหลักหลายพันล้านกรณีไม่ส่งก๊าซให้โรงไฟฟ้าของกฟผ.ตามสัญญาอย่างซ้ำๆซากๆ แต่ไปอนุมัติขึ้นค่าเอฟทีแทน

หรือแม้แต่กรณีไฟฟ้าดับทั้งภาคใต้เรกูเลเตอร์ก็มีส่วนต้องรับผิดชอบตามที่กฟผ.บอกคือไม่ปรับระบบให้ไฟฟ้าดับในวงแคบเป็นต้น

แต่เพื่อเห็นแก่ผลประโยชน์ของประเทศชาติและแสดงความรับผิดชอบจริง เรกูเลเตอร์น่าจะขอลดเงินเดือนตัวเองได้เลยโดยไม่ต้องรอทำประชามติ แบบนี้ก็รับได้

วิกฤตไฟฟ้าดับและถ่านหิน

ธารา บัวคำศรี
ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Southern Blackout

เหตุการณ์ไฟฟ้าดับทั้งภาคใต้จากความล้มเหลวผิดพลาดของระบบสายส่งไฟฟ้าซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2556 ที่ผ่านมาถือเป็นวิกฤตไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของระบบพลังงานรวมศูนย์ของประเทศไทย คนนับล้านใน 14 จังหวัดภาคใต้ตกอยู่ในความมืดนับเป็นเวลาหลายชั่วโมงและความเสียหายต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีเป็นจำนวนมหาศาล

ในช่วงเวลาวิกฤตและหลังจากนั้น ข่าวสารข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งในเรื่องสาเหตุและผลกระทบได้ทะยอยผ่านสื่อกระแสหลักและสื่อสังคมออนไลน์(Social Media) และมีบทบาทสำคัญถ่ายทอดสถานการณ์และข้อเท็จจริงให้กับสังคม

แม้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) องค์กรระดับชาติที่ทำหน้าที่ควบคุมการผลิตไฟฟ้าและระบบส่งไฟฟ้าของประเทศจะชี้แจงว่าสาเหตุมาจากระบบสายส่ง แต่กลับเน้นว่าหากไฟฟ้าไม่พอใช้ในภาคใต้ ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าถ่านหินที่บรรจุอยู่ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าซึ่งรวมถึงโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 870 เมกกะวัตต์ที่จังหวัดกระบี่

การชี้แจงของ กฟผ. ถูกโต้กลับโดยนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญอิสระด้านพลังงานโดยหยิบยกให้เห็นรากเหง้าของปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการจัดบริหารจัดการพลังงานของประเทศที่ไร้ประสิทธิภาพและละเลยความสำคัญของพลังงานหมุนเวียนที่เป็นทางเลือกที่ยั่งยืนตลอดจนความพยายามของรัฐบาลที่มุ่งเน้นระบบพลังงานขนาดใหญ่แบบรวมศูนย์บนมายาคติที่ว่าจะช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงานที่นำไปตอบสนองการลงทุนด้านอุตสาหกรรมเพิ่มมากขึ้น

คำถามหลายคำถามที่ยังคงค้างคาใจของผู้คน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยก็ยังเลี่ยงหรือตอบไม่ตรงประเด็น

ดังเช่นคำถามที่ว่า การสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าถ่านหิน (ทั้งๆ ที่ไม่จำเป็นต้องสร้างเพราะกำลังผลิตติดตั้งไฟฟ้าในภาคใต้ยังมีมากกว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด) จะช่วยรับประกันว่า จะไม่มีเหตุการณ์ไฟฟ้าดับในอนาคตได้จริงหรือ แม้ในกรณีที่มีไฟฟ้าเพียงพอใช้ในภาคใต้ เหตุการณ์ไฟฟ้าดับสามารถเกิดขึ้นได้เนื่องจากการบริหารจัดการระบบสายส่งไฟฟ้า

หากพิจารณาให้กว้างออกไป “ไฟฟ้าดับสนิท (Blackout)” หรือ “ไฟฟ้าติด ๆ ดับ ๆ (Brownout)” เป็นโลกาภิวัตน์ของระบบพลังงานโลกที่มีรากฐานอยู่บนการผลิตไฟฟ้าแบบรวมศูนย์ ไม่ว่าจะผูกขาดโดยรัฐหรือถูกยึดกุมโดยภาคอุตสาหกรรมพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำในอเมริกาและยุโรป หรือประเทศที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วในเอเชียอย่างเช่นจีนและอินเดีย ประเทศนับร้อยทั่วโลกต่างเผชิญกับภาวะวิกฤตไฟฟ้าดับสนิทด้วยกันทั้งนั้น

ที่น่าสนใจ ภาวะวิกฤตไฟฟ้าดับสนิทหลายกรณีทั่วโลกเกิดขึ้นมาจากการขาดแคลนเชื้อเพลิงที่ถือว่ามีเหลือเฟือที่สุดในโลกนั่นก็คือ “ถ่านหิน” !!!

ประเทศจีนต้องปล่อยให้โรงไฟฟ้าถ่านหิน 50 แห่ง ทิ้งไว้เพราะว่าขาดแคลนถ่านหินที่นำมาป้อนเข้าระบบ ภาวะวิกฤตไฟฟ้าดับสนิทในจีนที่เกิดขึ้นหลายครั้งเป็นภัยคุกคามการพัฒนาเศรษฐกิจ เขื่อนผลิตไฟฟ้าที่สร้างกั้นแม่น้ำในแถบเชิงเขาหิมาลัยของอินเดียไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เพราะภัยแล้งอันมีสาเหตุจากภาวะโลกร้อน อินเดียพยายามผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมและแผงเซลสุริยะเพิ่มมากขึ้น แต่การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างขนานใหญ่ต้องนำถ่านหินจำนวนมหาศาลมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้านำไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มมากขึ้นและการขาดแคลนถ่านหินในระดับโลก

ที่แอฟริกาใต้ อุตสาหกรรมเหมืองแร่ ไม่ว่าจะเป็นเหมืองถ่านหิน เหมืองทองและเหมืองเพรช ตกอยู่ในสถานการณ์ความไม่แน่นอนด้านพลังงานและการขาดแคลนไฟฟ้า

ในอังกฤษเองยังประสบกับภาวะไฟฟ้าดับเพิ่มขึ้นบ่อยครั้ง นักวิเคราะห์อธิบายโครงสร้างพื้นฐานการผลิตไฟฟ้าของประเทศว่าเป็นระบบพลังงานแห่งศตวรรษที่ 21 ที่ห่วยแตกมาก ภาคอุตสาหกรรมประมาณว่าต้องใช้เงินลงทุนถึงแสนล้านปอนด์ในการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในการลงทุนโครงการของประเทศที่ผ่านมา

อุตสาหกรรมถ่านหินของอังกฤษซึ่งเคยมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นแหล่งเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าป้อนระบบสายส่ง ปัจจุบันหายไปโดยสิ้นเชิงอันเนื่องจากการหร่อยหรอลงอย่างรวดเร็วของแหล่งถ่านหินที่เคยมีเหลือเฟือ

บางประเทศที่สามารถซื้อหาน้ำมันราคาแพงมาใช้นั้นไม่มีไฟฟ้าเพียงพอที่จะป้อนให้โรงกลั่นน้ำมันให้ทำงานได้ ประเทศรำ่รวยพลังงานอย่างเวเนซุเอลาและอิหร่านก็ไม่หนีไม่พ้นจากภาวะวิกฤตไฟฟ้าดับได้ ถึงแม้ประเทศทั้งสองมีการส่งออกน้ำมัน ในสหรัฐอเมริกา ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานคาดการณ์ว่าภาวะวิกฤตไฟฟ้าดับจากระบบสายส่งไฟฟ้าจะเกิดถี่มากขึ้นอันเนื่องมาจากการขาดแคลนกำลังการผลิตและระบบสายส่งที่โบราณใกล้หมดอายุซึ่งจำเป็นต้องปรับปรุง

ถ่านหินในสหรัฐอเมริกาที่เหมือนดูจะมีเหลือเฟือ จริง ๆ แล้ว อุตสาหกรรมถ่านหินในประเทศเริ่มส่งออกถ่านหินไปขายเพราะความต้องการถ่านหินในระดับโลกและราคาที่พุ่งสูงขึ้น ส่วนถ่านหินที่มาจากเหมืองถ่านหินในประเทศมีคุณภาพลดลง ดังนั้น สหรัฐอเมริกาใช้พึ่งพาถ่านหินน้อยลงแม้ว่าการขุดทำเหมืองถ่านหินลึกลงไปในผิวโลกนั้นมีมากขึ้น

ไฟฟ้าที่ผลิตและนำมาใช้ทั่วโลกนั้นมาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงถ่านหินราวร้อยละ 40 เป็นสัดส่วนที่มากกว่าเชื้อเพลิงใดๆ ที่เรานำมาผลิตไฟฟ้า จึงดูเสมือนว่าถ่านหินในโลกนั้นยังมีอยู่เหลือเฟือ ส่วนประเทศไทย สัดส่วนของการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินอยู่ในราวกว่าร้อยละ 20 ในขณะที่การผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติพุ่งขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 70 และนี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่รัฐบาลและผู้วางแผนพลังงานของประเทศต้องการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินให้มากขึ้นเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน

ราคาถ่านหินในตลาดโลกได้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในช่วงกลางปี พ.ศ. 2549 และ 2551 แหล่งถ่านหินที่นำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าจะกลายเป็นความท้าทายด้านความมั่นคงทางพลังงานของหลายประเทศในอนาคตอันใกล้นี้ โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาถ่านหินถึงขั้นเสพติด ปัญหาของการนำถ่านหินมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนและความไม่แน่นอนการในการขนส่งจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่แพงมากขึ้น

เราต้องไม่ลืมว่า การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ในประเทศไทยจำเป็นต้องพึ่งพาถ่านหินนำเข้าจากอินโดนีเซีย ออสเตรเลียหรือแอฟริกาใต้ แหล่งถ่านหินในประเทศไทยที่สามารถขุดขึ้นมาใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้ามีอยู่กระจัดกระจายทางภาคเหนือ เหมืองลิกไนต์ที่แม่เมาะ จังหวัดลำปาง เมื่อสิ้นสุดอายุในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้าจะเป็นเหมืองถ่านหินแบบเปิดที่ลึกที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยลึกลงไปในผิวโลกนับเป็นกิโลเมตร การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเองก็มีความพยายามจะต่ออายุโรงไฟฟ้าลิกไนต์ที่แม่เมาะโดยการเปิดเหมืองถ่านหินใหม่ที่อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงราย ในขณะที่โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เมืองหงสา แขวงไชยบุรีของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวที่มีบริษัทบ้านปู มหาชน จำกัด อุตสาหกรรมถ่านหินยักษ์ใหญ่ของไทยร่วมทุนนั้นใกล้จะแล้วเสร็จในอีกไม่กี่ปีและส่งไฟฟ้าเข้าระบบสายส่งไฟฟ้าอันหิวโหยของประเทศไทย

ถ่านหินที่อ้างว่าจะนำมาใช้เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศไทยนั้นเป็นมายาคติที่สร้างขึ้นผ่านการประชาสัมพันธ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเรื่องโกหกกลายเป็นเรื่องที่ผู้คนต้องเชื่อคล้อยตามกันโดยไม่มีข้อสงสัย และผู้ที่มีข้อสงสัยก็ถูกประนามว่าเป็นผู้ขัดขวางความเจริญและการพัฒนา

ในระดับโลก แหล่งสำรองถ่านหินที่มีคุณภาพสูงอย่างแอนทราไซต์ บิทูมินัสและซับบิทูมินัสก็กำลังหร่อยหรออย่างรวดเร็วและกลายเป็นปัจจัยสำคัญของความล่าช้าในการขนส่งถ่านหินจากเหมืองในประเทศหนึ่งไปยังโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อยู่ปลายทางในอีกประเทศหนึ่ง ความล่าช้าในการขนส่งได้เพิ่มต้นทุนและผลนกเข้าไปในราคาไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่าย และความล่าช้าของการขนส่งถ่านหินก็เป็นสาเหตุหนึ่งของ “ภาวะไฟฟ้าดับสนิท” ที่เกิดขึ้นในจีนและอินเดียซึ่งเป็นประเทศที่พึ่งพาถ่านหินถึงขั้นเสพติดดังที่กล่าวมา

หากเรายังคงดำเนินไปตามกระแสปัจจุบันนี้ ผลที่ตามมานั้นยากที่จะประเมิน เว้นแต่ว่าสังคมไทยและสังคมโลกเองจะปรับเปลี่ยนโลกทัศน์ด้านพลังงานที่แตกต่างเกือบจะโดยสิ้นเชิงกว่าที่เป็นอยู่ เมื่อการหร่อยหรอของแหล่งสำรองถ่านหินที่นำมาผลิตไฟฟ้าและผลกระทบที่เป็นต้นทุนจริงของถ่านหินปรากฏชัดเจนแจ่งแจ้งในมโนทัศน์ของผู้คนและผลกระทบอันเลวร้ายแผ่ขยายเพิ่มขึ้นปีต่อปี ในอีกสองหรือสามทศวรรษข้างหน้า อารยธรรมของมนุษย์อาจจะเป็นถึงจุดที่เรียกว่า “ภาวะไฟฟ้าดับโดยสิ้นเชิง (final blackout)

การนำถ่านหินมาใช้ผลิตไฟฟ้าไม่ว่าในประเทศไทยหรือที่ใดในโลกมีผลกระทบที่ทำลายล้างตั้งแต่โรคฝุ่นจับปอด(ของคนงานเหมือง) ไปจนถึงมลพิษที่เกิดขึ้นจากไฟถ่านหินที่ลุกไหม้เอง และน้ำทิ้งจากเหมืองถ่านหินที่มีสภาพเป็นกรด รวมไปถึงภัยคุกคามจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปสะสมในชั้นบรรยากาศ รวมถึงอันตรายที่มักถูกลืมที่เกิดจากเหมืองถ่านหินร้างและความพยายามในการฟื้นฟูสภาพเหมืองที่ไม่เคยสัมฤทธิ์ผล

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโลกกำลังเผชิญกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และต้นทุนค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่มาจากถ่านหิน หลายประเทศก็ยังคงมีแผนการที่จะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ ซึ่งหากแผนการเป็นไปตามนั้น จะทำให้การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากถ่านหินเพิ่มเป็นร้อยละ 60 ภายในปี 2573 แผนการดังกล่าวไม่เพียงแต่ขาดความยั่งยืนในอนาคตอย่างที่สุดแล้ว แต่เป็นแผนการที่ไม่จำเป็นและมีอันตราย

เรายังมีทางเลือกอื่นที่สามารถนำมาใช้ได้จริง  แผนการปฏิวัติพลังงานของกรีนพีซเสนอว่าเมื่อนำพลังงานหมุนเวียนมารวมเข้ากับประสิทธิภาพด้านพลังงานที่ดียิ่งขึ้น สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วโลกได้ถึงร้อยละ 50 ในระดับเดียวกันกับการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน ทั้งยังช่วยให้เราสามารถลดการพึ่งพาถ่านหินลงไปอีกด้วย

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ช่วยให้เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน เช่น กังหันลม แผงเซลแสงอาทิตย์หรือโฟโตวอลเทอิก โรงไฟฟ้าชีวมวล และการทำความร้อนจากแสงอาทิตย์ (Solar Thermal Collectors) กลายมาเป็นเทคโนโลยีกระแสหลัก นอกจากนี้ ตลาดของพลังงานหมุนเวียนยังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วอีกด้วย การลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนทั่วโลกมีมูลค่านับแสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ระบบพลังงานแบบรวมศูนย์ทำให้เกิดความสูญเปล่าที่เราสามารถหลีกเลี่ยงได้ง่ายๆ หากใช้มาตรการประสิทธิภาพพลังงานและเทคโนโลยีที่มีอยู่

เราจะเห็นได้ว่า แม้ว่าจีนและอินเดียจะเสพติดถ่านหินหนัก แต่ทั้งสองประเทศมีนโยบายและกฎหมายที่เข้มแข็งด้านพลังงานหมนเวียนและประสิทธิภาพพลังงาน ในภาวะไฟฟ้าดับสนิท ไม่ว่าจะเกิดขึ้นโดยมิได้คาดหมายและเกิดจากการวางแผนดับไฟฟ้าก็ตาม ไฟฟ้าจากลมและแสงแดดยังทำงานช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของสังคม

การยุติยุคถ่านหินจึงเป็นแนวทางเดียวที่เราต้องทำ ต้นทุนผลกระทบภายนอกจากการนำถ่านหินมาผลิตไฟฟ้าทำความเสียหายให้กับภูมิอากาศ โลกของเราและสังคมนั้นสูงเกินกว่าที่จะแบกรับ ถ่านหินอาจจะมีความจำเป็นในการขับเคลื่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม แต่ช่วงเวลานั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว เราต้องร่วมมือกัน “ปฏิวัติพลังงาน” ที่ขับเคลื่อนโดยการใช้้พลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและยั่งยืนและระบบพลังงานกระจายศูนย์ซึ่งจะช่วยสร้างเศรษฐกิจสีเขียว กู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศ ปกป้องสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของเราทั้งในปัจจุบันและคนรุ่นอนาคต

ไฟฟ้าจากถ่านหิน(เมื่อรวมต้นทุนผลกระทบภายนอก) แพงกว่าไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน

รายงานเรื่อง การคำนวณต้นทุนทั้งหมดของวงจรชีวิตของถ่านหิน (Full cost accounting for the life cycle of coal) ตีพิมพ์ใน  Annals of The New York Academy of Sciences ระบุว่าเมื่อพิจารณาผลกระทบของถ่านหินตลอดวงจรชีวิตและกากของเสียที่ผลิตออกมา คิดเป็นค่าใช้จ่าย(ที่มาจากภาษีของประชาชน) ประมาณ 345.3 พันล้านเหรียญต่อปี หรือคิดเป็นการจ่ายค่าใช้ไฟฟ้าราว 17.8 เซ็นต์ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง(ของไฟฟ้าที่ผลิตจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน) การศึกษาได้ประมาณต้นทุนผลกระทบภายนอกที่สูดสุดที่ 523.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ(ต่อปี) หรือเทียบเท่ากับการจ่ายค่าไฟฟ้า 26.89 เซ็นต์ต่อหน่วย(กิโลวัตต์ชั่วโมง)

การคำนวณต้นทุนกระทบภายนอกนี้ชี้ให้เห็นว่าไฟฟ้าที่ผลิตจากโรงไฟฟ้าถ่านหินเมื่อรวมเอาต้นทุนผลกระทบภายนอกเข้าไปด้วยจะเพิ่มไปสองหรือสามเท่าของราคาไฟฟ้าต่อหน่วยที่คนอเมริกันจ่ายโดยเฉลี่ย ชี้ให้เห็นว่า พลังงานจากลม แสงอาทิตย์ และประสิทธิภาพพลังงานนั้นสามารถแข่งขันกับไฟฟ้าจากถ่านหินในตลาดได้แล้ว (ซึ่งเป็นที่ดีรู้กันดีมาพอสมควร)

หมายเหตุ : คนในสหรัฐอเมริกาจ่ายค่าไฟโดยเฉลี่ย 12 เซนต์ต่อหน่วย (กิโลวัตต์ชั่วโมง)

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : การทำลายล้างที่โปแลนด์

โรงไฟฟ้าถ่านหินเบลคาโทในเขตโรดส์เป็นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศโปแลนด์ ซึ่งมีกำลังการผลิตเกือบร้อยละ 20 ของพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดที่ใช้กันในประเทศ และยังเป็นโรงงานไฟฟ้าถ่านหินลิกไนต์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปอีกด้วย และในแต่ละปี ปล่องไฟจากโรงไฟฟ้าพ่นคาร์บอนไดออกไซด์ออกมามากกว่า 31 ล้านตันสู่ชั้นบรรยากาศ

ถ่านหินส่วนใหญ่ที่ถูกส่งไปที่เบลคาโทนั้นมาจากเหมืองแบบเปิดที่อยู่ใกล้เคียง ความเปลี่ยนแปลงของภูมิประเทศที่เกิดขึ้นจากเหมืองนี้เห็นได้อย่างเด่นชัดห่างจากเมืองเบลคาโทเพียง 12 กิโลเมตร พื้นที่ของเหมืองกินอาณาบริเวณ 2,500 เฮกตาร์ หรือเทียบเท่ากับสนามฟุตบอล 3,300 สนาม ตัวเหมืองนั้นได้รับการส่งเสริมในฐานะที่เป็นเหมืองแบบเปิดที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป พื้นที่ที่ถูกเผาจนมอดไปแล้วเกลื่อนกลาดไปด้วยกองของของเสียจากถ่านหิน รถบรรทุกและเครื่องจักรขนาดใหญ่ ลึกเข้าไปในเหมือง สายพานลำเลียงลื่นไหลไปตามทางโดยขนดินและหินไปด้วย ตรงจุดสังเกตการณ์ที่สร้างขึ้น ผู้คนตกอยู่ในความเงียบเนื่องจากภาพที่เห็นตรงหน้าก่อให้เกิดความรู้สึกมืดหม่น

ความเสียหายที่กำลังจะตามมา

แผนการในการขยับขยายเหมืองในโปแลนด์กำลังดำเนินการอยู่ในหลายพื้นที่ บางแห่งตั้งอยู่ใกล้ทะเลสาบที่มีชื่อเสียงของประเทศมากจนน่าวิตก หนึ่งในข้อกังวลต่อผลกระทบที่เป็นที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือผลกระทบจากเหมืองที่มีต่อระดับน้ำในทะเลสาบ รวมถึงระบบนิเวศที่ละเอียดอ่อนและธุรกิจการท่องเที่ยว

หมู่บ้านพซีจีเซียซี(Przyjezierze)

หมู่บ้านพซีจีเซียซ เป็นหมู่บ้านที่ได้รับความเสียหายที่เกิดขึ้น หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่คู่กับทะเลสาบ ออสโตว์สกี้(Ostrowskie)ในเขตคูยาเวีย-โพเมราเนีย(Kuyavia-Pomerania) และอาศัยธุรกิจการท่องเที่ยวเป็นแหล่งรายได้หลัก หรือถ้าจะพูดให้ถูกคือเคยเลี้ยงตัวเองโดยพึ่งธุรกิจการท่องเที่ยวเป็นหลัก ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แหล่งน้ำต่างๆ ที่มีอยู่ก็เหือดแห้งหายไป ต้นไม้พากันล้มตาย และระดับน้ำในทะเลสาบลดต่ำลงไปเกือบสองเมตรจากเดิมเมื่อทะเลสาบเริ่มแห้งลงนักท่องเที่ยวก็ลดลงตามไปด้วย

คนส่วนใหญ่โทษเหมืองถ่านหินว่าเป็นตัวการทำให้ระดับน้ำลดลง แต่ทางเหมืองก็ปฏิเสธความรับผิดชอบโดยสิ้นเชิง อีกทั้งยังยืนยันว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดมาจากความแห้งแล้งและการขาดฝน ข้อถกเถียงนี้ไม่เป็นที่น่าเชื่อถือ เพราะผู้อาศัยในพื้นที่ชี้ให้เห็นว่าทะเลสาบที่ไม่ได้ตั้งอยู่ใกล้เหมืองถ่านหินนั้นไม่มีการเหือดแห้งอย่างรุนแรงเหมือนทะเล สาบอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เหมือง

หมู่บ้านเคร็กซิว(Kleczew)

สถานการณ์ใกล้เคียงกันนี้ได้เกิดขึ้นใกล้หมู่บ้านเคร็กซิว ที่อยู่ห่างเพียงไม่กี่กิโลเมตรจากหมู่บ้านพซีจีเซียซ ซึ่งมีเหมืองจอซวินทูบี ที่เริ่มเปิดดำเนินการเมื่อสิบปีก่อนและยังคงทำงานอย่างเต็มกำลังการผลิตอยู่จนถึงปัจจุบัน

ในรอบสิบปีที่ผ่านมาทางเหมืองได้ทำให้ภูมิประเทศกลายเป็นสีเทาทะมึนดูแห้งแล้ง และแผ่ขยายออกไปจนสุดลูกหูลูกตา ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยการเกษตรแห่งพอซนัน (Poznan’s University of Agriculture) พบว่า “การเหือดแห้งของแหล่งน้ำโดยรอบบริเวณเหมืองถ่านหินในเขตเคร็กซิวนำไปสู่รูปแบบของหลุมเว้าที่ยุบตัวลง ขณะที่การทำเหมืองได้ขยายตัวไปทางตอนเหนือนับตั้งแต่ช่วงปลายคริสตทศวรรษ 1980s ระดับน้ำทะเลสาบทั่วบริเวณสวนสาธารณะโปวิดสกี้(Powidzki)ก็เริ่มลดระดับลงตามไป”

หมู่บ้านคูรสวิกา(Kruszwica)

อีกพื้นที่หนึ่งที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากปัญหาเหมืองถ่านหิน ก็คือทะเลสาบโกพโล(Goplo) ที่อยู่ใกล้กับเมืองคูรสวิกาซึ่งเป็นที่ตั้งของสวนสาธารณะสหัสวรรษแห่งโกพโล สวนแห่งนี้ได้รับความคุ้มครองจากโครงการ EU Natura 2000 และยังเป็นที่อยู่ที่ปลอดภัยของนกจากทั่วทั้งยุโรปอีกด้วย และตามฝั่งทะเลสาบโกพโลนี่เองก็เป็นที่ตั้งของชนเผ่าแรกของโปแลนด์ ขณะนี้พื้นที่ที่มีค่าและงดงามแห่งนี้กำลังตกอยู่ในการคุกคาม

การคุกคามที่ว่านี้มาจากสิทธิในการขุดเหมืองถ่านแบบเปิดโทมิสลาวิส(Tomislawice) (ห่างจากคูรสวิกาไม่ถึง 10 กิโลเมตร) ที่ได้ลงนามไว้เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2551 ที่ผ่านมา และกำหนดเปิดในปี 2552

สองเดือนหลังจากการประกาศสิทธิ์ ผู้อาศัยในท้องถิ่นได้ออกมาประท้วงแผนการนี้ ซึ่งเป็นการประท้วงว่าด้วยเรื่องเหมืองถ่านหินเป็นครั้งแรกในโปแลนด์ มีผู้คนราวห้าพันคนออกเดินประท้วงบนถนนของเมืองคูรสวิกา หนึ่งในนั้นคือนาย Jozef Drzazgowski แห่งกลุ่มพิทักษ์สิ่งแวดล้อมพซีจีเซียซี(Przyjezierze Association for Protecting the Natural Environment) “หากโทมิสลาวิส(Tomislawice)เริ่มดำเนินการเหมือง” เขากล่าว “ระดับน้ำในทะเลสาปโกพโลจะแห้งเหือดลงในช่วงสิบปีนี้แบบเดียวกันกับที่เกิดที่ทะเลสาบออสโตสกี้”

ไม่น่าแปลกใจเลยว่าคำกล่าวอ้างนี้ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรายงานผลกระทบของเหมืองถ่านหินแบบเปิดโทมิสลาวิส(Tomislawice) ซึ่งจัดทำโดยทางเหมืองถ่านหินเอง ในรายงานได้กล่าวถึงการตัดสินใจที่จะเริ่มกักเก็บน้ำของเหมืองในทะเลสาบโกพโล ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไปซึ่งจะ “อนุญาตให้รักษาระดับน้ำในทะเลสาบปัจจุบันต่อไป” หากไม่ใช่เพราะเหตุนี้ความเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำจำนวนมากนี้คงจะก่อให้เกิดผลกระทบเสียหายอย่างร้ายแรงแน่นอน

ซึ่งสิ่งนี้อาจเกิดขึ้นได้ในทันทีที่มีน้ำมากเกินหรือน้อยเกินไปในทะเลสาบ ผลกระทบที่ก่อให้เกิดความเสียหายก็อาจเกิดขึ้นได้ในอีกหลายปีข้างหน้าเมื่อเหมืองปิดทำการและทะเลสาบเริ่มเหือดแห้ง ทะเลสาบโกพโลเป็นส่วนสำคัญของระบบห่วงโซ่อาหารในพื้นที่โดยรอบ นกหลายสายพันธ์ุจะตกอยู่ในอันตราย รวมไปถึงนกบิทเทิร์น(bittern) นกเบีร์ยด์รีดลิ่ง(bearded reedling)และห่านเทาปากชมพู(greylag goose) ที่เป็นสัญลักษณ์ของสวนสาธารณะโกพโล บึงและห้วยพรุต่างๆ ก็จะแห้งลง ก่อให้เกิดความเสียหายที่ไม่อาจกู้คืนมาได้ต่อแหล่งสืบพันธุ์ของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในภูมิภาคคูยาเวีย

ถึงอย่างไรก็ตาม บริษัททำเหมืองก็ยังคงปฏิเสธ ไม่ยอมรับข้อเท็จจริงเหล่านี้ “ผมไม่เข้าใจว่าทำไมหมู่บ้านคูรสวิกาถึงได้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยทั้งๆ ที่หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ที่การทำเหมืองในอนาคตจะไม่ส่งผลกระทบให้เลยแม้แต่น้อย” Arkadiusz Michalski หัวหน้าวิศวกรสิ่งแวดล้อมของแห่ง KWB Konin กล่าว

ทว่า ดร. Michael Kupczyk นักศึกษาด้านปักษีวิทยาแห่งมหาวิทยาลัย Poznan Adam Mickiewicz กลับไม่เห็นด้วย “เราไม่ได้พูดถึงพื้นที่ที่อยู่ติดกับเหมือง” เขากล่าว “เรากำลังพูดถึงผลกระทบที่มีต่อภูมิภาคในระยะสิบหรืออาจจะถึงหลายร้อยกิโลเมตรเลยทีเดียว” หากเขาพูดถูกความเสียหายที่เกิดขึ้นในโปแลนด์นั้นเกิดจากการทำเหมืองแบบเปิดนั้นมันก็แค่เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น

—————–

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : การเดินทางผ่านมณฑลซานซี

มณฑลซานซีตั้งอยู่ตรงใจกลางของจีน เป็นจังหวัดที่ผลิตถ่านหินมากที่สุดในประเทศ ที่ซึ่งมีถ่านหินจำนวนหนึ่งในสามของปริมาณทั้งหมด ทุกวัน รถบรรทุกจำนวนนับไม่ถ้วนขนส่ง “ทองคำดำ” ที่ช่วยหล่อเลี้ยงโรงงานในจีนซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจให้ทำงานต่อไปได้ออกไปสู่ภูมิภาคต่างๆ กล่าวคือถ่านหินได้สร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศจีนเป็นอย่างมาก แต่การพึ่งพิงถ่านหินนี้ย่อมมีผลลัพธ์ตามมา อย่างไรก็ตามการเดินทางสู่มณฑลซานซีได้เปิดเผยถึงร่องรอยการทำลายล้างที่ถ่านหินเหล่านั้นทิ้งเอาไว้

ต้าถง–“เมืองหลวงแห่งถ่านหิน”

ประวัติศาสตร์ ณ หุบเหวแห่งความหายนะ

เมืองต้าถงทางตอนเหนือของมณฑลซานซี  เป็นเมืองที่ได้รับทั้งผลประโยชน์และความทุกข์ทรมานจากถ่านหิน ถ่านหินคุณภาพสูงจำนวนมากที่เก็บไว้ได้นำเอาความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจมาสู่พื้นที่ แต่ในขณะเดียวกัน เป็นสิ่งที่นำความตกต่ำมาด้วยเช่นกัน การตักตวงผลประโยชน์ขนาดใหญ่อย่างหนักหน่วง หมายความว่าถ่านหินที่เคยมีอยู่มากมายนั้นจวนเจียนจะหมดลง ดังนั้นสิ่งที่ตามมาคือจำนวนของผู้ว่างงานที่เพิ่มมากขึ้น ถ่านหินยังเป็นอันตรายต่อความอยู่รอดของมรดกทางวัฒนธรรมในพื้นที่ ยิ่งไปกว่านั้น มลพิษทางอากาศจากการเผาไหม้ถ่านหินก่อให้เกิดความเสียหายต่อโบราณสถานและพื้นที่มรดกโลกของยูเนสโกอย่างถ้ำผาหยุนกัง (Yungang Grottoes) อีกด้วย

ถ้ำผาหยุนกังเป็นโบราณสถานที่มีอายุเก่าแก่นับย้อนไปได้มากกว่า 1,500 ปี หินสลักและศิลปะถ้ำทางพุทธศาสนาที่ถูกเก็บรักษาไว้นี้ก็ยังหาค่ามิได้อีกด้วย แต่นับตั้งแต่ปี 2541 มีการสร้างทางหลวงของรัฐหมายเลข 109 ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งถ่านหินซึ่งห่างจากพื้นที่ด้านหน้าของผาหยุนกังไปแค่ไม่เกิน 350 เมตรเท่านั้น

รถขนถ่านหินจำนวนมากจะแล่นผ่านถนนสายนี้ มีรถบรรทุกจำนวนมากถึง 16,000 คันต่อวัน ฝุ่นผงที่ฝุ้งกระจายจากรถบรรทุกจะค่อยๆ ตกไปสะสมอยู่บนพื้นผิวของหินสลักเหล่านั้นและก่อให้เกิดฝุ่นเคลือบผิวหินที่มีคุณสมบัติเป็นกรด สิ่งนี้สร้างความเสียหายร้ายแรงอย่างมากแก่ถ้ำผาหยุนกังเนื่องจากหินสลักเหล่านั้นเชื่อมต่อกับแนวหินทรายของถ้ำที่เป็นแคลเซียมซึ่งจะเกิดการกัดกร่อนได้ง่ายหากอยู่ในสภาวะที่เป็นกรด ปัจจุบันพื้นผิวของหินสลักส่วนมากนั้นพังทลายลงมาอย่างง่ายดายเพียงแค่ถูกสัมผัสเบาๆ

ดร.หวง จีหง (Huang Jizhong) เลขาธิการประจำสถาบันวิจัยถ้ำผาหยุนกัง (Yungang Grottoes Research Institute) ผู้ทำงานในพื้นที่มามากกว่ายี่สิบปี พยายามต่อสู้เพื่อปกป้องผาหินแห่งนี้ เขารู้สึกเสียใจมากที่งานศิลปะที่ล้ำค่ากำลังจะถูกสังเวยให้กับมลพิษจากอุตสาหกรรม ด้วยฝุ่นผงที่เกาะเป็นชั้นหนาบนผิวหินสลักทำให้ผู้คนมักถามอยู่เสมอว่าทำไมทางสถาบันถึงไม่ทำการฟื้นฟูโบราณสถานแห่งนี้เสีย

ดร. หวง ตอบว่า “เนื่องจากความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงบนพื้นผิวที่เกิดจากสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบมาอย่างยาวนาน ในขณะที่ฝุ่นผงที่ปกคลุมอยู่นั้นบางส่วนเป็นฝุ่นผงที่มาจากถ่านหิน อีกส่วนเป็นผลผลิตมาจากสภาพถูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อหินทราย ถึงแม้ว่าเราจะใช้เครื่องมือในการทำความสะอาดที่ละเอียดอ่อนแค่ไหนมันก็ยังจะส่งผลต่อหินสลักอยู่ดี สิ่งที่เราทำได้ในตอนนี้คือการคิดหาวิธีที่จะช่วยสร้างความเข้มแข็งและยืดอายุของมรดกทางวัฒนธรรมแห่งนี้โดยไม่ให้เกิดผลกระทบด้านลบ”

เสี่ยวยี่–เมืองแห่ง“ภูเขาสีเทา น้ำสีดำและควันสีเหลือง”

น้ำเสีย

เมืองเสี่ยวยี่ถูกจัดลำดับให้เป็นเมืองติดอันดับหนึ่งในสิบของพื้นที่การผลิตถ่านหินมากที่สุดเมืองหนึ่งในมณฑลซานซี  ทว่าการทำเหมืองถ่านหิน กระบวนการและการเผาไหม้ก่อให้เกิดความสูญเสียด้านสุขภาพและความเป็นอยู่อันดีของผู้อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมโดยรอบ   เมื่อขับรถเข้าไปในเมืองก็สามารถมองเห็นปล่องควันไฟของโรงไฟฟ้าถ่านหินได้อย่างชัดเจน ปล่องเหล่านั้นพุ่งสูงขึ้นไปบนอากาศและปล่อยควันพิษออกมา  พื้นที่รอบข้างถนนต้องกลายเป็นแหล่งรองรับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าถ่านหินนี้ น้ำในลำธารใกล้เคียงกลายเป็นสีเหลือง-ดำ โคลนจากถ่านหินกองใหญ่เกลื่อนกลาดอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงที่ซึ่งคนเลี้ยงแกะจะพาฝูงแกะของตนมาเล็มหญ้าในบริเวณนั้น คนเลี้ยงแกะในพื้นที่คนหนึ่งได้บรรยายความรู้สึกโกรธแค้นและอับจนหนทางของเขาให้เราฟัง:

“เพราะโรงไฟฟ้าถ่านหินนี้ น้ำถึงได้เป็นอย่างนี้ทุกวัน สกปรกเกินไป ดำไปหมด ผมบอกไม่ได้ว่ามันเป็นมลพิษแบบไหน แต่ถ้าคุณเอาน้ำจากที่นี่ ไปรดลงบนพื้นล่ะก็จะปลูกพืชอะไรไม่ได้ ถ้าเอาน้ำนี้ไปรดพืชผลครั้งหนึ่งแล้วล่ะก็ มันจะตายหมด ความสูญเสียของเรายิ่งใหญ่มาก ผมพยายามห้ามไม่ให้แกะของผมกินน้ำจากที่นี่เพราะมันเป็นน้ำมีพิษที่เกิดมาจากโรงไฟฟ้าฯ นั่น ถ้าพวกมันกินเข้าไป พวกมันจะป่วย ผมใช้น้ำบาดาลในหมู่บ้านและพวกแกะก็ด้วยเช่นกัน”

ถึงแม้ว่าน้ำบาดาลของหมู่บ้านจะยังไม่ได้รับผลกระทบจากมลพิษ แต่ขณะนี้ทางหมู่บ้านกำลังทุกข์ทรมานจากการขาดแคลนน้ำ “นี่เป็นความผิดของโรงไฟฟ้าถ่านหินนั่น มันสูบเอาน้ำไปใช้ เราเคยมีน้ำบาดาลที่อยู่ใต้หมู่บ้านของเราไว้ใช้มากมาย แต่ตอนนี้ น้ำมีอยู่น้อยเกินไป”

เมื่อถามถึงโคลนจากถ่านหินที่กองทับถมมากขึ้นอยู่บนรอบข้างพื้นถนน เขาตอบว่าสิ่งนี้มาจากฝุ่นผงถ่านหินที่ถูกปล่อยทิ้งออกมาจากโรงงาน “มันมีสีดำและกระจายไป ทั่ว…ฝุ่นผงและก๊าซที่ลอยอยู่ทำให้ผมไออย่างหนักจนแทบอยู่ไม่ได้…” เขายกผ้าขนหนูบนไหล่มาเช็ดหน้าผาก ทั้งโกรธเกรี้ยวและสั่นเทิ้มเกินกว่าจะกล่าวอะไรได้อีก แกะที่อยู่ข้างๆ เขาเริ่มส่งเสียงร้องออกมาราวกับกำลังสะท้อนอารมณ์ที่โกรธของเจ้านายของมัน

หลินเฟน–ไม่มีอีกแล้ว “เมืองแห่งดอกไม้และผลไม้”

ความตกต่ำด้านเกษตรกรรม

เมืองหลินเฟนตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลซานซี  เป็นเมืองที่รู้จักกันดีในปัจจุบันว่าเต็มไปด้วยมลพิษทางอากาศอย่างรุนแรงมากกว่าอย่างอื่น จากข้อมูลขององค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมของจีน (China’s State Environmental Protection Agency) เมืองหลินเฟนเป็นเมืองที่มีมลพิษทางอากาศที่เลวร้ายที่สุดในประเทศ ด้วยทรัพยากรถ่านหินที่มีอยู่มากมาย เมืองนี้ครั้งหนึ่งมีความได้เปรียบอย่างชัดเจนในเชิงเศรษฐกิจ ซึ่งนำไปสู่การสร้างโรงงานน้อยใหญ่เพื่อการทำการเผาถ่านหินและหลอมเหล็กในช่วงปี 2523 ปัจจุบันปล่องควันโรงไฟฟ้าถ่านหินผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ดล้อมรอบอยู่ทั่วเมืองและสร้างมลพิษที่ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อชาวนาในท้องถิ่นนายฉีและนางชาง และหลานชายวัยสี่ปี อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้ไหล่เขาห่างจากโรงงานไฟฟ้าถ่านหินเพียงกำแพงกั้น ชีวิตที่นี่ไม่ง่ายเลย

“โรงงานเผาถ่านหินส่งเสียงดังอึกทึกทั้งกลางวันกลางคืนแต่เราก็ทำอะไรไม่ได้ เมื่อคุณก้าวออกจากประตูบ้าน ทุกสิ่งทุกอย่างก็ถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นผง…เรือกสวนไร่นาและผลไม้ต่างๆ ก็ไม่เติบโตอย่างดีเหมือนแต่ก่อน เราเคยเก็บผลผลิตข้าวโพดได้ราว 1,000 จิน(500 ก.ก.) แต่ตอนนี้เราเก็บผลผลิตได้เพียง 700 หรือ 800 จินเท่านั้น ส่วนมันฝรั่งจากที่เคยเก็บได้ประมาณ 500 จิน (250 ก.ก.) ตอนนี้เหลือเพียง 150 หรือ 200 จินเท่านั้น เขม่าควันนั้นมีมากเสียจนทุกคนในหมู่บ้านรู้สึกวิงเวียน คันคอและมีอาการไอ เมื่อเราตื่นขึ้นมาในตอนเช้า กำแพงและถนนต่างๆ ก็กลายเป็นสีดำไปหมด หากคุณออกมาเดินข้างนอกตัวคุณก็จะถูกปกคลุมไปด้วยเขม่าควันดำ”

ด้วยทางเลือกที่มีเพียงน้อยนิด พวกเขาถูกบังคับให้ต้องพยายามใช้ชีวิตบนพื้นที่ที่เต็มไปด้วยมลพิษแห่งนี้ ชาวบ้านเหล่านี้และคนอื่นๆ อีกเป็นล้านจำต้องอาศัยอยู่ในเงามืดของถ่านหิน

จากสิ่งที่เห็นในมณฑลซานซี  เราก็ได้เห็นต้นทุนจริงของถ่านหินในประเทศจีนที่ผู้คนในท้องถิ่นและสภาพแวดล้อมบริเวณนั้นต้องจ่ายด้วยราคาแพง โรงงานอุตสาหกรรมได้กำไรจากถ่านหินและยังเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้อีกด้วย ส่วนผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็ถูกทิ้งไว้ให้แบกรับด้านมืดของความเจริญที่เกิดจากถ่านหิน

————–

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : อินโดนีเซีย

ในปี 2549 เมืองอุตสาหกรรมศิลากัป(Cilacap)ที่แสนอึกทึกครึกโครม ตลบอบอวลไปด้วยความหวังของอนาคตที่สดใส เมื่อประธานาธิบดีสุสิโล บัมบัง ยูโดโยโน ได้ออกมาประกาศเปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ในพื้นที่ ถึงแม้ว่า สิ่งนี้จะเป็นความหวังของการเติบโตของเศรษฐกิจในท้องถิ่น แต่เพียงไม่นานนัก สิ่งที่เมืองในชวาตะวันออกเฉียงใต้นี้จะต้องจ่ายนั้นกลับชัดเจนขึ้นมาอย่างน่าตกใจ

เป้าหมายเดิมของการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินนี้ก็เพื่อส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยขยับขยายพื้นที่อุตสาหกรรมของศิลากัปออกไปถึง 2,000 เฮกตาร์ – เพิ่มขึ้นมาสิบเท่าจากพื้นที่เดิม

ในช่วงเริ่มต้นโครงการ รัฐบาลเฝ้ามองดูอย่างภาคภูมิใจ โรงไฟฟ้าถ่านหินมีกำลังการผลิต 600 เมกะวัตต์ ป้อนให้แก่ระบบสายส่งไฟฟ้าชวา-บาหลี เกิดการสร้างงานใหม่ขึ้นมากมายรวมไปถึงเกิดความเฟื่องฟูของธุรกิจอุปกรณ์ก่อสร้างอีกด้วย ส่วนประชาชนในพื้นที่คนอื่นนั้นก็พลอยมีรายได้จากการให้วิศวกรก่อสร้างเช่าบ้านพักอาศัย

ไม่นานนักความจริงก็ปรากฏ เริ่มจากเมฆฝุ่นดำทะมึนที่แผ่ขยายปกคลุมไปทั่วเมือง

ผลกระทบโดยตรงของโรงไฟฟ้าถ่านหินศิลากัป

ผลกระทบทางสุขภาพ

หนูน้อยอาเลียวัย 4 ขวบอาศัยอยู่กับพ่อแม่และพี่ๆ อีก 2 คน มีเพียงทุ่งข้าวรกร้างที่แยกบ้านของพวกเขาออกจากโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อยู่ห่างออกไป 300 เมตร ในช่วงวันแรกๆ ของการเปิดใช้งานโรงไฟฟ้า อาเลียยังคงเล่นอย่างมีความสุขกับเพื่อนของเธออยู่นอกบ้าน มีเพียงสัญญาณอันตรายเล็กๆ ที่ปรากฏขึ้นมานั่นก็คืออาการไอไม่หยุดของเด็กๆ

นั่นเป็นสัญญาณเริ่มแรกของบางสิ่งบางอย่างที่ร้ายแรงกว่านั้น เจ็ดเดือนที่แล้วหนูน้อยอาเลียได้รับการวินิจฉัยพบว่าเธอมีอาการของโรคหลอดลมอักเสบ พ่อของเธอก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน เขาทำงานที่โรงไฟฟ้ามากว่าหนึ่งปีแล้วโดยทำหน้าที่ขนถ่านหินออกจากรถบรรทุกทั้งที่ไม่มีหน้ากากกันสารพิษ เขาสูดเอาเขม่าและควันถ่านหินเข้าไป ขณะนี้เขามีจุดดำในปอด

เด็กหญิงอีกคนที่ต้องทนทุกข์ทรมานก็คือหนูน้อยซาฟีราอายุสามปี เธอตัวเล็กกว่าที่ควรจะเป็น ทั้งยังไอและเป็นไข้หวัดอย่างน้อยสองเดือนครั้งตั้งแต่เกิด โรหิมาน แม่ของเธอไม่มีเงินมากพอที่จะพาเธอไปหาหมอ ยาอย่างเดียวที่ซาฟีราได้รับคือยาลดไข้และยาน้ำแก้ไอเท่านั้น

ปูร์วันโต นายแพทย์ท้องถิ่นบอกเราว่า:

“การขาดการโภชนาการที่ดีส่งผลให้แม่หลายคนในพื้นที่ไม่สามารถให้น้ำนมแก่ลูกของพวกเธอได้ ส่งผลให้ภูมิต้านทานต่อการติดเชื้อของเด็กทารกลดน้อยลง ผมเห็นความเปลี่ยนแปลงไปสู่การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจในเด็กมากขึ้นกว่าผู้ใหญ่ในพื้นที่ นับตั้งแต่โรงไฟฟ้าเริ่มเปิดดำเนินการ”

นายแพทย์ปูร์วันโตคุ้นเคยกับความทุกข์ทรมานของเด็กที่มีสาเหตุมาจากโรงไฟฟ้ามากเกินกว่าที่เขาจะรับไหว เขาจำต้องย้ายออกจากบ้านของตัวเองหลังจากลูกสองคนของเขากำลังเริ่มมีอาการโรคหลอดลมอักเสบ

มลพิษทางอากาศ

ผิดกับนายแพทย์ปูร์วันโต ข้าราชการเงินบำนาญอายุ 59 ปีอย่างนายอิหม่าม ซาร์โยโน เลือกที่จะอยู่ที่บ้านของตน เขาทำงานอย่างหนักเพื่อซื้อบ้านหลังนี้สำหรับชีวิตวัยเกษียณหลังจากทำหน้าที่เป็นพัศดีในเรือนจำที่มีระบบรักษาความปลอดภัยสูงมาอย่างยาวนาน เขาเป็นหนึ่งใน 200 คนที่ซื้อบ้านในโครงการบ้านจัดสรรนี้ ด้วยแรงจูงใจจากทำเลที่ตั้งที่ดี อากาศที่บริสุทธิ์ และยังห่างไกลจากความเร่งรีบในเมืองใหญ่

ทว่า กล้วยไม้และดอกมะลิสีขาวที่ซาร์โยโนปลูกไว้หน้าบ้าน ขณะนี้กลับถูกปกคลุมไปด้วยเขม่าดำจนหมด ต้นไม้โดยรอบบริเวณมีฝุ่นดำทับถมอยู่ตามกิ่งใบ คนจำนวนมากจำใจต้องย้ายออกไปเนื่องจากฝุ่นละอองและเสียงที่ดังออกมาตลอดเวลาจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน

“เราต้องจ่ายค่าน้ำเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเพื่อทำความสะอาดบ้าน ฝุ่นละอองทำให้เราต้องกวาดพื้นวันละหลายๆ รอบ” ซาร์โยโนกล่าว “เพื่อนบ้านของผมย้ายออกไปหลายคนแล้ว ใครจะทนอยู่กันแบบนี้ได้ล่ะ?”

การตกงาน

มลพิษที่เกิดจากโรงไฟฟ้าถ่านหินส่งผลเสียอย่างมากต่อการทำกินในพื้นที่ราว 12 เฮกตาร์ของทุ่งข้าวในสองหมู่บ้านซึ่งเกิดผลกระทบจนเสียหายหลังจากโรงไฟฟ้าปล่อยน้ำเสียที่มีส่วนผสมของน้ำร้อนและและน้ำเกลือลงมาท่วมไร่นาของพวกเขา

เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ชาวนาคนหนึ่งคือ โนโตะและลูกชายต้องออกจากที่ดินของตน ในตอนนั้นพวกเขาทำงานหาเงินโดยการขุดและขนส่งทรายกลับไปยังหมู่บ้านของตนด้วยเรือลำเล็ก เขาทำงาน 10 ชั่วโมงต่อวัน เริ่มงานตั้งแต่ 6 โมงเช้า ซึ่งเป็นงานที่หนักมากในการขนทรายขึ้นรถบรรทุกเล็ก เงินตอบแทนเพียงเล็กน้อยของโนโตะ นั้นไม่เคยได้มากเกินกว่า 80,000 รูเปียต่อวันหรือประมาณ 8 ดอลลาร์สหรัฐฯ เลย

และก็เหมือนๆ กับเพื่อนบ้านหลายคนที่สูญเสียไร่นาของตน หมายความว่าโนโตะไม่มีทางเลือกอื่น อันที่จริงแล้ว โนโตะและลูกชายของเขาอยู่ในกลุ่มของผู้ที่โชคดี เพราะเพื่อนบ้านหลายคนของเขาไม่มีงานให้ทำเลยแม้แต่น้อย

การลุกฮือของคนในพื้นที่

ความเจ็บป่วย มลพิษและความตกต่ำของคุณภาพชีวิตได้สร้างความเสียหายให้กับคนในพื้นที่ที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงกับโรงไฟฟ้า เรื่องเกิดขึ้นในวันหนึ่งของช่วงปลายปี 2548 ผู้คนในละแวกนั้นถูกปลุกขึ้นมาด้วยเสียงอันดังจากโรงไฟฟ้าดังกล่าว พวกเขากล่าวว่าเสียงที่ได้ยินนั้นเหมือนกับเป็นเสียงเครื่องบินขึ้นใกล้ๆ อย่างไรอย่างนั้น

“เสียงมันดังๆ หยุดๆ อยู่ทุกๆ ห้านาที เราแทบไม่ได้ยินเสียงตัวเองด้วยซ้ำไป ภายหลังเรามาพบว่ามันเป็นเสียงล้างท่อของโรงไฟฟ้า”ซูกิยัตโนผู้อาศัยอยู่ในย่านนั้นกล่าว

เหตุการณ์ดังกล่าวกระตุ้นให้ผู้อยู่อาศัยในหมู่บ้านจัดสรรและในหมู่บ้านโดยรอบมารวมตัวกันเพื่อประท้วงโรงไฟฟ้าถึงปัญหาหลากหลายที่เกิดขึ้น พวกเขาก่อตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนในการนำเรื่องร้องเรียนไปยื่นแก่หน่วยงานภาครัฐในพื้นที่และตัวโรงไฟฟ้าเอง

ซูกิยัตโน ผู้นำการประท้วงกล่าวว่า “เรากำลังต่อรองค่าชดใช้สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นในสามหมู่บ้าน และหมู่บ้านจัดสรรกรียา เคนกานา เพอร์ไม (Griya Kencana Permai) ที่เกิดจากการทำงานของโรงไฟฟ้า ตอนนี้มีความเสียหายเกิดขึ้นมาแล้วมากมาย อย่างไรก็ตามเรายังคงหวังว่าจะมีทางออกที่ดีให้แก่ปัญหานี้”

เขายังคงชี้ให้เห็นอีกว่าเจ้าของโรงไฟฟ้าไม่เคยแสดงความเห็นอกเห็นใจหรือเสนอความช่วยเหลืออะไรให้แก่ย่านที่อยู่อาศัยที่พวกเขาเป็นคนทำลายเลยแม้แต่น้อย คนในพื้นที่นั้นไม่ยอมถอยแน่ แต่ที่แย่ก็คือโรงไฟฟ้าผู้ก่อมลพิษก็ไม่ยอมเช่นกัน

————–

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ขอบฟ้าที่พร่ามัว

โรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นแหล่งผลิตซัลเฟอร์ไดออกไซด์และออกไซด์ของไนโตรเจนขนาดใหญ่ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะฝนกรดและผลกระทบต่อโอโซนระดับพื้นผิว (หมอกควัน) ฝนกรดจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อสารสองตัวนี้ทำปฏิกิริยากับน้ำ อ็อกซิเจน และสารเคมีอื่นๆ ในชั้นบรรยากาศและก่อให้เกิดกรดกำมะถันและกรดไนตริก

หมอกควันเกิดขึ้นเมื่อออกไซด์ของไนโตรเจนทำปฏิกิริยากับสารเคมีในอากาศหรือแสงอาทิตย์ หมอกควันนี้ใกล้เคียงกับเขม่า หมอกควันนั้นสร้างความเสียหายอย่างหนักแก่สภาพแวดล้อม มันสามารถทำลายระบบนิเวศทั้งหมดได้โดยการทำอันตรายต่อพืชและต้นไม้และทำให้พวกมันอ่อนแอและเสี่ยงต่อโรคและสภาวะอากาศที่รุนแรง ยิ่งไปกว่านั้นหมอกควันยังก่อให้เกิดอาการของโรคต่างๆ แก่ผู้คนในวงกว้างเช่น ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคหอบหืด ปอดเสียหาย และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

ผลกระทบของสภาพแวดล้อมจากฝนกรดนั้นได้รับการบันทึกไว้เป็นอย่างดีส่วนใหญ่ สืบเนื่องมาจากความเสียหายที่เห็นได้ชัดเจนจนน่าตกใจกับป่าไม้ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งป่าไม้ในสแกนดิเนเวีย

เครื่องมือควบคุมมลพิษ อาทิ  เครื่องชะจับก๊าซหลังเผาไหม้ (flue gas scrubber)ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อลดสารพิษที่ออกมาจากปล่องควันโรงไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงก็คือ ถ่านหินนั้นยังคงเป็นแหล่งกำเนิดใหญ่ที่สุดที่เป็นตัวการในการปล่อยกำมะถันจากโรงไฟฟ้า ในปี 2004 ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ร้อยละ 95 ของทั้งหมด 10.3 ล้านตัน และร้อยละ 90 ของออกไซด์ของไนโตรเจนจากทั้งหมด 3.9 ล้านตันถูกปล่อยออกมาจากโรงไฟฟ้าถ่านหินในสหรัฐอเมริกา ราคาของผลร้ายที่เกิดจากฝนกรด หมอกควันและผลกระทบอื่นๆ จากก๊าซเหล่านั้นแพงยิ่งนัก และช่วยให้เราตระหนักถึงราคาที่แท้จริงของถ่านหิน

—————–

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี