ถ่านหินสะอาด เมื่อหมาบินได้ (2)

ในจำนวนเชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งหมด ถ่านหินจัดเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่สกปรกที่สุด การเผาไหม้ถ่านหินก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญที่สุดออกสู่ชั้นบรรยากาศเป็นปริมาณมหาศาล การเผาไหม้ถ่านหินทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าการเผาไหม้น้ำมันถึงร้อยละ 29 และมากกว่าการเผาไหม้ก๊าซธรรมชาติถึงร้อยละ 80

สารปรอทจัดเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญ ตามรายงานของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ระบุว่า ปรอทและสารประกอบอื่นๆของมันเป็นสารพิษที่อันตรายที่สุด และเป็นภัยคุกคามด้านสิ่งแวดล้อมต่อมนุษย์และสัตว์ป่า โรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นแหล่งกำเนิดสำคัญของสารปรอทในบรรยากาศ และจนถึงปัจจุบันนี้ยังไม่มีเทคโนโลยีใดๆ ในการป้องกันการปล่อยสารปรอทเข้าสู่ชั้นบรรยากาศจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ถ่านหินสะอาดคือความพยายามของภาคอุตสาหกรรมเพื่อลบล้างภาพลักษณ์ที่สกปรก เป็นคำประดิษฐ์ของอุตสาหกรรมถ่านหิน มิใช่ถ่านหินชนิดใหม่แต่อย่างใด

ชาวประจวบชี้ผลงาน 1 ปี รัฐบาล แผนอนุรักษ์พลังงานสอบตก

โดย สุรีรัตน์  แต้ชูตระกูล – กลุ่มอนุรักษ์ทับสะแก

8 กันยายน 2555 เวลา 9.00น จากการแถลงผลงานครบรอบ 1 ปีรัฐบาลของกระทรวงพลังงานนำโดยนายอารักษ์  ชลธาร์นนท์ รัฐมนตรีพลังงานประกาศประสบความสำเร็จ ในการทำแผนพัฒนาไฟฟ้า(พีดีพี) 20ปีโดยการใช้พลังงานทดแทนและแผนอนุรักษ์พลังงานเพื่อเสริมความมั่นคงไฟฟ้า ในการรองรับการขยายตัวของการใช้ไฟฟ้าอีก20ปีข้างหน้านั้น

จากการเปิดเผยต่อสื่อมวลชนของนางสาวสุรีรัตน์  แต้ชูตระกูล แกนนำกลุ่มอนุรักษ์ทับสะแก คัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินทับสะแกของกฟผ.ในประเด็นดังกล่าวว่า “ประชาชนต้องรู้เท่าทันการแสดงละครของนักการเมือง การประเมิลผลนโยบายควรยึดหลักความจริงและผลประโยชน์โดยรวมของสังคม เพื่อนำไปสู่การแก้ไขข้อผิดพลาด”

กระบวนการทำแผนพีดีพี2010ปรับปรุงครั้งที่3ที่ต้องใช้20ปี มีเวลาฟังความเห็นประชาชน 1ชั่วโมง 45นาที  ซึ่งใช้เวลาสั้นมาก และทำเวทีเดียวในกทม. ก็รีบชง รีบอนุมัติเพื่อจะให้บรรลุเป้าเปิดประมูลสัมปทานโรงไฟฟ้าเอกชน 7โรงให้ทันเวลาของรัฐบาลชุดนี้

ในแง่การบริหารระบบ เดือนเมษาที่ผ่านมา  ช่วงที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของประเทศ กฟผ.ได้ไฟเขียวทำแผนปิดซ่อมโรงไฟฟ้าไป 3,000 เมกะวัตต์ทั้งๆทีหลีกเลี่ยงได้ ถือว่าเป็นการบริหารที่ไร้ประสิทธิภาพ ทำให้ไฟฟ้าสำรองที่พึ่งพาได้ต่ำกว่าเป็นจริง เพื่อใช้อ้างเหตุผลในการเร่งลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ก๊าซใหม่โดยไม่จำเป็น

สำหรับเรื่องแผนอนุรักษ์พลังงาน  รัฐบาลชุดนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตรได้ออกนโยบายผ่านมติคณะรัฐมนตรี กำหนดเป้าหมายให้ทำแผนอนุรักษ์พลังงาน เพื่อนำไปสู่การลดความต้องการใช้ไฟฟ้า 17,500 เมกกะวัตต์(เทียบเท่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินประมาณ 22โรง)ในรอบ 20ปี  ต้องถือว่าเป็นนโยบายชิ้นโบว์แดง

แต่เวลานำนโยบายไปสู่การปฏิบัติคือการทำแผนพัฒนาไฟฟ้า(พีดีพี)นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน กลับชงแผนพีดีพี ที่กำหนดเป้าหมายการทำแผนอนุรักษ์พลังงานเพียง 20% หรือ 3,500 เมกะวัตต์ใน 20ปี   ให้นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะประธานคณะกรรมการพลังงานชาติอนุมัติผ่าน ก็ชัดเจนว่ารัฐบาลชุดนี้สอบตกในขั้นการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ

หากรัฐบาลใส่ใจ จริงใจ เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการไฟฟ้าด้านดีมานด์ ลดความต้องการใช้ไฟฟ้าตามแผนอนุรักษ์พลังงานให้บรรลุเป้าหมายปีละ 875 เมกะวัตต์  จะทำให้ค่าไฟฟ้าตามคาดหมายในปี2573 ลดลง 22%  ทันที เพราะใช้เม็ดเงินลงทุนต่ำกว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ทุกชนิดเชื้อเพลิง ไม่ต้องไปเสียเงินลงทุนในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินของกฟผ. 4โรง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 2โรงและโรงไฟฟ้าก๊าซของเอกชนอีก 7 โรง ประเทศไทยก็มีไฟฟ้าพอใช้  แถมยังช่วยลดการนำเข้าเชื้อเพลิงได้อย่างยั่งยืน

ในประเทศที่พัฒนาแล้วจะใช้แผนอนุรักษ์พลังงานป็นทางเลือกแรกในการวางแผนพีดีพีและต้องทำให้มากสุด  แต่รัฐบาลไทยกลับทำตรงข้ามคือใช้เป็นทางเลือกสุดท้ายและทำให้น้อยที่สุด เราเห็นว่าที่เป็นกันแบบนี้เพราะระบบที่เอื้อให้ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพลังงานและกฟผ.ที่ต้องรับผิดชอบทำแผนพีดีพี ไปนั่งเป็นบอร์ดของบริษัทค้าพลังงาน คนเดียวแบบสวมหมวก 2ใบ  ก็มีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน คำนึงถึงการสร้างกำไรให้กลุ่มทุนค้าพลังงานอย่างยั่งยืนมากกว่าผลประโยชน์โดยรวมของสังคม

 

ขึ้นค่าไฟฟ้า สะท้อนการบริหารแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าห่วย

จากกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านกรูด

ขึ้นค่าไฟฟ้า สะท้อนการบริหารแผนพีดีพี.ห่วย

29 เมษายน 2555 จากกรณีกระทรวงพลังงานเตรียมขึ้นราคาค่าไฟฟ้าและนายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานเร่งนำแผนพีดีพี2010ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 เข้าที่ประชุมคณะกรรมการพลังงานชาติ(กพช.)ในต้นพฤษภาคมนี้นั้น        นางจินตนา  แก้วขาว ประธานกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านกรูดเปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวในประเด็นดังกล่าวว่า การขึ้นค่าไฟฟ้าโดยอ้างว่าประชาชนใช้ไฟฟ้าในปีนี้เยอะไม่ใช่เหตุผลหลักในการขึ้นค่าไฟฟ้าเพราะมีไฟฟ้าสำรองสูงถึง20-40%ตลอด20ปี        แต่กระทรวงพลังงานร่วมกับกฟผ.กลับไปอนุญาตให้มีการปิดซ่อมโรงไฟฟ้าในฤดูร้อนถึง2,000-3,000เมกะวัตต์ ทั้งๆที่รู้ว่าเป็นฤดูที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของประเทศ นักบริหารที่ดีไม่มีใครเค้าทำกัน บวกกับให้ปตท.ปิดซ่อมท่อก๊าซในช่วงเดียวกัน นำไปสู่การสต๊อกน้ำมันเพื่อสำรองไฟฟ้าเพิ่มและไม่สนับสนุนแผนบริหารพีกอย่างเป็นระบบ ถือเป็นตัวอย่างผลงานการบริหารแผนไฟฟ้าที่ห่วยจริงๆเพราะไร้ประสิทธิภาพ           การที่รัฐมนตรีพยายามเร่งทำแผนพีดีพี2010ครั้งที่3เข้าที่ประชุมกพช.เร็วๆ เป็นเรื่องของการเลี่ยงการมีส่วนร่วมจากประชาชน หลบหลีกกระบวนการตรวจสอบ แผนพีดีพีอายุ 20ปีทำมาได้ 3ปีปรับปรุงไป 3ครั้งเฉลี่ยก็ทำใหม่ทุกปี เพราะทั้งผิดทั้งพลาดก็ยังพยายามมั่วกันต่ออีก         ตอนนี้มีนักวิชาการอิสระด้านพลังงานทำแผนพีดีพีออกมาเปรียบเทียบ ก็เห็นชัดว่าประเทศไทยมีทางเลือกที่ดีกว่าแผนของรัฐบาลในการบริหารระบบไฟฟ้าที่นำไปสู่การลดค่าไฟฟ้าได้  มลพิษน้อยลง มีประสิทธิภาพกว่า ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน  แต่รัฐบาลโดยกระทรวงพลังงานปิดหูปิดตาตัวเองที่จะรับฟัง        เราอยากเห็นเวทีดีเบต ระหว่างแผนพลังงานของรัฐบาลกับแผนพลังงานจากนักวิชาการอิสระ ในสื่อสาธารณะเพื่อให้ประชาชนได้เห็นข้อเปรียบเทียบและแสวงหาทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทยในการวางแผนพลังงานและถ้ากระทรวงพลังงานมั่นใจว่าทำแผนโปร่งใสก็ควรสนับสนุนการดีเบตครั้งนี้

รำลึกเจริญ วัดอักษร อ่านคำประกาศประวัติศาสตร์

วันที่ 21 มิถุนายน 2554 เป็นวันครบรอบการจากไปของเจริญ วัดอักษร นักสู้สามัญชน

อ่าน “คำประกาศเจตนารมย์สืบสานอุดมการณ์” (ณ สี่แยกบ่อนอก วันที่ 21 มิถุนายน 2550)

ภารกิจทางประวัติศาสตร์ในการต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมในสังคมและโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ – โรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และแผนพัฒนาอุตสาหกรรมชายฝั่งทะเลภาคใต้ ฯลฯ ยังไม่สิ้นสุด

เรื่องของสารปรอท (1)

เกร็ดน่ารู้ของสารปรอท

1) ปลาน้ำจืดส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกา มีสารปรอทจำพวกเมธิลเมอร์คิวรี (methylmercury) ปนเปื้อนอยู่ในตัวมากพอเพียงที่จะก่อให้เกิดความจำเป็นต้องออกประกาศเตือนสตรีมีครรภ์หรือสตรีที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ ให้หลีกเลี่ยงหรือจำกัดการบริโภคปลาน้ำจืด เพราะภัยที่อาจจะเกิดกับพัฒนาการของสมองของทารกในครรภ์

2) การได้รับสารปรอทประเภทเมธิลเมอร์คิวรีในปริมาณมาก เป็นสาเหตุให้ทารกในครรภ์ปัญญาอ่อน ทำให้เกิดความผิดปกติกับสายตาและท่วงท่าในการเดิน

3) การได้รับสารปรอทในปริมาณน้อย อาจจะเป็นสาเหตุให้ทารกในครรภ์เกิดความบกพร่องอย่างถาวรในด้านภาษา สมาธิและความจำ

4) การได้รับสารปรอทและสารพีซีบี(Polychloronated Biphenyls) มีผลในเชิงปฏิสัมพันธ์ต่อกันและกัน อันทำให้ผลกระทบที่เกิดกับการเจริญเติบโตของระบบประสาทของทารกในครรภ์ ยิ่งรุนแรงมากขึ้น

เส้นทางสู่การได้รับสารปรอท

สารปรอท (สัญลักษณ์ทางเคมีคือ Hg) อาจจะดำรงอยู่ในรูปแบบทางเคมีที่ต่าง ๆ กันไปได้มากมายหลายรูปแบบ แต่ปกติแล้ว จะถูกระบายออกสู่สิ่งแวดล้อม ในรูปของสารประกอบที่มีโลหะเจือปน หรือสารประกอบอนินทรีย์ องค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกาประเมินว่า กิจกรรมของมนุษย์ในสหรัฐฯ เป็นตัวการรับผิดชอบต่อการแพร่กระจายสารปรอทออกมาสู่สิ่งแวดล้อมประมาณปีละ 160 ตัน แหล่งการระบายสารปรอทที่ใหญ่ ๆ ได้แก่โรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงงานเผาขยะเทศบาลและเตาขยะติดเชื้อ สารปรอทในบรรยากาศ มักจะเดินทางไปเป็นระยะไกล ๆ ก่อนจะตกลงสู่ผิวโลก

สารปรอทในน้ำและในโคลนเลนจะถูกแบ็คทีเรียเปลี่ยนไปเป็นเมธิลเมอร์คิวรี (methylmercury) ซึ่งสิ่งมีชีวิตทั้งหลายในน้ำ จะสั่งสมเอาไว้กับตัว และจะคงอยู่ไปตลอดเส้นทางที่สิ่งมีชีวิตนั้น ผ่านขั้นตอนการเป็นอาหารไปเรื่อย ๆ จากพืชสู่ปลาเล็กปลาน้อย ไปจนกระทั่งถึงปลาใหญ่ ผลลัพธ์ประการหนึ่งก็คือ ปลาที่สตรีมีครรภ์หรือสตรีในวัยเจริญพันธุ์บริโภคเข้าไป อาจจะมีสารปรอทจำพวกเมธิลเมอร์คิวรีปนเปื้อนอยู่ในระดับที่เป็นอันตรายต่อสมองที่กำลังเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ เนื่องจากในระยะนั้น สมองกำลังอ่อนแอมากยิ่งกว่าในระยะใด ๆ มลรัฐต่างๆ ในสหรัฐอเมริกาถึง 40 มลรัฐแล้ว ที่ได้ออกประกาศเตือน โดยแนะนำสตรีวัยเจริญพันธุ์ให้จำกัดหรือหลีกเลี่ยงการบริโภคปลาน้ำจืด เนื่องจากมีสารปรอทปนเปื้อน ปลาใหญ่ ๆ ที่กินสัตว์น้ำอื่นเป็นอาหาร อย่างเช่น ปลาดาบ (swordfish) และปลาบางชนิดในตระกูลเดียวกับปลาโอ ก็อาจจะมีสารปรอทปนเปื้อนมากพอที่จะทำให้เกิดความเสี่ยงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีที่บริโภคเป็นประจำ จากการประเมินขององค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมระบุว่า สตรีในวัยเจริญพันธุ์ในสหรัฐอเมริกา 1.16 ล้านคน รับประทานปลาที่มีสารปรอทปนเปื้อนในปริมาณที่มากพอจะก่อให้เกิดความเสี่ยงว่าจะเป็นอันตรายต่อลูก ๆ ที่จะมีในอนาคตได้

คำคมจากท่าศาลา นครศรีธรรมราช

โรงไฟฟ้าถ่านหินไม่ได้อยู่ที่การยอมรับของประชาชน แต่อยู่ที่ว่า ไม่ควรสร้างอีกแล้วบนโลกใบนี้ !

ละอองลอย(Aerosols) – ฝุ่นละออง(ถ่านหิน)ในสายลม!

นับตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา เครื่องมือ Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) บนดาวเทียม Terra ขององค์การนาซาได้ทำการวัดแบบแผนของละอองลอย(aerosols) ซึ่งหมายถึงอนุภาคขนาดเล็กแขวนลอยในอากาศ ทั้งนี้เพื่อช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจถึงอิทธิพลอันสลับซับซ้อนที่ “ละอองลอย” มีต่อภูมิอากาศโลก แผนที่โลกเปรียบเทียบให้เห็นแบบแผนการกระจายตัวของละอองลอยทั่วโลกในช่วงปี 2543-2550 (ภาพบน) และค่าเฉลี่ยของละอองลอยในปี 2550(ภาพด้านล่าง)

แผนที่บนแสดงความหนา(ทึบแสง)ของละอองลอย จากสีเหลืองซึ่งหมายถึงทึบแสงน้อย ไปหาสีแดงเข้มซึ่งหมายถึงทึบแสงมาก ความหนา(ทึบแสง) บ่งบอกถึงว่า ละอองลอยจะป้องกันมิให้แสงผ่านออกไปสู่ชั้นบรรยากาศได้มากน้อยเท่าใด

แบบแผนของละอองลอย(aerosol patterns) ที่แสดงนี้เป็นผลมาจากทั้งกิจกรรมของมนุษย์และธรรมชาติ ในกรณีทางตอนเหนือของแอฟริกา ด้านตะวันออกของจีนและภูมิภาคตะวันออกกลางนั้นเป็นเรื่องของพายุฝุ่น ที่สำคัญโรงไฟฟ้าถ่านหินและยานยนต์ของจีนก่อให้เกิดละอองลอยปลดปล่อยออกสู่บรรยากาศเป็นจำนวนมหาศาล ส่วนทางตอนเหนือและตอนกลางของแอฟริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินโดนีเซีย อเมริกากลางและใต้ จะเป็นเรื่องของฤดูกาลเผาเศษวัสดุทางการเกษตร ส่วนทางตอนเหนือของอเมริกาตะวันตก ละอองลอยมาจากไฟป่าที่เกิดขึ้นโดยมนุษย์และธรรมชาติ ส่วนทางตอนเหนือของแอนตาร์ติก กระแสลมที่ไม่เคยหยุดพัดนำพาเอาละอองเกลือทะเลขึ้นสู่บรรยากาศ

แผนที่ด้านล่างแสดงค่าเฉลี่ยปี 2550 ที่ซึ่งมีละอองลอยเข้มข้นมากกว่าค่าเฉลี่ยจะเป็นสีแดง ส่วนที่ซึ่งมีค่าเฉลี่ยน้อยกว่าจะเป็นสีฟ้า การเผาไหม้ที่เกิดขึ้นในอเมริกาใต้นั้นมีความชัดเจนมากในปี 2550 ละอองฝุ่นควันจากลุ่มน้ำอะเมซอนแพร่กระจายลงไปทางตอนใต้สู่ชายฝั่งของอุรุกวัยและตอนเหนือของอาร์เจนตินา ละอองฝุ่นควันจากจีนตะวันออกก็มีความเข้มข้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยเช่นกัน ส่วนอินเดียและเขตซาเฮลของแอฟริกาตะวันตกมีความเข้มข้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยแต่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับด้านตะวันออกของจีน

ในขณะที่ ละอองฝุ่นควันจากอินโดนีเซีย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเกาะบอร์เนียวที่ซึ่งไฟจากป่าพรุส่งละอองฝุ่นควันเข้าปกคลุมท้องฟ้าในช่วงฤดูเผาไหม้) นั้นมีความเข้มข้นที่ไม่มากนัก เช่นเดียวกับพื้นที่แอฟริกาตอนกลาง ระดับของละอองลอยในเขตละติจูดสูงของป่าโบเรียลนั้นก็มีค่าต่ำ ชี้ให้เห็นว่า ปี 2550 นั้น มิใช่เป็นช่วงที่เกิดไฟป่าโบเรียลครั้งใหญ่