นิวเคลียร์ไป ถ่านหินมา : ความมืดบอดของชนชั้นนำผู้วางแผนพลังงานไทย

อ่านข่าวแล้วเศร้า หดหู่ใจ เมื่อกระทรวงพลังงานและชนชั้นนำผู้วางแผนพลังงานของประเทศไทยทั้งหลายบอกว่าจะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินจากเดิม 4,400 เมกะวัตต์ ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าเป็น 10,000 เมกะวัตต์ และเป็นไปได้ที่จะถอดเอาการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ออกไป

ที่ผมรู้สึกเศร้าใจก็เพราะตอบตัวเองไม่ได้ว่า ทำไมพวกเขาจึงคิดได้เพียงแค่นี้

พวกเขาในที่นี้ ผมหมายถึง คนใหญ่คนโตที่อยู่ใน กฟผ. สนพ. และกระทรวงพลังงาน ผู้ซึ่งเป็นผู้ยึดกุมการวางแผนพลังงานระดับชาติ

จินตนาการของพวกเขาหายไปไหน พวกเขาแกล้งโง่หรือว่าโง่จริงๆ

แน่นอนว่า การถอดนิวเคลียร์ออกจากแผนพีดีพี เป็นเรื่องที่ชมเชย แต่ต้องดูให้เห็นทั้งหมด

เพราะมันคือ “หนีเสือปะจระเข้”

ถ้าประเทศไทยจะผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินรวมกันเป็นจำนวน 10,000 เมกะวัตต์ เราต้องมีโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ราว 140 โรง ขึ้นเป็นดอกเห็ดทั่วประเทศ โดยอ้างว่าไม่มีปัญหาเพราะมันคือถ่านหินสะอาด และประเทศอื่นๆ ในเอเชียที่เจริญแล้วก็มีการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินในสัดส่วนที่สูง

นี่คือแผนที่สกปรกไม่ต่างจากถ่านหิน

แม้ว่าแผนสกปรกดังกล่าวนี้จะยังไม่ผ่านความเห็นชอบใดๆ แต่ก็พอเดาได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นลางๆ กับอนาคตพลังงานของไทย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งชุมชนท้องถิ่นจำนวนมหาศาลที่จะตกอยู่ในเงื้อมเงาทะมึนของอุตสาหกรรมถ่านหิน

นี่คือชนชั้นนำผู้วางแผนนโยบายพลังงานแห่งชาติ พวกเขาสิ้นคิด ไร้ซึ่งจินตนาการ และช่างโง่เขลาและมืดบอดเสียนี่กระไร

ระดับกัมมันตรังสีในทะเลที่ฟูกูชิมาเพิ่มสูงขึ้น

รายงานข่าวจากกรุงโตเกียว ญี่ปุ่น จากการระบุของบริษัท TEPCO พบว่า น้ำทะเลรอบพื้นที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมามีระดับของซีเซียม-134 และซีเซียม-137 เพิ่มขึ้นมากกว่าระดับที่กำหนดไว้(ตามฎหมาย) โดยอ่านค่าซีเซียม-134 ณ จุดที่ใกล้กับเตาปฏิกรณ์หมายเลข 2 ได้ 830 เบคเคอเรลต่อลิตร เทียบกับข้อกำหนดตามกฎหมายที่ 90 เบคเคอเรลต่อลิตร ทั้งซีเซียม-134 และซีเซียม-137 เป็นอันตรายต่อมนุษย์

โฆษกของ TEPCO กล่าวว่า การเก็บตัวอย่างน้ำทะเลครั้งล่าสุดพบว่า น้ำทะเลปนเปื้อนสารตริเตียมและสตรอนเตียมในระดับสูง เขาบอกว่าไม่มีข้อมูลอะไรใหม่เกี่ยวกับสภาพของคนงานฟูกูชิมา 6 คน ได้สัมผัสน้ำที่ปนเปื้อนรังสีอันเป็นมาจากความผิดพลาดของมนุษย์

พลังงานนิวเคลียร์ ความไม่มั่นคงทางพลังงาน (4)

พลังงานนิวเคลียร์ไม่สามารถทดแทนความจำเป็นในการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ

ในยุโรป การลดการจัดหาก๊าซธรรมชาติภายในประเทศทำให้ต้องมีการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงภายนอก มากขึ้น และ ในปี 2006  แก๊สพรอม(Gazprom) ผู้จัดหาก๊าซของรัฐบาลรัสเซียตัดการจัดส่งก๊าซไปยังยูเครนและ ประเทศในยุโรปบางประเทศที่มีประสบการณ์เรื่องการจัดพลังงานที่ลดลง

ในยุโรป การคาดการณ์ความต้องการก๊าซนำเข้าจะเพิ่มมากขึ้นอย่างมโหฬาร  อย่างไรก็ตาม โดยเฉลี่ย การก่อสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร​์ต้องใช้เวลาราวสิบปีจากการวางแผนไปถึงการดำเนินการ แม้ว่า พลังงานนิวเคลียร์จะสามารถตอบสนองความต้องการพลังงานของโลกในปัจจุบันในสัดส่วนที่น้อยมาก ก็จะใช้เวลายาวนาน

นอกจากนี้ มีเพียงร้อยละ 21 ของการใช้ก๊าซธรรมชาติในขั้นสุดท้ายใน 27 ประเทศในสหภาพยุโรป หรือ EU 27 ที่นำไปใช้ในการผลิตไฟฟ้า ส่วนใหญ่ใช้ในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เปิดและปิดได้ตามความต้องการใช้ไฟฟ้า การที่ก๊าซธรรมชาติส่วนใหญ่นำไปใช้ในการทำความร้อนหรือกระบวนการทางอุตสาหกรรมอื่น ๆ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งใหม่ซึ่งจะจำกัดอยู่ที่การผลิตไฟฟ้าจะประสบความล้มเหลวต่อการตอบสนองความต้องการที่เกิดขึ้นจากความขัดข้องใด ๆ ที่เกิดขึ้นกับแหล่งก๊าซธรรมชาติ

เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนและมาตรการด้านประสิทธิภาพพลังงานมีอยู่แล้วในขณะนี้ ระยะเวลาในติดตั้ง กังหันลมขนาดใหญ่ใช้เวลาเพียง 2 สัปดาห์ รวมกับระยะเวลาของการวางแผนรวมกันเป็นประมาณ 1-2 ปี เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นลม แสงอาทิตย์ ความร้อนใต้พิภพ ชีวมวลและพลังน้ำขนาดเล็ก สามารถที่จะตอบสนองความต้องการพลังงานทั้งไฟฟ้าฐาน(Base load) และความต้องการไฟฟ้าที่แตกต่างกันไปในแต่ละช่วงได้ มากไปกว่านั้น หากเราใช้โรงไฟฟ้าก๊าซที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อผลิตทั้งไฟฟ้าและความร้อนในระบบโคเจนเนอเรชั่น เราสามารถใช้ก๊าซในการผลิตไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพถึงร้อยละ 90 โดยไม่ต้องเพิ่มการใช้ก๊าซโดยรวม

พลังงานนิวเคลียร์ ความไม่มั่นคงทางพลังงาน (2)

ระเบียบวาระของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์

วิกฤตการณ์นำ้มันช่วงทศวรรษ 1970 ถือเป็นเหตุการณ์ทำให้ความมั่นคงด้านพลังงานกลายเป็นระเบียบวาระของโลก ผลคือประเทศที่ใช้นำ้มันต่าง ๆ ได้เพิ่มการสำรวจเชื้อเพลิงฟอสซิลในประเทศ อย่างไรก็ตาม แหล่งสำรองที่หร่อยหรอลงอย่างรวดเร็วและความจำเป็นการลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์นั้นได้ผลักให้ ทางเลือกดังกล่าวออกไปจากนโยบายพลังงานที่ยั่งยืนใด ๆ ก็ตามที่มีอยู่ในวันนี้

ปัจจุบัน บริบทของความมั่นคงด้านพลังงานในระดับโลกนั้นมีความแตกต่างออกไป สาเหตุและภัยคุกคามของความเสียหายของการจัดหาพลังงานเมื่อไม่นานมานี้มีลักษณะที่แปรผันไป จากผลกระทบของเหตุการณ์สภาพภูมิอากาศที่รุนแรงเช่น เฮอร์ริเคนแคทรีนาและริตา ที่เกิดขึ้น ณ เครือข่ายพลังงานที่รวมศูนย์อย่างมาก ไปจนถึงการประท้วงหยุดงานของคนงานอุตสาหกรรมน้ำมันในเวเนซุเอลา จากความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว เช่น ในอินเดียและจีน ไปจนถึงแหล่งจัดหาเชื้อเพลิงฟอสซิลภายในที่ลดลงในสหรัฐอเมริกาและยุโรป

อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับในช่วงทศวรรษ 1970 ประเด็นของเรื่องแหล่งจัดหาพลังงานในทางปฏิบัตินั้นเกี่ยวข้องกับภูมิศาสตร์ทางการเมืองอย่างมิอาจปฏิเสธได้ รายได้ของประเทศที่จัดส่งพลังงานนั้นขึ้นอยู่ทรัพยากรที่ทำการส่งออกไป และประเทศผู้บริโภคพลังงานนั้นมีข้อกังวลเรื่องการการควบคุมทรัพยากรเชื้อเพลิงของประเทศผู้จัดหาพลังงานและส่งออกซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของตน

ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกา ข้อกังวลเรื่องความมั่นคงทางพลังงานเพิ่มขึ้นตามแรงกดดันและข้อขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง-อ่าวเปอร์เซียเป็นแหล่งจัดส่งน้ำมันของสหรัฐอเมริกาถึงร้อยละ 16 ดังนั้น ประเทศผู้บริโภคพลังงานซึ่งกังวลถึงการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนำเข้ามากจนเกินไปได้หยิบยกประเด็นการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานมาเป็นแนวทางในการไปให้ถึงความมั่นคงด้านพลังงานของตน พลังงานนิวเคลียร์ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาในฐานะเป็นวิธีการในการบรรลุเป้าหมายนี้ ตัวอย่างเช่น อินเดีย ได้ชูประเด็นความเป็นอิสระทางพลังงานระดับชาติว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเร่งด่วนสูงสุดอันดับต้น โดยการขยายการใช้พลังงานนิวเคลียร์ให้มากขึ้นไปอีก กลุ่มผู้สนับสนุนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บีลีน(Belene) ในประเทศบัลแกเรียยังได้ใช้ข้ออ้างที่คล้ายคลึงกันนี้ ในกรณี ของความเป็นอิสระจากก๊าซของรัสเซีย อย่างไรก็ตาม มันต้องการความเป็นอิสระทางพลังงานเล็กน้อย หากเชื้อเพลิงขั้นต้น เชื้อเพลิงแปรรูปและเทคโนโลยีทั้งหมดต้องสั่งซื้อมาจากต่างประเทศ

ในกรณีของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บีลีน (Belene) บริษัทที่เป็นผู้ก่อสร้างคือ Atomstroyexport ของรัสเซีย ใช้วิศวกรชาวรัสเซีย ขณะเดียวกัน บริษัท TVEL ของรัสเซียยังได้ผูกขาดแหล่งเชื้อเพลิงและเงินกู้อีก 3.2 พันล้านยูโร ซึ่งกำลังมีการเจรจากับธนาคารพาณิชย์ในรัสเซีย

ผู้สนับสนุนอุตสาหกรรมนิวเคลียร์มีความชำนาญในการใช้ประเด็นขัดแย้งในทางสากลเพื่อผลักดันพลังงานนิวเคลียร์ในฐานะเป็นทางออกของความมั่นคงด้านพลังงาน อย่างไรก็ตาม ข้อถกเถียงเรื่องนี้ ละเลยที่จะพิจารณาความจริงเบื้องต้นหลายประการด้วยกัน

  • พลังงานนิวเคลียร์ไม่สามารถลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
  • พลังงานนิวเคลียร์ไม่สามารถทดแทนก๊าซนำเข้า
  • พลังงานนิวเคลียร์ไม่สามารถเพิ่มความเป็นอิสระด้านพลังงานของประเทศ
  • พลังงานนิวเคลียร์ไม่สามารถจัดหาแหล่งเชื้อเพลิงที่ไม่โดนรบกวนหรือถูกตัดขาด
  • พลังงานนิวเคลียร์ไม่สามารถรับประกันการลงทุนในอนาคต

วีรบุรุษที่โลกลืมและความทุเรศ โง่เง่าและขลาดเขลาของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์(ตอนจบ)

ธารา บัวคำศรี แปลเรียบเรียงจาก Disposable Heroes : The ‘Fukushima 50′ are all but forgotten a year after a tsunami crippled one of Japan’s biggest nuclear facilities. By Takashi Yokota and Toshihiro Yamada. Newsweek, 12 March 2012

หมายเหตุ : บุคคลในบทความนี้เป็นชื่อสมมุติเพื่อปกป้องพวกเขาจากการคุกคามของบริษัท TEPCO

 

อินาดะยังบอกอีกว่างานหลายอย่างดูโหดมาก เขาพูดถึงกรณีที่ชัดเจนอันหนึ่งคือการกำจัดน้ำที่ปนเปื้อนรังสีอย่างสูงหลังจากใช้เพื่อหล่อเย็นเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่เสียหาย บางส่วนของท่อปั๊มน้ำร่ัวคล้ายสปริงเกอร์ แม้ว่า TEPCO  สามารถจัดการน้ำปนเปื้อนรังสีส่วนใหญ่ให้เกิดความบริสุทธิ์และกำจัดอย่างปลอดภัย แต่อินาดะก็บอกว่ามีอยู่ครั้งหนึ่ง เขาถูกสั่งให้ขุดร่องเพื่อเชื่อมเข้ากับอาคารเตาปฏิกรณ์ที่เสียหายเพื่อเป็นช่องทางออกของน้ำที่ปนเปื้อนรังสีในระดับสูง ปัญหาคือ ร่องน้ำนั้นต่อออกสู่มหาสมุทร อินาดะบอกว่า “มันไม่ใช่เรื่องฉลาดเลยที่ให้น้ำปนเปื้อนรังสีไหลออกสู่ทะเล แต่เราต้องทำในสิ่งที่ TEPCO สั่งให้ทำ” เมื่อนิวส์สวีคถามความเห็นจาก TEPCO บริษัทก็มิได้ยืนยันหรือปฏิเสธแต่ประการใด

ในเดือนธันวาคม 2554 รัฐบาลประกาศให้โรงไฟฟ้าฟูกูชิมาไดอิชิอยู่ในขั้น “การปิดโรงไฟฟ้า (โดยที่เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ค่อย ๆ มีอุณหภูมิลดลง)” และโรงไฟฟ้านั้นอยู่ภายใต้การควบคุม มีการจัดให้สื่อมวลชนเข้าดูโรงไฟฟ้าในเดือนพฤศจิกายน(2554) และอีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์(2555) แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนกล่าวว่า วิกฤตปัญหายังอีกยาวไกล โดยเน้นประเด็นเรื่อง แท่งเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่หลอมละลายซึ่งยังไม่มีข้อมูล ไม่มีใครรู้ถึงตำแหน่งที่ชัดเจนของแท่งเชื้อเพลิงเหล่านั้น และการรื้อถอนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมาไดอิชินั้นต้องใช้เวลานานนับทศวรรษ

สำหรับ “วีรบุรุษฟูกูชิมาห้าสิบ” วิกฤตของพวกเขาก็ยังไม่จบลงง่าย ๆ คนงานที่กู้โรงไฟฟ้ามองเห็นถึงภาพสวยหรูของภารกิจการฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนรังสีรอบโรงไฟฟ้า ทาเคชิ โนมูระ ซึ่งทำงานที่โรงไฟฟ้าและเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจฟื้นฟู กล่าวว่า “พวกเขาบอกว่า การฟื้นฟูพื้นที่จากการปนเปื้อนของรังสีจะใช้เวลาสามปี นี่มันเป็นเรื่องเหลวไหลมาก มันต้องใช้เวลามากกว่านั้นกว่าคนจะรู้สึกว่าตนมีความปลอดภัยพอที่จะกลับเข้ามาในพื้นที่ได้ และอาจจะไม่มีวันนั้นก็ได้”

ในฐานะคนงานกู้ภัยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ นากากาว่ารู้แล้วว่าเขาได้รับรังสีในปริมาณสูงมาก เขายังคงรอผลการตรวจสอบร่างกายที่ทำในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เขาถามว่า “ผมจะโอเคไหม?”

(-จบบริบูรณ์-)

 

วีรบุรุษที่โลกลืมและความทุเรศ โง่เง่าและขลาดเขลาของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์(3)

ธาราบัวคำศรี แปลเรียบเรียงจาก Disposable Heroes : The ‘Fukushima 50′ are all but forgotten a year after a tsunami crippled one of Japan’s biggest nuclear facilities. By Takashi Yokota and Toshihiro Yamada. Newsweek, 12 March 2012

หมายเหตุ : บุคคลในบทความนี้เป็นชื่อสมมุติเพื่อปกป้องพวกเขาจากการคุกคามของบริษัท TEPCO

 

ส่วนคนอื่น ๆ ก็บอกว่า พวกเขาถูกขู่ หรือโดนกดดันให้ทำงานต่อไปที่โรงไฟฟ้า เคนจิ ยามาโมโต เจ้าของร่วมของบริษัทวิศวกรรมไฟฟ้ากล่าวว่าหลังจากการระเบิด บริษัท TEPCO และผู้รับเหมาในเครือผลักดันให้ผู้ประกอบการธุรกิจในพื้นที่ส่งคนงานไปที่โรงไฟฟ้า “เทปโกต้องการคนงานเป็นอย่างมาก พวกเขาขู่บริษัทหลายแหล่งว่าจะไม่ได้ทำธุรกิจกับเครือเทปโกอีกหากปฏิเสธที่จะส่งคนงานไป” คำขู่นั้นเป็นเรื่องจริงสำหรับคนที่อยู่อาศัยและทำงานในจังหวัดฟูกูชิมา ซึ่งเศรษฐกิจในพื้นที่ผูกติดอยู่กับบริษัทด้านพลังงานอย่างเทปโก การประกอบการธุรกิจหลายประเภทจะอยู่ไม่ได้หากไม่มีบริษัทเทปโก

เช่นเดียวกับหลายๆ คน นากากาว่าซึ่งเติบโตขึ้นใต้เงนทะมึนของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ พ่อแม่ของเขาพยายามชักจูงให้เขาทำงานที่บริษัทเทปโกเมื่อเขาจบชั้นมัธยมปลาย แต่เขาปฏิเสธเพราะว่า ความใหญ่โตและก้าวร้าวของมัน แต่เขาเองก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงอิทธิพลของบริษัทเทปโกได้ บริษัทไฟฟ้าขนาดเล็กที่เขาทำงานก็ยังคงขึ้นกับเทปโกในทางธุรกิจ นากากาว่าบอกว่า “ผมคิดจะเปลี่ยนงาน แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เราไม่มีอุตสาหกรรมอื่น ๆ นอกจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ผมต้องหาเลี้ยงครอบครัว ผมไม่มีทางเลือก”

อย่างน้อยที่สุด เมื่อนากากาว่ากลับมาทำงานที่โรงไฟฟ้าครั้งที่สองในเดือนเมษายน(2554) เขาได้รับชุดป้องกันภัยและเครื่องตรวจระดับรังสี แต่ความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว ตอนที่เขาออกจากโรงไฟฟ้าในเดือนสิงหาคม (2554) ร่างกายของเขาได้รับปริมาณรังสีเกินขนาด สามเท่าของระดับที่จำเป็นต้องมีการตรวจร่างกายอย่างสมบูรณ์ การตรวจสภาพร่างกายของคนงาน กว่ารัฐบาลจะดำเนินการนั้นก็เป็นช่วงฤดูในไม้ร่วง

ตามกฎหมาย คนงานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต้องบันทึกปริมาณการรับรังสีของเขาลงในสมุด แต่คนงานอย่างเช่น จุนจิ โทมิตะและอินาดะนั้นไม่ได้รับอุปกรณ์เหล่านั้นตั้งแต่ที่พวกเขาทำงานที่โรงไฟฟ้าฟูกูชิมาไดอิชิ โทมิตะไม่รู้เลยว่ามีปริมาณรังสีสะสมอยู่ในร่างกายของเขาเท่าไร “ผมไม่เคยเข้าไปในด้านในของโรงไฟฟ้า ไม่มีใครบอกผมเรื่องสมุดบันทึกจนกระทั่งถึงเดือนมิถุนายน ผมรู้สึกถูกปฏิบัติเหมือนคนงานที่ไร้ค่า”

ในขณะที่คนงานหลายคนไม่รู้เรื่องขั้นตอนเรื่องความปลอดภัย คนงานอื่น ๆ หลายคนก็ดูเหมือนไม่ใส่ใจ ขีดจำกัดการรับรังสีต่อปีของคนงานที่ทำงานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ตั้งไว้ที่ 50 มิลลิซีเวอร์ส หรือ 100 มิลลิซีเวอร์สต่อ 5 ปี ใครที่รับรังสีเกินระดับนี้จะถูกห้ามทำงานในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ตามคำให้การของอินาดะ คนงานหลายคนถอดเครื่องมือวัดปริมาณรังสีออกเพื่อที่ตนเองจะได้ทำงานมีรายได้ต่อไป คนงานหลายคนถอดหน้ากากป้องกันรังสีออกเพื่อจุดไฟสูบบุหรี่

บริษัท TEPCO บอกว่า ความปลอดภัยมาก่อนทุกสิ่งทุกอย่าง สองสามเดือนหลังจากเกิดอุบัติภัย TEPCO ทำการบรรยายเรื่องความปลอดภัยให้กับคนมาใหม่อย่างอินาดะ ผู้บรรยายคนหนึ่งกล่าวว่า “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของเรามีความปลอดภัยเพราะว่าปกป้องด้วยผนังคอนกรีตหลายชั้น” อินาดะกล่าวว่า “ปลอดภัย ? โรงไฟฟ้านรกนั่นมันระเบิดไปแล้ว ล้อเล่นกันรึ”

(โปรดติดตามตอนจบ)