พลังงานนิวเคลียร์ ความไม่มั่นคงทางพลังงาน (4)

พลังงานนิวเคลียร์ไม่สามารถทดแทนความจำเป็นในการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ

ในยุโรป การลดการจัดหาก๊าซธรรมชาติภายในประเทศทำให้ต้องมีการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงภายนอก มากขึ้น และ ในปี 2006  แก๊สพรอม(Gazprom) ผู้จัดหาก๊าซของรัฐบาลรัสเซียตัดการจัดส่งก๊าซไปยังยูเครนและ ประเทศในยุโรปบางประเทศที่มีประสบการณ์เรื่องการจัดพลังงานที่ลดลง

ในยุโรป การคาดการณ์ความต้องการก๊าซนำเข้าจะเพิ่มมากขึ้นอย่างมโหฬาร  อย่างไรก็ตาม โดยเฉลี่ย การก่อสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร​์ต้องใช้เวลาราวสิบปีจากการวางแผนไปถึงการดำเนินการ แม้ว่า พลังงานนิวเคลียร์จะสามารถตอบสนองความต้องการพลังงานของโลกในปัจจุบันในสัดส่วนที่น้อยมาก ก็จะใช้เวลายาวนาน

นอกจากนี้ มีเพียงร้อยละ 21 ของการใช้ก๊าซธรรมชาติในขั้นสุดท้ายใน 27 ประเทศในสหภาพยุโรป หรือ EU 27 ที่นำไปใช้ในการผลิตไฟฟ้า ส่วนใหญ่ใช้ในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เปิดและปิดได้ตามความต้องการใช้ไฟฟ้า การที่ก๊าซธรรมชาติส่วนใหญ่นำไปใช้ในการทำความร้อนหรือกระบวนการทางอุตสาหกรรมอื่น ๆ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งใหม่ซึ่งจะจำกัดอยู่ที่การผลิตไฟฟ้าจะประสบความล้มเหลวต่อการตอบสนองความต้องการที่เกิดขึ้นจากความขัดข้องใด ๆ ที่เกิดขึ้นกับแหล่งก๊าซธรรมชาติ

เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนและมาตรการด้านประสิทธิภาพพลังงานมีอยู่แล้วในขณะนี้ ระยะเวลาในติดตั้ง กังหันลมขนาดใหญ่ใช้เวลาเพียง 2 สัปดาห์ รวมกับระยะเวลาของการวางแผนรวมกันเป็นประมาณ 1-2 ปี เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นลม แสงอาทิตย์ ความร้อนใต้พิภพ ชีวมวลและพลังน้ำขนาดเล็ก สามารถที่จะตอบสนองความต้องการพลังงานทั้งไฟฟ้าฐาน(Base load) และความต้องการไฟฟ้าที่แตกต่างกันไปในแต่ละช่วงได้ มากไปกว่านั้น หากเราใช้โรงไฟฟ้าก๊าซที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อผลิตทั้งไฟฟ้าและความร้อนในระบบโคเจนเนอเรชั่น เราสามารถใช้ก๊าซในการผลิตไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพถึงร้อยละ 90 โดยไม่ต้องเพิ่มการใช้ก๊าซโดยรวม

พลังงานนิวเคลียร์ ความไม่มั่นคงทางพลังงาน (2)

ระเบียบวาระของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์

วิกฤตการณ์นำ้มันช่วงทศวรรษ 1970 ถือเป็นเหตุการณ์ทำให้ความมั่นคงด้านพลังงานกลายเป็นระเบียบวาระของโลก ผลคือประเทศที่ใช้นำ้มันต่าง ๆ ได้เพิ่มการสำรวจเชื้อเพลิงฟอสซิลในประเทศ อย่างไรก็ตาม แหล่งสำรองที่หร่อยหรอลงอย่างรวดเร็วและความจำเป็นการลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์นั้นได้ผลักให้ ทางเลือกดังกล่าวออกไปจากนโยบายพลังงานที่ยั่งยืนใด ๆ ก็ตามที่มีอยู่ในวันนี้

ปัจจุบัน บริบทของความมั่นคงด้านพลังงานในระดับโลกนั้นมีความแตกต่างออกไป สาเหตุและภัยคุกคามของความเสียหายของการจัดหาพลังงานเมื่อไม่นานมานี้มีลักษณะที่แปรผันไป จากผลกระทบของเหตุการณ์สภาพภูมิอากาศที่รุนแรงเช่น เฮอร์ริเคนแคทรีนาและริตา ที่เกิดขึ้น ณ เครือข่ายพลังงานที่รวมศูนย์อย่างมาก ไปจนถึงการประท้วงหยุดงานของคนงานอุตสาหกรรมน้ำมันในเวเนซุเอลา จากความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว เช่น ในอินเดียและจีน ไปจนถึงแหล่งจัดหาเชื้อเพลิงฟอสซิลภายในที่ลดลงในสหรัฐอเมริกาและยุโรป

อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับในช่วงทศวรรษ 1970 ประเด็นของเรื่องแหล่งจัดหาพลังงานในทางปฏิบัตินั้นเกี่ยวข้องกับภูมิศาสตร์ทางการเมืองอย่างมิอาจปฏิเสธได้ รายได้ของประเทศที่จัดส่งพลังงานนั้นขึ้นอยู่ทรัพยากรที่ทำการส่งออกไป และประเทศผู้บริโภคพลังงานนั้นมีข้อกังวลเรื่องการการควบคุมทรัพยากรเชื้อเพลิงของประเทศผู้จัดหาพลังงานและส่งออกซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของตน

ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกา ข้อกังวลเรื่องความมั่นคงทางพลังงานเพิ่มขึ้นตามแรงกดดันและข้อขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง-อ่าวเปอร์เซียเป็นแหล่งจัดส่งน้ำมันของสหรัฐอเมริกาถึงร้อยละ 16 ดังนั้น ประเทศผู้บริโภคพลังงานซึ่งกังวลถึงการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนำเข้ามากจนเกินไปได้หยิบยกประเด็นการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานมาเป็นแนวทางในการไปให้ถึงความมั่นคงด้านพลังงานของตน พลังงานนิวเคลียร์ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาในฐานะเป็นวิธีการในการบรรลุเป้าหมายนี้ ตัวอย่างเช่น อินเดีย ได้ชูประเด็นความเป็นอิสระทางพลังงานระดับชาติว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเร่งด่วนสูงสุดอันดับต้น โดยการขยายการใช้พลังงานนิวเคลียร์ให้มากขึ้นไปอีก กลุ่มผู้สนับสนุนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บีลีน(Belene) ในประเทศบัลแกเรียยังได้ใช้ข้ออ้างที่คล้ายคลึงกันนี้ ในกรณี ของความเป็นอิสระจากก๊าซของรัสเซีย อย่างไรก็ตาม มันต้องการความเป็นอิสระทางพลังงานเล็กน้อย หากเชื้อเพลิงขั้นต้น เชื้อเพลิงแปรรูปและเทคโนโลยีทั้งหมดต้องสั่งซื้อมาจากต่างประเทศ

ในกรณีของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บีลีน (Belene) บริษัทที่เป็นผู้ก่อสร้างคือ Atomstroyexport ของรัสเซีย ใช้วิศวกรชาวรัสเซีย ขณะเดียวกัน บริษัท TVEL ของรัสเซียยังได้ผูกขาดแหล่งเชื้อเพลิงและเงินกู้อีก 3.2 พันล้านยูโร ซึ่งกำลังมีการเจรจากับธนาคารพาณิชย์ในรัสเซีย

ผู้สนับสนุนอุตสาหกรรมนิวเคลียร์มีความชำนาญในการใช้ประเด็นขัดแย้งในทางสากลเพื่อผลักดันพลังงานนิวเคลียร์ในฐานะเป็นทางออกของความมั่นคงด้านพลังงาน อย่างไรก็ตาม ข้อถกเถียงเรื่องนี้ ละเลยที่จะพิจารณาความจริงเบื้องต้นหลายประการด้วยกัน

  • พลังงานนิวเคลียร์ไม่สามารถลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
  • พลังงานนิวเคลียร์ไม่สามารถทดแทนก๊าซนำเข้า
  • พลังงานนิวเคลียร์ไม่สามารถเพิ่มความเป็นอิสระด้านพลังงานของประเทศ
  • พลังงานนิวเคลียร์ไม่สามารถจัดหาแหล่งเชื้อเพลิงที่ไม่โดนรบกวนหรือถูกตัดขาด
  • พลังงานนิวเคลียร์ไม่สามารถรับประกันการลงทุนในอนาคต

วีรบุรุษที่โลกลืมและความทุเรศ โง่เง่าและขลาดเขลาของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์(ตอนจบ)

ธารา บัวคำศรี แปลเรียบเรียงจาก Disposable Heroes : The ‘Fukushima 50′ are all but forgotten a year after a tsunami crippled one of Japan’s biggest nuclear facilities. By Takashi Yokota and Toshihiro Yamada. Newsweek, 12 March 2012

หมายเหตุ : บุคคลในบทความนี้เป็นชื่อสมมุติเพื่อปกป้องพวกเขาจากการคุกคามของบริษัท TEPCO

 

อินาดะยังบอกอีกว่างานหลายอย่างดูโหดมาก เขาพูดถึงกรณีที่ชัดเจนอันหนึ่งคือการกำจัดน้ำที่ปนเปื้อนรังสีอย่างสูงหลังจากใช้เพื่อหล่อเย็นเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่เสียหาย บางส่วนของท่อปั๊มน้ำร่ัวคล้ายสปริงเกอร์ แม้ว่า TEPCO  สามารถจัดการน้ำปนเปื้อนรังสีส่วนใหญ่ให้เกิดความบริสุทธิ์และกำจัดอย่างปลอดภัย แต่อินาดะก็บอกว่ามีอยู่ครั้งหนึ่ง เขาถูกสั่งให้ขุดร่องเพื่อเชื่อมเข้ากับอาคารเตาปฏิกรณ์ที่เสียหายเพื่อเป็นช่องทางออกของน้ำที่ปนเปื้อนรังสีในระดับสูง ปัญหาคือ ร่องน้ำนั้นต่อออกสู่มหาสมุทร อินาดะบอกว่า “มันไม่ใช่เรื่องฉลาดเลยที่ให้น้ำปนเปื้อนรังสีไหลออกสู่ทะเล แต่เราต้องทำในสิ่งที่ TEPCO สั่งให้ทำ” เมื่อนิวส์สวีคถามความเห็นจาก TEPCO บริษัทก็มิได้ยืนยันหรือปฏิเสธแต่ประการใด

ในเดือนธันวาคม 2554 รัฐบาลประกาศให้โรงไฟฟ้าฟูกูชิมาไดอิชิอยู่ในขั้น “การปิดโรงไฟฟ้า (โดยที่เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ค่อย ๆ มีอุณหภูมิลดลง)” และโรงไฟฟ้านั้นอยู่ภายใต้การควบคุม มีการจัดให้สื่อมวลชนเข้าดูโรงไฟฟ้าในเดือนพฤศจิกายน(2554) และอีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์(2555) แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนกล่าวว่า วิกฤตปัญหายังอีกยาวไกล โดยเน้นประเด็นเรื่อง แท่งเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่หลอมละลายซึ่งยังไม่มีข้อมูล ไม่มีใครรู้ถึงตำแหน่งที่ชัดเจนของแท่งเชื้อเพลิงเหล่านั้น และการรื้อถอนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมาไดอิชินั้นต้องใช้เวลานานนับทศวรรษ

สำหรับ “วีรบุรุษฟูกูชิมาห้าสิบ” วิกฤตของพวกเขาก็ยังไม่จบลงง่าย ๆ คนงานที่กู้โรงไฟฟ้ามองเห็นถึงภาพสวยหรูของภารกิจการฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนรังสีรอบโรงไฟฟ้า ทาเคชิ โนมูระ ซึ่งทำงานที่โรงไฟฟ้าและเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจฟื้นฟู กล่าวว่า “พวกเขาบอกว่า การฟื้นฟูพื้นที่จากการปนเปื้อนของรังสีจะใช้เวลาสามปี นี่มันเป็นเรื่องเหลวไหลมาก มันต้องใช้เวลามากกว่านั้นกว่าคนจะรู้สึกว่าตนมีความปลอดภัยพอที่จะกลับเข้ามาในพื้นที่ได้ และอาจจะไม่มีวันนั้นก็ได้”

ในฐานะคนงานกู้ภัยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ นากากาว่ารู้แล้วว่าเขาได้รับรังสีในปริมาณสูงมาก เขายังคงรอผลการตรวจสอบร่างกายที่ทำในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เขาถามว่า “ผมจะโอเคไหม?”

(-จบบริบูรณ์-)