มหันตภัยนิวเคลียร์ที่ฟูกูชิมะ : ในที่สุดหมาป่าก็จะมากินแกะ

เด็กเลี้ยงแกะและมหันตภัยนิวเคลียร์ที่ฟูกูชิมา – กรณีหายนะภัยจากแผ่นดินไหว-สึนามิ-นิวเคลียร์ครั้งแรกของโลก

ในห้วงแห่งวิกฤตที่ญี่ปุ่นต้องเผชิญกับหายนะภัยทางธรรมชาติและนำไปสู่ความล้มเหลวในการกอบกู้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ฟูกูชิมามาจนถึงปัจจุบันนี้ ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งแปลมาจากภาษาญี่ปุ่นที่ใช้ชื่อเรื่องว่า Fukushima Genpatsu Merutodaun (Fukushima Nuclear Power Plant Meltdown) เขียนโดย ทากาชิ ฮิโรเซ (Takashi Hirose) ซึ่งเขียนหนังสือวิจารณ์อุตสาหกรรมนิวเคลียร์sหลายเล่ม เช่น Tokyo ni, Genpatsu wo!(Nuclear Plants in Tokyo, 1981), Genshiro Jigen Bakudan(Nulcear Reactor Timebomb, 2010)

ส่วนหนังสือ Fukushima Genpatsu Merutodaun (Fukushima Nuclear Power Plant Meltdown) ตีพิมพ์เมื่อปี 2554 โดย Ashahi Shimbun Publications และแปลเป็นภาษาอังกฤษโดยทีมงานที่ประกอบด้วยคน 9 คน และจัดจำหน่ายออนไลน์(kindle book) หนังสือเขียนด้วยภาษาง่ายๆ เพื่ออธิบายความสลับซับซ้อนของการทำงานของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ การกำกับดูแลกิจการไฟฟ้าของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของญี่ปุ่น และเบื้องหลังของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ญี่ปุ่นที่นำมาผูกร้อยกันเป็นเรื่อง

ประเด็นหลักของหนังสือเล่มนี้ที่ฮิโรเชหยิกยกขึ้นมาคือ วิกฤตหลายด้านที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญอยู่ เขาบอกว่า เป็นการอธิบายสถานการณ์ที่ดูเหมือนที่จะเข้าใจยาก เต็มไปด้วยคำศัพท์วิชาการซึ่งผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายพูดออกทีวีหรือเขียนลงหนังสือพิมพ์ด้วยความเข้าใจแบบง่ายๆ ดังนี้

1) หายนะภัยที่เกิดขึ้น ณ โรงไฟฟ้าฟูกูชิมาเป็นหายนะภัยที่มนุษย์สร้างขึ้นจากความเชื่อถือที่ผิดพลาด ต่างจากภัยพิบัติทางธรรมชาติอื่น ๆ ที่อาจอยู่เหนือความคาดเดาและความเข้าใจของมนุษย์ หายนะภัยนิวเคลียร์ที่ฟูกูชิมาครั้งนี้สามารถคาดการณ์และป้องกันได้ง่าย เจ้าหน้าที่ของบริษัท TEPCO (Tokyo Electric Power Company) มักจะกล่าวในทำนองที่ว่า “เราไม่อาจจินตนาการได้ว่าแผ่นดินไหวหนึ่งในรอบพันปีจะเกิดขึ้น” หรือ “สึนามิอยู่เหนือความคาดหมายของเรา” คำพูดเหล่านี้คลุมเครือมาก ฮิโรเชได้อธิบายรายละเอียดในหนังสือโดยแสดงให้เห็นว่า แผ่นดินไหวครั้งใหญ่พร้อมกับอุบัติภัยของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นอะไรบางอย่างที่อยู่ภายใต้ขอบเขตของความน่าจะเป็น ความน่าจะเป็นเหล่านี้ได้รับการปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงจากเจ้าหน้่าที่ของ TEPCO การใช้คำพูดที่ว่า “อยู่เหนือความคาดหมาย” ของรัฐบาลญี่ปุ่นและบริษัท TEPCO นั้น ไม่สมควรอย่างยิ่ง อุบัติภัยของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ฟูกูชิมาสามารถป้องกันได้ การที่ประชาชนซึ่งตกเป็นเหยื่อของสึนามิได้พยายามหาที่ยึดเหนี่ยวเพื่อลดความสูญเสียกลับต้องถูกซ้ำเติมด้วยรังสีนิวเคลียร์ที่เกิดขึ้นจากความบกพร่องของมนุษย์นั้นเป็นเรื่องที่สะเทือนใจ

2) คำว่า Genpatsu Shinsai (Nuclear Power Plant Earthquake Disaster) – ฮิโรเซใช้คำนี้ในภาษาญี่ปุ่นจากศาสตราจารย์อิชิบาชิ กัตสุฮิโก ผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหวที่มหาวิทยาลัยโกเบที่คาดการณ์เรื่องภัยพิบัติจากแผ่นไหวที่มีต่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และแนะนำให้มีการเตือนภัยในช่วงปลายทศวรรษ 1990 คำว่า Genpatsu Shinsai โดยตัวมันเองเป็นปรากฎการณ์ใหม่ ยังไม่มีคำแปลที่ตรงตัวในภาษาอังกฤษ ความหมายของคำนี้คือ อธิบายถึงสถานการณ์ของการที่ความเสียหายจากแผ่นดินไหวขยายตัวในวงกว้าง และสถานการณ์ได้ถูกซ้ำเติมให้เลวร้ายขึ้นโดยความเสียหายจากรังสีนิวเคลียร์ และเหตุการณ์ที่ฟูกูชิมาในวันที่ 11 มีนาคม 2554 นั้นเป็นเหตุการณ์แรกที่อธิบาย คำว่า Genpatsu Shinsai ได้เป็นอย่างดี

3) สื่อมวลชนไม่ได้รายงาน “ข้อเท็จจริง” และ “การคาดการณ์” ในกรณีหายนะภัยนิวเคลียร์ที่ฟูกูชิมา ฮิโรเซ ชี้ให้เห็นว่า เมื่อเหตุเกิดขึ้นที่ฟูกูชิมา และสถานการณ์เลวร้ายลงทุกวัน โทรทัศน์และสื่ออื่น ๆ (ในญี่ปุ่น)ยังคงรายงานอย่างต่อเนื่องว่า ไม่มีวิกฤตเกิดขึ้น ไม่มีอะไรต้องกังวล และไม่ได้รายงานเจาะลึกว่าอะไรเกิดขึ้นจริงๆ ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมา ฮิโรเซ ตั้งข้อสังเกตว่า ในรายงานโทรทัศน์ ก็จะมีเพียงนักวิชาการที่สนับสนุนพลังงานนิวเคลียร์มาให้ความเห็นในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ประชาชนก็ได้แต่รับฟังคำโกหกหลอกลวงและการคาดการณ์ว่าสถานการณ์จะดีขึ้น และด้วยเหตุนี้เอง ประชาชนก็ไม่ได้รับข้อมูลใดที่เป็นข้อเท็จจริงและดำรงชีวิตอย่างปกติสุขท่ามกลางขอบเหวแห่งหายนะ และปัจจุบัน ทุก ๆ สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญบอกนั้นผิดพลาด และสิ่งที่เลวร้ายที่สุดได้เกิดขึ้น

4) การคาดการณ์ที่เป็นไปได้ ในบทที่ 4 ของหนังสือ ฮิโรเซ กล่าวถึงเดืิอนมกราคม ปี 1995 ซึ่งเกิดแผ่นดินไหวที่มีชื่อว่า Southern Hyogo Prefectural Earthquake โดยเป็นเหตการณ์หายนะภัยที่ถือว่าหมู่เกาะญี่ปุ่นเข้าสู่ช่วงแผ่นดินไหวที่บ่อยขึ้น และจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว Great Tohoku Earthquake ในวันที่ 11 มีนาคม 2554 ซึ่งเป็นแผ่นดินไหวที่เกิดจากขอบรอยเลื่อนของเปลือกโลกและนำมาซึ่ง Genpatsu Shinsai ฮิโรเซคาดว่า มีความเป็นไปได้อย่างสูงว่า แผ่นดินไหวขนาดที่ใหญ่กว่าจะเกิดขึ้นตรงรอยแยกของเปลือกโลกที่ยังมีพลังอยู่ใต้พื้นดิน และหากมันเกิดขึ้นใต้พื้นที่ที่เป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ยังทำงานอยู่ อะไรจะเกิดขึ้น

5) ในที่สุดหมาป่าก็จะมากินแกะ – ฮิโรเซ ตระหนักว่า การเขียนหนังสือเรื่อง Fukushima Genpatsu Merutodaun (Fukushima Nuclear Power Plant Meltdown) หลังจากเกิดหายนะภัยนิวเคลียร์ที่ฟูกูชิมา เป็นการเตือนภัยครั้งที่สองของเขาในเรื่อง Genpatsu Shinsai คนทั่วไปอาจมีคำถามว่า “คุณต้องการจะสร้างความแตกตื่นหรือ” ฮิโรเซเห็นว่า “ความแตกตื่น” นั้นเกิดขึ้นเมื่อคนไม่รู้ความจริงต่างหาก

หากเราบอกคนว่า รังสีจะมีไม่มีผลกระทบร้ายแรงในทันที แต่เมื่อปริมาณรังสีเริ่มสร้างผลกระทบ ก็เป็นเวลาที่คนเริ่มตื่นตระหนก คนที่เข้าใจถึงอันตรายอย่างแท้จริงเท่านั้น จึงจะตอบรับและแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที ฮิโรเซบอกว่าเขาเขียนในสิ่งที่เขารู้เกี่ยวกับภัยจาก Genpatsu Shinsai หรือ Genpatsu Shinsai Symdrome การตัดสินใจขึ้นอยู่กับวิจารณญานของผู้อ่าน ฮิโรเซได้หยิบยกนิทานอิสปเรื่อง เด็กเลี้ยงแกะ โดยเปรียบเปรยให้ตัวเขาเหมือนเด็กเลี้ยงแกะที่วิ่งตะโกนบอกชาวบ้านว่าหมาป่าจะมากินแกะ แต่หมาป่าก็ไม่มา จนกระทั่งหมาป่าปรากฏตัวขึ้นจริง เด็กเลี้ยงแกะพยายามร้องให้ช่วยก็ไม่ใครเชื่อ และแกะก็ถูกกินทั้งฝูง

สำหรับ ฮิโรเซ แม้เขาเปรียบตัวเองเหมือนเด็กเลี้ยงแกะ แต่หนังสือที่เขาเขียนนั้นไม่มีคำโกหก หมาป่าอาจไม่มาในวันนี้หรือพรุ่งนี้ แต่ไม่ได้หมายถึงว่าหมาป่าจะไม่มา เพียงแต่อาจใช้เวลาอีกนิดหน่อย ในที่สุดหมาป่าก็มา เมื่อเกิดเหตุขึ้น หากเราไม่มีมาตรการเตรียมพร้อม ก็ไม่เพียงเรื่องของชีวิตลูกแกะ แต่เป็นเรื่องของชีวิตทุกชีวิต

หนังสือ Fukushima Genpatsu Merutodaun (Fukushima Nuclear Power Plant Meltdown) เขียนโดย ทากาชิ ฮิโรเซ (Takashi Hirose) ฉบับภาษาอังกฤษหาสั่งซื้อได้จาก http://www.amazon.com/Fukushima-Meltdown-Earthquake-Tsunami-Nuclear-Disaster-ebook/dp/B005OD75J2

ภาคประชาชนประกาศแผนผลิตไฟฟ้าใหม่ เลิก Ft เลิกนิวเคลียร์ หนุนชุมชนผลิตพลังงานใช้เอง

แกนนำเครือข่ายผู้บริโภคและผู้ได้รับความเดือดร้อนจากโครงการโรงไฟฟ้าทั่วประเทศ ชี้แผนพีดีพีของรัฐเป็นเหตุให้เกิดการสร้างโรงไฟฟ้ามากเกินจำเป็น  มุ่งเน้นแต่ประโยชน์ของกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้บริโภคและชุมชนซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายในการก่อสร้างโรงไฟฟ้า จึงพร้อมใจประกาศหมดยุคการผลักภาระค่าไฟฟ้าที่ไม่เป็นธรรม เร่งจัดเวทีทั่วประเทศเรียกร้องสังคมหนุน  “เลิก Ft เลิกนิวเคลียร์ หนุนชุมชนผลิตพลังงานใช้เอง” เป้าหมายเพิ่มกำลังผลิตพลังงานหมุนเวียนให้ได้ 30% ของกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งระบบภายใน 10 ปี

วันนี้(11 ก.พ.2554) นางสาวรสนา โตสิตระกูล วุฒิสมาชิกกรุงเทพมหานคร ประธานคณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ได้ร่วมกับ มูลนิธิสุขภาพไทย   มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค  และมูลนิธิไฮน์ริค  เบิลล์ จัดเวทีเสวนาเรื่อง “จินตนาการใหม่ เรื่อง พลังงานใน 20 ปี ข้างหน้า : ข้อเสนอสู่แผนพีดีพี” ขึ้น โดยได้เชิญตัวแทนเครือข่ายผู้บริโภคและเครือข่ายประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการโรงไฟฟ้าต่างๆทั่วประเทศ รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวนรวม 100 คน ให้มาร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและระดมความคิดเห็น เพื่อจัดทำข้อเสนอต่อแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศใหม่ให้เกิดความเป็นธรรมต่อสังคม

นางสาวรสนากล่าวว่า การที่รัฐบาลได้กำหนดแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือแผนพีดีพี ซึ่งในปัจจุบัน คือแผนพีดีพี 2007 ต่อเนื่องแผนพีดีพี 2010 โดยขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างเหมาะสมทำให้เกิดการร้องเรียนจากประชาชน กลุ่มเครือข่ายในพื้นที่ซึ่งเป็นเป้าหมายในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าและกลุ่มเครือข่ายผู้บริโภคมาอย่างต่อเนื่อง  ว่าจะก่อให้เกิดการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น และส่งผลต่อราคาค่าไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อชุมชนซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายในการก่อสร้างโรงไฟฟ้า

“สาเหตุของปัญหาที่สำคัญในการกำนดแผนพีดีพีของรัฐบาลที่ผ่านมาคือ การขาดการมีส่วนขาดการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนโดยเฉพาะประชาชนที่เป็นพื้นที่เป้าหมายในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงประเภทต่างๆ รวมทั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่แผนพีดีพีกำหนดให้มีขึ้นจำนวน 5 โรง และไม่มีการเปิดเผยข้อมูลที่ชัดเจนถึงพื้นที่ที่จะใช้ก่อสร้างโรงไฟฟ้า ภาพรวมของแผนพีดีของภาครัฐมุ่งเน้นประโยชน์ของธุรกิจพลังงานมากกว่าประโยชน์ของสังคมโดยรวม ”

ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงเป็นที่มาของการจัดเวทีระดมความเห็นของประชาชนในครั้งนี้ และเครือข่ายผู้บริโภคและเครือข่ายประชาชนผู้ได้รับผลกระทบได้มีข้อเสนอถึงรัฐบาลผ่านคณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ดังนี้

  1. ข้อเสนอต่อการกำหนดแผนพีดีพี
    1. ให้ยกเลิกแผนพีดีพี 2007 และ 2010 เพราะเน้นการสร้างโรงไฟฟ้าเกินความจำเป็นและขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างเพียงพอ
    2. ก่อนการจัดทำเวทีสาธารณะเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกิจการพลังงานอย่างเพียงพอโดยเฉพาะการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าก่อนการจัดเวทีในระยะเวลาที่เหมาะสม
    3. การเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อแผนพีดีพีต้องกระทำอย่างกว้างขวาง และให้สนับสนุนกลุ่มประชาชนทั่วไปและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเข้าร่วมอย่างเต็มที่
    4. รัฐต้องจัดการปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนของข้าราชการระดับสูงกับกลุ่มธุรกิจพลังงาน โดยต้องห้ามไม่ให้ข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายหรือกำกับดูแลกิจการสามารถเข้าไปเป็นกรรมการหรือผู้บริหารในหน่วยงานหรือกิจการด้านพลังงานทุกประเภท
    5. แผนพีดีพีต้องมุ่งเน้นประสิทธิผลทางเศรษฐกิจ มิใช่เน้นการเพิ่มกำลังการผลิต
  2. ข้อเสนอต่อการจัดการปัญหาภาระการลงทุนที่ไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภค
    1. ให้ยกเลิกการจัดเก็บค่าไฟฟ้าผันแปร(Ft) กับผู้ใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือนทั้งหมด และควรให้กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมรับภาระการลงทุนการผลิตไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงทั้งหมด เพื่อการลงทุนและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เนื่องจากการเก็บค่า Ft ในปัจจุบันส่งผลให้ผู้ใช้ภาคครัวเรือนต้องรับภาระสองต่อทั้งจากค่า Ft  ในการใช้ของตัวเองและการส่งผ่านภาระค่า Ft ของธุรกิจอุตสาหกรรมในราคาค่าสินค้าต่างๆ
    2. ให้ยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียมการตัดไฟฟ้า 107 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่มในกรณีที่มีการค้างชำระค่าไฟฟ้า  เนื่องจากผู้บริโภคได้จ่ายค่าธรรมเนียมการใช้ไฟฟ้าประจำเดือนและถูกลงโทษด้วยการระงับการจ่ายไฟฟ้าอยู่แล้ว และไม่เห็นควรให้มีการจัดเก็บข้อมูลค้างชำระค่าสาธารณูปโภคในเครดิตบูโร
    3. ให้ยกเลิกสูตรการคำนวณโครงสร้างค่าไฟฟ้าทั้งหมดที่มีมาก่อนการจัดตั้งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) และให้มีการจัดทำสูตรคำนวณการคิดค่าบริการไฟฟ้าใหม่ภายใน 2 ปีโดยให้กลุ่มผู้ใช้ไฟทุกกลุ่มเข้ามามีส่วนร่วมพิจารณาอย่างเต็มที่
    4. ให้ผู้บริโภคสามารถเลือกใช้ไฟฟ้าตามประเภทพลังงานได้ โดยผ่านใบแจ้งค่าไฟฟ้า
  3. ข้อเสนอในการสนับสนุนพลังงานทางเลือกและการตัดสินใจการใช้ประเภทเชื้อเพลิง
    1. ต้องไม่มีการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ตามแผนพีดีพีใดๆ เพราะยังขาดความชัดเจนในมาตรการด้านความปลอดภัย และการกำจัดกากนิวเคลียร์
    2. ให้รัฐบาลยอมรับและสนับสนุนแผนพลังงานหมุนเวียนในจังหวัดที่มีความพร้อมตามศักยภาพ
    3. ให้ชุมชนมีสิทธิเข้าถึงแหล่งเงินกู้ ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อผลิตพลังงานทางเลือก
    4. ให้ลดภาษีนำเข้าอุปกรณ์ของพลังงานทางเลือก
    5. ให้มีนโยบายสนับสนุนการผลิตและการลงทุนพลังงานแสงอาทิตย์
    6. กรณีพลังงานทางเลือกขนาดใหญ่ เช่น กลุ่มชีวมวล ต้องทำ IEE ก่อนแต่หากมีข้อพิพาทกับชุมชนจะต้องจัดทำ EIA และให้ระงับการดำเนินการชั่วคราวก่อน
    7. พลังงานทางเลือกที่ใช้ทรัพยากรร่วมกับชุมชน คือ พลังงานน้ำ ชีวมวล จะต้องทำการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นก่อน
    8. ให้มีการชดเชยผู้ที่ได้รับผลกระทบโครงการอย่างเป็นธรรม
  4. ข้อเสนอต่อการบริหารจัดการความต้องการใช้ไฟฟ้า
    1. ให้เพิ่มสัดส่วนการลงทุน DSM และเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 ของการลงทุนด้านพลังงานของประเทศภายใน 10 ปี
    2. รัฐควรมีนโยบายการรับซื้อไฟฟ้าที่เปิดกว้างไม่ผูกขาดและสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าทางเลือกของชุมชน
    3. ให้ปรับปรุงประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าเดิมก่อนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ทั่วประเทศ
    4. การสำรองพลังงานไฟฟ้าไม่ควรเกินร้อยละ 10
    5. ค่าใช้จ่าย DSM ให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของงบการลงทุนของการไฟฟ้า
    6. ควรมีมาตรการส่งเสริมและจำกัดเพื่อการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

อารยะขัดขืน ยืนหยัดต้านนิวเคลียร์

แม้ว่าผู้นำรัฐบาลหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงชนชั้นนำผู้วางแผนนโยบายพลังงานของประเทศไทยกำลังชุบชีวิต พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ (โรงไฟฟ้านิวเคลียร์) ให้กลับมารุ่งโรจน์อีกครั้ง โดยอ้างเหตุผลเรื่องความมั่นคงของการจัดหาพลังงาน (Security of Supply) แรงกดดันจากภาวะโลกร้อน(Climate Change) การสูงขึ้นของราคาเชื้อเพลิงฟอสซิลและต้นทุนการผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์ที่แข่งขันได้ เหตุผลต่าง ๆ เหล่านี้กำลังได้รับการท้าทายจากอารยะขัดขืนของพลเมืองทั่วโลกในอินเดีย รัฐบาลวางแผนที่จะสร้างสวนอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ชัยตาปัว ในอำเภอรัตนคีรีที่ตั้งอยู่ชายฝั่งทางตอนใต้ของรัฐมหาราช สวนอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ดังกล่าวนี้จะมีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทั้งหมด 8 หน่วยที่ซื้อมาจากบริษัทอารีวา อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศส นอกจากภัยคุกคามที่ซ่อนเร้นของพลังงานนิวเคลียร์ โครงการนี้จะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของเกษตรกรและชาวประมงนับหมื่นคน ต้นเดือนพฤศจิกายน 2553 ชุมชนท้องถิ่นนับพันได้ลุกขึ้นมาประท้วงโครงการ โดยอาสาตัวเองเพื่อเสี่ยงต่อการถูกจับกุมและการฟ้องร้องทางกฎหมายจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ

สิ่งที่ชุมชนเกษตรกรรมและประมงแห่งชัยตาปัวนั้นชัดเจนคือ พวกเขาต้องปกป้องผืนดินและแหล่งประมงชายฝั่ง และยืนยันไม่รับเงินค่าชดเชยการอพยพจากอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ จากการลุกขึ้นยืนหยัดต่อสู้ ตำรวจได้จับกุมชาวบ้านทั้งหญิงและชายกว่า 600 คน ใส่รถบัสและส่งเข้าคุก ชาวบ้านอีกกว่า 700 คน ยังคงยืนหยัดประท้วงอย่างสันติและเสี่ยงต่อการจับกุม

การประท้วงอย่างสันติ ยังประกอบด้วยผู้มีชื่อเสียงโดดเด่นหลายคน รวมถึงอดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา พี บี สวัน และพลเรือเอกรามดาสซึ่งเคยได้รับรางวัลแมกไซไซ มีายงานว่าพวกเขาถูกจับกุมบนทางหลวงห่างจากพื้นที่ประท้วง 20 กิโลเมตร

ลักษณะโครงการนิวเคลียร์ที่ชัยตาปัวเป็น “ความละเลยที่น่าตระหนก” ไม่ว่าจะเป็นการเลือกพื้นที่ในเขตที่เสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหว พื้นที่ที่มีคุณค่าทางนิเวศวิทยา การกำหนดเวลาที่ไม่เพียงพอในการทบทวนความเสี่ยงของการออกแบบเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ซึ่งยังไม่เคยมีการดำเนินการที่ใดในโลกนี้ ด้วยเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้และความบกพร่องอื่น ๆ เตาปฏิกรณ์สามารถก่อให้เกิดความไม่เลี่ยงที่ไม่อาจยอมรับได้ ชุมชนท้องถิ่นได้คัดค้านหน่วยงานรัฐที่เข้ามากว้านซื้อที่ดิน พวกเขาคิดว่าผืนดินมีคุณค่ามากกว่างานที่อาจที่ได้ทำในสวนอุตสาหกรรมนิวเคลียร์และเงินอีกเล็กๆ น้อยที่เป็นค่าที่ดิน พวกเขาปฏิเสธการชดเชยที่เสนอโดยรัฐ สัตยาจิต สวาน นักกิจกรรมที่เข้าร่วมการประท้วงที่ชัยตาปัวกล่าวว่า “มันดูเหมือนเป็นรัฐตำรวจมากกว่า ตอนที่มีการประกาศมาตรการฉุกเฉินเพื่อคงไว้ซึ่งกฎหมายและระเบียบ รัฐบาลปฏิบัติการสวนทางกับความต้องการของพลเมืองของตนเอง” รายงานี่จัดทำโดยกรีนพีซและผู้ผลิตแผงโซล่าเซลล์แห่งยุโรปชี้ให้เห็นว่า พลังงานจากแสงอาทิตย์สามารถจัดจ่ายไฟฟ้าในราคาที่แข่งขันได้ภายในปี ค.ศ.2015 ซึ่งเป็นเวลา 3 ปีก่อนที่เตาปฏิกรณ์หน่วยแรกจะเริ่มดำเนินการในชัยตาปัว พลังงานลมและชีวมวลสมัยใหม่นั้นสามารถแข่งขันในตลาดพลังงานได้เรียบร้อยแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องนำเข้าเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่อันตรายและเป็นหายนะ

ในเยอรมนี การขับเคลื่อนพลังของประชาชนเพื่อคัดค้านกากกัมมันตรังสีและการยืดอายุการใช้งานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีอยู่ 17 แห่งในประเทศ ออกไปอีกเป็น 12 ปีโดยเฉลี่ย ถือเป็นการรวมพลังพลเมืองครั้งใหญ่เพื่อยืนหยัดกับความบ้าคลั่งนิวเคลียร์ของรัฐบาลและอุตสาหกรรม การขับเคลื่อนพลังมวลชนเพื่อต่อต้านการขนส่งและกักเก็บกากกัมมันตรังสี หรือ Anti-CASTOR (Cask for Storage and Transport of Radioactive material) ที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของเดือนพฤศจิกายน 2553 นี้ ถือเป็นครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่มีมาในเยอรมนี ผู้เข้าร่วมอารยะขัดขืนของพลเมืองครั้งนี้มีทุกเพศวัย เป็นทั้งเกษตรกรและนักการเมือง กลุ่มสิ่งแวดล้อมและกลุ่มเยาวชน เป็นการเคลื่อนไหวของประชาชนท้องถิ่นอย่างแท้จริง โดยพวดเขารวมตัวกันภายใต้เป้าหมายหนึ่งเดียว คือเปล่งเสียงว่า “ไม่!!! ขอบคุณ” ต่อพลังงานนิวเคลียร์

การชุมนุมประท้วงครั้งนี้ยังเป็นการประท้วงข้ามรุ่น สมาชิกทั้งครอบครัวออกมาพร้อมเพรียงกันเพื่อแสดงสมานฉันท์กับชุมชนท้องถิ่นซึ่งทำการประท้วงการจัดการกากกัมมันตรังสีในช่วง 30 ปีท่ีผ่านมา การชุมนุมครั้งนี้ขยายวงกว้างอันเนื่องมาจากการตัดสินใจของนางเมอร์เคล นายกรัฐมนตรีของเยอรมนีและรัฐบาลของเธอที่ยกเลิกการกำหนดเส้นตายในการทะยอยปลดระวางโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีอยู่ออกไป

นายคูมิ ไนดู ผู้อำนวยการบริหารกรีนพีซสากล ซึ่งเข้าร่วมการชุมนุมนี้ ได้เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเมอร์เคลยุติความบ้าคลั่งนิวเคลียร์และให้เยอรมนีรำลึกถึงความเป็นผู้ นำในการปฏิวัติพลังงานที่แท้จริงแทนที่จะย้อนกลับไปสู่ยุคปรมาณูที่ล้าหลังหมดสมัย สำหรับเยอรมนีแล้ว พลังงานนิวเคลียร์นั้นไม่จำเป็น เยอรมนีคือผุ้นำโลกในด้านพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดซึ่งมีการจ้างงาน 380,000 คนในปัจจุบัน

การขนส่งกากนิวเคลียร์ CASTOR เป็นตัวอย่างหนึ่งของความบ้าคลั่งนิวเคลียร์ที่จำต้องยุติลง มันเป็นขบวนรถไฟขนส่งถังบรรจุกากนิวเคลียร์ 100 ตัน จำนวน 11 ถัง กากนิวเคลียร์เหล่านี้ถูกทำการแปรรูปในฝรั่งเศสและถูกส่งกลับคืนมายังเยอรมนีทุก ๆ ปี เพ่ือจัดเก็บ การวัดระดับรังสีของถังบรรจุกากนิวเคลียร์ดังกล่าวนี้ที่ทำโดย ANDRA (National Agency for Radioactive Waste Management) ระบุว่า รังสีในแต่ละถึงบรรจุมีค่าสูงกว่ารังสีที่มีการปล่อยออกมาที่เชอร์โนบิลในปี ค.ศ.1986 การขนส่งการนิวเคลียร์ CASTOR นี้จึงถือได้ว่าเป็น “เชอร์โนบิลเคลื่อนที่” โดยแท้

จุดหมายสุดท้ายของขบวนรถไฟบนส่งกากนิวเคลียร์อยู่ที่เมืองกอร์เลเบน (Gorleben) เยอรมนี ซึ่งมันจะถูกนำไปเก็บไว้ในแหล่งกักเก็บกากนิวเคลียร์ที่ไม่มีความเหมาะสมในทางธรณีวิทยา แน่นอน ไม่มีที่ใดที่เหมาะสมที่จะเป็นพื้นที่เก็บกากนิวเคลียร์ อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ไม่มีคำตอบแน่ชัดต่อปัญหากากกัมมันตรังสี และด้วยเหตุนี้เองที่คนในกอร์เลเบนจึงได้ลุกขึ้นมาชุมนุมประท้วงทุกปี และครั้งนี้เป็นการรวมตัวกันครั้งใหญ่ที่สุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เกษตรกรในพื้นที่ได้เปิดบ้านของตนเองเพื่อรับผู้ชุมนุมจากพื้นที่อื่น ๆ ในเยอรมนีและประเทศข้างเคียงในยุโรป อารยะขัดขืนของประชาชนในกอร์เลเบนได้ส่งสารที่สำคัญและทั่วถ้วน นั่นคือ “เราจะไม่ก้มหัวให้กับรัฐบาลที่สมยอมให้กับผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์แทนผลประโยชน์ของประชาชน

รัฐบาลอื่น ๆ ทั่วโลกที่กำลังผลักดันให้มีนิวเคลียร์ควรต้องใส่ใจฟัง