มลพิษทางอากาศกลับมาในจีน

ยุโรปเสี่ยงที่จะกลับไปสู่อนาคตที่สกปรก การเสียชีวิตจาก Covid-19 โยงกับมลพิษทางอากาศ

21 เมษายน 2563, กรุงบรัสเซล – มลพิษทางอากาศกลับมาในจีนแล้วหลังจากมีการผ่อนคลายมาตรการปิดเมือง ดังข้อมูลล่าสุดจากภาพดาวเทียม

แผนที่แสดงการกระจายตัวของ NO₂ จากการแปลผลข้อมูลดาวเทียมโดย ESA Credit: ESA / EEB / James Poetzscher

The European Environmental Bureau(EEB) เป็นเครือข่ายขององค์กรด้านสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป

Margherita Tolotto เจ้าหน้าที่นโยบายอากาศของ EEB กล่าวว่า : “ในช่วงการระบาดของไวรัสนี้ สิง่ที่เกิดขึ้นในจีนจะเป็นหน้าต่างที่ทำให้เราได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในที่ต่างๆ ในเวลาต่อมา การหายใจเอาอากาศที่ปนเปื้อนมลพิษเข้าไปมีผลต่อสุขภาพของเราและทำให้เรามีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นจากภัยคุกคามต่อสุขภาพ รัฐบาลและกรรมาธิการยุโรปต้องลงมือทำเพื่อไม่ให้มลพิษทางอากาศกลับมา และพัฒนายุทธศาสตร์ที่เป็นทางออกที่จะหลีกเลี่ยงให้เรากลับคืนไปสู่อนาคตที่สกปรกอีกครั้งหนึ่ง ”

EEA ระบุว่า มลพิษทางอากาศคือภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดของความเสี่ยงด้านสุขภาพของผู้คนในยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่เมือง  มลพิษทางอากาศเป็นตัวขับเคลื่อนที่ทรงพลังของโรคที่เกี่ยวกับปอดและหัวใจซึ่งเชื่อมโยงกับ อัตราการตายที่เพิ่มขึ้นจาก Covid-19 ฝุ่นละออง(PM) ไนโตรเจนไดออกไซด์(NO₂) และโอโซนระดับพื้นดินนั้นมีอันตรายมากที่สุด และนำไปสู่การเสียชีวิตก่อนวัยอันควร 400,000 คนต่อปี ไนโตรเจนไดออกไซด์ปล่อยมาจากภาคคมนาคมขนส่งและภาคอุตสาหกรรม ส่วนการทำความร้อนในบ้านเรือนและเกษตรกรรมเป็นแหล่งกำเนิดของฝุ่นละออง มีขั้นตอนการละเมิดหลากหลายที่ดำเนินอยู่ในประเทศต่างๆ ของสหภาพยุโรปในเรื่องของคุณภาพอากาศ ไนโตรเจนไดออกไซด์และฝุ่นละอองมีระดับลดลงในหลายส่วนของยุโรปในช่วงมาตรการปิดเมือง

แผนการ The European Green Deal ที่จะมีขึ้นนั้นรวมถึงพันธกิจของแผนปฏิบัติการมลพิษเหลือศูนย์ โดยเฉพาะการริเริ่มลดมลพิษทางอากาศ

Tolotto กล่าวเพิ่มเติมว่า : “แผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังจากการระบาดของไวรัสต้องไปด้วยกันเจตจำนงของ the European Green Deal และเป้าหมายมลพิษเหลือศูนย์ นั่นหมายถึงการส่งเสริมพลังงานสะอาด การคมนาคมขนส่งที่ชาญฉลาด เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน เพื่อสร้างอนาคตที่ปลอดภัยและทนทานจากแรงกระแทก”

การแปลผลข้อมูลภาพดาวเทียม Sentinel-5 ขององค์การอวกาศแห่งยุโรปเปรียบเทียบปี พ.ศ. 2562 และ 2563 เป็นไปตามการประมวลผลตามคำแนะนำ ที่ให้ใช้ข้อมูลที่มีคุณภาพอย่างน้อยที่สุด(0.75) การแปลผลข้อมูลภาพดาวเทียมของประเทศอื่นๆ สามารถติดต่อขอได้ที่นี่

ที่มา : https://eeb.org/air-pollution-returns-to-china/

การวัดศักยภาพของการทำให้เกิดโลกร้อน

เนื่องจากก๊าซเรือนกระจกแต่ละชนิดมีความสามารถในการก่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศต่างกันอย่างมาก นักวิจัยจึงได้ใช้หน่วยการวัดที่เรียกว่า ‘ความสามารถในการกักเก็บความร้อน’ (Global warming potential) ซึ่งจะวัดทั้งผลต่อการเกิดภาวะเรือนกระจกและระยะเวลาการคงตัวอยู่ในชั้นบรรยากาศ โดยเปรียบเทียบกับคาร์บอนไดออกไซด์ ยกตัวอย่างเช่น มีเทนมีช่วงชีวิตสั้นกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ แต่มีความสามารถในการกักเก็บความร้อนมากกว่า ความสามารถในการกักเก็บความร้อนของมีเทนอยู่ที่ประมาณ 23-25 เปรียบเทียบกับความสามารถในการกักเก็บความร้อนของคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งมีค่าเป็น 1 ตัวเลขเหล่านี้จะถูกคูณด้วยการแพร่หลายของก๊าซแต่ละชนิดในบรรยากาศ (prevalence) และทำให้เป็นค่าเทียบเท่าของคาร์บอน (carbon equivalent) ซึ่งนำไปสู่การพิจารณาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในลักษณะเป็นกลุ่ม นักวิจัยได้ทำความเข้าใจถึงผลกระทบของก๊าซเรือนกระจกโดยรวมที่มีต่อบรรยากาศได้ดีขึ้นโดยการใช้ค่าเทียบเท่าของคาร์บอน การศึกษาบางชิ้นได้ใช้ค่าเทียบเท่าของคาร์บอนไดออกไซด์ (carbon dioxide equivalent) ซึ่งเป็นจำนวนที่ได้มาจากการคูณค่าเทียบเท่าของคาร์บอนด้วย 44/12 (อัตราส่วนของน้ำหนักโมเลกุลคาร์บอนไดออกไซด์และคาร์บอน)

 

ชนิดก๊าซ ผลต่อการเกิดภาวะเรือนกระจก ความสามารถในการกักเก็บความร้อน(เทียบเท่ากับคาร์บอนไดออกไซด์) ระยะเวลาที่คงอยู่ในบรรยากาศ(ปี)
คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) 53% 1 50-200
มีเทน(CH4) 17% 23-25 10
ไนตรัสออกไซด์ (N2O) 5% 200 150
โอโซนระดับพื้นผิว(O3) 13% 2,000 ประมาณสัปดาห์
ฮาโลคาร์บอน(CFCs) 12% มากกว่า 10,000 60-100

ที่มา : Comeau L. และ Grant T., 2001