สมมูลความเป็นพิษ Toxic Equivalents ของไดออกซิน

แม้ว่าหลายคนจะเกลียดการเรียนวิชาเคมีชั้นมัธยมปลาย ลองอ่านบทความสั้นนี้ อาจพบว่ามีความคุ้นเคยมากขึ้นกับศัพท์เทคนิคที่ดูน่ากลัวอย่าง เช่น 2,3,7,8 – เตตราคลอโรไดเบนโซไดออกซิน (2,3,7,8 – tetrachlorodibenzodioxin)

โมเลกุลพื้นฐานของสารเคมีที่มีลักษณะคล้ายไดออกซิน เรียกว่า เบนซีน (benzene) ซึ่งประกอบด้วยคาร์บอน 6 อะตอมและไฮโดรเจน 6 อะตอม เชื่อมกันเป็นวงดังแผนภาพที่ 1โดยทั่วไป คาร์บอนและไฮโดรเจนถูกละไว้ในฐานที่เข้าใจ ดังนั้น วงแหวนของเบนซีนจะเป็นดังแผนภาพที่ 2

ไดออกซินและสารเคมีที่คล้ายไดออกซินประกอบด้วยวงแหวนของเบนซีน2วงต่อเข้าด้วยกันในแบบใดแบบหนึ่งในจำนวน3แบบ ดังแผนภาพที่ 3

ถ้ามีการต่อเข้าด้วยกันด้วยวงแหวนที่ครบทั้งหกมุมและมีออกซิเจน2 อะตอม ก็จะเป็นสารเคมีในตระกูลไดเบนโซไดออกซิน (di benzo di oxins) ถ้ามีการต่อเข้าด้วยกันด้วยวงแหวนเบนซีนที่มี5 มุมและมีออกซิเจน1อะตอม จะเรียกว่า ฟิวแรนส์ (di benzo furan) แต่ถ้าต่อเข้าด้วยกันตรง ๆ จะเรียกว่า ไบฟีนิลส์ (bi phynyls) ซึ่งเป็นโมเลกุลพื้นฐานของโพลีคลอริเนเตดไบฟีนิลส์ (Polychlorinated Biphynyls)หรือ PCBs ไดออกซินและฟิวแรนจะมีวงแหวนเบนซีน 3 วง แต่ไบฟีนิลส์จะมีเพียง 2 วง ดังแผนภาพที่ 3

มาพูดถึงสารประกอบคลอรีน เราสามารถย้ายอะตอมของไฮโดรเจนแต่ละอะตอมในวงแหวนเบนซีนออกได้ และนำเอาอะตอมของคลอรีนไปแทนที่ เพื่อให้รู้ว่าอะตอมของคลอรีนไปอยู่ที่ไหน เราจะกำหนดหมายเลขให้กับแต่ละโมเลกุลดังแผนภาพ ชื่อของโมเลกุลจะบอกตำแหน่งของคลอรีน เป็นต้นว่า 2,3,7,8-เตตราคลอโรไดเบนโซไดออกซินมีคลอรีน 4 ตัวที่ตำแหน่ง 2, 3, 7 และ8 ดังแผนภาพที่ 4

จำนวนของคลอรีน หรือ คลอโร จะระบุโดยคำที่ใช้นำหน้าดังที่อยู่ในตาราง จากตารางแสดงให้เห็นจำนวนของโมเลกุลที่จะมีการเกาะตัวกัน ขึ้นอยู่กับจำนวนและการจัดเรียงตัวของคลอรีน ตัวอย่างเช่น คลอรีน 2 ตัว หรือเรียกว่าไดคลอโร สามารถจัดเรียงในโมเลกุลไดออกซินได้ 10 วิธี ดังนั้น จึงมีไดคลอโรไดเบนโซไดออกซิน (di chloro di benzo di oxin) 10 ตัวที่แตกต่างกัน รวมกันทั้งหมดแล้ว เราพบว่ามีสารประกอบไดออกซินที่แตกต่างกัน 75 ตัว สารประกอบฟิวแรนที่แตกต่างกัน 135 ตัว และสารประกอบพีซีบีที่แตกต่างกัน 209 ตัว

นิยามต่อไปนี้อาจทำให้เราพูดคุยเพิ่มเติมเกี่ยวกับสารเคมีที่เกี่ยวข้องหลากหลายชนิดได้

Congener: จำนวนสมาชิกที่เฉพาะเจาะจงของกลุ่มสารประกอบชนิดเดียวกัน คลอริเนเตด ไดเบนโซไดออกซินมี 75 congener ไดเบนโซฟิวแรนมี 135 congener และพีซีบีมี 209 congener

Homologue : กลุ่มของสารประกอบที่คล้ายกันที่มีจำนวนคลอรีนเท่ากัน ไดคลอโรไดเบนโซไดออกซินมี 10 homologueไดคลอโรไดเบนโซฟิวแรนมี 16 homologueและพีซีบีมี 12 homologue

Isomer: เช่น 2,3 ไดคลอโร ไดเบนโซไดออกซินเป็น isomer ของไดคลอโรไดเบนโซไดออกซิน

โบรมีน(Bromine) เป็นสารประกอบที่ใกล้ชิดกับคลอรีน โดยที่ชุดของสารเคมีที่มีคลอรีนเป็นองค์ประกอบสามารถแทนที่ด้วยคลอรีน เหตุการณ์ในรัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา สารป้องกันการเกิดเพลิงลุกไหม้ที่เรียกว่าโพลีโบรมิเนเตดไบฟีนิล (polybrominated biphenly) หรือ PBB ซึ่งปนเปื้อนในอาหารเลี้ยงสัตว์โดยบังเอิญและส่งผ่านไปยังวัวและนมวัว ทั้งสารเคมีที่มีคลอรีนหรือโบรมีนเป็นองค์ประกอบต่างก็มีความเป็นพิษ แต่สารประกอบคลอรีนเป็นที่รู้จักคุ้นเคยกันมากกว่า

สารเคมีเหล่านี้มิได้มีความเป็นพิษเท่าเทียมกันหมด ในกรณีของไดออกซินมีอยู่ 7 ตัวจากทั้งหมด 75ตัว ฟิวแรนมี 10 ตัวจากทั้งหมด 135 ตัว และพีซีบีมี 11 ตัวจากทั้งหมด209 ตัว ที่มีความเป็นพิษคล้ายกับไดออกซิน ปัจจัยสำคัญในแง่ของความเป็นพิษคือรูปร่างของสารเคมีซึ่งจะกำหนดว่ามีคลอรีนอยู่กี่ตัวและอยู่ที่ไหนในโครงสร้างของโมเลกุล

ความสัมพันธ์ระหว่างรูปร่างกับความเป็นพิษมาจากความจริงที่ว่า รูปร่างจะกำหนดถึงการเข้าไปแทรกซึมในโมเลกุลของโปรตีนตัวรับในเนื้อเยื่อของร่างกายสิ่งมีชีวิต ตัวอย่างเช่นในกรณีของ รูปร่างของพีซีบีซึ่งมีลักษณะแบนโดยวงแหวนเบนซีนทั้งสองอยู่ในระนาบเดียวกันซึ่งเรียกว่าcoplanar ซึ่งมีความเป็นพิษมากกว่าพีซีบีตัวอื่น ๆ

สมมูลความเป็นพิษ (Toxic Equivalents)

ดิน น้ำ อาหารอาจมีการปนเปื้อนไดออกซินที่อยู่ในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งมีความเป็นพิษไม่เท่ากัน ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องประเมินความเป็นพิษของสารที่มีลักษณะคล้ายไดออกซินที่อยู่ในสิ่งแวดล้อม มิฉะนั้นแล้ว การนำตัวอย่างในสิ่งแวดล้อมมาทดสอบจะเปิดเผยให้เห็นเพียงความเสี่ยงที่เกิดจากไดออกซินในรูปแบบเดียวมากกว่าที่จะเปิดเผยผลกระทบโดยรวมของไดออกซินและสารที่มีลักษณะคล้ายไดออกซินที่ปรากฎอยู่ทั้งหมด องค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา(USEPA)จึงได้พัฒนาขั้นตอน2 ขั้นเพื่อกำหนด “สมมูลความเป็นพิษรวม(Total TEQ)” ที่มีอยู่ในตัวอย่างที่นำมาทดสอบ

ขั้นตอนแรก USEPAใช้สูตรในการแปลงความเป็นพิษของไดออกซินทุกรูปแบบให้เป็นหน่วยสมมูลความเป็นพิษ ขั้นตอนต่อมา นำเอาค่าสมมูลความเป็นพิษรวมเข้าด้วยกันเป็นสมมูลความเป็นพิษรวม

  • สมมูลความเป็นพิษ (TEQ)เท่ากับ (ความเข้มข้นของไดออกซิน) X(ค่าแฟคเตอร์ความเป็นพิษ)
  • สมมูลความเป็นพิษรวม (Total TEQ) เท่ากับ ผลรวมของสมมูลความเป็นพิษที่มีอยู่ในตัวอย่างที่นำมาทดสอบทั้งหมด

จากสูตรที่ใช้ในขั้นตอนแรก ไดออกซินที่มีความเป็นพิษมากที่สุดก็คือ 2,3,7,8-TCDD ซึ่งกำหนดให้มีค่าแฟคเตอร์สมมูลความเป็นพิษ (toxic equivalent factor) เป็น 1 ส่วนไดออกซินและฟิวแรนอีก 17 ตัว เราจะกำหนดให้มีค่าแฟคเตอร์ความเป็นพิษให้สัมพันธ์กับ 2,3,7,8-TCDD เช่น ไดออกซินตัวที่มีความเป็นพิษเป็นครึ่งหนึ่งของ 2,3,7,8-TCDD ก็จะมีสมมูลความเป็นพิษ 0.5 ดังแสดงในตารางที่ 2

เพื่อคำนวณหาสมมูลความเป็นพิษรวม เราจะนำเอาค่าความเข้มข้นของไดออกซินแต่ละตัวที่วัดได้ในตัวอย่างที่เก็บมาคูณด้วยค่าแฟคเตอร์ของสมมูลความเป็นพิษของไดออกซินตัวนั้นๆ ต่อจากนั้น นำเอาสมมูลความเป็นพิษของไดออกซินในแต่ละตัวอย่างมารวมเข้าด้วยกันเป็นความเข้มข้นของไดออกซินที่วัดได้ในหน่วย TEQ

ลองมาคำนวณหาปริมาณไดออกซินในตัวอย่างของเนื้อวัวบดที่เก็บมาทดสอบ เราตรวจพบความเข้มข้นของไดออกซินและฟิวแรน ดังที่ระบุในตารางแถวที่ 2 เราทราบถึงค่าแฟคเตอร์ของสมมูลความเป็นพิษดังที่ระบุในตารางแถวที่ 3 เราก็จะได้ค่าสมมูลความเป็นพิษ (TEQ) ของไดออกซินและฟิวแรนแต่ละตัวดังปรากฎในตารางแถวที่ 4  เมื่อเรารวมค่า TEQ แต่ละตัวเข้าด้วยกันเราจะได้ค่าสมมูลความเป็นพิษรวม (Total TEQ)

ผลจากการคำนวณ เนื้อวัวบดที่เราเก็บมาทดสอบมีค่าสมมูลความเป็นพิษรวม 1.5 ส่วนในล้านล้านส่วนของไดออกซินตัวที่มีความเป็นพิษมากที่สุด

ค่าแฟคเตอร์ของสมมูลความเป็นพิษจะใช้ใน 2 รูปแบบ ค่าเดิมกำหนดขึ้นโดยคณะทำงานเรื่องไดออกซินและสารประกอบที่เกี่ยวข้องขององค์การป้องกันแอตแลนติกเหนือ(NATO) และ Committee on Challenges of Modern Society(CCMS) ซึ่งเรียกว่า แฟกเตอร์ของสมมูลความเป็นพิษสากล (International Toxic Equivalent Factor, I-TEF) ซึ่งใช้ในการคำนวณหาสมมูลของความเป็นพิษสากล(International Toxic Equivalent, I-TEQ)

ค่าแฟคเตอร์ของสมมูลความเป็นพิษอีกอันหนึ่งกำหนดโดยองค์การอนามัยโลก และโครงการปลอดภัยทางเคมีนานาชาติ (International Program for Chemical Safety) เป็นการประเมินใหม่ของความเสี่ยงด้านสุขภาพจากไดออกซินในมนุษย์และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

ประวัติศาสตร์ของผลกระทบจากไดออกซิน

พ.ศ. 2492 อุบัติเหตุที่โรงงานของบริษัทมอนซานโตในมลรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา ทำให้คนงานสัมผัสกับไดออกซิน

พ.ศ. 2496  อุบัติเหตุที่โรงงาน BASF ใน (อดีต) เยอรมันตะวันออก ปล่อยไดออกซินออกมาสู่ชุมชนใกล้เคียง 2 แห่ง

พ.ศ. 2500  ไดออกซินถูกระบุว่าเป็นสาเหตุของความเจ็บป่วยของคนงาน, อุบัติการณ์ของโรคบวมน้ำในไก่คร่าชีวิตไก่จำนวนล้านตัวในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกา สาเหตุเกิดจากอาหารไก่ที่มีเพนตาคลอโรฟีนอลซึ่งปนเปื้อนไดออกซิน

พ.ศ.2505–2513  เอเจนต์ออเร้นจ์ (เรียกกันทั่วไปว่าฝนเหลือง) ถูกนำใช้เป็นจำนวนมากในการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระหว่างสงครามเวียดนาม

พ.ศ.2508 และ 2509 บริษัทดาว์เคมีคอลสนับสนุนเงินทุนเพื่อทดลองใช้ไดออกซินกับผิวของนักโทษที่เรือนจำ Holmesburg ในมลรัฐเพลซิลวาเนีย สหรัฐอเมริกา

พ.ศ.2505-2510  การศึกษาอุบัติการณ์ของผลกระทบด้านพัฒนาการและภาวะเจริญพันธุ์ในนกกินปลามีถิ่นที่อยู่อาศัยในทะเลสาบใหญ่ทั้งห้าของทวีปอเมริกาเหนือ

พ.ศ. 2511 ประชาชนราว 1,800 คนในเมือง Yusho ประเทศญี่ปุ่นบริโภคน้ำมันรำข้าวที่ปนเปื้อนไดออกซิน (โพลีคลอริเนเตดไบฟีนิล(PCBs) และไดเบนโซฟูราน) อุบัติการณ์เดียวกันนี้ยังคล้ายคลึงกับที่เกิดจีนในเมือง YU-Cheng ใต้หวัน (2522) ซึ่งเป็นหลักฐานที่เห็นได้ของผลกระทบของไดออกซินที่มีต่อมนุษย์

พ.ศ.2511 สหรัฐอเมริกายุติปฏิบัติการณ์โปรยฝนเหลืองในเวียดนาม

พ.ศ. 2513 กากน้ำมันที่ปนเปื้อนไดออกซินถูกใช้เพื่อควบคุมฝุ่นบนถนนใน Times Beachs,มลรัฐมิสซูรี่ สหรัฐอเมริกา มีการอพยพชาวเมืองในปี พ.ศ.2526 หลังจากน้ำท่วมพัดพาไดออกซินกระจายไปทั่วชุมชน, มีการพบว่าไดออกซินเป็นสาเหตุของการเกิดที่ผิดปกติในหนู

พ.ศ.2515–2519 มีการนำเสนอและพัฒนาทฤษฎีความเป็นพิษจากไดออกซินของสารโปรตีน ในร่างกายมนุษย์ที่เรียกว่า Ah receptor

พ.ศ. 2516 โพลีโบรมิเนตไบฟีนีลหลุดรั่วโดยบังเอิญไปรวมอยู่ในอาหารสัตว์ในมลรัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา คร่าชีวิตฝูงวัวนับร้อย ส่งผลกระทบต่อโรงฆ่าสัตว์ที่นำเนื้อสัตว์ออกสู่ตลาด

พ.ศ. 2517 พบไดออกซินที่ปนปื้อนในน้ำนมแม่ในเวียดนามตอนใต้

พ.ศ. 2519 โรงงานผลิตไตรคลอโรฟีนอล (Trichlorophenol) ของ Hoffman- Laroche ระเบิดในเมืองเซเวโซ, อิตาลี เป็นผลให้ประชาชนกว่า 37,000 คนสัมผัสกับหมอกควันพิษซึ่งปนเปื้อนไดออกซิน

พ.ศ. 2520 พบไดออกซินเป็นสาเหตุของมะเร็งในหนู, กรมป่าไม้สหรัฐอเมริกายุติการใช้สารเคมีปราบศัตรูพืชที่ปนเปื้อนไดออกซินในพื้นที่ป่าอุทยานแห่งชาติ, สหรัฐยุติการผลิต PCBs ในเชิงพาณิชย์

พ.ศ.2521 พบไดออกซินใน Love Canal แถบน้ำตกไนแองการา นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา มีการอพยพ 240 ครอบครัวในเดือนสิงหาคม, มีการพบไดออกซินจากการปล่อยอากาศเสียของโรงงานเผาขยะเทศบาล, การศึกษาวิจัยแสดงให้เห็นมะเร็งในหนูทดลองที่สัมผัสกับ ไดออกซิน การศึกษานี้ถูกใช้เป็นหลักฐานสำหรับการประเมินความเสี่ยงของระดับการสัมผัสไดออกซินขององค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา, บริษัทดาวเคมีคอลเสนอทฤษฎี “ไดออกซินจากไฟป่า”

พ.ศ. 2522 องค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอนุมัติให้มีการชะลอการใช้สารเคมีปราบวัชพืช 2,4,5-T เป็นการด่วนหลังจากผลการศึกษาเบื้องต้นแสดงถึง ”การเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันของการแท้งลูกในช่วง 2 เดือนอันเป็นผลมาจากการใช้สารเคมีปราบวัชพืช”

องค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐพบไดออกซิน 40ส่วนในล้านส่วนในกากของเสียที่โรงงาน Vertac ในเมืองแจ็คสันวิลล์ มลรัฐอาร์คันซอว์สหรัฐอเมริกา

การปนเปื้อนไดออกซินใน น้ำมันรำข้าวในเมือง Yu-cheng ใต้หวัน

ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างการสัมผัสไดออกซินในสารเคมีปราบวัชพืช phenoxyacetic acid และมะเร็งที่เกิดที่เนื้อเยื่ออ่อน

พบไดออกซินเป็นตัวขัดขวางการทำงานของฮอร์โมนและตัวรับฮอร์โมน

พ.ศ. 2524 อุบัติการณ์ไฟไหม้ตัวเก็บประจุในเมืองบิงแฮมตัน นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ทำให้ตึกที่ทำการของรัฐบาลปนเปื้อนด้วยไดออกซิน (PCBs และฟูราน)

พ.ศ. 2526 – 2528 พบชาวอเมริกันทั่วไปมีไดออกซินปนเปื้อนในร่างกาย

พ.ศ. 2528 องค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐแถลงผลกระทบด้านสุขภาพจากไดออกซิน

พ.ศ.2529 พบไดออกซินในผลิตภัณฑ์กระดาษเนื่องมาจากการใช้คลอรีนฟอกกระดาษขาว

พ.ศ.2531 องค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกาเริ่มต้นทบทวนการประเมินผลไดออกซินครั้งแรก

พ.ศ.2533 การประชุมเรื่องไดออกซินซึ่งสนับสนุนเงินทุนโดยองค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐและสถาบันคลอรีน

พ.ศ. 2534 การประชุมภาคประชาชนเรื่องไดออกซินเป็นครั้งแรกในเมือง Chapel Hill มลรัฐนอร์ทแคโรไลน่า สหรัฐอเมริกา เพื่อให้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับความเป็นพิษของไดออกซินกับประชาชนและนักกิจกรรมชุมชน มีการทบทวนการประเมินผลไดออกซินโดยองค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐครั้งที่สอง, การศึกษาภาวะการตายโดยสถาบัน อาชีวอนามัยและความปลอดภัยแห่งชาติในกลุ่มคนงานโรงงานเคมีในสหรัฐพบความสัมพันธ์ระหว่างการเกิดมะเร็งและการสัมผัสไดออกซิน

พ.ศ. 2535 รายงานประจำสองปีครั้งที่ 6 ของคณะกรรมาธิการร่วมนานาชาติสหรัฐ–แคนาดา เรียกร้องให้มีการยกเลิกการใช้คลอรีน

พ.ศ.2536 การศึกษาวิจัยที่เมืองเซเวโซ อิตาลี ค้นพบการเกิดมะเร็งเพิ่มมากขึ้นในประชาชน ที่อาศัยอยู่ใกล้โรงงานช่วงที่มีการระเบิดในปี พ.ศ. 2519

พ.ศ.2537 องค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐแถลงรายงานฉบับร่างเรื่องการทบทวนการประเมินผลไดออกซิน มีการจัดประชุมใน 9 เมืองเพื่อรับฟังข้อเสนอแนะจากสาธารณชน, กลุ่มประชาชนที่ทำงานรณรงค์ด้านสารพิษชื่อ ”the Citizens Clearinghouse for Hazardous Waste” เริ่มต้นงานรณรงค์กำจัดไดออกซิน

พ.ศ.2538 คณะกรรมการที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์ขององค์การสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐจัดประชุมเพื่อทบทวนร่างรายงานการประเมินผลของไดออกซิน

พ.ศ. 2541 ตัวแทนรัฐบาลจาก 100 ประเทศทั่วโลกร่วมประชุมที่เมืองมอลทรีออล แคนาดา เริ่มต้นเจรจาสนธิสัญญาระดับโลกเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมของโลกและสุขภาพของมนุษย์ จากมลพิษที่เรียกกันว่า “สารมลพิษตกค้างยาวนาน“ ซึ่งไดออกซินเป็นหนึ่งในบัญชีรายชื่อ

พ.ศ. 2542 โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติเสนอรายงานระบุว่า โรงงานเผาขยะในประเทศญี่ปุ่นปล่อยไดออกซินเข้าสู่อากาศเกือบร้อยละ 40 ของการปล่อยไดออกซินทั่วโลก มลพิษจากไดออกซินกลายเป็นวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมครั้งใหม่ในญี่ปุ่นหลังจากกรณีโรคมินามาตะ

พ.ศ. 2544 การประชุม Diplomatic Conference ณ กรุงสต็อกโฮม สวีเดน เพื่อเปิดให้มีการรับรองและการลงนามอนุสัญญาว่าด้วยสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน จะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม

โรงไฟฟ้าขยะและไดออกซิน

ธารา บัวคำศรี – เขียน

โรงไฟฟ้าขยะกลับมาฮอตฮิตใหม่ด้วยวาระแห่งชาติที่ต้องการกำจัดขยะล้นเมือง นำไปสู่การตั้งคำถามผิดๆ ว่า “ถ้าเราไม่ฝังกลบหรือเผาขยะ แล้วเราจะทำอย่างไร ?” การที่ผู้ตัดสินใจนโยบายตั้งคำถามผิด จึงเกิดทางตันสองอย่าง 1) โรงงานเผาขยะและ 2) หลุมฝังกลบ

นักธุรกิจรีไซเคิลคนหนึ่งเคยกล่าวว่า “ เราต้องถามประเทศเราร่ำรวยหรือยากจน? เป็นหนี้เป็นสินเขาหรือเปล่า? เราเอางบประมาณที่มีอยู่จำกัดไปซื้อเครื่องมือราคาแพง ๆ มาเผาสิ่งของเหลือใช้ที่มีค่า แล้วปล่อยมลพิษให้คนไทยสูดดม ทรัพยากรเราไม่พออยู่แล้วกลับนำไปเผา นี่เรียกว่าเผาเงินกันเล่น ๆ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นแนวทางการจัดการปัญหาที่ไปพ้นจากเทคโนโลยีเผาขยะ

โดยทั่วไป เราวัดมลพิษในอากาศ อาหารและน้ำ ดินหรือฝุ่นเพื่อชี้ให้เห็นระดับการปนเปื้อน แต่การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพบนฐานข้อมูลเหล่านั้นมีความไม่แน่นอนอย่างมาก ต้องไม่ลืมว่าร่างกายแต่ละคนรับเอามลพิษผ่านช่องทางต่าง ๆ เข้าสู่ร่างกาย ร่ายแต่ละคนก็ดูดซึม กระจาย เผาผลาญและขับถ่ายของเสียแตกต่างกัน ผลกระทบด้านสุขภาพอาจเกิดจากการรับเอาสารพิษปริมาณน้อย ๆ เข้าไป กว่าจะเกิดโรคก็ใช้เวลานาน การวัดความเข้มข้นของมลพิษจากตัวชี้วัดทางชีวภาพในร่างกายคน (เลือด ปัสสาวะหรือเนื้อเยื่อ) เป็นวิธีการที่เหมาะสมที่สุดในการบ่งชี้ถึงการรับเอามลพิษเข้าสู่ร่างกายแล้วก่อให้เกิดโรค ปัจจุบัน

หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยยังอิงอยู่กับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมแบบเดิมซึ่งไม่ได้แก้ปัญหาอะไร ด้วยเหตุนี้ การที่โรงงานเผาขยะที่ดำเนินการที่ภูเก็ต และหาดใหญ่ เป็นต้น ปล่อยไดออกซินหรือมลพิษชนิดอื่น ๆ ต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่กระทรวงวิทยาศาสตร์กำหนดไว้ ไม่ได้หมายความว่า “ปลอดภัย”

เราไม่ได้พูดถึงแต่เฉพาะไดออกซินอย่างเดียว ไดออกซิน เป็นหนึ่งในสารมลพิษจำนวนกว่าร้อยชนิดที่ปล่อยออกมาจากโรงงานเผาขยะ และมีหลายชนิดที่เป็นสารก่อมะเร็งในคน และค่ามาตรฐานสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ตัวชี้วัดที่สำคัญของผลกระทบด้านสุขภาพ รายงานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบจากโรงงานเผาขยะทั่วโลกได้ระบุสถานะขององค์ความรู้ที่สำคัญไว้ ตัวอย่างเช่น

1) โรงงานเผาขยะทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ทำให้เกิดไดออกซินและโลหะหนักปนเปื้อนอยู่ในดินและพืชผลทางการเกษตร

2) ประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้กับโรงงานเผาขยะ มักจะได้รับสารพิษผ่านทางการหายใจหรือการกินอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษในพื้นที่นั้นๆ

3) การลดไดออกซินในไอเสียที่ปล่อยมาจากปล่องควันทำให้ไดออกซินสะสมอยู่ในกากของเสียและเถ้าเพิ่มมากขึ้น

4) มีโรงงานเผาขยะไม่กี่แห่งในโลกที่มีการตรวจสอบการปล่อยมลพิษอย่างต่อเนื่องหรือมีการตรวจสอบในขณะที่ดำเนินการตามปกติ

ความพยายามในการแยกขยะก่อนนำเข้าสู่เตาเผา เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ต้องลงทุนเพิ่มขึ้นและผูกขาดการจัดการขยะโดยกลุ่มธุรกิจ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการจัดการขยะโดยชุมชน ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจากโรงงานเผาขยะควรที่จะมีการติดตามอย่างใกล้ชิดและโปร่งใสโดยหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข ในด้านเศรษฐกิจ จะเห็นว่า ที่ผ่านมางบประมาณแผ่นดินส่วนหนึ่งได้นำมาจ้างบริษัทเอกชนดำเนินการเผาขยะ ขยะคือเชื้อเพลิงและบริษัทจำเป็นต้องได้กำไรจากธุรกิจของตน ปัจจุบัน เราใช้เงินภาษีของเราในการเผาขยะ และจะเป็นเช่นนี้ไปอีก 10-20 ปี เราจะต้องนำเข้าเตาเผาใหม่ซึ่งราคาแพงมาแทนตัวเดิม เราจำเป็นมีพื้นที่ฝังกลบที่ปลอดภัยสำหรับเถ้าที่เป็นพิษ และเราจำเป็นต้องรับภาระในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนที่อยู่บริเวณโดยรอบ นี่คือส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายราคาแพงที่ซ่อนเร้นอยู่