แถลงการณ์ ข้อเสนอต่อมาตรการห้าม/ควบคุมการนำเข้าเศษพลาสติกและการพัฒนาระบบคัดแยกขยะในประเทศให้ได้คุณภาพดีขึ้น
สืบเนื่องจากที่สาธารณรัฐประชาชนจีนประสบปัญหาการลักลอบนำเข้าสารอันตรายที่ปะปนมากับขยะพลาสติกและขยะอื่นหลายชนิดที่นำมาเป็นวัตถุดิบเพื่อรีไซเคิลและผลิตสิ่งของในประเทศ จนก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง รัฐบาลจีนจึงออกประกาศห้ามนำเข้าขยะจากต่างประเทศเป็นการเร่งด่วน 24 รายการ (ต่อมาประกาศเพิ่มเติมรวมทั้งสิ้น 32 รายการ) มาตรการนี้ส่งผลให้ขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมหาศาลไหลทะลักไปสู่ประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย (Interpol, 2020) จากข้อมูลการนำเข้าเศษพลาสติกของประเทศไทย พบว่า ในปี 2561 มีการนำเข้าเศษพลาสติกสูงถึง 552,912 ตัน เทียบกับปี 2559 ก่อนประเทศจีนประกาศห้าม มีการนำเข้ามาเพียง 69,500 ตัน ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 8 เท่า นอกจากนี้ ยังพบกรณีการลักลอบนำเข้าขยะพลาสติกปนเปื้อนและขยะอิเล็กทรอนิกส์สูงขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย ดังจะเห็นได้จากข่าวการตรวจจับการนำเข้าอย่างผิดกฎหมายที่ท่าเรือและโรงงานรีไซเคิลหลายแห่ง ปัญหาที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดกระแสการต่อต้านจากประชาชน และนำมาสู่การเร่งผลักดันให้มีมาตรการควบคุมการนำเข้าขยะอย่างจริงจังในเวลาต่อมา คณะอนุกรรมการเพื่อบูรณาการการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์และเศษพลาสติกที่นำเข้าจากต่างประเทศอย่างเป็นระบบ ซึ่งรัฐบาลแต่งตั้งขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว มีการประชุมเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2561 และได้มีมติให้ยกเลิกการนำเข้าเศษพลาสติกภายใน 2 ปี โดยช่วงผ่อนผันนี้ มีการกำหนดโควตาการนำเข้าคือ ปีที่ 1 นำเข้าได้ไม่เกิน 70,000 ตัน แบ่งเป็นพลาสติก PET 50,000 ตัน และพลาสติกชนิดอื่นรวม 20,000 […]
การสำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่องพลาสติกโดย IPSOS พ.ศ.2562
ผลจากการสำรวจความคิดเห็นที่ทำโดย IPSOS ในปี พ.ศ.2562 ซึ่งพิจารณาถึงทัศนคติของผู้บริโภคที่มีต่อบรรจุภัณฑ์และพลาสติกใช้แล้วทิ้ง ผลสำรวจเห็นได้ชัดเจนว่า 70-80% ของผู้ตอบแบบสอบถามต้องการให้ปฏิบัติการยกเลิก(ban)พลาสติกใช้แล้วทิ้งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้และบังคับให้ผู้ผลิตขยายความรับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายในการรีไซเคิล IPSOS ทำการสำรวจความคิดเห็นประชากรอายุต่ำกว่า 75 ปี จำนวน 19,515 คน ใน 28 ประเทศ ผ่านช่องทางออนไลน์ ระหว่างวันที่ 26 กรกฎาคมถึงสิงหาคม พ.ศ.2562) ที่มา : https://carbontracker.org/reports/the-futures-not-in-plastics/full-report/
โรงเผาขยะเป็นการจัดการขยะที่แพงที่สุด
ต้นทุนของการจัดการขยะอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับปัจจัยมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่เลือกใช้ ลักษณะของวัสดุที่ต้องการกำจัด ที่ดิน แรงงาน และต้นทุนพลังงาน และต้นทุนการเงิน แม้กระนั้นโรงเผาขยะมักเป็นทางเลือกที่แพงกว่าทางเลือกอื่น เพราะเป็นเทคโนโลยีที่ซับซ้อน ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล และทำให้เกิดต้นทุนการดำเนินงานสูง ยิ่งไปกว่านั้น โครงการโรงเผาขยะในประเทศกำลังพัฒนาต้องใช้เงินตราสกุลต่างชาติเป็นจำนวนมหาศาล ตามรายงานธนาคารโลกปี 2000 ต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการเดินเครื่องสำหรับโรงเผาขยะมีจำนวนอย่างน้อยสองเท่าของต้นทุนที่ใช้ในการกลบฝังขยะ รายงานระบุว่า ต้นทุนสุทธิของการเผาขยะต่อตันจะตกอยู่ที่ 25-100 เหรียญสหรัฐ (ในปี 1998) หรือเฉลี่ยประมาณ 50 เหรียญสหรัฐ ส่วนต้นทุนสุทธิของการกลบฝังขยะจะอยู่ประมาณ 10-40 เหรียญสหรัฐ ขึ้นอยู่กับการออกแบบ (เช่น จำนวนของชั้นเมมเบรนและระดับของการกรองเพื่อบำบัด (leachate treatment)) ต้นทุนสุทธิของการบำบัดขยะคำนวณจากต้นทุนต่อปีบวกค่าใช้จ่ายในการเดินเครื่องลบด้วยรายได้จากพลังงาน สำหรับโรงเผาขยะ ต้นทุนของเงินที่ต้องชำระ(ดอกเบี้ย) เพื่อใช้คืนเงินลงทุนเบื้องต้นในแต่ละปี อาจมีจำนวนมากกว่าครึ่งหนึ่งของต้นทุนการบำบัดสุทธิทีเดียว รายงานของธนาคารโลกสรุปว่า “…ต้นทุนการบำบัดสุทธิต่อตันของโรงเผาขยะมักมีจำนวนมากกว่าอย่างน้อยสองเท่าของต้นทุนสุทธิของการกลบฝังอย่างมีระบบ ในขณะเดียวกัน โครงการโรงเผาขยะมักทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความล้มเหลวทางเศรษฐกิจสูง…” เงินลงทุนเบื้องต้นของโรงเผาขยะ เงินลงทุนเบื้องต้นของโรงเผาขยะอาจมีมากเป็นหลายล้านเหรียญ เงินลงทุนเบื้องต้นของโรงเผาขยะเทศบาลขนาดใหญ่ในประเทศกำลังพัฒนาด้านอุตสาหกรรม อาจมีจำนวนมากถึง 50-280 ล้านเหรียญสหรัฐ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการกำจัดขยะของโรงงาน ซึ่งเมื่อคิดแจกแจงจะเห็นว่าเป็นต้นทุนมากถึง 136,000-270,000 เหรียญสหรัฐต่อความสามารถในการกำจัดขยะหนึ่งตันต่อวัน ข้อมูลจากข้อเสนอโครงการโรงเผาขยะในที่อื่นอาจมีต้นทุนที่สูงกว่าตัวเลขที่ธนาคารโลกเสนอไว้มากนัก ตาราง 4 ชี้ให้เห็นต้นทุนที่สูงของโรงเผาขยะบางแห่งที่ดำเนินการและมีการเสนอให้สร้างทั่วโลก […]
ผลิตภัณฑ์กระดาษที่ควรหลีกเลี่ยง
กระดาษกรองเครื่องต้มกาแฟ เครื่องต้มกาแฟของคุณควรใช้กรวยกรองทองเหลืองหรือใช้กรวยกรองชนิดที่ไม่ต้องทิ้งแทนที่จะใช้กระดาษกรอง ถุงกรองที่ทำด้วยผ้าฝ้ายที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้ก็มีเช่นกัน ทางเลือกอีกประการหนึ่งคือ ใช้เครื่องทำกาแฟแบบ Plunger กระดาษม้วนใช้ในครัว ไม่ควรใช้กระดาษม้วนในครัวแม้ว่าจะผลิตด้วยเยื่อกระดาษไม่ฟอกขาว ควรเลือกใช้ผ้าแทน ถ้วยและจานกระดาษ ผลิตภัณฑ์กระดาษเหล่านี้เคลือบด้วยไขหรือพลาสติกเพื่อป้องกันการซึมน้ำและไม่อาจย่อยสลายได้ด้วยชีววิธี ทั้งยังสร้างปัญหาขยะเช่นเดียวกับถ้วยและจานโฟมชนิดปลอดซีเอฟซี (Chlorofluorocarbon – CFC) ทางแก้ปัญหาคือใช้ภาชนะกระเบื้อง โลหะเคลือบ สังกะสี หรือภาชนะพลาสติกชนิดที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ กระดาษรองจาน อย่าใช้กระดาษรองจาน และต่อว่าร้านอาหารเมื่อเห็นมันบนโต๊ะอาหาร ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้เป็นขยะที่ไม่จำเป็นและไม่อาจนำไปรีไซเคิลได้ ถุงกระดาษแก้ว ผลิตภัณฑ์จำพวกนี้ผลิตขึ้นจากเส้นใยเซลลูโลส แต่ไม่มีกระบวนผลิตเซลลูโลสบริสุทธิ์ซึ่งจำเป็นต่อการผลิตกระดาษแก้วใดๆ ในปัจจุบันที่ไม่ต้องใช้คลอรีนจำนวนมหาศาล ถุงกระดาษแก้วฉีกขาดง่ายและนำมาใช้ใหม่ได้ไม่กี่ครั้ง ซองจดหมาย/เอกสาร ไม่ใช้ซองจดหมายแบบเจาะช่องหน้าต่างติดพลาสติก นอกจากคุณมั่นใจว่าช่องหน้าต่างใสนั้นผลิตจากแป้งข้าวโพดหรือวัสดุธรรมชาติอื่นๆ ที่ย่อยสลายได้ด้วยชีววิธี และไม่ใช้ซองจดหมายที่มีส่วนประกอบของกาวสังเคราะห์ เช่น ซองจดหมายแบบมีกาวในตัว พลาสติกและกาวสงเคราะห์รบกวนกระบวนการรีไซเคิล กางเกงในและถุงน่องชนิดใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง เป็นผลิตภัณฑ์กระดาษที่ใช้แล้วทิ้งชนิดที่แย่มาก อย่าซื้อเด็ดขาด! กระดาษรองโถห้องน้ำ ผลิตภัณฑ์ไร้สาระที่ไม่จำเป็นอีกชนิดหนึ่งของสังคมที่ถูกครอบงำด้วยสุขอนามัยเกินขนาด กระดาษชำระ ผ้าเช็ดหน้าเป็นทางเลือกที่ดีกว่า กระดาษห่อของขวัญ กระดาษที่มีสีสันแพรวพราวมากเท่าใดก็ยิ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากเท่านั้น ซื้อกระดาษห่อของขวัญที่เรียบง่าย ไม่ฟอกขาว และไม่เคลือบสารพิเศษ และนำกระดาษของขวัญมาใช้ใหม่มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หรือหลีกเลี่ยงการใช้กระดาษห่อของขวัญไปเลย การรีไซเคิลกระดาษ สิ่งที่ดีที่สุดในสำนักงานคือ ควรแยกกระดาษถ่ายเอกสารและกระดาษติดต่อภายในสำนักงานออกจากกระดาษชนิดอื่นๆ เพราะสามารถนำไปใช้ผลิตกระดาษรีไซเคิลคุณภาพสูงได้ เช่น […]