แสงแห่งชวา

ภาพถ่ายกลางคืนแนวเฉียงของหมู่เกาะชวา อินโดนีเซียโดยนักบินอวกาศบนสถานีอวกาศนานาชาติ จากการที่ชายฝั่งเรืองรองไปด้วยแสงของเมือง หมู่เกาะชวาโดดเด่นท่ามกลางความมืดมิดของมหาสมุทรอินเดีย เกาะชวาเป็นศูนย์กลางทางภูมิศาสตร์และเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย ด้วยประชากรกว่า 141 ล้านคน เกาะชวาจึงเป็นเกาะที่มีประชากรหนาแน่นมากที่สุดในโลก

ชวาเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะซุนดาซึ่งเป็นแนวเขตภูเขาไฟที่ยังไม่ดับที่ก่อตัวเป็นแนวหมู่เกาะ ภูเขาไฟเป็นบริเวณที่จำกัดการขยายตัวของพื้นที่ประชากรแน่นหนาและสามารถแยกแยะได้ชัดเจนในช่วงเวลากลางคืนจากขอบดำที่รายรอบไปด้วยแสงของเมือง หมู่เกาะที่มีประชากรหนาแน่นเหล่านี้ตกอยู่ในความเสี่ยงจากการปะทุของภูเขาไฟ แผ่นดินไหวและสึนามิอันเนื่องมาจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกของแผ่นดินที่ก่อตัวเป็นเกาะแก่ง

เขตเมืองที่ส่องสว่างมากที่สุดในยามค่ำคืนคือสุราบายา เมืองหลวงของชวาตะวันออก ซึ่งเป็นเมืองท่าและเมืองใหญ่เป็นอันดับสองบนเกาะชวา ท่าเรือ Tanjung Perak ที่สุราบายาเป็นท่าเรือที่จอแจมากที่สุดเป็นอันดับสองของอินโดนีเซีย เรือเข้าออกท่าโดยขนส่งสินค้า 33 ล้านตันและผู้โดยสาร 9 ล้านคนต่อปี แสงที่เป็นจุดและเป็นกลุ่มๆ รอบๆ เกาะชวาคือแสงของเรือเดินสมุทรและเรือประมง เรือประมงใช้แสงไฟสีต่างๆ เพื่อล่อปลา หมึกและแพลงตอน

หมายเหตุ:ภาพถ่ายของนักบินอวกาศ(Astronaut photograph ISS056-E-6994) ได้มาในวันที่ 9 มิถุนายน 2561 โดยใช้กล้องดิจิตอล Nikon D5 digital ที่มีเลนส์ 28 มม.

แปลเรียบเรียงจาก https://earthobservatory.nasa.gov/images/92666/lights-of-java

ผืนป่าดั้งเดิมในกัมพูชากำลังหายไป

santuk_etm_2000366acquired December 31, 2000 download large image (12 MB, JPEG, 3660×3660)

santuk_oli_2015303acquired October 30, 2015 download large image (9 MB, JPEG, 3660×3660)

 

กัมพูชาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการทำลายป่าไม้เร็วที่สุดในโลก ในภาพรวมของประเทศ ภูมิทัศน์ที่มีป่าไม้หนาแน่น  —รวมถึงในพื้นที่ป่าอนุรักษ์—ถูกแผ้วถางเพื่อเป็นพื้นที่สวนยางและอุตสาหกรรมตัดไม้ขนาดใหญ่

ทีมนักวิทยาศาสตร์จาก the University of Maryland และ the World Resources Institute’s Global Forest Watch ใช้ข้อมูลจากดาวเทียม Landsat เพื่อติดตามอัตราการสูญเสียป่าไม้ในระดับโลก ในขณะที่หลายประเทศต้องสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ ก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่า กัมพูชาเป็นประเทศที่มีการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้อย่างรวดเร็วมาก

ระหว่างปี ค.ศ. 2001 และ 2014 อัตราการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ต่อปีในกัมพูชาเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.4 หรืออีกนัยหนึ่งกัมพูชาสูญเสียป่าไม้รวมกัน  1.44 ล้านเฮกตาร์ หรือ 14,400 ตารางกิโลเมตร ประเทศอื่นๆ ที่มีอัตราการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้อย่างรวดเร็วรวมถึง เซียราเลโอน(ร้อยละ 12.6) มาดากัสการ์ (ร้อยละ 8.3) อุรุกวัย (ร้อยละ 8.1) และปารากวัย (ร้อยละ 7.7 )

การเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของกัมพูชาดังกล่าวนี้เป็นไปอย่างลึกซึ้ง ดังจะเห็นได้จากภาพถ่ายดาวเทียมสองภาพที่เปรียบเทียบกันด้านบน ภาพแรกถ่ายจาก  Enhanced Thematic Mapper Plus บนดาวเทียมLandsat 7 ในวันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ. 2000 แสดงพื้นที่ป่าไม้สมบูรณ์ดั้งเดิมบริเวณเขตรอยต่อจังหวัดกัมปงทมและกัมปงจาม ในวันที่ 30 ตุลาคม ค.ศ. 2015 เครื่องมือ the Operational Land Imager (OLI) บนดาวเทียม Landsat 8 จับภาพที่สองที่แสดงให้เห็นถึงพื้นที่มีเส้นถนนที่ตัดเป็นตารางและพื้นที่สวนยางขนาดใหญ่ ชายขอบพื้นที่ป่าไม้ดั้งเดิม(สีเขียวเข้ม) ถูกแผ้วถางออกและแทนด้วยผิวดิน พืชเศรษฐกิจและพื้นที่ป่าเป็นหย่อมๆ (สีน้ำตาลและเขียวอ่อน)

cambodia_oli_2014
acquired 2000 – 2014 download large image (5 MB, PNG, 3000×2000)

 

ทีมนักวิจัยใช้ข้อมูลดาวเทียม Landsat และ ข้อมูลด้านเศรษฐกิจต่างๆ แสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงราคายางในระดับโลก และ การขยายตัวอย่างมากของการเช่าสัมปทานพื้นที่ มีบทบาทสำคัญในการเร่งให้มีอัตราการทำลายป่าอย่างรวดเร็วมากขึ้นในกัมพูชา รัฐบาลกัมพูชาเปิดให้มีการเช่า พื้นที่สัมปทาน แก่นักลงทุนในประเทศและต่างประเทศเพื่อกิจการเกษตรกรรม การผลิตไม้ซุงและอื่นๆ ทีมนักวิจัยพบว่า อัตราการสูญเสียป่าไม้ในพื้นที่เช่าสัมปทานสูงกว่าพื้นที่อื่นๆ ร้อยละ 29-105

งานของ Matthew Hansen และห้องปฏิบัติการ Global Land Analysis and Discover(GLAD)ของเขาที่ University of Maryland  มีบทบาทหลักในการเปิดเผยให้เห็นถึงขอบเขตของการทำลายป่าไม้นี้ ในปี ค.ศ.2013 ทีมของเขาตีพิมพ์ แผนที่โลกว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้เป็นครั้งแรก แผนที่ด้านบนแสดงถึงขอบเขตของการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ของกัมพูชาทั้งประเทศ ระหว่างปี 2000 และ 2014การสูญเสียส่วนมากเกิดขึ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

ด้วยความร่วมมือกับ World Resources Institute ห้องปฏิบัติการ GLAD ทำการพัฒนาระบบเตือนรายสัปดาห์ ขึ้น การทำลายป่าไม้จะถูกตรวจจับด้วยดาวเทียมพร้อมกับภาพถ่ายใหม่ ผู้ใช้สามารถสมัครในการอัพเดทผ่านอีเมล์ ระบบเตือนการทำลายป่าไม้ที่เข้าถึงได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายนี้เกิดขึ้นแล้วในคองโก ยูกันดา อินโดนีเซีย เปรูและบราซิล ทีมนักวิจัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าระบบนี้จะนำไปใช้ในกัมพูชาและส่วนที่เหลือในเขตร้อนในปี ค.ศ. 2017 นี้

ข้อมูลอ้างอิงและศึกษาเพิ่มเติม

NASA Earth Observatory images by Joshua Stevens, using Landsat data from the U.S. Geological Survey and Global Forest Watch. Caption by Adam Voiland.

Instrument(s): 
Landsat 7 – ETM+
Landsat 8 – OLI
Landsat 5 – TM

กรีนพีซเปิดโปงแบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำ ปล่อยสารพิษลงแหล่งน้ำในอินโดนีเซีย | Greenpeace Thailand

กรีนพีซเปิดโปงแบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำ ปล่อยสารพิษลงแหล่งน้ำในอินโดนีเซีย | Greenpeace Thailand.

เกาะบอร์เนียวร้อนเป็นไฟ– การตัดไม้ทำลายป่ากับถ่านหิน

ผลกระทบจากการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อทำเหมืองถ่านหินปรากฏชัดเจนอย่างรวดเร็วในอินโดนีเซียที่เป็นผู้ส่งออกถ่านหินรายใหญ่อันดับสองของโลก  ถ่านหินที่สกัดจากเหมืองในอินโดนีเซียถูกขนส่งไปทั่วโลก อาทิ ญี่ปุ่นและอิตาลี จังหวัดกาลีมันตันเป็นศูนย์กลางของภาคธุรกิจเหมืองถ่านหินของอินโดนีเซีย โดยมีปริมาณสำรองถ่านหินถึงประมาณ 21 พันล้านตันจากทั้งหมด 76 ล้านตันในการผลิตถ่านหินของประเทศอินโดนีเซีย ในปี 2543 มีถ่านหินถึงร้อยละ 85 ที่มาจากจังหวัดกาลีมันตัน

ในจังหวัดกาลีมันตันตะวันออก บริษัททำเหมืองได้กว้านซื้อและทำสัญญาสัมปทานถ่านหิน ปัจจุบันมีพื้นที่หลายล้านเฮกตาร์ที่ซ้อนทับกับเขตป่าฝนเขตร้อนที่ยังหลงเหลืออยู่ นอกจากนี้ แผนที่พื้นที่ป่าที่ถูกทำลายในช่วงปี 2543–2550 แสดงให้เห็นว่าเมื่อไม่นานมานี้เอง ได้มีการตัดไม้ทำลายป่าเกิดขึ้นภายในบริเวณพื้นที่เหมืองถ่านหินที่ดำเนินการอยู่ ชี้ให้เห็นถึงการขยายตัวของการทำเหมืองแบบเปิด(Strip Mining)

สถาบันเศรษฐกิจพลังงานแห่งญี่ปุ่นได้คาดการณ์เอาไว้ว่าผลผลิตถ่านหินจากจังหวัดกาลีมันตันจะเพิ่มมากขึ้นเป็นสามเท่าภายในปี 2563 หากยังมีการขยับขยายเหมืองถ่านหินขึ้นจริงอุตสาหกรรมถ่านหินก็จะกลายเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการตัดไม้ทำลายป่าบนเกาะบอร์เนียว

——————–

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : เผาผลาญจากใต้ธรณี

ชั้นถ่านหิน กองถ่านหินและกากของเสียที่เริ่มไหม้และไม่สามารถดับได้เรียกว่าไฟถ่านหิน(coal fires) สาเหตุของการเกิดไฟดังกล่าวคือการสันดาปที่เกิดขึ้นเอง ซึ่งเป็นปฏิกิริยาระหว่างออกซิเจนกับความร้อนจากถ่านหิน กิจกรรมเหมืองถ่านหินจะเป็นตัวเร่งให้เกิดปฏิกิริยาดังกล่าว จากการที่กองถ่านหินซึ่งแต่เติมถูกปกคลุมไว้นั้นเปิดรับหรือสัมผัสกับออกซิเจน และนอกจากนั้น ยังนำไปสู่การสะสมของกากตะกอนจากถ่านหินขนาดใหญ่และกากของเสีย ไฟถ่านหินติดไฟขึ้นโดยฟ้าผ่าหรือไฟป่า ยกตัวอย่างเช่น ในอินโดนีเซีย ไฟถ่านหินเคยเผาผลาญบริเวณพื้นที่ป่าฝนเขตร้อน จากการที่เหมืองถ่านหินทำให้เกิดประกายไฟถ่านหินกว่า 300 จุดตั้งแต่ยุคคริสตทศวรรษ 1980

ไฟถ่านหินเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศจำนวนมาก ผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากไฟถ่านหินบางครั้งอาจมีความรุนแรงมาก ไฟถ่านหินปลดปล่อยสารต่างๆ ที่เป็นพิษออกมา อาทิ สารหนู สารตะกั่วและซีลิเนียม เมื่อสูดดมเข้าไปจะเป็นอันตราย สารพิษเหล่านี้ตกลงสู่พืชผลและอาหารที่อาจถูกกินโดยฝูงปศุสัตว์ หรือสะสมในเนื้อเยื่อในนกหรือปลาได้ สารพิษเช่น สารเบนซีน โทลูอีน ไซลีน และเอทิลเบนซีน เป็นต้น ถูกปลดปล่อยจากไฟถ่านหินเหล่านี้และเป็นอันตราย

ผลกระทบในระยะยาวของปัญหาไฟไหม้ถ่านหินนั้นมีมากมายมหาศาล กล่าวคือเมื่อการขุดถ่านหินเป็นตัวนำทางให้ออกซิเจนไปสัมผัสกับชั้นถ่านหิน จึงทำให้เกิดไฟถ่านหินอยู่ใต้ดินเป็นเวลาหลายร้อยปี โดยไฟถ่านหินที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในโลกยังคงเผาไหม้อยู่ในออสเตรเลีย และมีอายุมากกว่า 2,000 ปีแล้ว

——————

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ประสบการณ์ตรงจากทั่วโลก

เมื่อคำนวณต้นทุนจริงของถ่านหิน เราสามารถประเมินความเสียหายส่วนใหญ่ได้ เช่น ค่าใช้จ่ายของการรักษาทางการแพทย์ อันตรายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และอุบัติเหตุในเหมืองถ่านหิน โดยประเมินออกมาเป็นความเสียหายทางการเงิน

อย่างไรก็ตาม เป็นไปไม่ได้ที่จะคำนวณค่าใช้จ่ายของทุกอย่าง เป็นไปไม่ได้ที่จะคำนวณความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมทุกกรณี เป็นไปไม่ได้ที่จะคำนวณการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่คนงานเป็นผู้ทุกข์ทรมานในอุตสาหกรรมถ่านหินออกมาเป็นตัวเลข เป็นไปไม่ได้ที่จะตีค่าของชุมชนที่มองดูวัฒนธรรมของพวกเขาเสื่อมถอยลงออกมาเป็นราคา

เรื่องราวของผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากถ่านหินต่อไปนี้ไม่สามารถประเมินเป็นตัวเลขได้ พวกเขาทั้งหมดมาจากประเทศที่ได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษจากถ่านหิน เรื่องราวทั้งหมดแสดงถึงผลกระทบในทุกขั้นตอนของถ่านหิน ตั้งแต่การทำเหมืองไปถึงการเผาไหม้ รวมถึงความสกปรกอันเป็นอมตะของถ่านหิน

ในประเทศโคลัมเบีย ชุมชนชาวพื้นเมืองถูกคุกคามและถูกบังคับให้ออกจากที่ดินของตนเพื่อใช้สร้างเหมืองถ่านหิน หลายพันคนในฌาร์เรีย อินเดียทุกข์ทรมานจากสภาพความเป็นอยู่ที่น่าหวาดกลัว เพราะไฟถ่านหินจากการสันดาบที่เกิดขึ้นเองในเหมืองที่ไม่สามารถควบคุมได้ ในรัสเซีย สภาพความไม่ปลอดภัยของเหมืองทำให้คนงานจำนวนมากบาดเจ็บและเสียชีวิต

ในประเทศต่างๆ เช่น อินโดนีเซีย จีนและไทย มลพิษทางอากาศจากการเผาไหม้ถ่านหินกำลังทำลายชีวิตความเป็นอยู่ โบราณวัตถุเก่าแก่ ลดผลผลิตของพืชผลและคร่าชีวิตผู้คน ความเลวร้ายอันเป็นอมตะของเหมืองถ่านหินจะทำให้ผืนดินในแอฟริกาใต้ได้รับสารพิษจากการรั่วซึมของกรดในเหมืองหลังจากที่เหมืองถูกปิดไปนานแล้ว ในขณะที่ในภูมิภาคคูยาเวีย-โปเมอราเนียในโปแลนด์นั้น การทำเหมืองถ่านหินทำให้ระดับน้ำในทะเลสาบออสโตรวสกี้ลดลงอย่างมาก ในสหรัฐอเมริกา การทำเหมืองถ่านหินหมายถึงการระเบิดภูเขา การฝังกลบลำธารและทำให้ชุมชนใกล้เคียงถูกปนเปื้อนด้วยสารพิษ ในเยอรมนี การปรับพื้นที่เพื่อทำเหมืองแบบเปิดหน้าดินทำให้ทะเลสาบหลายแห่งถูกทำลาย โดยน้ำกลายสภาพเป็นกรดไม่ต่างจากน้ำส้มสายชู

อย่างไรก็ตาม เพื่อรับมือกับความเสียหายและอันตรายที่มีสาเหตุจากถ่านหินที่ยังไม่ได้รับการบรรเทา ชุมชนได้ลุกขึ้นสู้ ในออสเตรเลีย คนทำไวน์ ผู้ผสมพันธุ์ม้า คนท้องถิ่น และคนงานเหมืองได้ลุกขึ้นปฏิเสธการขยายตัวของเหมืองถ่านหิน และยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียน ในฟิลิปปินส์ กลุ่มคนที่หลากหลายได้รวมตัวเป็นหนึ่งเพื่อคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ โดยเรียกร้องให้พัฒนาพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและยั่งยืน เรื่องราวเช่นนี้เป็นแรงบันดาลใจ ให้ความหวัง และชี้นำทิศทางไปสู่อนาคตที่ดีขึ้น อนาคตที่ไม่ถูกทำลายด้วยถ่านหินสกปรก แต่ถูกเติมพลังด้วยแหล่งพลังงานที่ปลอดภัย ยั่งยืนและสามารถปกป้องสภาพภูมิอากาศของพวกเรา

————

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี

Revolt in Paradise – ปฏิวัติในสรวงสวรรค์

ธารา บัวคำศรี
อ่านและเขียนวิจารณ์หนังสือในฤดูฝนพรำ, เชียงใหม่ 2535

เหตุการณ์วุ่นวายทางการเมืองในอินโดนีเซียแว่วมาถึงเชียงใหม่ในฤดูฝนพรำ ท้องฟ้ามีเมฆครึ้มทั้งวันคืน หากฟ้ากลางคืนเปิด ใครบางคนพยายามมองหาดาวประกายแสงสีม่วง ดวงดาวในนิยายจีนเรื่องหนึ่ง ที่ “สุธารา คะตุตตันตรี” ผู้ประพันธ์ Revolt in Paradise ได้ฟังเมื่อเยาว์วัยว่า ผู้ที่จะได้พบกับสันติสุขบริสุทธิ์ ก่อนอื่นต้องสละ โลกียะและสมบัติทั้งหลายและดั้นด้นค้นหาดินแดนที่มีดวงดาวสีม่วง เฉพาะผู้เสียสละเท่านั้นจึงจะเห็น

เมื่ออ่านถึงหน้าสุดท้าย ชีวิตที่โลดแล่นใน Revolt in Paradise ประดุจดังนิยาย หม่อมหลวงตุ้ย ชุมสาย ผู้ถ่ายทอดเป็นภาษาไทยเมื่อปี 2526 เขียนคำนำว่า เมื่อครั้งเดินทางไปดูงานที่อินโดนีเซีย มีเพื่อนชาวมาเลเซีย เชื้อสายจีนซื้อหนังสือเล่มนี้และขอร้องให้อ่าน ผู้แปลอ่านจบในคืนเดียว หนังสือเขียนขึ้นด้วยภาษาสละสลวย เนื้อเรื่องสนุกสนาน แฝงด้วยคุณธรรม

“สุธารา” ในภาษาอินโดนีเซียหมายถึง น้องหญิง (ความหมายที่ ดร.ซูการ์โนเรียกเธอ “คะตุตตันตรี” คือ “ตันตรีบุตรคนที่สี่” (ตันตรีเป็นวิสามัญนาม) ชื่อของหญิงชาวอังกฤษสัญชาติอเมริกันที่ไม่ยอมเปิดเผยชื่อจริง ตั้งแต่เริ่มแรกจนจบ เนื่องจากเรื่องนี้เป็นชีวิตจริงของเธอ มนต์ขลังจากภาพยนตร์เรื่อง Bali : The Last Paradise เธอตัดสินใจเดินทางลงเรือสินค้าที่นิวยอร์คไปยังปัตตาเวีย ต่อไปยังบาหลีเพื่อวาดรูป ระหว่างทางเธอพบปีโต้ เด็กกำพร้าคู่หูที่คอยเป็นล่าม (ต่อมาเขาได้เป็นทหารยศร้อยตรีในกองกำลังปฏิวัติ) ขณะนั้นอินโดนีเซียอยู่ในการครอบครองของดัชท์สงครามโลกครั้งที่สอง สุธารา คุตุตตันตรีต้องตกค้างในบาหลี เธอเห็นใจและเข้าใจชาวอินโดนีเซียซึ่งดิ้นรนเพื่อให้ได้มาซึ่งเสรีภาพ Merdeka Atau Mati – เสรีภาพหรือตาย คือคำขวัญของขบวนการเรียกร้องเอกราชอินโดนีเซีย ผ้าสีขาวแดงที่มีตัวอักษรเป็นคำขวัญนี้พันไว้ที่แขนของเธอตลอดเวลาที่เธอร่วมขบวนการปฏิวัติ

Revolt ในชื่อหนังสือของเธอหมายถึงการปฏิวัติต่อดัชท์ของประธานาธิบดีซูการ์โน และต่อการยึดครองอินโดนีเซียของญี่ปุ่นโดยขบวนการกู้ชาติในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองที่บาหลี ข้าหลวงชาวดัชท์ห้ามไม่ให้เธอคลุกคลีกับชาวพื้นเมือง บอกว่า บาหลีคือส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ศิลปินหลายคนมาที่นี่ไม่ช้าก็เบื่อ มีแต่อากาศร้อน ความสกปรกโสมมสารพัด เธอตอบกลับด้วยความโกรธ บอกว่า “ท่านปกครองเกาะบาหลีมาสามร้อยปีแล้ว รัฐบาลดัชท์นั่นแหละทำไม่ดี” เธอขับรถออกจากโรงแรม หนีอารยธรรมของชาวดัชท์ น้ำมันรถหมดที่หน้าวังของท้าวพระยาผู้ครอบแคว้นเกเด (ระตูเกเด) เขาพูดกับเธอ “พระเจ้าลิขิตให้เธอมาที่นี่ ลูกสาวของฉัน”

ก่อนญี่ปุ่นขึ้นฝั่งบาหลีในเดือนกุมภาพันธ์ 2485 สุธารา คุตุนตันตรีคือแหม่มผิวขาวแต่ตัวเป็นสาวบาหลี ใช้ชีวิตอยู่กับชาวบ้าน เป็นที่รักใคร่ของคนทุกกลุ่ม เธอรับฟังความคิดของคนรุ่นใหม่ที่กำลังก่อหวอดเพื่อปฏิวัติล้มล้างอำนาจปกครองของชาวดัชท์ รับรู้เรื่องราวของนักโทษการเมืองที่ค่ายกักกันในเกาะนิวกินีจากระเด่นนูรา(บุตรชายหัวก้าวหน้าของระตูเกเด) นักโทษการเมืองหนึ่งในนั้นรวมถึง ดร.ซูการ์โน ชายหนุ่มผู้เฉลียวฉลาด กล้าหาญ เอาจริงเอาจังเมื่อญี่ปุ่นรุกรานหมู่เกาะอินโดนีเซีย บาหลีซึ่งคุตุตตันตรีถือเป็นสรวงสวรรค์ของเธอหลุดจากเงื้อมมือดัชท์เพียงเพื่อไปตกอยู่ในเงื้อมมือผู้พิชิตคนใหม่

ระเด่นนูราพาเธอข้ามมายังเกาชะวาเพื่อความปลอดภัย ต่อมาเธอช่วยเป็นล่ามให้กับคณะกรรมาธิการฝ่ายทหารสหรัฐ ญี่ปุ่นรุกเกาะชวาจนทหารฝ่ายพันธมิตรถอยร่นไปยังออสเตรเลีย คะตุตต้นตรีซึ่งรักอินโดนีเซียเป็นชีวิตจิตใจได้สิ้นเชิง ไม่ยอมหนี ขบวนการใต้ดินเพื่อต่อต้านญี่ปุ่นได้แผ่ขยายจนมีสาขาทั่วหมู่เกาะและเธอตัดสินใจเข้าร่วมการทำงานให้ดินร่วมกับขบวนการปฏิวัติทำให้เธอถูกทหารญี่ปุ่นจับตัวไปสอบสวนและ ทรมานอย่างโหดร้ายทารุณจวนเจียนตายโดยหน่วยเค็มเปไตที่เมืองสุราไบย่า

จวบจนญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามและวันที่ 17 สิงหาคม 2488 กลุ่มผู้รักชาติในอินโดนีเซียในเกาะชะวาผลักดันให้เกิดการประกาศอิสรภาพ และแต่งตั้งให้ ดร.ซูการ์โนเป็นประธานาธิบดีร่างกายของคะตุตตันตรีบางส่วนยังเป็นอัมพาต ผอมซีดไม่ผิดจากซากศพ น้ำหนัก 30 กิโลกรัม เมื่อถูกปล่อยตัว เพื่อนชาวอินโดนีเซียที่ทำงานในกองกำลังซุ่มโจมตีพาเธอไปฟื้นฟูที่บ้านพักบนภูเขาจนเธอหายเป็นปกติ

ปีโต้-อดีตเด็กกำพร้าคู่หูของเธอเดินทางมาเยี่ยม และเป็นครั้งที่สามที่เธอเลือกเดินไปตามเส้นทางแห่งชีวิตเพื่อประชาชนชาวอินโดนีเซียคือเข้าร่วมขบวนการกู้ชาติ เธอพูดกับปีโต้ว่า “ฉันจะเป็นตาให้ท่านมองเห็น เป็นลิ้นให้ท่านพูดได้ คอยดูว่าท่านได้รับเงินทอนถูกต้องหรือไม่ ฉันจะนำทางให้ท่าน ถ้าทำไม่ได้ฉันจะยอมตาย” เมื่อแรกที่เธอมาถึงอินโดนีเซีย ปีโต้ในฐานะล่ามเคยพูดกับเธอเช่นนี้

เธอร่วมปฏิบัติการในหน่วยซุ่มโจมตีของการกำลังปฏิวัติ เขียนบทความลงใน The Voice of Free Indonesia ร่วมงานกับเจ้าหน้าที่ของวิทยุ Pemberontakan ต่อมาได้เป็นเพื่อนร่วมงานกับประธานาธิบดีซูการ์โนและ หัวหน้าคณะปฏิวัติหลายคน เธอเขียน “มีคนบอกว่าซูการ์โนเจ้าชู้ ปากหวาน เลียมผู้หญิงไม่เลือกว่าแก่หรือสาว สวยหรือไม่สวย เธอก็เชื่อว่าที่ได้ยินมานั้นไม่ใช่เรื่องเหลวไหลเมื่อได้พบกับตัวจริง แต่ใครก็ตามเมื่อได้พบก็อดไม่ได้ ที่ต้องชื่อชอบเขา เขาเป็นคนมีอารมณ์สำรวล และชอบพูดตลกล้อเลียนให้คู่สนทนาเพลิดเพลิน เข้าเป็นทั้งนักจิตวิทยาและนักแสดง เขาจับจุดได้ว่า ชาวบ้านทั่วไปไม่ค่อยรู้เรื่องดีนักเกี่ยวกับทฤษฏีปฏิวัติและเสรีภาพ บอลรีเวียร นักปฏิวัติชาวอเมริกันสมัยอาณานิคมอังกฤษเป็นคนเขานิยมเป็นพิเศษเขาจึงใช้วิธีเล่าเรื่องโดยยกตัวอย่างแทน” ซูการ์โนเคยบอกเธอว่าเขาเป็นเผด็จการชั้นดีไม่ได้ “เพราะหัวใจของเขาไม่มีธาตุของผู้เผด็จการอยู่เลย”

สถานการณ์หลังจากอินโดนีเซียเป็นสาธารณรัฐ สร้างความสับสนให้เธอพอสมควร ปิโต้แจ้งข่าวว่า ระเด่นนูราถูกยิงเสียชีวิตจากกองซุ่มโจมตีของกลุ่มปฏิวัติบาหลีหัวรุนแรง เพราะไม่เห็นด้วยกับวิธีการป่าเถื่อนโดยการประกาศล้างโคตรชาวดัชท์เพราะชาวบาหลีถูกจับโกนหัวประจานเย้ยหยันคำขวัญ Merdeka ของอินโดนีเซีย เธอเองได้รับการติดต่อจาก ตัน มะละกาหัวหน้าใหญ่ของพวกคอมมิวนิสต์ในชะวา เธอเห็นว่า แม้ตัน มะละกาจะเป็นคอมมิวนิสต์จริง เขาก็ต่อสู้เพื่อ Merdeka ของอินโดนีเซียเช่นเดียวกับซูการ์โนซึ่งเป็นนักสังคมนิยม หลักจากฝ่าแนวปราการของดัชท์ไปยังสิงคโปร์และออสเตรเลีย ทำงานประชาสัมพันธ์และติดต่อกลุ่มต่างๆ เพื่อขอความช่วยเหลือ สื่อมวลชนต่างประเทศรู้จักเธอในนาม “สุราไบย่าซู” จนกระทั่งดัชท์แพ้มติโลก ยอมปล่อยอินโดนีเซีย เธอจึงมีโอกาสกลับสหรัฐฯ เวลานั้นเธอมิอาจล่วงรู้ว่าอีก 20 ปีต่อมา บุงซูการ์โน (บุงหรือบังหมายถึงพี่) ผู้เรียกเธอว่าน้องหญิง ถูกซูฮาร์โต นายพลหนุ่มก่อรัฐประหารยึดอำนาจ และอินโดนีเซียอยู่ภายใต้อำนาจไร้เทียมทานของเขามาถึงปัจจุบัน(ปี 2535)

หากสุธารา คะตุตตันตรี ยังมีชีวิตอยู่ ข่าวเหตุการณ์ต่อต้านรัฐบาลซูฮาร์โตของประชาชนอินโดนีเซียและทำลายพรรคการเมืองฝ่ายค้านที่มีนางเมฆาวดีบุตรสาวของซูการ์โนเป็นผู้นำ เธอคงเปิดอ่านจดหมายของระเด่นนูรา เพื่อนสนิทชาวบาหลีที่เขียนไว้ก่อนเขาเสียชีวิต อีกครั้ง “…ตราบที่เรามี Merdeka อยู่ในหัวใจของเรา เราก็เป็นคนที่มีหวัง เมื่อเราเป็นมนุษย์เสรีแล้ว เราจะเอาแสงสว่างนั้นส่องเข้าไปในตัวเราเพื่อค้นหาวิญญาณของเรา ขจัดความเห็นแก่ตัวและความคิดเลวทรามออกไปให้หมดสิ้นจากจิตใจเพื่อจะได้เดินเชิดหน้าไปบนผิวโลกอย่างมีศักดิ์ศรีเช่นเสรีชนทั้งหลาย”สูงลิบล้ำขึ้นไปบนท้องฟ้าอินโดนีเซีย ดวงดาวซึ่งส่องแสงเป็นประกายสีม่วงดวงหนึ่งลอยเด่น สุธารา คะตุตตันตรีกลับมาสู่ฝั่งบาหลีและชาวบาหลีที่เธอรักอย่างปลอดภัย การปฏิวัติในสรวงสวรรค์จะเริ่มต้นอีกครั้ง