Taragraphies — Header Component

กับดักคาร์บอนเครดิต: เมื่อตลาดคาร์บอนสร้างภาระให้คนที่ยากจนที่สุด

บทวิเคราะห์โดย ธารา บัวคำศรี

อ้างอิงรายงาน: GRAIN, “The Carbon Credit Trap: A new danger for farmers in Asia”, พฤษภาคม 2569

ตลาดที่ขายความหวัง แต่มอบภาระ

มีคำถามหนึ่งที่ควรถามทุกครั้งเมื่อใครสักคนพูดถึงคาร์บอนเครดิตจากภาคเกษตร คือ เงินจากการขายเครดิตนั้นตกถึงมือเกษตรกรจริงแค่ไหน

รายงานล่าสุดจาก GRAIN ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยด้านความมั่นคงทางอาหารและสิทธิในที่ดิน ตอบคำถามนั้นด้วยตัวเลขที่ควรพินิจอย่างตั้งใจ โดยเฉลี่ยแล้ว เกษตรกรรับรายได้เพียง 10% จากมูลค่าคาร์บอนเครดิตที่เกิดขึ้นจากที่ดินและแรงงานของพวกเขา ส่วนที่เหลือ 90% ถูกแบ่งระหว่างบริษัทนายหน้า ค่าใช้จ่ายในการรับรองมาตรฐาน ค่าบริหารจัดการโครงการ และกองทุนสำรอง

ตัวเลขนี้คือผลลัพธ์ที่ออกแบบมาจากโครงสร้างของตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจที่เติบโตอย่างรวดเร็วทั่วเอเชีย และนั่นคือสิ่งที่บทความต้องการนำเสนอ

เอเชียในฐานะ “ฟาร์มคาร์บอน” ของโลก

ปัจจุบัน เอเชียเป็นแหล่งผลิตคาร์บอนเครดิตมากกว่าครึ่งหนึ่งของตลาดโลก โดยเอเชียตะวันออกมีสัดส่วนสูงสุดที่ 50% ตามด้วยเอเชียใต้ที่ 31% และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ 12% และตัวเลขนี้กำลังขยายตัวต่อเนื่อง มูลค่าตลาดคาร์บอนเครดิตภาคเกษตรในเอเชียมีแนวโน้มแตะระดับ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีภายในปี 2573

GRAIN สำรวจพบโครงการชดเชยคาร์บอนภาคเกษตรในเอเชียทั้งสิ้น 581 โครงการ แบ่งเป็นโครงการนาข้าว 309 โครงการ ป่าไม้(ดูดซับ)คาร์บอน 114 โครงการ คาร์บอนในดิน 75 โครงการ ทุ่งหญ้าและปศุสัตว์ 46 โครงการ และการจัดการชลประทาน 15 โครงการ

ความหนาแน่นของโครงการเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเกษตรกรจะรับประโยชน์จากตลาดคาร์บอนที่กำลังบูม ตรงกันข้าม ขนาดของตลาดที่ใหญ่ขึ้นหมายถึงขนาดของความเสี่ยงและการสูญเสียที่อาจตกอยู่กับเกษตรกรมากขึ้นตามไปด้วย

กับดักคาร์บอน 4 แบบ

รายงาน GRAIN จำแนกโครงการคาร์บอนที่กำหนดเป้าหมายเกษตรกรเอเชียออกเป็นสี่ประเภทหลัก แต่ละประเภทมีความเสี่ยงที่แตกต่างกัน แม้ทุกประเภทจะมีจุดเหมือนกัน คือ เกษตรกรแทบไม่มีอำนาจต่อรองในการกำหนดเงื่อนไขสัญญา

โครงการนาข้าว เป็นโครงการที่มีจำนวนมากที่สุดในเอเชีย บริษัทใช้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เช่น แอปพลิเคชันมือถือและระบบติดตามผ่านดาวเทียมเพื่อวัดการลดลงของก๊าซมีเทนจากการเปลี่ยนวิธีการทำนา เกษตรกรต้องเปลี่ยนวิถีการเพาะปลูกที่สืบทอดมาหลายชั่วคน แต่มีรายได้ในสัดส่วนเพียงเล็กน้อย

โครงการป่าไม้ เกี่ยวข้องกับการปลูกป่าและการรักษาป่าที่มีอยู่ ซึ่งมักมาพร้อมกับข้อจำกัดการใช้ที่ดินที่เข้มงวด เกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นอาจสูญเสียสิทธิ์ในการทำกิจกรรมที่เคยทำมาบนที่ดินของตนเอง

โครงการคาร์บอนในดิน อิงอยู่กับข้อมูลจากแปลงเกษตรของเกษตรกรที่ถูกรวบรวมผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล Bayer เป็นตัวอย่างที่ GRAIN หยิบยกขึ้นมา ผ่านโครงการ Good Rice Alliance ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากเกษตรกรกว่า 10,000 รายในอินเดียผ่านแพลตฟอร์ม FarmRise และ Microsoft Azure เกษตรกรส่งมอบข้อมูลอันมีค่าไปโดยไม่รู้ว่าข้อมูลนั้นถูกใช้สร้างมูลค่าทางการเงินให้บริษัทข้ามชาติ

โครงการทุ่งหญ้าและปศุสัตว์ เพิ่งเริ่มขยายตัวในเอเชีย แต่ก็มาพร้อมกับรูปแบบที่คุ้นเคย คือ บริษัทขายเครดิตในราคาตลาด แต่ส่งรายได้กลับไปสู่เกษตรกรในสัดส่วนเพียงเศษเสี้ยว

เมื่อป่าชายเลนไทยกลายเป็นสินทรัพย์คาร์บอน

ในกรณีของประเทศไทย มากกว่า 34,000 เฮกตาร์ของที่ดินไทยถูกจดทะเบียนภายใต้โครงการชดเชยคาร์บอนนับตั้งแต่ปี 2566 โดยส่วนใหญ่ไม่มีหลักฐานว่าชุมชนในพื้นที่ได้รับการปรึกษาหารืออย่างเป็นทางการ

ปี 2565 เกิดข้อตกลงระหว่าง PTT, ไทยออยล์ และ Shell เพื่อพัฒนาโครงการคาร์บอนจากป่าชายเลนกว่า 7,000 เฮกตาร์ ข้อตกลงนี้ดูน่าสนใจในฐานะโครงการอนุรักษ์ แต่ต้องตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่าชุมชนที่อาศัยอยู่กับป่าชายเลนเหล่านั้นได้รับอะไรจากการแปลงทรัพยากรสาธารณะให้กลายเป็นเครดิตในพอร์ตโฟลิโอของบริษัทพลังงานข้ามชาติ?

Shell เป็นหนึ่งในผู้ซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการเกษตรในเอเชียรายใหญ่ที่สุด และนำเครดิตเหล่านั้นไปใช้ในการทำการตลาดผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงฟอสซิลว่าเป็น “carbon neutral” ขณะที่ยังคงดำเนินการสำรวจและผลิตน้ำมันและก๊าซในอัตราเต็มกำลัง นี่คือกลไกที่นักวิจัยเรียกว่า “greenwashing เชิงระบบ” ที่ออกแบบอย่างจงใจ

ใครรับความเสี่ยง

ประเด็นที่สำคัญที่สุดในรายงาน GRAIN ไม่ใช่ตัวเลขรายได้ที่น้อยนิด แต่คือโครงสร้างของความรับผิดชอบ

เมื่อต้นไม้ถูกโค่นทำลาย เมื่อน้ำท่วมทำลายทุ่งนา หรือเมื่อเหตุการณ์ใดก็ตามทำให้คาร์บอนที่เคยกักเก็บไว้ถูกปล่อยกลับสู่ชั้นบรรยากาศ สัญญาส่วนใหญ่กำหนดให้เกษตรกรต้องรับผิดชอบชดเชยคาร์บอนที่สูญเสียไป ภาระนี้อาจยาวนาน 40 ถึง 100 ปี ขณะที่บริษัทที่ขายเครดิตเหล่านั้นออกไปและได้รับเงินแล้ว ไม่มีพันธกรณีที่ผูกมัดในลักษณะเดียวกัน

นอกจากนี้ โครงการส่วนใหญ่กันรายได้จาก “บัฟเฟอร์พูล” (buffer pool) ไว้ราว 20% เพื่อรองรับความเสี่ยงจากการที่คาร์บอนถูกปล่อยกลับออกมาสู่ชั้นบรรยากาศ เงินในส่วนนี้ไม่ถึงมือเกษตรกร และเกษตรกรไม่มีอำนาจในการจัดการหรือเข้าถึงเงินส่วนนี้เลย กรณีที่รุนแรงที่สุดที่ GRAIN บันทึกไว้คืออินเดีย ซึ่งเกษตรกร 99% ในโครงการหนึ่งไม่ได้รับเงินใดๆ เลย แม้โครงการจะดำเนินมาหลายปีแล้ว

เราต้องพูดตรงๆ ว่าระบบที่ให้เกษตรกรแบกรับความเสี่ยง แต่ให้บริษัทและประเทศผู้ซื้อเก็บเกี่ยวประโยชน์ ไม่ใช่ระบบที่มีความบกพร่องแต่คือระบบที่ทำงานตามที่ออกแบบมา

บทเรียนสำหรับร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไทย

ประเทศไทยอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการตัดสินใจด้านนโยบาย ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา มีบทบัญญัติว่าด้วยการสร้างกลไกตลาดคาร์บอนในประเทศ ซึ่งจะรวมถึงระบบการซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซ (ETS) และกลไกสนับสนุนโครงการชดเชยคาร์บอนภาคสมัครใจ

ข้อมูลเชิงประจักษ์จาก GRAIN ชี้ให้เห็นว่าการสร้างสถาปัตยกรรมตลาดคาร์บอนโดยไม่มีกรอบคุ้มครองสิทธิชุมชนที่แข็งแกร่งนั้นอันตราย หากร่างกฎหมายไทยกำหนดให้โครงการชดเชยคาร์บอนสามารถใช้พื้นที่เกษตรกรรมและป่าชุมชนได้ โดยไม่มีกลไกบังคับให้เปิดเผยโครงสร้างรายได้และการแบ่งปันผลประโยชน์ที่ยุติธรรม ก็จะไม่มีอะไรป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ที่ GRAIN บันทึกไว้จากกัมพูชา อินเดีย และไทยเอง ซ้ำรอยในระดับที่ใหญ่กว่า

การรับรองว่าตลาดคาร์บอนไทยจะไม่กลายเป็นกับดักสำหรับเกษตรกรนั้นต้องการมากกว่าแนวปฏิบัติที่ดี หรือข้อแนะนำสมัครใจแต่ต้องการบทบัญญัติที่มีสภาพบังคับ ทั้งในแง่ของสิทธิในการได้รับข้อมูลก่อนตัดสินใจ (Free, Prior and Informed Consent) การตรวจสอบและถ่วงดุลโดยหน่วยงานอิสระ และกลไกร้องเรียนที่เข้าถึงได้จริงสำหรับเกษตรกรรายย่อย

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading