Taragraphies — Header Component
คู่มือฟอกเขียว : กลยุทธ์แนบเนียนของอุตสาหกรรมฟอสซิล
คู่มือฟอกเขียว

กลยุทธ์
แนบเนียน
ของอุตสาหกรรม
ฟอสซิล

เมื่อบริษัทน้ำมันและก๊าซสร้างภาพ "เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม" ขณะที่กิจการของพวกเขายังคงทำลายโลก — นี่คือ 7 กลยุทธ์ที่คุณต้องรู้

เลื่อนลง
© Roengrit Kongmuang / Greenpeace
การฟอกเขียว GREENWASHING 72% ของโพสต์โซเชียลมีเดีย Big Oil คือการฟอกเขียว FOSSIL FUEL DECEPTION PALTERING CARBON OFFSET FRAUD NET ZERO THEATER การฟอกเขียว GREENWASHING 72% ของโพสต์โซเชียลมีเดีย Big Oil คือการฟอกเขียว FOSSIL FUEL DECEPTION PALTERING CARBON OFFSET FRAUD NET ZERO THEATER
เราต้องไม่ยอมให้มีการฟอกเขียว Net Zero — เกณฑ์และมาตรฐานสำหรับคำมั่นสัญญาเหล่านี้ มีช่องโหว่ใหญ่พอที่จะขับรถดีเซลผ่านได้
— อันโตนิโอ กูเตอร์เรส, เลขาธิการสหประชาชาติ

การฟอกเขียว คืออะไร?

เมื่ออุตสาหกรรมฟอสซิลทำการแถลงที่หลอกลวง ไม่เป็นความจริง หรือขาดหลักฐาน เพื่อแสดงว่าตนเองเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือวางตนเป็นผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ


ขณะที่การกระทำและการลงทุนของบริษัทอุตสาหกรรมกลับยังคงเป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อมและเร่งเร้าวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

ฟอก
เขียว
/ fɔ̀ːk kʰǐːaw / · GREENWASHING
กลยุทธ์ทางการตลาดของบริษัทที่ใช้เมื่อ คำพูดของบริษัทไม่สอดคล้องกับการกระทำ — สร้างภาพลักษณ์สีเขียวขณะที่ยังคงทำลายสิ่งแวดล้อม

การฟอกเขียวทำร้ายเราและโลกอย่างไร

01

ปกปิดอันตราย

ช่วยให้อุตสาหกรรมซ่อนผลกระทบที่เป็นอันตรายของผลิตภัณฑ์ เช่นเดียวกับที่บริษัทบุหรี่โกหกเรื่องความเสี่ยงต่อสุขภาพมาหลายสิบปี

02

ทำให้ฟอสซิลเป็นเรื่องปกติ

ถ่วงเวลาในการเปลี่ยนไปสู่พลังงานที่ยั่งยืน ทำให้ผู้บริโภคเชื่อผิดๆ ว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลยังมีที่ทางในอนาคตที่ปลอดภัย

03

ถ่วงนโยบายสภาพภูมิอากาศ

โฆษณาเชิงสนับสนุนที่มุ่งมีอิทธิพลต่อผู้มีอำนาจตัดสินใจ ช่วยให้รัฐบาลล่าช้าในการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ

72%
ของโพสต์โซเชียลมีเดียของ Big Oil
มีการฟอกเขียว (Greenpeace Netherlands, 2022)
96%
ของรายจ่ายประจำปีของ BP
ยังคงไปยังธุรกิจน้ำมันและก๊าซ
95%
ของธุรกิจของ Shell
ยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล

วิธีที่ Big Oil
โกหกอย่างแยบยล

01
Paltering

การเลือกพูดความจริงบางส่วน

คัดเลือกบางส่วนของความจริงเพื่อหลอกลวง

การโกหกโดยการพูดความจริง — เมื่อบริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิลโฆษณาโครงการพลังงานสะอาดที่เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของการดำเนินงานโดยรวม โดยไม่เปิดเผยว่าโครงการเหล่านั้นเป็นเพียง "เชอร์รี่ที่สุกงอมหนึ่งลูกในชามผลไม้ที่เน่าเสีย"

ต่างจากการโกหกหรือการละเว้นความจริง การเลือกพูดความจริงบางส่วนต้องการให้บริษัทหรือบุคคลใช้ข้อมูลที่เป็นความจริงเพื่อทำให้เข้าใจผิด

กรณีศึกษา

Shell (สหราชอาณาจักร, 2023) — สำนักงานมาตรฐานการโฆษณาสั่งห้ามโฆษณาของ Shell หลังพบว่าโฆษณาทำให้เข้าใจผิด เนื่องจาก 95% ของธุรกิจของ Shell ยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล แม้โฆษณาจะนำเสนอภาพลักษณ์พลังงานสะอาด

กรณีศึกษา

TotalEnergies (ฝรั่งเศส, 2022) — กรีนพีซฝรั่งเศสฟ้องร้องในข้อหาโฆษณาหลอกลวงที่อ้างว่าบริษัทสามารถบรรลุความเป็นศูนย์สุทธิได้ภายในปี 2050 ขณะที่การปล่อยก๊าซคาร์บอนทั่วโลกของ Total สูงกว่าเกือบทั้งประเทศฝรั่งเศส

02
Carbon Offset Deception

การหลอกลวงด้วยการชดเชยคาร์บอน

สร้างภาพลวงตาว่าเผาฟอสซิลโดยไม่มีผลกระทบ

แนวคิดที่ว่าทั่วโลกสามารถเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลต่อไปได้โดยไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นเรื่องที่ถูกสร้างขึ้นมาล้วนๆ บริษัทพยายาม "ชดเชย" การปล่อยก๊าซโดยการซื้อเครดิตคาร์บอนจากการปลูกต้นไม้หรือการอนุรักษ์ป่า

แต่ความเป็นจริงคือ โครงการเหล่านี้ล้มเหลว หรือแย่กว่านั้นคือเป็นการหลอกลวงอย่างชัดเจน

กรณีศึกษา

Shell "Drive Carbon Neutral" (2020-2021) — กรีนพีซแคนาดายื่นเรื่องร้องเรียนต่อ Shell ในข้อหาโฆษณาหลอกลวง โดยยืนยันว่าการ "ขับรถที่เป็นกลางทางคาร์บอน" นั้นเป็นไปไม่ได้หากยังคงใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล หน่วยงานกำกับดูแลของเนเธอร์แลนด์สั่งให้ Shell ถอนโฆษณาออก

นโยบายใหม่ EU

สหภาพยุโรป (มีผลบังคับปี 2026) — กฎหมายใหม่จะห้ามการกล่าวอ้างที่คลุมเครือเช่น "เป็นกลางทางคาร์บอน" เว้นแต่จะมีหลักฐานสนับสนุน ทำให้ EU เป็นภูมิภาคที่มีท่าทีเข้มงวดที่สุดในการต่อต้านการฟอกเขียว

03
Speculative Science

วิทยาศาสตร์น้ำมันแนวสมมติ

การกล่าวอ้างบนเทคโนโลยีที่ยังไม่มีอยู่จริง

เมื่ออุตสาหกรรมพึ่งพาถ้อยคำที่มุ่งเน้นอนาคตเพื่อสร้างภาพลวงตา — โปรโมทเทคโนโลยีที่คาดการณ์ไว้แต่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ ซึ่งมักไม่คุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์

กลยุทธ์นี้เป็นอันตรายอย่างยิ่ง เนื่องจากแคมเปญของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลมักถูกใช้เพื่อดึงเงินอุดหนุนหลายพันล้านจากรัฐบาลสำหรับเทคโนโลยีที่ไร้อนาคต

กรณีศึกษา — CCS

Pathways Alliance (แคนาดา, 2022) — เปิดตัวแคมเปญ "Let's Clear the Air" พึ่งพาเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ที่ "ยังไม่ได้รับการพิสูจน์อย่างกว้างขวาง" ทั้งที่ปัจจุบัน CCS สามารถดักจับการปล่อยคาร์บอนได้ไม่ถึง 1% ของการปล่อยคาร์บอนทั่วโลก

กรณีศึกษา — สาหร่าย

ExxonMobil (2011-2023) — โปรโมทการวิจัยเชื้อเพลิงชีวภาพจากสาหร่ายมาหลายปี ทั้งที่ CEO ยอมรับว่าอาจต้องใช้เวลามากกว่า 25 ปีกว่าจะผลิตได้จริง และท้ายที่สุดก็ยุติการวิจัยในปี 2023 เนื่องจากไม่มีความคุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์

04
Vague Green Claims

คำโฆษณา "สีเขียว" ที่คลุมเครือ

ใช้คำที่ฟังดูดีแต่ไม่มีความหมายที่แท้จริง

คำที่คลุมเครือและทั่วไป เช่น สีเขียว, สะอาด, มีประสิทธิภาพ, ยั่งยืน, เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ ธรรมชาติ ถูกนำมาใช้บ่อยๆ เพื่ออธิบายผลิตภัณฑ์และบริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิล

คำที่ไม่ชัดเจนเหล่านี้ถูกใช้โดยเจตนาเพราะสามารถสร้างความประทับใจเชิงบวกโดยไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามมาตรฐานที่เข้มงวด

กรณีศึกษา

Shell & ExxonMobil (เนเธอร์แลนด์, 2017) — องค์กรเฝ้าระวังโฆษณาตำหนิบริษัทสำหรับการกล่าวอ้างว่าก๊าซธรรมชาติเป็น "เชื้อเพลิงฟอสซิลที่สะอาดที่สุด" ซึ่งทำให้เข้าใจผิดว่าการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลสามารถทำได้โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

นโยบายที่ดีที่สุดในโลก

นอร์เวย์ (ตั้งแต่ปี 2007) — มีกฎระเบียบที่ระบุว่าไม่สามารถอธิบายรถยนต์ว่าเป็น "สีเขียว" "สะอาด" หรือ "เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม" ได้ หากต้องการอ้าง ต้องสามารถแสดงหลักฐานในทุกด้าน ตั้งแต่การผลิต การปล่อยมลพิษ จนถึงการรีไซเคิล

05
Double Dipping

ทำสิ่งที่จำเป็นให้ดูเหมือนเป็นการทำความดี

อวดอ้างสิ่งที่กฎหมายบังคับให้ทำ

เปรียบเสมือนบริษัทผลิตรถยนต์ที่โอ้อวดว่ารถของตนปลอดภัยเพราะมีเข็มขัดนิรภัย ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ต้องมีอยู่แล้ว บริษัทไม่ควรได้รับคำชมเพียงเพราะทำสิ่งที่กฎหมายกำหนดขั้นต่ำ

สิ่งนี้อาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดว่าบริษัทมีความจริงจังในการเป็นผู้นำด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม

กรณีศึกษา

Chevron "People Do" (ทศวรรษ 1980) — แคมเปญโฆษณาที่โปรโมทโครงการสิ่งแวดล้อมที่กฎหมายกำหนดให้ต้องทำอยู่แล้ว เช่น การปกป้องหมีกริซลี่และสุนัขจิ้งจอก ผลลัพธ์: ยอดขาย Chevron เพิ่มขึ้น 10% ในกลุ่มผู้ที่เห็นโฆษณา — ขณะที่บริษัทก็ยังคงละเมิดกฎข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อมเป็นจำนวนมาก

06
Nature Rinsing

การใช้ธรรมชาติเป็นภาพลวง

วางผลิตภัณฑ์ในสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ

โดยการวางผลิตภัณฑ์ในสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ ชายหาด หรือถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ ผู้ก่อมลพิษพยายามสร้างภาพลักษณ์ให้ดูเหมือนใส่ใจสิ่งแวดล้อมผ่านการเชื่อมโยงภาพเหล่านั้น

กลยุทธ์นี้ช่วยลบล้างความเชื่อมโยงระหว่างเชื้อเพลิงฟอสซิลกับการทำลายสิ่งแวดล้อมในจินตนาการของผู้บริโภค

กรณีศึกษา

Kia "Beachcomber" (2022) — โฆษณา Kia Sportage X-Pro SUV แสดงภาพรถบนชายหาดและการเก็บขยะเพื่อให้เต่าทะเลสามารถวางไข่ได้ โดยไม่เอ่ยถึงความจริงว่า SUV ขนาดใหญ่มีส่วนในการทำให้โลกร้อน ซึ่งอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นกำลังทำให้ลูกเต่าทะเล 99% ในบางพื้นที่เกิดมาเป็นเพศเมีย

07
Outright Lying

การโกหกแบบตรงไปตรงมา

เมื่อการทำให้เข้าใจผิดไม่พอ

การฟอกเขียวบางครั้งไม่ได้ใช้เพียงการทำให้สาธารณชนเข้าใจผิด แต่เป็นการโกหกโดยตรง

ในช่วงปี 1970s และ 1980s Exxon ทำการวิจัยผลกระทบของเชื้อเพลิงฟอสซิลต่อสภาพภูมิอากาศอย่างแม่นยำ แต่แทนที่จะเตือน Exxon กลับทำให้วิทยาศาสตร์ดูไม่น่าเชื่อถือ เพื่อไม่ให้สาธารณชนเชื่อมโยงระหว่างเชื้อเพลิงฟอสซิลกับภาวะโลกร้อน

กรณีศึกษา

Volkswagen "Dieselgate" (2015) — ใช้ซอฟต์แวร์หลอกลวงเพื่อโกงการทดสอบมลพิษในรถยนต์ 11 ล้านคันทั่วโลก ปล่อยก๊าซพิษสูงกว่าขีดจำกัดของไนโตรเจนออกไซด์ถึง 40 เท่า ขณะที่บริษัทโฆษณาว่าเป็น "ดีเซลสะอาด" — ต้องจ่ายเงินกว่า 32 พันล้านยูโรในสหรัฐฯ

อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลรู้ดีว่าตนเองเป็นตัวการของวิกฤตสภาพภูมิอากาศมาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 — แต่เลือกที่จะโกหก

ประเทศต่างๆ ทำอะไรเพื่อหยุดการฟอกเขียว?

🇫🇷 2022

ฝรั่งเศส

ประเทศแรกที่ห้ามโฆษณาผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงฟอสซิล รวมถึงถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ โฆษณารถยนต์ต้องมีข้อควรระวังสนับสนุนการขนส่งที่ยั่งยืน

🇪🇺 2023

สหภาพยุโรป

กำหนด Green Claims Directive ใหม่ มุ่งป้องกันการฟอกเขียวและห้ามการกล่าวอ้างที่คลุมเครือ เช่น "เป็นกลางทางคาร์บอน" เว้นแต่จะมีหลักฐานสนับสนุน (มีผลปี 2026)

🇬🇧 2023

สหราชอาณาจักร

ASA สั่งห้ามโฆษณาของ Shell, Repsol และ Petronas ที่กล่าวเกินจริงเกี่ยวกับการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน พร้อมเผยแพร่แนวทาง Green Claims Code ที่ปรับปรุงใหม่

🇳🇱 2020

เนเธอร์แลนด์

อัมสเตอร์ดัมกลายเป็นเมืองแรกในโลกที่ห้ามโฆษณาเชื้อเพลิงฟอสซิล อีกเจ็ดเมืองในเนเธอร์แลนด์ผ่านมติห้ามโฆษณาเชื้อเพลิงฟอสซิลเช่นกัน

ลงมือทำ

การส่งเรื่องร้องเรียนอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับโฆษณาที่หลอกลวงช่วยให้โฆษณาการฟอกเขียวถูกถอดออกได้ คุณสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนี้

รายงานการฟอกเขียว
อ้างอิง: Greenpeace Thailand · Fair Finance Thailand · 2024
We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings