พื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจในแอฟริกาเพิ่มขึ้นในอัตราเร่ง

แผนที่โลกใหม่เกี่ยวกับพื้นที่เกษตรกรรมจากมหาวิทยาลัยแมริแลนด์แสดงให้เห็นว่าแอฟริกา ซึ่งเช่นเดียวกับ อเมริกาใต้ เป็นจุดสนใจของการขยายพื้นที่เพาะปลูกพืชในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา อันที่จริงไม่มีทวีปอื่นใดที่เพิ่มพื้นที่เพาะปลูกพืชใหม่มากไปกว่านั้น เกือบ 79 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่เพาะปลูกใหม่เหล่านี้เปลี่ยนแปลงมาจากภูมิประเทศตามธรรมชาติมากกว่าที่จะมาจากพื้นที่ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์หรือพื้นที่เดิมที่ถูกทิ้งร้าง ในขณะที่อัตราการขยายตัวของพื้นที่เกษตรกรรมชะลอตัวในอเมริกาใต้ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีอัตราเร่งขึ้นในทวีปแอฟริกา โดยเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าจากปี 2559–2562 เมื่อเทียบกับ 2547–2550 แผนที่ด้านบนแสดงให้เห็นว่า ประเทศต่างๆ ในแอฟริกาตะวันตก กลาง และตะวันออกมีพื้นที่เพาะปลูกพืชขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก Peter Potapov ผู้อำนวยการร่วมของ Global Land and Discovery (GLAD) Lab ของ University of Maryland กล่าวว่า “ในแอฟริกา มีกระบวนการต่างๆ มากมายที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลง “คุณมีประชากรเพิ่มขึ้น และทำการเกษตรเพื่อการยังชีพมากขึ้นในพื้นที่ยากจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในซาเฮล แต่ในบางประเทศ คุณยังมีการลงทุนจากต่างประเทศที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศจีน เพื่อจัดตั้งการดำเนินการเพื่อผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก” ในบางประเทศ เช่น แองโกลา สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก โมซัมบิก และแซมเบีย การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของพื้นที่เพาะปลูกและการเติบโตของประชากรเพียงเล็กน้อยส่งผลให้พื้นที่เพาะปลูกต่อหัวเพิ่มขึ้น ในเซเนกัล เอธิโอเปีย และไนจีเรีย การเติบโตของประชากรอย่างรวดเร็วแซงหน้าการจัดตั้งพื้นที่เพาะปลูกใหม่ ส่งผลให้จำนวนประชากรลดลงอย่างมีนัยสำคัญ […]

ไฟป่าในแอมะซอนรุนแรงหนักมากในปี พ.ศ.2562

ช่วงกลางฤดูกาลไฟในภูมิภาคแอมะซอน นักวิทยาศาสตร์ใช้ดาวเทียมขององค์การนาซาติดตามการเกิดไฟที่ยืนยันว่าเพิ่มขึ้นทั้งจำนวนและความหนาแน่นในผืนป่าแอมะซอนของบราซิลในปี พ.ศ.2562 เรียกได้ว่าเป็นไฟป่าที่มากที่สุดในภูมิภาคนี้นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2553 เป็นต้นมา การเกิดไฟในแอมะซอนเปลี่ยนแปลงปีต่อปี และเดือนต่อเดือนอย่างเห็นได้ชัด โดยเป็นผลพวงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพเศรษฐกิจและสภาพภูมิอากาศ นาย Douglas Morton หัวหน้าห้องปฏิบัติการ the Biospheric Sciences Laboratory ที่ NASA’s Goddard Space Flight Center กล่าวว่า เดือนสิงหาคม 2562 นั้นโดดเด่นสุดเพราะการเกิดไฟที่ขยายวงกว้าง หนาแน่นและยาวนานตามเส้นถนนสายหลักของผืนป่าแอมะซอนตอนกลางเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ในอดีตความแห้งแล้งเป็นตัวนำให้เกิดไฟ ช่วงเวลาและตำแหน่งที่มีการตรวจพบการเกิดไฟในช่วงต้นของฤดูแล้งของปี 2562 นี้ สอดคล้องกับการแผ้วถางป่าเพื่อการเกษตรมากกว่าความแห้งแล้ง Morton กล่าวว่า “ดาวเทียมจะเป็นสิ่งแรกที่ตรวจจับการเกิดไฟในพื้นที่อันห่างไกลของแอมะซอน เครื่องมือหลักๆ ที่ใช้ตรวจจับการเกิดไฟตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 คือ Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) บนดาวเทียม Terra และ Aqua ณ ช่วงฤดูกาลเกิดไฟ เครื่องมือ MODIS ได้ตรวจจับจุดเกิดไฟในปี พ.ศ.2562 […]

เกาะบอร์เนียวร้อนเป็นไฟ– การตัดไม้ทำลายป่ากับถ่านหิน

ผลกระทบจากการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อทำเหมืองถ่านหินปรากฏชัดเจนอย่างรวดเร็วในอินโดนีเซียที่เป็นผู้ส่งออกถ่านหินรายใหญ่อันดับสองของโลก  ถ่านหินที่สกัดจากเหมืองในอินโดนีเซียถูกขนส่งไปทั่วโลก อาทิ ญี่ปุ่นและอิตาลี จังหวัดกาลีมันตันเป็นศูนย์กลางของภาคธุรกิจเหมืองถ่านหินของอินโดนีเซีย โดยมีปริมาณสำรองถ่านหินถึงประมาณ 21 พันล้านตันจากทั้งหมด 76 ล้านตันในการผลิตถ่านหินของประเทศอินโดนีเซีย ในปี 2543 มีถ่านหินถึงร้อยละ 85 ที่มาจากจังหวัดกาลีมันตัน ในจังหวัดกาลีมันตันตะวันออก บริษัททำเหมืองได้กว้านซื้อและทำสัญญาสัมปทานถ่านหิน ปัจจุบันมีพื้นที่หลายล้านเฮกตาร์ที่ซ้อนทับกับเขตป่าฝนเขตร้อนที่ยังหลงเหลืออยู่ นอกจากนี้ แผนที่พื้นที่ป่าที่ถูกทำลายในช่วงปี 2543–2550 แสดงให้เห็นว่าเมื่อไม่นานมานี้เอง ได้มีการตัดไม้ทำลายป่าเกิดขึ้นภายในบริเวณพื้นที่เหมืองถ่านหินที่ดำเนินการอยู่ ชี้ให้เห็นถึงการขยายตัวของการทำเหมืองแบบเปิด(Strip Mining) สถาบันเศรษฐกิจพลังงานแห่งญี่ปุ่นได้คาดการณ์เอาไว้ว่าผลผลิตถ่านหินจากจังหวัดกาลีมันตันจะเพิ่มมากขึ้นเป็นสามเท่าภายในปี 2563 หากยังมีการขยับขยายเหมืองถ่านหินขึ้นจริงอุตสาหกรรมถ่านหินก็จะกลายเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการตัดไม้ทำลายป่าบนเกาะบอร์เนียว ——————– จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง […]