การแข่งขันเงินอุดหนุนเทคโนโลยีสีเขียวกลายเป็นสงครามการค้าโลก

เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศตะวันตกพยายามสร้างแรงจูงใจที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อธุรกิจในการลงทุนด้านเทคโนโลยีพลังงานสะอาดโดยการเพิ่มกําลังการผลิตอุตสาหกรรมในประเทศและมีความสามารถในการแข่งขันกับจีนซึ่งเป็นผู้นําในการผลิตเทคโนโลยีสีเขียวต่างๆ ได้มากขึ้น การริเริ่มเหล่านี้ยังมีจุดมุ่งหมายเพื่อเร่งให้ประเทศต่างๆ เปลี่ยนผ่านไปสู่การบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ แต่แรงจูงใจส่วนใหญ่รวมถึงข้อกําหนดการจัดหาที่เข้มงวดสําหรับชิ้นส่วนอุปกรณ์(โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา) ข้อกําหนดเหล่านี้กระตุ้นให้เกิดความตึงเครียดระหว่างสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา และอาจเพิ่มต้นทุนของปัจจัยการผลิตและเทคโนโลยีสีเขียวในเวลาต่อมา หากความสัมพันธ์กับจีนประสบกับภาวะตกต่ำอย่างรุนแรง (รวมถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างจีนกับรัสเซีย หรือความกังวลที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับนโยบายอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนโดยรัฐของจีน) เศรษฐกิจตะวันตกอาจเพิ่มภาษีที่มีอยู่สําหรับการนําเข้าสินค้าจากจีน หรือเร่งการตัดสินใจในการสอบสวนที่รอดําเนินการเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมการต่อต้านการทุ่มตลาดและเงินอุดหนุนของรัฐ ซึ่งจะกระตุ้นการขยายตัวของราคา จีนจะตอบโต้ อาจโดยการปิดกั้นการส่งออกวัตถุดิบที่สําคัญต่อประเด็นการเปลี่ยนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น แร่หายาก ทําให้ความพยายามในการลดการปล่อยคาร์บอนมีราคาแพงมากกว่าในตลาดของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะบีบให้ระบบเศรษฐกิจกลับไปใช้เทคโนโลยีที่ใช้คาร์บอน จํากัดการสนับสนุนของกลุ่มประเทศตะวันตกในการสนับสนุนการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา และเหนี่ยวรั้งในการบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ที่มา: https://www.eiu.com/n/campaigns/oct-23-risk-outlook-2024/

นโยบาย Net Zero Emission ของไทยจะเป็นเพียงหน้าไหว้หลังหลอกหรือไม่?

หนึ่งในไฮไลท์จากมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ในวันที่ 4 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา คือ การเห็นชอบกรอบแผนพลังงานชาติ  (National Energy Plan) ซึ่งได้กำหนดแนวนโยบายภาคพลังงาน โดยมีเป้าหมายสนับสนุนให้ประเทศไทยสามารถมุ่งสู่พลังงานสะอาดและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (คาร์บอนไดออกไซด์) สุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ภายใน พ.ศ.2608-2613 หรืออีก 49 ปีข้างหน้า จนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดยุทธศาสตร์การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว สิ่งที่รัฐบาลมีอยู่ในมือ ณ เวลานี้มีเพียงแผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจก ปี พ.ศ.2564-2573 (Nationally Determined Contribution Roadmap on Mitigation 2021-2030) ซึ่งตั้งเป้าไว้ที่ 20-25%  ส่วนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ร่างทรงของ คสช. ที่สัญญาลมๆ แล้งๆ ว่าจะนำพาสังคมไทยไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนนั้นมีเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกลงเพียง 20% (ตามแผนที่นำทางลดก๊าซเรือนกระจก) และใช้พลังงานหมุนเวียน 40% […]

นโยบายโลกร้อนของ Biden อาจนำมาซึ่งจุดพลิกผันที่ทำให้ความตกลงปารีส “บรรลุเป้าหมาย”

เรียบเรียงจาก https://climateactiontracker.org/press/bidens-election-could-bring-a-tipping-point-putting-paris-agreement-15-degree-limit-within-striking-distance/ ถ้าหาก(ว่าที่)ประธานาธิบดี Joe Biden ที่มาจากการเลือกตั้งเดินหน้าด้วยคำมั่นสัญญาสำหรับสหรัฐอเมริกาที่จะลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 ได้ จะช่วยลดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกลงได้ 0.1˚C ภายในปี 2643 ทั้งนี้จะต้องควบคู่ไปกับการที่สาธารณรัฐประชาชนจีนให้คำมั่นว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ก่อนปี 2603 และพันธะสัญญาของสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ที่จะบรรลุถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี 2593 หากทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจริง เป้าหมายเพื่อรักษาอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นมากไปกว่า 1.5˚C ของความตกลงปารีสจะอยู่ใกล้แค่เอื้อม [1] แผนนโยบายของ Biden ที่จะลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 และนโยบายที่เกี่ยวข้องจะส่งผลให้มีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมระหว่างปี 2563 ถึง 2593 ที่ประมาณ 75 Gt CO2eq การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเหล่านี้จะนำไปสู่การลดลงของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในช่วงปลายศตวรรษนี้ราว 0.1 °C ก่อนหน้านี้ Climate Action Tracker ได้ประเมินผลของเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ของจีนซึ่งจะนำไปสู่การลดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกราว 0.2-0.3 °C ในช่วงปลายศตวรรษ(ปี 2643) Niklas Höhneจาก New Climate Institute ซึ่งเป็นองค์กรพันธมิตรของ Climate Action […]