Taragraphies — Header Component

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน(CCS) ข้อบกพร่องของแนวทางที่เป็นไปตามปกติ

เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบของการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีต่อสภาพภูมิอากาศ โดยใช้วิธีการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากปล่องควันสูงตามโรงไฟฟ้าและนำไปเก็บไว้ใต้ดินหรือใต้มหาสมุทร เทคโนโลยีดังกล่าวได้รับการส่งเสริมการพัฒนาในอนาคตอย่างกว้างขวางจากอุตสาหกรรมถ่านหินเพื่อสร้างความชอบธรรมในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ต่อไปและการดำเนินตามแนวทางที่เป็นไปตามปกติ ทว่า เทคโนโลยีดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้ได้ทันเวลาเพื่อหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นอันตรายได้ทันท่วงที โดยคาดว่าเวลาที่เร็วที่สุดที่นำเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนมาใช้ในเชิงพาณิชย์คือตั้งแต่ปี 2573 เป็นต้นไป ขณะที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจากจะต้องเริ่มลดลงตั้งแต่ปี 2558 เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความกังวลเรื่องความเป็นไปได้ ต้นทุนค่าใช้จ่าย ความปลอดภัย ภาระรับผิดของการใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน ทำให้เทคโนโลยีดังกล่าวกลายเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ที่เบี่ยงเบนความสนใจและการลงทุนไปจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน โดยผลสำรวจล่าสุดที่ใช้กลุ่มตัวอย่างเป็น ผู้มีอำนาจตัดสินใจและผู้มีบทบาท 1,000 คนทั่วโลก ได้ชี้ให้เห็นถึงความกังขาอย่างมีนัยยะสำคัญที่มีต่อประสิทธิภาพที่ได้จากเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน เพียงร้อยละ 34 เท่านั้นของผู้ร่วมการสำรวจที่มั่นใจว่าเทคโนโลยี ‘ถ่านหินสะอาด’ ที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นและใช้กับโรงไฟฟ้าที่มีอยู่ในปัจจุบัน จะสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในช่วงอีก 25 ปีข้างหน้าโดยไม่มีผลข้างเคียงที่ไม่อาจรับได้ และเพียงร้อยละ 36 ของกลุ่มตัวอย่างที่มั่นใจในประสิทธิภาพของเทคโนโลยีดังกล่าวในการมอบพลังงานคาร์บอนต่ำจากโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ โดยสรุปแล้ว เทคโนโลยีจะไม่สามารถนำมาใช้ได้ทันเวลาเพื่อช่วยปกป้องสภาพภูมิอากาศและไม่สมควรนำมาเป็นข้ออ้างในการเผาไหม้ถ่านหินไปต่อไปเรื่อยๆ ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน สามารถดูได้จาก รายงาน ‘False Hope:Why carbon capture and storage won’t save the climate’ ของกรีนพีซในปี 2551 http://www.greenpeace.org/ccs  

ถ่านหินสะอาด เมื่อหมาบินได้ (2)

ในจำนวนเชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งหมด ถ่านหินจัดเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่สกปรกที่สุด การเผาไหม้ถ่านหินก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญที่สุดออกสู่ชั้นบรรยากาศเป็นปริมาณมหาศาล การเผาไหม้ถ่านหินทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าการเผาไหม้น้ำมันถึงร้อยละ 29 และมากกว่าการเผาไหม้ก๊าซธรรมชาติถึงร้อยละ 80 สารปรอทจัดเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญ ตามรายงานของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ระบุว่า ปรอทและสารประกอบอื่นๆของมันเป็นสารพิษที่อันตรายที่สุด และเป็นภัยคุกคามด้านสิ่งแวดล้อมต่อมนุษย์และสัตว์ป่า โรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นแหล่งกำเนิดสำคัญของสารปรอทในบรรยากาศ และจนถึงปัจจุบันนี้ยังไม่มีเทคโนโลยีใดๆ ในการป้องกันการปล่อยสารปรอทเข้าสู่ชั้นบรรยากาศจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ถ่านหินสะอาดคือความพยายามของภาคอุตสาหกรรมเพื่อลบล้างภาพลักษณ์ที่สกปรก เป็นคำประดิษฐ์ของอุตสาหกรรมถ่านหิน มิใช่ถ่านหินชนิดใหม่แต่อย่างใด

ถ่านหินสะอาด เมื่อหมาบินได้ (1)

ถ่านหินจัดเป็นแหล่งเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าที่ก่อให้เกิดมลพิษสูง การเผาไหม้ถ่านหินจะปล่อยคาร์บอนต่อหน่วยพลังงานออกมามากกว่าการเผาไหม้น้ำมัน และ ก๊าซธรรมชาติ คาร์บอนไดออกไซด์เป็นก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญและเป็นตัวการใหญ่ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จากเหมืองขึ้นสู่ท้องฟ้า จากการขุดเจาะไปจนถึงการเผาไหม้ ถ่านหินก่อให้เกิดมลพิษในทุกขั้นตอนการผลิต ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมที่มักเกิดตามมาทำให้การใช้ถ่านหินเป็นต้องจ่ายด้วยราคาแสนแพงสำหรับประเทศกำลังพัฒนา  ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยน้ำเสียที่มีภาวะเป็นกรดจากโรงไฟฟ้าลงสู่แม่น้ำและลำธาร การปล่อยสารปรอทและสารพิษอื่นๆ ในกระบวนการเผาไหม้ รวมถึงก๊าซที่ทำลายสภาพภูมิอากาศและอนุภาคขนาดเล็กชนิดอื่นๆ ที่ทำลายสุขภาพมนุษย์ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าถ่านหินคือธุรกิจที่สกปรก

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings