Taragraphies — Header Component

การกลับมาของเอลนีโญ

หลังจากลานีญาสามปีติดต่อกัน ฤดูใบไม้ผลิปี 2566 ก็ได้เห็นการกลับมาของเอลนีโญ – ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่อุ่นกว่าปกติ (และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น) ในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนตอนกลางและตะวันออก เอลนีโญเกี่ยวข้องกับการอ่อนกำลังของลมค้า หรือ trade wind (ลมประจำปีที่พัดจากทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตกในบริเวณศูนย์สูตรของโลก) และการเคลื่อนตัวของน้ำอุ่นจากแถบแปซิฟิกตะวันตกไปยังชายฝั่งตะวันตกของทวีปอเมริกา ปรากฏการณ์เอลนีโญนี้อาจมีผลกระทบในวงกว้าง โดยทำให้สภาพอากาศที่เย็นและเปียกชื้นมากขึ้นภาคตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกา และนำความแห้งแล้งมาสู่ประเทศในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก เช่น อินโดนีเซีย และออสเตรเลีย การวัดอุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลโดยใช้เครื่องมือบนดาวเทียมและทุ่นลอยในมหาสมุทรเป็นวิธีหนึ่งในการตรวจจับการมาถึงของเอลนีโญ ร่องรอยของเอลนีโญยังปรากฏให้เห็นในการวัดความสูงพื้นผิวน้ำทะเลด้วยเครื่องมือวัดบนดาวเทียม ซึ่งสูงขึ้นเมื่ออุณหภูมิของมหาสมุทรอุ่นขึ้น นั่นเป็นเพราะน้ำอุ่นจะขยายตัวเพื่อเติมเต็มปริมาณที่มากขึ้น ในขณะที่น้ำเย็นจะหดตัว แผนที่ด้านบนแสดงความผิดปกติความสูงของผิวน้ำทะเลทั่วมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออกตามที่สังเกตตั้งแต่วันที่ 1-10 มิถุนายน 2566 เฉดสีฟ้าแสดงถึงระดับน้ำทะเลที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย สภาพระดับน้ำทะเลปกติจะปรากฏเป็นสีขาว และสีแดงหมายถึงบริเวณที่มหาสมุทรอยู่สูงกว่าปกติ ข้อมูลสร้างแผนที่ได้มาจากดาวเทียม Sentinel-6 Michael Freilich และ Sentinel-3B และประมวลผลโดยนักวิทยาศาสตร์ที่ Jet Propulsion Laboratory (JPL) ของ NASA โปรดทราบว่าสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับวัฏจักรของฤดูกาลและแนวโน้มระยะยาวได้ถูกลบออกเพื่อเน้นความเบี่ยงเบนผิดปกติของระดับน้ำทะเลที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์เอลนีโญและปรากฏการณ์ทางธรรมชาติในระยะสั้นอื่นๆ ในรายงานที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2566 ศูนย์พยากรณ์อากาศของ NOAA ประกาศว่าเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ รายงานชี้ไปที่อุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลในภูมิภาค Niño […]

อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกปี 2564 เป็นไปตามแนวโน้มโลกที่ร้อนขึ้น

อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในปี 2564 เท่ากับปี 2561 เป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ในลำดับที่ 6 ตามการวิเคราะห์อิสระจาก NASA และ National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA) อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในปี 2564 อยู่ที่ 0.85 องศาเซลเซียส (1.5 องศาฟาเรนไฮต์) สูงกว่าค่าเฉลี่ยสำหรับช่วงเวลาพื้นฐานของ NASA ตามที่นักวิทยาศาสตร์จากสถาบัน Goddard Institute for Space Studies (GISS) NASA ใช้ช่วงเวลาตั้งแต่ปี 2494-2523 เป็นช่วงปีฐานเพื่อเปรียบเทียบว่าอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลาอย่างไร โดยรวมแล้ว 8 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่การเก็บบันทึกข้อมูลสมัยใหม่เริ่มขึ้นในปี 2423 ข้อมูลอุณหภูมิรายปีนี้เป็นส่วนหนึ่งของบันทึกอุณหภูมิโลกที่บอกนักวิทยาศาสตร์ว่าโลกของเราร้อนขึ้นมากเพียงใดและที่ใด โลกในปี 2564 มีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 1.1°C (1.9°F) ร้อนกว่าในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นช่วงที่การปฏิวัติอุตสาหกรรมกำลังดำเนินไป และมีสถานีตรวจอากาศเกิดขึ้นและกระจายไปทั่วโลก แผนที่ด้านบนแสดงค่าความเบี่ยงเบนที่ผิดปกติของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในปี 2564 (ไม่ใช่อุณหภูมิสัมบูรณ์) แผนที่แสดงให้เห็นว่าแต่ละภูมิภาคของโลกร้อนขึ้นหรือเย็นลงเพียงใดเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยระหว่างปี 2494-2523 กราฟแท่งด้านล่างแสดงอุณหภูมิปี […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings