Taragraphies — Header Component

แถลงการณ์หมายเลข 3 เรียกร้องให้รัฐบาลหยุดทำลายสิ่งแวดล้อม มรดกโลกอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

เครือข่ายประชาชนอนุรักษ์มรดกโลกเขาใหญ่ – มิถุนายน 7, 2553 สืบเนื่องจากโครงการเพิ่มประสิทธิภาพทางหลวงหมายเลข 2090 หรือถนนธนะรัชต์ ตอนแยกทางหลวงหมายเลข 2-ต่อเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ภายใต้ความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคม โดยมีกรมทางหลวงเป็นหน่วยงานรับผิดชอบ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและอธิบดีกรมทางหลวงได้แถลงผ่านสื่อมวลชนโดยอ้างว่ามีความจำเป็นต้องขยายถนนเพื่อแก้ปัญหาการจราจรติดขัดในวันหยุด ด้วยการเพิ่มช่องจราจร จาก 2 ช่องจราจร เป็น 4 ช่องจราจรนั้น ในความเป็นจริงแม้จะมีการจราจรติดขัดในเวลาเร่งด่วนและในวันหยุดบนเส้นทางนี้ ก็จะมีการติดขัดเฉพาะในเขตชุมชนเฉพาะช่วงเวลาที่คนไปทำงานหรือนักเรียนไปโรงเรียน และเมื่อมีนักท่องเที่ยวมามากขึ้นในวันหยุดเท่านั้น แต่ถึงกระนั้นการจราจรก็ยังลื่นไหลไปได้เรื่อยๆมิได้ติดแบบหยุดชะงักเสียทีเดียว ซึ่งแนวทางการแก้ไขปัญหาในกรณีนี้นั้น เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องก็ควรแก้ไขด้วยการบริหารจัดการจราจรในจุดที่เป็นปัญหา เชื่อว่าหากทำกันอย่างจริงจัง ปัญหาจราจรที่ติดขัดจะลดลงไปได้เป็นอันมากโดยไม่จำเป็นต้องมีการขยายถนนแต่อย่างใด ประการสำคัญที่สุดคือ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นพื้นที่สำคัญทั้งทางวิถีชีวิตของประชาชนในชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ สังคมและสิ่งแวดล้อม จนได้รับเลือกให้เป็นผืนป่ามรดกโลกแห่งที่ 5 อันถือได้ว่าเป็นสมบัติของโลกทั้งมวลอันเป็นคุณค่าสากล ส่วนเจ้าของประเทศมีหน้าที่ดูแลรักษาให้สภาพนั้นคงอยู่อย่างถาวรยั่งยืนมิให้เสื่อมทรามหรือมิให้ด้อยคุณค่าลงไป ดังนั้นผู้บริหารประเทศที่มีมรดกโลกเป็นสมบัติของประเทศตนอยู่นั้นย่อมต้องมีความเป็นวิญญูชน มีวิจารณญาณ มีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อคุณค่าเหล่านั้น มีความตระหนักถึงผลกระทบต่างๆ โดยระมัดระวังป้องกันมิให้โครงการพัฒนาใดใดส่งผลกระทบในด้านลบต่อสถานที่ที่มีคุณค่านี้ เฉกเช่นประเทศที่เจริญแล้วได้ยึดถือปฏิบัติสืบมา ผู้ร่วมลงนามในท้ายหนังสือนี้ มีความเห็นว่าโครงการขยายถนนสู่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ทั้งระยะแรก 8.1 กม. และระยะที่สองยาวถึง หลัก กม.ที่ 24 ประชิดปากทางขึ้นเขาใหญ่ ในครั้งนี้เป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงทั้งด้านสิ่งแวดล้อม และทางสังคม ดังนี้คือ 1. มีการตัดต้นไม้ทั้งสองข้างทางไปแล้วตั้งแต่ […]

แถลงการณ์หมายเลข 2 เนื่องวันสิ่งแวดล้อมโลกและปีแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ

เครือข่ายอนุรักษ์มรดกโลกเขาใหญ่

, 5 มิ.ย.2553 เนื่องวันสิ่งแวดล้อมโลกและปีแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ เครือข่ายอนุรักษ์มรดกโลกเขาใหญ่และประชาชนผู้ร่วมคัดค้านโครงการขยายถนน ธนะรัชต์ได้ร่วมแสดงพลังในการปกป้องเขาใหญ่ด้วยการทำพิธีบวชต้นไม้และปลูกต้นไม้จำนวน 500 ต้น บริเวณสองข้างทางถนนธนะรัชต์มุ่งสู่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ หนึ่งในมรดกโลก เพื่อปกป้องความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่โดยรอบเขาใหญ่ที่จะถูกตัดทำลายจากโครงการเพิ่มประสิทธิภาพทางหลวงหมายเลข 2090 (ตอนแยกทางหลวงหมายเลข 2-ต่อเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่) โดยกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ในนาม เครือข่ายอนุรักษ์มรดกโลกเขาใหญ่ เราขอขอบคุณ ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรี คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งได้ออกแถลงผ่านสื่อมวลชนสั่งให้ชะลอโครงการขยายถนนสายนี้ ถือเป็นความกล้าหาญทางจริยธรรมที่นักการเมืองพึงมี แสดงให้เห็นว่า เสียงเรียกร้องของประชาชนที่ต้องการมีส่วนร่วมในการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพของผืนป่าเขาใหญ่ ได้รับการรับฟัง อย่างไรก็ตาม การปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพของผืนป่าอันยิ่งใหญ่แห่งนี้มิอาจกระทำได้โดยลำพังบนพื้นฐานของการตัดสินใจทางการเมืองดังกล่าวแต่เพียงอย่างเดียว การดำเนินการที่จะให้มีการตรวจสอบโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและกระทรวงคมนาคมยังไม่ใช่แนวทางในการฟื้นฟูเยียวยาความเสียหายที่ถูกต้อง ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายอนุรักษ์มรดกโลกเขาใหญ่จึงมีข้อเรียกร้องดังต่อไปนี้ 1. ยืนยันเจตนารมย์เดิมที่จะให้มีการยุติโครงการเพิ่มประสิทธิภาพทางหลวงหมายเลข 2090 (ตอนแยกทางหลวงหมายเลข 2-ต่อเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่) ในทันที 2. ฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการขยายถนนธนะรัชต์ช่วง 2-8 กม. ให้กลับคืนดังเดิมโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างกว้างขวาง 3. ให้รัฐบาลจัดตั้งคณะกรรมตรวจสอบอิสระขึ้นมาตรวจสอบโครงการขยายถนนสายนี้ โดยมีองค์ประกอบของประชาชน นักวิชาการอิสระ องค์กรภาคประชาสังคมและสถาบันการศึกษาเพื่อดำเนินการฟื้นฟู ความเสียหายที่เกิดขึ้นและหาแนวทางพัฒนาถนนธนะรัชต์ให้เป็นถนนสายธรรมชาติที่อยู่คู่กับชุมชนริมทางและอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่สืบไป    

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings