Taragraphies — Header Component

เติมช่องว่างข้อมูลมลพิษทางอากาศ

ผลกระทบร่วมกันของมลพิษทางอากาศทั้งภายนอกและภายในบ้านส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควร 6.7 ล้านคนต่อปี ทำให้มลพิษทางอากาศกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงอันดับต้นๆ ของโลกที่ก่อให้เกิดการเสียชีวิตและโรคเรื้อรัง ตามรายงานขององค์การอนามัยโลกและสถาบันประเมินมาตรการด้านสุขภาพโลก อย่างไรก็ตาม สำหรับคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง การเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับคุณภาพอากาศในท้องถิ่นยังคงมีข้อจำกัด “ผมมักเห็นการจัดอันดับ ‘เมืองที่มีมลพิษมากที่สุดในโลก’ แต่การจัดอันดับเหล่านี้อาจทำให้เข้าใจผิด” แรนดอลล์ มาร์ติน นักวิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันในเซนต์หลุยส์กล่าว “ความหนาแน่นของเครื่องมือตรวจวัดคุณภาพอากาศทั่วโลกยังต่ำมาก ทำให้ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าเมืองใดมีมลพิษมากที่สุดโดยทั่วไป และยิ่งยากขึ้นไปอีกที่จะระบุในวันใดวันหนึ่ง แม้ว่าจำนวนเครื่องมือตรวจวัดภาคพื้นดินจะเพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังมีประชากรอีกหลายล้านคนที่อาศัยอยู่ในประเทศที่ไม่มีการเก็บข้อมูลมลพิษทางอากาศคุณภาพสูง หรือไม่มีการเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ต่อสาธารณะ” ทีมนักวิจัยที่ได้รับทุนจากนาซ่ากำลังพยายามแก้ไขปัญหาการขาดแคลนข้อมูลโดยพัฒนาแนวทางใหม่ในการติดตามมลพิษทางอากาศ—เทคนิคที่ขับเคลื่อนด้วยการสังเกตจากดาวเทียม การสร้างแบบจำลอง และการใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ เพื่อทำให้แนวทางนี้เป็นประโยชน์ต่อเมืองในประเทศกำลังพัฒนามากขึ้น ทีมงานของนาซ่าได้ร่วมมือกับสถาบันทรัพยากรโลก (WRI) ในโครงการนำร่องที่เรียกว่า CityAQ ประเทศส่วนใหญ่มีข้อจำกัดหรือไม่มีสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบ “อ้างอิง” ที่มีราคาแพงแต่ให้ข้อมูลที่แม่นยำสำหรับการวัดฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) และมลพิษที่เป็นอันตรายอื่น ๆ เช่น ไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) โอโซน (O3) และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) การขาดแคลนการตรวจวัดส่งผลกระทบอย่างชัดเจน รายงานการวิเคราะห์ข้อมูลมลพิษทางอากาศในปี 2022 ที่รวบรวมจากสถานทูตสหรัฐฯ ใน 40 ประเทศ พบว่า เมืองที่ได้รับการเข้าถึงข้อมูลคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์สามารถลดระดับมลพิษทางอากาศลงได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้แต่ในเมืองขนาดใหญ่ เครื่องมือตรวจวัดคุณภาพอากาศที่เชื่อถือได้ก็ยังมีอยู่อย่างจำกัด จากการประมาณการ […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings