Taragraphies — Header Component

คลื่นความร้อนรุมเร้ายุโรป แอฟริกาและเอเชีย

เดือนมิถุนายนและกรกฎาคม 2565 คลื่นความร้อนจู่โจมยุโรป แอฟริกาเหนือ ตะวันออกกลางและเอเชีย โดยอุณหภูมิไต่ระดับขึ้นไปมากกว่า 40 องศาเซลเซียส(104 องศาฟาเรนไฮต์) ในหลายพื้นที่ และทุบสถิติอุณหภูมิสูงสุดเดิมที่เคยมีมายาวนาน แผนที่ด้านบนแสดงแบบจำลองอุณหภูมิอากาศในซีกโลกด้านตะวันออกเกือบทั้งหมดในวันที่ 13 กรกฎาคม 2565 เป็นข้อมูลจาก Goddard Earth Observing System Model, Version 5 (GEOS-5) ซึ่งเป็นแบบจำลองบรรยากาศระดับโลกที่ใช้สมการทางคณิตศาสตร์เพื่อวิเคราะห์กระบวนการทางกายภาพใกล้พื้นผิวโลกและในชั้นบรรยากาศ ในยุโรปตะวันตกซึ่งเผชิญกับภันแล้งรุนแรงอยู่ก่อนแล้ว คลื่นความร้อนได้เร่งให้ไฟขยายวงกว้างทั่วโปรตุเกส สเปนและบางส่วนของฝรั่งเศส ในโปรตุเกส อุณหภูมิทะลุไปถึง 45 องศาเซลเซียส(113 องศาฟาเรนไฮต์) ในวันที่ 13 กรกฎาคม ในเมือง Leiria มีไฟป่าไหม้ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 3,000 แฮกตาร์ (7,400 เอเคอร์) กว่าครึ่งประเทศตกอยู่ในสภาวะฉุกเฉิน ทีมดับไฟฟ่าต้องเข้าจัดการกับไฟป่า 14 พื้นที่ ภาพด้านบนแสดงจุดเกิดไฟในโปรตุเกสและสเปนซึ่งตรวจจับโดยเครื่องมือ Visible Infrared Imaging Radiometer Suite (VIIRS) บน ดาวเทียม Suomi NPP ในวันที่ 12 […]

เหมืองถ่านหินแห่งใหม่ในแคว้นคัมเบรีย สหราชอาณาจักร

รัฐบาลสหราชอาณาจักรกำลังตัดสินใจขั้นสุดท้ายในการอนุมัติเหมืองถ่านหินแห่งใหม่ในคัมเบรีย สหราชอาณาจักร เราคิดว่ามันจะมีประโยชน์หากมีมุมมองอื่นเกี่ยวกับถ่านหินที่จะขุดขึ้นมาในช่วงห้าสิบปีข้างหน้าและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยเข้าสู่ชั้นบรรยากาศจากการเผาไหม้ถ่านหิน วิดีโอสามมิตินี้ไม่ได้แสดงถึงปริมาณของถ่านหิน แต่เพียงแค่แสดงให้เห็นว่าจะมีจำนวนเท่าใดหากมีเหมืองถ่านหินเกิดขึ้น เหมืองถ่านหินในคัมเบรียจะผลิตถ่านหินโค๊กเกือบ 3 ล้านตันทุกปีเป็นเวลา 50 ปี ถ่านหินโค๊ก (หรือที่เรียกว่า metallurgical coal) ใช้ในการผลิตเหล็ก แม้ว่าผู้ผลิตเหล็กที่วางแผนล่วงหน้าจะขยายโรงถลุงเหล็กที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศโดยใช้ไฮโดรเจนที่ผลิตด้วยไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ในขณะที่เหล็กยังคงเป็นวัสดุที่ใช้ในโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก แต่ก็ไม่จำเป็นต้องผลิตเหล็กโดยใช้ถ่านหินเลย เราสามารถทดแทนการใช้ถ่านหินโค๊กด้วยก๊าซธรรมชาติในกระบวนการที่เรียกว่า Direct Reduced Iron (DRI) ซึ่งลดการปล่อย CO₂ ลงประมาณ 40% DRI ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติคิดเป็น 5% ของการผลิตเหล็กทั่วโลก เทคนิคการผลิตเหล็กกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วโดยได้รับแรงหนุนจากความจำเป็นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อุตสาหกรรมเหล็กมีสัดส่วนประมาณ 7% ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลก ถือเป็นเดิมพันที่สูง ภายในปี 2569 การผลิตเหล็กปลอดเชื้อเพลิงฟอสซิลจะเริ่มขึ้นในสวีเดน การผลิตไฮโดรเจน ‘สีเขียว’ ซึ่งผลิตจากไฟฟ้าหมุนเวียนส่วนเกินกำลังได้รับการยอมรับทั่วโลก ภาพสามมิตินี้สร้างขึ้นโดยใช้เทคนิคการผลิตแบบใหม่ของ Real World Visuals ซึ่งช่วยให้สามารถผลิตภาพที่มีคุณภาพสูงได้อย่างรวดเร็วและประหยัดสำหรับการแสดงความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่มองไม่เห็น ภาพนิ่งความละเอียดสูงพร้อมใบอนุญาต Creative Commons (Attribution) สามารถดาวน์โหลดได้จาก Real World Visuals […]

โหวตออกจากอียูเป็น Red Alert สำหรับสิ่งแวดล้อมของสหราชอาณาจักร

เรียบเรียงจาก https://www.theguardian.com/environment/damian-carrington-blog/2016/jun/24/uks-out-vote-is-a-red-alert-for-the-environment วาระด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้รับความสนใจมากนักในวิวาทะเรื่อง Brexit แต่นี่คือการวิเคราะห์ที่น่าสนใจของเดอะการ์เดียน ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหลังจากสหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรปที่พอมองเห็นได้คือ ตลาดการเงินที่พังลงจะส่งผลต่อการลงทุนขนาดใหญ่ที่จำเป็นต่อการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยและสะอาดขึ้น กระทบต่อภาคเศรษฐกิจสีเขียวที่เติบโตอย่างรวดเร็วของประเทศซึ่งสหราชอาณาจักรเป็นผู้นำอยู่ แม้มีข้อวิพากษ์เรื่องความล้มเหลวของสถาบันต่างๆ ที่สหภาพยุโรปสร้างขึ้น (สภายุโรป-Parliament- คณะกรรมาธิการยุโรป-Commission และคณะมนตรียุโรป-Council) แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสหราชอาณาจักรได้ประโยชน์จากกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดและครอบคลุมของสหภาพยุโรป นักการเมืองฝ่ายขวาในสหราชอาณาจักรและประเทศอื่นๆ ในยุโรป ยังไม่คิดว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมันเป็นวิกฤต และต้องการยกเลิกการจำกัดการปล่อยมลพิษจากโรงไฟฟ้า มีคนเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากมลพิษทางอากาศ 400,000 คนต่อปี ในจำนวนนั้นมี 40,000 คนในสหราชอาณาจักร สหภาพยุโรปได้กำหนดมาตรการทางกฎหมายใหม่ขึ้นในปี 2010 เมืองใหญ่น้อยหลายเมืองในสหราชอาณาจักรยังคงมีระดับมลพิษทางอากาศเกินค่าที่กำหนดไว้ นักกิจกรรมรณรงค์ใช้กฎเกณฑ์ของสหภาพยุโรปที่มีอยู่เพื่อฟ้องร้องรัฐบาลสหราชอาณาจักร รัฐมนตรีหลายคนของสหราชอาณาจักรเองก็ฝ่าฟันให้ได้กฎเกณฑ์ของอียูใหม่เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร มลพิาทางอากาศนั้นไม่จำกัดอยู่ในเขตพรมแดนประเทศ และร้อยละ 88 ของนักวิชาชีพด้านสิ่งแวดล้อมในสหราชอาณาจักรคิดว่าจะเป็นต้องมีนโยบายที่ครอบคลุมทั่วสหภาพยุโรปด้วย ปฏิบัติการทางกฎหมายก่อนหน้านี้จากสหภาพยุโรปบังคับให้สหราชอาณาจักรทำความสะอาดน้ำเสีย พื้นที่ชายหาดที่เสื่อมโทรม ในขณะที่ การปกป้องธรรมชาติ สัตว์ป่าและพรรณพืชทั่วทั้งสหราชอาณาจักรมาจากกฎเกณฑ์ของสหภาพยุโรป ผู้คนที่ทำงานเพื่อปกป้องสถานที่มหัศจรรย์เหล่านี้และฟื้นฟูความเสียหายที่ผ่านมาต่างคิดว่าการออกจากสหภาพยุโรปนั้นเป็นความผิดพลาด ร้อยละ 66 บอกว่า มันจะลดมาตรการทางกฎหมายในการปกป้องสัตว์ป่าและพรรณพืช และถิ่นที่อยู่อาศัยของมัน ส่วนร้อยละ 30 คิดว่ามันจะมีการปรับปรุงให้ดีขึ้น สหภาพยุโรปยังขับเคลื่อนให้เกิดการปฏิวัติในเรื่องของการีไซเคิลและการจัดการของเสีย สำหรับผู้คนที่ทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงๆ สองในสามคิดว่ามันจะแย่ลง ร้อยละ 30 บอกว่า เหมือนเดิม และร้อยละ […]

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : การต่อสู้ของประชาชน

ในปี 2487 นักทฤษฎีสังคมศาสตร์ผู้เป็นตำนานอย่างเฟเดอริก แองเกล (Friedrich Engels) ได้กล่าวถึง “การปฏิวัติด้านอุตสาหกรรมจะเป็นการปฏิวัติที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าของประชาสังคมไปในเวลาเดียวกัน” ถ่านหินมีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้ ปัจจุบันนั้น พลังงานถ่านหินเป็นเรื่องราวที่แตกต่างออกไป มันเป็นเรื่องที่มีการต่อต้านอยู่ตลอดตราบเท่าที่มันยังมีการใช้งานอยู่ ชุมชนทั่วทุกมุมโลกที่กำลังลุกฮือขึ้นมาปฏิเสธการใช้ถ่านหิน พวกเขาจัดชุมนุมประท้วงต่อต้านโรงไฟฟ้าและเหมืองถ่านหิน โดยไปประท้วงตามอาคารสำนักงาน ปิดล้อมรถไฟและเรือขนถ่านหิน ในโปแลนด์ ผู้คนกว่า 5000 คนออกเดินไปตามถนนครูสวิกาในเดือนเมษายน ปี 2551 เพื่อต่อต้านแผนการเปิดเหมืองใกล้กับทะเลสาบโกพโลซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมและเป็นพื้นที่สงวนของโปแลนด์  การประท้วงต่อต้านด้านสิ่งแวดล้อมครั้งนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติโปแลนด์เลยทีเดียว ในประเทศออสเตรเลียมีการร่วมมือกันระหว่างนักเพาะพันธ์ุม้าแข่งพันธ์ุดี เจ้าของสวนไวน์และผู้อยู่อาศัยในท้องที่เพื่อออกมาต่อต้านการเปิดเหมืองถ่านหินในแอนวิลฮิลล์ ในสหราชอาณาจักร มีกลุ่มผู้ประท้วงปลอมตัวเป็นคนงานก่อสร้างรางรถไฟเพื่อหยุดรถไฟขนถ่านหินที่กำลังเดินทางไปยังโรงไฟฟ้าดรักซ์เพาเวอร์ (Drax Power) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2551 บางคนทำแม้กระทั่งปีนขึ้นไปบนรถไฟและขนเอาถ่านหินเกือบ 20 ตันลงมา บางคนก็พันธนาการตัวเองไว้กับถ่านหินก็มี ระหว่างการประท้วงครั้งนี้ ผู้ประท้วงนำเอาป้ายที่เขียนว่า “ปล่อยมันไว้ใต้ดิน” มาแสดงให้ดูด้วย และในฤดูหนาว ปี 2551 นักรณรงค์ต่อต้านการใช้ถ่านหินในเยอรมนีได้เริ่มการเรียกร้องให้มีการลงประชามติเพื่อหยุดยั้งการพัฒนาเหมืองในสหพันธรัฐ Brandenburg ตัวอย่างของเรื่องราวที่กล่าวมานี้แสดงให้เห็นว่าการประท้วงต่อต้านกิจกรรมที่ไร้มนุษยธรรม ทำลายสภาพภูมิอากาศและเป็นอันตราย อย่างเช่นการเผาไหม้ถ่านหิน นั้นมีมากขึ้นและมีแต่จะเข้มแข็งขึ้นไปอีก ————- จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings