การวิเคราะห์ความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวของโครงการ Nuclear Research Reactor ที่องครักษ์

การวิเคราะห์ความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวของโครงการ Nuclear Research Reactor ที่องครักษ์ (ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ 50-60 กิโลเมตร) ที่ระบุไว้ในรายงาน EHIA ยังเป็นเพียงการใช้ข้อมูลสถิติระหว่างปี 2473-2562 ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ที่ conservative ล้าหลังอย่างยิ่ง ดังนั้น อย่าแปลกใจว่าทำไมจึงมีการคัดค้านและล้มเวทีประชาพิจารณ์โครงการนี้ รายงาน EHIA สรุปในเบื้องต้นว่า “…การวิเคราะห์ระดับความรุนแรงของแผ่นดินไหวเชิงสถิติในพื้นที่จังหวัดนครนายกพบว่าค่าความเร่งของพื้นดินที่มีโอกาสเกิดมากกว่า 10 % ในรอบ 500 ปี สำหรับกรณีแผ่นดินไหวที่เกิดระดับตี้นจากแนวรอยเลื่อนในแผ่นเปลือกโลก(shallow crustal earthquake) ที่ความลึก 10 กิโลเมตรมีค่าอยู่ระหว่าง 1-28% g โดยมีพื้นที่ที่อาจรับผลกระทบอยู่ในบริเวณด้านทิศเหนือของอำเภอบ้านนาบริเวณตอนกลางของอำเภอเมืองรวมทั้งตอนล่างของอำเภอปากพลีซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีรอยเลื่อนพาดผ่านส่วนที่ไกลออกไปจากรอยเลื่อน ค่า PGA(Peak Ground Acceleration หรือค่าอัตราเร่งสูงสุดของพื้นดิน เป็นค่าที่มีความสําคัญในการออกแบบเชิงวิศวกรรมของอาคารในบริเวณที่มีความเสี่ยงภัยแผ่นดินไหวมีหน่วยเป็นค่าอัตราเร่ง ฟุต/วินาที) ลดลงตามระยะทาง…” โดยรายงาน EHIA ระบุอีกว่า “…ต้องทำการศึกษาในขั้นรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อให้ได้รายละเอียดสำหรับออกแบบโครงสร้างให้ต้านทานต่อแรงแผ่นดินไหว..” ซึ่งการศึกษาที่ว่านั้นก็ยังไม่มีการเผยแพร่ใดๆ ส่วนหนึ่งของการวิเคราะห์ความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวของโครงการ Nuclear Research Reactor ที่องครักษ์ ; “…การวิเคราะห์ข้อมูลแผ่นดินไหวในพื้นที่อำเภอองครักษ์ […]

ดัชนีความเสี่ยงของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัย (Research Reactor)

เทคโนโลยีนิวเคลียร์ : ความจำเป็นและความพร้อมของไทย คำถามนี้เป็นคำถามต่อทิศทางการพัฒนาประเทศที่สะท้อนอยู่ในนโยบายและแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านพลังงานนิวเคลียร์ของประเทศ (2560-2569) ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการพลังงานปรมาณูเพื่อสันติในวันที่ 30 สิงหาคม 2559 และได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชาเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2560 นโยบายและแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านพลังงานนิวเคลียร์ของประเทศ (2560-2569) มีความพยายามจะยกระดับความพร้อมเชิงโครงสร้างและองค์กรที่แยกกันระหว่างการกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์ การปรับเปลี่ยนกฏหมายที่มีอยู่เดิมไม่ทันสมัยและไม่ครอบคลุมบริบทการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในปัจจุบันอย่างเพียงพอ เช่น การมีพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ.2559 และการมีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) (สทน.) เพื่อทำหน้าที่วิจัยพัฒนาด้านเทคโนโลยีและการใช้ประโยชน์และบริการทางเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ในปี 2549 นำไปสู่การปรับเปลี่ยนสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติให้เป็น Regulator ที่มีหน้าที่เสนอแนะนโยบายและแผนยุทธศาสตร์และประสานงานการกำกับดูแลความปลอดภัยที่เป็นสากลมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีและเป็นสมาชิกองค์การระหว่างประเทศดำเนินความร่วมมือระหว่างประเทศทางด้านนิวเคลียร์และรังสี รวมถึงการลงนามเป็นสมาชิกก่อตั้งทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency : IAEA) ก็ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยจะมีความพร้อมในการดำเนินการไม่ว่าจะเป็นโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ภายใต้แผนพัฒนาผลิตไฟฟ้า หรือเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัย ภาคีและองค์การระหว่างประเทศดำเนินความร่วมมือระหว่างประเทศทางด้านนิวเคลียร์และรังสีที่ประเทศไทยเข้าร่วม ได้แก่ สนธิสัญญาการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear Non-Proliferation Treaty: NPT) ความตกลงพิทักษ์ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และพิธีสารเพิ่มเติมแนบท้ายความตกลงพิทักษ์ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ (Comprehensive Safeguards Agreement and Additional Protocol) อนุสัญญาว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือในกรณีเกิดอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์หรือเหตุฉุกเฉินทางรังสี(Convention […]