Taragraphies — Header Component

พินิจปี 2563 สู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเป็นธรรมหลังโควิด-19

ปี 2563 เป็นปีหลากวิกฤต(crisis year) ทั้งโรคระบาดความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และผลกระทบต่อเนื่องทบทวีคูณของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ที่มาบรรจบกัน Covid-19 เผยให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำของโลกที่เราอาศัยอยู่ ขณะที่ “แนวทางตามปกติ(business as usual)” ถูกตั้งคำถาม บทความของคณะกรรมการเฉพาะกิจระหว่างรัฐบาลและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายฝ่ายว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพและบริการจากระบบนิเวศ (Intergovernmental Science-Policy Platform on Biodiversity and Ecosystem Services หรือ IPBES) เน้นย้ำว่า “โรคระบาดครั้งล่าสุดนี้เป็นผลพวงโดยตรงจากกิจกรรมของมนุษย์ภายใต้ระบบเศรษฐกิจและการเงินโลกที่ยึดถือการแสวงหากำไรและผลประโยชน์เฉพาะหน้าโดยไม่แคร์ว่าจะเกิดอะไรขึ้น” ในบริบทของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เราได้เห็นสภาวะอุณหภูมิสุดขั้วทั้งบนแผ่นดิน ในทะเล/มหาสมุทร และโดยเฉพาะในอาร์กติก เหตุการณ์ไฟป่าล้างผลาญภูมิทัศน์ทางธรรมชาติทั้งในออสเตรเลีย ไซบีเรีย ชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกาและอเมริกาใต้ ได้ส่งละอองลอย(aerosol) ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศและเคลื่อนตัวไปรอบโลก พายุเฮอริเคนแห่งมหาสมุทรแอตแลนติกที่ทุบสถิติ รวมถึงพายุหมุนเขตร้อนระดับ 4 อย่างเป็นประวัติการณ์ในอเมริกากลาง อุทกภัยในบางส่วนแอฟริกา เอเชีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ทำให้ผู้คนต้องพลัดที่นาคาที่อยู่ และบั่นทอนความมั่นคงทางอาหารของคนนับล้าน นอกจากปี 2563 จะมีแนวโน้มเป็นปีที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่ที่มีการบันทึกมา องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกยังระบุว่าอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในปี 2563 นี้จะเพิ่มเป็น 1.2 องศาเซลเซียสเทียบกับระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม (พ.ศ. 2393-2443) […]

วิกฤต Buffer Zone รอบเขาใหญ่

ภาพถ่ายดาวเทียมที่วิเคราะห์โดย GISTDA “น้ำป่าเขาใหญ่ทะลัก ปากช่องอ่วม ผลจากลักษณะภูมิประเทศและฝนตกหนัก” นี้ ไม่รู้จะเป็น “เสียงปลุก” ให้พวกเราทั้งหลายโดยเฉพาะผู้กำหนดนโยบายตื่นขึ้นจากฝันกลางวันหรือไม่ว่าเรากำลังเจอกับวิกฤตที่ใหญ่กว่าและซับซ้อนขึ้นหลังจากวิกฤตโรคระบาด Covid-19 นี่คือ disruption ของกระบวนการในธรรมชาติ ความปั่นป่วนของดินน้ำลมไฟ และผมโครตเชื่อว่า ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ไม่มีทางช่วยให้เรารอดพ้นจาก “วิกฤตทางนิเวศวิทยา” ที่กำลังคืบคลานเข้ามาได้ (มันถูกร่างโดยคนไม่กี่คนที่อายุรวมกันแล้วนี่เป็นหลานไดโนเสาร์ได้เลย) แล้วเรายังมี (ร่าง) กม โลกร้อนอีก ผมก็โครตเชื่อว่า มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรอยู่ดี จากกรณีที่เกิดเหตุการณ์ฝนตกหนักลงมาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยมีปริมาณน้ำฝน ณ วันที่ 8 ตุลาคม 2563 สูงถึง 80.6 มิลลิเมตร จนทำให้ดินไม่สามารถอุ้มน้ำได้ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและดินสไลด์ทับถนน โดยเฉพาะหมู่บ้านในตำบลหมูสี เข้าท่วมบ้านเรือนและสถานประกอบการต่างๆอย่างรวดเร็วจนได้รับความเสียหายแล้วกว่า 80 หลังคาเรือน ซึ่งครั้งนี้หนักกว่าหลายครั้งที่ผ่านมาและมีผลกระทบต่อประชาชนพื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่เกษตร และพื้นที่เศรษฐกิจ GISTDA ได้ทำการจำลองภาพสามมิติจากภาพดาวเทียม Landsat-8 ซ้อนทับกับข้อมูลแบบจำลองระดับความสูงภูมิประเทศ (DEM) ทำให้เห็นภาพลักษณะภูมิประเทศที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งด้านบนของภาพเป็นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ […]

ไฟป่าอนุรักษ์ : ผลพวงของนโยบายที่ผิดพลาดและสัญญานเตือนของของภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศ

ไฟเผาผลาญพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2563 เป็นต้นมา เกิดปรากฏการณ์ไฟรุนแรงในพื้นที่ป่าหลายแห่ง เริ่มจาก อุทยานแห่งชาติภูกระดึง จ.เลย ในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ส่งผลให้เกิดความเสียหายในพื้นที่ป่าสนเขาเป็นวงกว้าง การวิเคราะห์จากภาพถ่ายดาวเทียมพบว่า พื้นที่ป่าสนเขาถูกเผาไหม้ประมาณ 3,700 ไร่ กระจายทั้งทางด้านทิศตะวันตก ทิศเหนือและทิศตะวันออกเฉียงใต้ของอุทยานฯ (ทางตอนใต้ของผาเมษาและผาหมากดูก) ซึ่งเป็นรอยต่อกับพื้นที่การเกษตร ต่อมาในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ไฟป่าบนเทือกเขาบรรทัดซึ่งเผาผลาญพื้นที่ราว 5,600 ไร่ตามแนวตะเข็บชายแดนไทย-กัมพูชาส่งผลให้หลายพื้นที่ในจังหวัดตราดและพื้นที่ใกล้เคียง ถูกปกคลุมด้วยมลพิษทางอากาศจากไฟป่า รวมถึงจากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม ในเขตกันชนรอบอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติทับลาน และอุทยานแห่งชาติปางสีดา มีพื้นที่ที่ได้ผลกระทบจากการเผาไหม้วันที่ 21–26 กุมภาพันธ์ 2563 รวมทั้งสิ้น 102,600 ไร่ ล่าสุด เกิดไฟป่ารุกหนักในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย การวิเคราะห์ภาพจากดาวเทียม Sentinel-2ในวันที่ 25-30 มีนาคม ชี้ให้เห็นพื้นที่เสียหายจากไฟป่าเป็นบริเวณรวมกันมากกว่า 8,600 ไร่ ส่งผลให้หลายพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่และใกล้เคียงถูกปกคลุมไปด้วยกลุ่มควันไฟที่เกิดขึ้นจากไฟป่า และเชียงใหม่ขึ้นแท่นเป็นเมืองที่มลพิษทางอากาศสูงที่สุดในโลกในช่วงเวลาดังกล่าว การรายงานสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันจากปี พ.ศ.2528-2562 พบว่า พื้นที่ป่าอนุรักษ์ในเขตภาคเหนือตอนบนมีพื้นที่เผาไหม้ (burnt scar) […]

แถลงการณ์หมายเลข 6 เครือข่ายประชาชนอนุรักษ์มรดกโลกเขาใหญ่ยืนยันคืนต้นไม้สองข้างทางเขาใหญ่ทำได้ ตอกย้ำกรมทางหลวงให้ร่วมมือกับประชาชนฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างจริงจัง

10 สิงหาคม 2556 หลังจากแถลงการณ์ฉบับที่ 4 ของเครือข่ายประชาชนอนุรักษ์มรดกโลกเขาใหญ่ภายหลังมติของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่ 8 มิถุนายน 2553 ให้ยุติการขยายทางหลวงหมายเลข 2090 ที่เหลืออยู่และฟื้นฟูส่วนที่ขยายไปแล้ว ปรากฎมีข่าวและความเคลื่อนไหวที่ก่อให้เกิดข้อสงสัยเคลือบแคลงว่ากรมทางหลวงก็ดี กรมป่าไม้ก็ดี นักการเมืองทั้งหลายก็ตาม อาจจะไม่มีความจริงใจและจริงจังในการดำเนินการตามมติ ครม.อย่างเร่งด่วน เครือข่ายประชาชนอนุรักษ์มรดกโลกเขาใหญ่เห็นว่าเพื่อให้เกิดหลักประกันที่แท้จริงในการฟื้นฟูระบบนิเวศน์สองข้างถนนและการสร้างคุณค่าพร้อมอรรถประโยชน์ให้เกิดแก่ชุมชนสองข้างทาง  สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนและเครือข่ายประชาชนอนุรักษ์มรดกโลกเขาใหญ่จึงยื่นเรื่องฟ้องต่อศาลปกครองในวันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ.2553 ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2556 ศาลปกครองกลางได้พิพากษาให้กรมทางหลวงนำต้นไม้ตามชนิดประเภทขนาดเดียวกันหรือใกล้เคียงกันและในจำนวนเท่ากันกับต้นไม้ที่ถูกตัดโค่นแล้วตามบัญชีที่ได้สำรวจบันทึกเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2552 ไปปลูกทดแทน ตามแนวเขตทางหลวงสาย 2090 โดยให้เริ่มดำเนินการภายใน 60 วัน เพื่อให้มีสภาพใกล้เคียงของเดิมให้มากที่สุด หลังศาลปกครองกลางมีคำพิพากษา เครือข่ายประชาชนอนุรักษ์มรดกโลกเขาใหญ่ได้ติดต่อประสานงานกับกรมทางหลวงและกระทรวงคมนาคมและยื่นรายชื่อประชาชนกว่า 6,000 คน ที่รวมพลังผ่านเว็บไซต์ change.org เรียกร้องให้กรมทางหลวงคืนต้นไม้และฟื้นฟูระบบนิเวศสองข้างทางถนนธนะรัชต์ แต่หน่วยงานรัฐทั้งสองมิได้ให้ความสำคัญกับข้อเรียกร้องอย่างจริงจังแต่อย่างใดและขอใช้สิทธิ์อุทธรณ์ด้วยเหตุผลว่าไม่สามารถทำตามคำพิพากษาของศาลปกครองกลางได้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่แย้งกับข้อเท็จจริง การที่กรมทางหลวงอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดได้แสดงให้สังคมไทยเห็นชัดว่า หน่วยงานแห่งนี้มิได้แสดงให้เห็นถึงการเป็นองค์กรรักษ์สิ่งแวดล้อมตามที่โฆษณาชวนชื่อและพยายามกล่าวอ้างมาโดยตลอด ณ วันนี้ ริมผืนป่าเขาใหญ่ ริมถนนธนะรัชต์ เครือข่ายประชาชนอนุรักษ์มรดกโลกเขาใหญ่ร่วมกันแสดงเจตจำนงในการปลูกต้นไม้ขนาดใหญ่ซึ่งเคยเป็นร่มเงาอยู่ ณ พื้นที่นี้ก่อนที่กรมทางหลวงจะตัดทำลายไปเพื่อแสดงให้เห็นว่าต้นไม้ขนาดใหญ่ไม่ว่าต้นใดประเภทใดหรือชนิดใด […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings