Taragraphies — Header Component

วิกฤตน้ำทะเลสาปเทียมเหนือเขื่อนเกลนแคนยอน

หลายทศวรรษของความแห้งแล้ง น้ำในทะเลสาบพาวเวลล์ ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำใหญ่เป็นอันดับสองในสหรัฐอเมริกาจากการสร้างเขื่อนเกลนแคนยอนเมื่อ 50 ปีที่แล้ว ได้ลดลงสู่ระดับต่ำสุด ภาพจากดาวเทียมแสดงระดับน้ำที่ลดลงของทะเลสาบเทียมท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ทะเลสาบพาวเวลล์เป็นอ่างเก็บน้ำที่สำคัญในลุ่มน้ำโคโลราโดซึ่งทอดตัวข้ามพรมแดนทางตะวันออกเฉียงใต้ของยูทาห์และแอริโซนาตะวันออกเฉียงเหนือ แม่น้ำโคโลราโดซึ่งถูกกั้นโดยเขื่อนเกลนแคนยอนทำให้เกิดทะเลสาบเทียมในช่วงต้นทศวรรษ 1960 เป็นระบบชลประทานในพื้นที่กว่า 2.2 ล้านเฮกตาร์ และมีกำลังการผลิตไฟฟ้ามากกว่า 4,200 เมกะวัตต์ ในช่วงกลางเดือนมีนาคม 2565 ระดับความสูงของทะเลสาบพาวเวลล์ลดลงเหลือ 1,074 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลซึ่งเป็นระดับน้ำต่ำสุดของทะเลสาบเทียมแห่งนี้นับตั้งแต่มีการเก็กกักน้ำเต็มเขื่อนในปี ค.ศ. 1980 ระดับน้ำที่ลดลงอย่างมากนี้ได้รับการบันทึกไว้ในภาพถ่ายสีธรรมชาติที่บันทึกโดยเครื่องมือบนดาวเทียม Copernicus Sentinel -2 พื้นที่ภาพด้านบนแสดงการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ผิวน้ำของอ่างเก็บน้ำใกล้ Bullfrog Marina ซึ่งอยู่ห่างจากเขื่อน Glen Canyon ไปทางเหนือประมาณ 90 กม. ระหว่างเดือนมีนาคม 2561 ถึงมีนาคม 2565 สภาพแห้งแล้งและระดับน้ำที่ลดลงจะมองเห็นได้ชัดเจนในภาพที่ถ่ายเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2565 เมื่อเปรียบเทียบกับขอบเขตระดับน้ำปี 2561 ที่ร่างไว้ในภาพเป็นเส้นสีเหลือง ระดับน้ำที่ลดลงเกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิที่ร้อนขึ้น และระดับน้ำที่ลดลงทำให้มีน้ำไหลผ่านแม่น้ำโคโลราโดน้อยลง ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสูงสุดไปยังทะเลสาบพาวเวลล์จะเกิดขึ้นในช่วงกลางถึงปลายฤดูใบไม้ผลิจากการละลายของหิมะในเทือกเขาร็อกกี้ กราฟเส้นแสดงระดับน้ำเฉลี่ยที่ลดลงอย่างมากในเดือนมีนาคมตั้งแต่ปี 2543 เมื่อทะเลสาบพาวเวลล์อยู่ที่ระดับความสูงประมาณ 1,120 ม. […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings