Taragraphies — Header Component

เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก(SMR) : คำถามมากกว่าคำตอบ

เพื่อจำกัดภาวะโลกร้อนให้อยู่ที่ 1.5 องศาเซลเซียส สหรัฐอเมริกาจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านระบบไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่ระบบที่อาศัยพลังงานหมุนเวียนและการกักเก็บพลังงานเป็นหลักอย่างรวดเร็ว ขณะนี้ ผู้สนับสนุนพลังงานนิวเคลียร์กำลังกล่าวอ้างว่า เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบแยกส่วน (Small Modular Reactors – SMRs) มีความปลอดภัยมากขึ้น สะอาดขึ้น และมีต้นทุนในการก่อสร้างและดำเนินงานต่ำกว่าระบบเครื่องปฏิกรณ์แบบดั้งเดิมอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่สนับสนุน SMRs นั้นยังตั้งอยู่บนคำถามหลายข้อที่ยังไม่มีคำตอบ เนื่องจากขาดข้อมูลจากการใช้งานจริงของเทคโนโลยีนี้ แบบจำลองสถานการณ์การลดคาร์บอนอย่างเข้มข้นบางรูปแบบ (รวมถึงของ NRDC) แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่รวมถึงการผลิตพลังงานใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีที่มีความยืดหยุ่นและสามารถเรียกใช้งานได้เมื่อจำเป็น ในแง่มุมของแบบจำลองอาจมีความต้องการใช้ SMRs หรือเทคโนโลยีอื่นที่มีคุณลักษณะคล้ายกันในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ยังไม่มี SMRs ใดถูกสร้างขึ้นในสหรัฐอเมริกา แต่รัฐบาลกลางอาจให้การสนับสนุนทางการเงินแก่โครงการเหล่านี้เป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการลดอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Reduction Act – IRA) แม้ว่ารัฐบาลควรลงทุนในเทคโนโลยีการผลิตพลังงานคาร์บอนต่ำที่หลากหลาย แต่ควรให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่กำลังมีความก้าวหน้าและมีต้นทุนที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง เช่น พลังงานหมุนเวียนและการกักเก็บพลังงาน ในทางกลับกัน ต้นทุนของพลังงานนิวเคลียร์ยังคงเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก(Small Modular Reactors – SMRs)คืออะไร?เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กเป็นเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่มีความสามารถในการผลิตไฟฟ้าต่ำกว่า 300 เมกะวัตต์(MW) ซึ่งเล็กกว่ามากเมื่อเทียบกับเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทั่วไปในปัจจุบันที่มีกำลังการผลิตอยู่ในช่วง 1,000 – 1,600 […]

ดัชนีความเสี่ยงของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัย (Research Reactor)

เทคโนโลยีนิวเคลียร์ : ความจำเป็นและความพร้อมของไทย คำถามนี้เป็นคำถามต่อทิศทางการพัฒนาประเทศที่สะท้อนอยู่ในนโยบายและแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านพลังงานนิวเคลียร์ของประเทศ (2560-2569) ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการพลังงานปรมาณูเพื่อสันติในวันที่ 30 สิงหาคม 2559 และได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชาเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2560 นโยบายและแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านพลังงานนิวเคลียร์ของประเทศ (2560-2569) มีความพยายามจะยกระดับความพร้อมเชิงโครงสร้างและองค์กรที่แยกกันระหว่างการกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์ การปรับเปลี่ยนกฏหมายที่มีอยู่เดิมไม่ทันสมัยและไม่ครอบคลุมบริบทการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในปัจจุบันอย่างเพียงพอ เช่น การมีพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ.2559 และการมีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) (สทน.) เพื่อทำหน้าที่วิจัยพัฒนาด้านเทคโนโลยีและการใช้ประโยชน์และบริการทางเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ในปี 2549 นำไปสู่การปรับเปลี่ยนสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติให้เป็น Regulator ที่มีหน้าที่เสนอแนะนโยบายและแผนยุทธศาสตร์และประสานงานการกำกับดูแลความปลอดภัยที่เป็นสากลมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีและเป็นสมาชิกองค์การระหว่างประเทศดำเนินความร่วมมือระหว่างประเทศทางด้านนิวเคลียร์และรังสี รวมถึงการลงนามเป็นสมาชิกก่อตั้งทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency : IAEA) ก็ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยจะมีความพร้อมในการดำเนินการไม่ว่าจะเป็นโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ภายใต้แผนพัฒนาผลิตไฟฟ้า หรือเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัย ภาคีและองค์การระหว่างประเทศดำเนินความร่วมมือระหว่างประเทศทางด้านนิวเคลียร์และรังสีที่ประเทศไทยเข้าร่วม ได้แก่ สนธิสัญญาการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear Non-Proliferation Treaty: NPT) ความตกลงพิทักษ์ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และพิธีสารเพิ่มเติมแนบท้ายความตกลงพิทักษ์ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ (Comprehensive Safeguards Agreement and Additional Protocol) อนุสัญญาว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือในกรณีเกิดอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์หรือเหตุฉุกเฉินทางรังสี(Convention […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings