Taragraphies — Header Component

การเดินทางและชะตากรรมของเมล็ดข้าว

ธารา บัวคำศรี แปลเรียบเรียงจาก The Rice Book : The Deffinitive Book on the Magic of Rice Cookery บรรพบุรุษข้าวมีวิวัฒนการมานานกว่าหนึ่งร้อยล้านปีบนผืนทวีปใหญ่ เมื่อทวีปเคลื่อนตัวแยกออกจากกันเป็นอเมริกาใต้ แอฟริกา อินเดีย ออสเตรเลีย แต่ละผืนทวีปได้นำพืชและสัตว์ติดไปด้วย ผืนทวีปอินเดียเลื่อนขึ้นไปทางเหนือเป็นเวลาหลายล้านปี เข้าชนกับมวลแผ่นดินใหญ่ของเอเชีย กำเนิดเทือกเขาหิมาลัยสูงตระหง่าน แนวเทือกเขาแผ่ขยายไปทางด้านตะวันออกจรดทะเลจีนใต้ หลายล้านปีต่อมา แถบเชิงเขามีความอบอุ่นและความชื้น หญิงชายในยุคแรกเก็บข้าวป่ามากินเป็นอาหาร พวกเขาเห็นว่าน่าจะปลูกพืชป่าชนิดนี้ โดยมิได้ตั้งใจ ถือเป็นการเริ่มต้นคัดเลือกและขยายพันธุ์ข้าวป่าชนิดต่างๆ ชาวแอฟริกันตะวันตกได้ทำแบบเดียวกันนี้ในเวลาต่อมาจึงมีพันธุ์ข้าวหลากหลายวิวัฒนาการขึ้นที่นั่น วิวัฒนาการอันยาวนานไม่ได้เริ่มต้นจากการคิดค้นและปฏิบัติการของคนปลูกข้าวเท่านั้นยังเกิดจากการเรียนรู้วิธีการปรุงอาหารของคนกินข้าวด้วย ข้าวมีความสามารถในการปรับตัวอย่างดีเยี่ยม ข้าวป่าพัฒนาและปรับตัวเองให้มีชีวิตรอดในถิ่นที่อยู่ที่แตกต่างกันไป บางชนิดทนต่อกลางคืนที่หนาวเหน็บ บางชนิดรับมือกับน้ำท่วมอย่างฉับพลัน บางชนิดชอบพื้นที่น้ำท่วมขัง บางชนิดยืนหยัดอยู่ในถิ่นกันดารน้ำ คนเริ่มพัฒนาศิลปะการเพาะปลูกและคัดเลือกพันธุ์ตามลักษณะประจำถิ่น นำเมล็ดข้าวเดินทางไปเพาะปลูกในถิ่นที่ข้าวป่าไม่สามารถเติบโตได้ การแพร่กระจายพันธุ์ข้าวเริ่มต้นอย่างจริงจังจากต้นกำเนิด ขึ้นไปทางทิศเหนือลงไปทางใต้สู่ตะวันออกและตะวันตก ข้าวปรับเปลี่ยนไปตามถิ่นใหม่และตามสภาพที่คนปลูกข้าวเข้าไปจัดการ ในจีน คนต้องการปลูกข้าวนาดำ แต่น้ำไม่เพียงพอและดินไม่ดี ผลผลิตครั้งแรกของพวกเขาจึงล้มเหลว มีการเก็บน้ำโดยสร้างคันนา ผันน้ำเข้าไปแล้วขุดพรวนดินหรือย่ำให้เป็นโคลน สองสามปีต่อมาดินเริ่มอ่อนตัว ลึกลงไป 30-50 เซนติเมตรจากผิวดิน […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings