ภูมิศาสตร์ว่าด้วยการปล่อยก๊าซมีเทนจากห่วงโซ่อุปทานของเชื้อเพลิงฟอสซิล
ปริมาณก๊าซมีเทนในชั้นบรรยากาศของโลกสูงเป็นประวัติการณ์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แหล่งที่มาหลักของการปล่อยก๊าซมีเทนคือการสกัด จัดเก็บ และขนส่งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน ซึ่งส่งผลให้มีการปล่อยก๊าซมีเทนประมาณ 97 ล้านเมตริกตันในแต่ละปี ตามข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ (UN) ในโครงการวิจัยเมื่อเร็วๆ นี้ นักวิทยาศาสตร์ได้จัดทำแผนที่ว่าการปล่อยมลพิษเหล่านั้นมาจากไหน ไม่ใช่แค่โดยประเทศ แต่มาจากแหล่งสำรองของมัน มีเทนเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีศักยภาพทำให้โลกร้อนได้มากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 35 เท่า สหรัฐอเมริกาตั้งเป้าที่จะลดการปล่อยก๊าซมีเทน 30% จากระดับปี 2563 ภายในปี 2573 และประเทศอื่น ๆ ก็ให้คำมั่นที่คล้ายคลึงกัน แต่ละประเทศรายงานการปล่อยก๊าซมีเทนตามภาคส่วนต่อสำนักเลขาธิการกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ประเทศส่วนใหญ่ประเมินการปล่อยก๊าซมีเทนโดยใช้บันทึกปริมาณเชื้อเพลิงฟอสซิลแต่ละชนิดที่ผลิตในแต่ละปีคูณด้วยปัจจัยการปล่อยก๊าซที่จัดทำโดยคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) และรัฐบาลส่วนใหญ่รายงานการปล่อยมีเทนในแต่ละภาคส่วน(น้ำมัน ถ่านหิน ก๊าซฟอสซิล)เป็นตัวเลขกลุ่มเดียวทั่วทั้งประเทศ นักวิทยาศาสตร์ได้รับทุนสนับสนุนจากระบบตรวจสอบคาร์บอนของ NASA เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้สร้างชุดแผนที่ใหม่ที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ของการปล่อยก๊าซมีเทนจากการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิล ทีมวิจัยใช้ข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะซึ่งรายงานในปี 2559 เพื่อติดตาม “การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่รั่วไหลแบบไม่ตั้งใจ(fugitive emission)” ตามที่ UNFCCC เรียก ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่เชื้อเพลิงฟอสซิลจะถูกนำไปใช้ แผนที่ระบุว่าการปล่อยก๊าซมีเทนเหล่านี้เกิดขึ้นในที่ที่มีเหมืองถ่านหิน บ่อน้ำมันและก๊าซฟอสซิล ท่อส่งน้ำมันหรือก๊าซฟอสซิล โรงกลั่นน้ำมันและก๊าซฟอสซิล และโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดเก็บและขนส่งเชื้อเพลิงฟอสซิล แผนที่ดังกล่าวได้รับการเผยแพร่เมื่อเร็ว […]
Net Zero Emission : ถอดรหัสถ้อยแถลงของรัฐบาลไทยที่ COP26 กลาสโกว์
ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นอ่านถ้อยแถลง ณ ที่ประชุมสุดยอดผู้นำโลก(World Leader Summit) ในเวที COP26 ที่เมืองกลาสโกว์ ที่มีตอนหนึ่งระบุว่า “…วันนี้ผมจึงมาพร้อมกับเจตนารมย์ในความท้าทายอย่างยิ่งว่า ประเทศไทยจะยกระดับการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศอย่างเต็มที่ และด้วยทุกวิถีทาง เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี ค.ศ.2050 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ.2065 และด้วยการสนับสนุนด้านการเงินและเทคโนโลยีอย่างเต็มที่และเท่าเทียม รวมถึงการเสริมสร้างขีดความสามารถจากความร่วมมือระหว่างประเทศ และกลไกภายใต้กรอบอนุสัญญาฯ ผมมั่นใจว่าประเทศไทยจะสามารถยกระดับ NDC ของเราขึ้นเป็น 40% ได้ ซึ่งจะทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิของไทยเป็นศูนย์ได้ภายในปี ค.ศ.2050…” ในที่นี้ เราจะถอดรหัสถ้อยแถลงข้างต้นที่กำกวมและขาดความชัดเจน เพื่อทำความเข้าใจต่อจุดยืนและบทบาทของประเทศไทยในเรื่องปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศ 40% : เป้าหมายใหม่ในแผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศปี 2564-2573 (NDC) มาจากไหน? ถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาอ้างถึงเป้าหมายใหม่ 40% ของแผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศปี 2564-2573 (Thailand’s Nationally Determined Contribution Roadmap on […]
เหมืองถ่านหินแห่งใหม่ในแคว้นคัมเบรีย สหราชอาณาจักร
รัฐบาลสหราชอาณาจักรกำลังตัดสินใจขั้นสุดท้ายในการอนุมัติเหมืองถ่านหินแห่งใหม่ในคัมเบรีย สหราชอาณาจักร เราคิดว่ามันจะมีประโยชน์หากมีมุมมองอื่นเกี่ยวกับถ่านหินที่จะขุดขึ้นมาในช่วงห้าสิบปีข้างหน้าและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยเข้าสู่ชั้นบรรยากาศจากการเผาไหม้ถ่านหิน วิดีโอสามมิตินี้ไม่ได้แสดงถึงปริมาณของถ่านหิน แต่เพียงแค่แสดงให้เห็นว่าจะมีจำนวนเท่าใดหากมีเหมืองถ่านหินเกิดขึ้น เหมืองถ่านหินในคัมเบรียจะผลิตถ่านหินโค๊กเกือบ 3 ล้านตันทุกปีเป็นเวลา 50 ปี ถ่านหินโค๊ก (หรือที่เรียกว่า metallurgical coal) ใช้ในการผลิตเหล็ก แม้ว่าผู้ผลิตเหล็กที่วางแผนล่วงหน้าจะขยายโรงถลุงเหล็กที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศโดยใช้ไฮโดรเจนที่ผลิตด้วยไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ในขณะที่เหล็กยังคงเป็นวัสดุที่ใช้ในโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก แต่ก็ไม่จำเป็นต้องผลิตเหล็กโดยใช้ถ่านหินเลย เราสามารถทดแทนการใช้ถ่านหินโค๊กด้วยก๊าซธรรมชาติในกระบวนการที่เรียกว่า Direct Reduced Iron (DRI) ซึ่งลดการปล่อย CO₂ ลงประมาณ 40% DRI ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติคิดเป็น 5% ของการผลิตเหล็กทั่วโลก เทคนิคการผลิตเหล็กกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วโดยได้รับแรงหนุนจากความจำเป็นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อุตสาหกรรมเหล็กมีสัดส่วนประมาณ 7% ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลก ถือเป็นเดิมพันที่สูง ภายในปี 2569 การผลิตเหล็กปลอดเชื้อเพลิงฟอสซิลจะเริ่มขึ้นในสวีเดน การผลิตไฮโดรเจน ‘สีเขียว’ ซึ่งผลิตจากไฟฟ้าหมุนเวียนส่วนเกินกำลังได้รับการยอมรับทั่วโลก ภาพสามมิตินี้สร้างขึ้นโดยใช้เทคนิคการผลิตแบบใหม่ของ Real World Visuals ซึ่งช่วยให้สามารถผลิตภาพที่มีคุณภาพสูงได้อย่างรวดเร็วและประหยัดสำหรับการแสดงความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่มองไม่เห็น ภาพนิ่งความละเอียดสูงพร้อมใบอนุญาต Creative Commons (Attribution) สามารถดาวน์โหลดได้จาก Real World Visuals […]
พินิจปี 2563 สู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเป็นธรรมหลังโควิด-19
ปี 2563 เป็นปีหลากวิกฤต(crisis year) ทั้งโรคระบาดความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และผลกระทบต่อเนื่องทบทวีคูณของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ที่มาบรรจบกัน Covid-19 เผยให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำของโลกที่เราอาศัยอยู่ ขณะที่ “แนวทางตามปกติ(business as usual)” ถูกตั้งคำถาม บทความของคณะกรรมการเฉพาะกิจระหว่างรัฐบาลและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายฝ่ายว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพและบริการจากระบบนิเวศ (Intergovernmental Science-Policy Platform on Biodiversity and Ecosystem Services หรือ IPBES) เน้นย้ำว่า “โรคระบาดครั้งล่าสุดนี้เป็นผลพวงโดยตรงจากกิจกรรมของมนุษย์ภายใต้ระบบเศรษฐกิจและการเงินโลกที่ยึดถือการแสวงหากำไรและผลประโยชน์เฉพาะหน้าโดยไม่แคร์ว่าจะเกิดอะไรขึ้น” ในบริบทของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เราได้เห็นสภาวะอุณหภูมิสุดขั้วทั้งบนแผ่นดิน ในทะเล/มหาสมุทร และโดยเฉพาะในอาร์กติก เหตุการณ์ไฟป่าล้างผลาญภูมิทัศน์ทางธรรมชาติทั้งในออสเตรเลีย ไซบีเรีย ชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกาและอเมริกาใต้ ได้ส่งละอองลอย(aerosol) ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศและเคลื่อนตัวไปรอบโลก พายุเฮอริเคนแห่งมหาสมุทรแอตแลนติกที่ทุบสถิติ รวมถึงพายุหมุนเขตร้อนระดับ 4 อย่างเป็นประวัติการณ์ในอเมริกากลาง อุทกภัยในบางส่วนแอฟริกา เอเชีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ทำให้ผู้คนต้องพลัดที่นาคาที่อยู่ และบั่นทอนความมั่นคงทางอาหารของคนนับล้าน นอกจากปี 2563 จะมีแนวโน้มเป็นปีที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่ที่มีการบันทึกมา องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกยังระบุว่าอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในปี 2563 นี้จะเพิ่มเป็น 1.2 องศาเซลเซียสเทียบกับระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม (พ.ศ. 2393-2443) […]