Taragraphies — Header Component

สายน้ำที่ผันเปลี่ยน

เรื่อง : ธารา บัวคำศรี ลำน้ำแม่จันไหลมาจากขุนน้ำด้านใต้ของเทือกเขานางนอนที่วางตัวยาวเหยียดอยู่ฟากฝั่งตะวันตกและเป็นปราการขวางกั้นที่ราบสูงฉานแห่งเมียนมาร์กับทุ่งราบแม่จัน – เชียงแสน – แม่สาย น้ำแม่จันไหลไปบรรจบกับลำธารสายหนึ่งคือ น้ำแม่คำ ซึ่งไหลมาจากแหล่งปลูกฝิ่นอันเลื่องชื่อบนเทือกเขาเดียวกัน ก่อนไหลลงสู่แม่น้ำโขงที่บ้านสบคำ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ลำน้ำทั้งสองถือเป็นระบบแม่น้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของแม่น้ำโขง เทือกเขานางนอนเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาแดนลาว หนึ่งในเทือกเขาน้อยใหญ่แห่งโขง – สาละวิน เมื่อมองดูจากทุ่งราบแม่จัน – เชียงแสน – แม่สาย ในวันท้องฟ้าโปร่งอากาศแจ่มใส จะเห็นรูปหญิงสาวนอนหงายสยายผมชี้ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ปลายเท้าอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ หญิงสาวสง่างามผู้นี้นอนยาวเหยียดจากน้ำแม่สายไปจรดน้ำกก จากนั้นระลอกคลื่นแห่งเทือกเขาทอดยาวลงไปในแนวเหนือใต้เป็นเทือกเขาผีปันน้ำตะวันตก น้ำฮาหุ น้ำฮาโก น้ำจันน้อย เป็นสาขาย่อยของน้ำแม่จันบนดอยสูงต้นกำเนิด น้ำแม่คำมีต้นกำเนิดอยู่ที่แม่คำ ไหลลึกในหุบเขาเย็นเยือก ลำน้ำสาขาสายหนึ่งคือน้ำแม่สะลอง มีต้นน้ำอยู่ใกล้กับน้ำแม่จันไหลมารวมกับน้ำแม่คำก่อนลงสู่ทุ่งราบ บนเทือกเขานางนอนคือทางด่านของชนเผ่าเร่ร่อนที่เคลื่อนย้ายจากตอนบนลงมาสู่ดินแดนที่สงบสุขกว่าตลอดระยะเวลานับศตวรรษ ได้กลายเป็นแหล่งพักพิงของชาวอาข่า ลาหู่ ลีซู จีนฮ่อ ไทยใหญ่ เมี่ยน ม้งและว้า แต่ละกลุ่มต่างมีประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานอพยพเคลื่อนย้ายแตกต่างกันไป กลุ่มชาวจีนภายใต้การนำของก็กมินตั๋งถอยร่นจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์ในจีนมายังเมียนม่าร์ แนวพรมแดนไทย-เมียนมาร์ ท้ายสุดมาตั้งมั่นอยู่ ณ เชิงเขามังกรบนดอยสามเส้าหรือดอยแม่สะลองซึ่งเป็นต้นกำเนิดส่วนหนึ่งของน้ำแม่จัน น้ำแม่สะลอง-แม่คำ ที่ระดับความสูง 1,300 […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings