Taragraphies — Header Component

กรุงเทพหนึ่งราตรี

นักบินอวกาศบนสถานีอวกาศนานาชาติภาพถ่ายแนวเฉียงลงมายังประเทศไทยยามราตรี โดยมีแสงไฟที่โดดเด่นของกรุงเทพฯ เป็นจุดโฟกัสและมีแสงไฟของเมืองอื่นๆ ที่เรียงรายตามแนวชายฝั่งทะเลอ่าวไทย พื้นที่สีดำด้านซ้ายบนคือคาบสมุทรมลายูซึ่งแยกทะเลอันดามัน(Andaman Sea)ออกจากอ่าวไทย เทือกเขาตะนาวศรีเป็นสีเข้มและผืนป่าโดดเด่นจากที่ราบชายฝั่งตอนล่างที่มีโทนสีอ่อนไปทางทิศตะวันออก กรุงเทพมหานครถือเป็นเมืองเอก(primate city)ซึ่งมีประชากรอย่างน้อยสองเท่าของขนาดเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศ กรุงเทพมหานครมีประชากรมากกว่า 10 ล้านคน มากกว่าจังหวัดชลบุรีหลายเท่า (ประชากร 1.4 ล้านคน) แสงไฟของเมืองให้ภาพที่บ่งบอกถึงความหนาแน่นสูงของประชากรภายในและรอบ ๆ ใจกลางเมือง จากภาพ เราสามารถมองเห็นพื้นที่แหลมฉบังที่อยู่ด้านตะวันออกของอ่าวไทยได้ แหลมฉบังเป็นท่าเรือน้ำลึกที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ และส่วนใหญ่ การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศมายังประเทศไทยผ่านท่าเรือแห่งนี้ ถัดลงมาตามแนวชายฝั่งทะเลตะวันออก แสงไฟที่โดดเด่นอีกบริเวณหนึ่งคือพื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทย จุดสีเขียวที่กระจายทั่วอ่าวไทยคือเรือประมงที่ใช้แสงไฟเพื่อล่อสัตว์น้ำและปลาหมึก การประมงเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญเนื่องจากการบริโภคโปรตีนจากสัตว์ส่วนใหญ่ของประเทศไทยมาจากอาหารทะเล บริษัทอุตสาหกรรมประมงของไทยยังเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดไปยังสหรัฐอเมริกา ที่มา : แปลเรียบเรียงจาก https://earthobservatory.nasa.gov/images/148346/one-night-in-bangkok หมายเหตุ : ภาพถ่ายของนักบินอวกาศ ISS064-E-37842 ได้มาเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2564 ด้วยกล้องดิจิทัล Nikon D5 ที่ใช้ทางยาวโฟกัส 58 มม. ให้บริการโดย ISS Crew Earth Observations Facility […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings