Taragraphies — Header Component

พืดน้ำแข็งแอนตาร์กติกา เครื่องทำความเย็นตามธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดในโลก อยู่ในวิกฤต

โลกต้องให้ความสําคัญกับขั้วโลกใต้มากขึ้น เรียบเรียงจาก : Antarctica, Earth’s largest refrigerator, is defrosting https://www.economist.com/interactive/science-and-technology/2024/03/27/antarctica-earths-largest-refrigerator-is-defrosting from The Economist พายุเฮอริเคนที่ร้ายแรงที่สุดที่เคยถล่มอเมริกาได้สร้างความเสียหายต่อเมืองกัลเวสตัน รัฐเท็กซัส ซึ่งเป็นเกาะกั้นในอ่าวเม็กซิโก เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2443 ชาวเมืองที่หวาดกลัวเฝ้าดูกําแพงน้ําสูง 4.5 เมตร เข้าใกล้ชายฝั่งและทะลายบ้านของพวกเขาพังราบคาบ มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 8,000 คน ผลที่ตามมา กําแพงทะเลคอนกรีตขนาดใหญ่ถูกสร้างขึ้นเพื่อกันคลื่นพายุในอนาคต วิศวกรคิดว่าการสร้างกำแพงให้สูง 5 เมตรก็เพียงพอแล้ว และนั่นเป็นเวลา 120 ปีมาแล้ว แต่ถึงแม้ในขณะที่มีการสร้างกําแพงขึ้น วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากมนุษย์ก็ชัดเจนขึ้น สะสมความร้อนและพลังงานใหม่เข้าสู่ระบบสภาพภูมิอากาศโลกซึ่งจะผลักดันให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นตามแนวชายฝั่งทั่วโลก วันนี้ หน่วยวิศวกรของกองทัพสหรัฐฯ มีแผนการมูลค่า 57 พันล้านดอลลาร์ในการสร้างกําแพงกั้นใหม่ขนานนามว่า “Ike Dike” เพื่อปกป้องกัลเวสตัน รวมถึงภูมิภาคฮูสตันและโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านหลังเกาะจากคลื่นพายุที่ใหญ่และทรงพลังยิ่งขึ้น อาจเป็นโครงการวิศวกรรมโยธาที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา คำถามคือ มวลน้ำที่ทำให้มีการออกแบบกำแพงทะเลนี้มาจากไหน? คำตอบคือมวลน้ำส่วนใหญ่จะมาจากทวีปทางใต้สุดของโลกที่อยู่ห่างออกไปมากกว่า 10,000 กม. ซึ่งเป็นที่ตั้งของมวลน้ําแข็งที่ใหญ่ที่สุดในโลก : […]

นักวิจัยแอนตาร์กติกชี้คลื่นความร้อนในทะเลอาจคุกคามพืดน้ำแข็งของแอนตาร์กติก

ความร้อนในมหาสมุทรที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งปรากฏชัดขึ้นนอกชายฝั่งแอนตาร์กติกาตะวันตกนั้นอาจรบกวนส่วนสำคัญของระบบภูมิอากาศโลกและเร่งให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น แปลเรียบเรียงจาก https://insideclimatenews.org/news/12022023/antarctic-ice-shelves-marine-heatwave/ เขียนโดย Bob Berwyn – นักข่าวจากออสเตรียซึ่งทำงานด้านวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศและนโยบายภูมิอากาศระหว่างประเทศมากว่าทศวรรษ ก่อนหน้านี้ เขารายงานเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม สัตว์ใกล้สูญพันธุ์ และพื้นที่สาธารณะให้กับหนังสือพิมพ์โคโลราโดหลายฉบับ และยังทำงานเป็นบรรณาธิการและผู้ช่วยบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ชุมชนในเทือกเขาร็อกกี้โคโลราโด นักวิทยาศาสตร์วิจัยบนเรือสำรวจชายฝั่งตะวันตกของแอนตาร์กติกากล่าวว่า สิ่งที่โดดเด่นของการเดินทางครั้งล่าสุดของพวกเขาคือการที่มหาสมุทรร้อนขึ้นอย่างน่าขนลุก และการปกคลุมของน้ำแข็งในมหาสมุทรที่ต่ำเป็นประวัติการณ์—สภาพอากาศที่สุดขั้ว แม้จะเทียบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในทศวรรษที่ผ่านมาซึ่งพื้นที่แถบนี้อุ่นขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก แม้ “นั่นจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ธรรมดา แต่สิ่งที่เราเห็นในปีนี้ก็น่าทึ่งมาก” คาร์ลอส มอฟแฟต นักสมุทรศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเดลาแวร์กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วจากปุนตาอาเรนัส ประเทศชิลี หลังจากเสร็จสิ้นการล่องเรือวิจัยบนเรือ RV Laurence M. Gould เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการหาอาหารนกเพนกวินบนน้ำแข็งและในมหาสมุทรในตำแหน่งหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของ Palmer Long Term Ecological Research program.  “ในฐานะเป็นคนที่มองดูระบบที่เปลี่ยนแปลงเหล่านี้มาสองสามทศวรรษแล้ว ผมยังผงะกับสิ่งที่ผมเห็น จากระดับความร้อนที่ผมเห็น เราไม่รู้ว่าสิ่งนี้จะกินเวลานานแค่ไหน เราไม่เข้าใจผลที่ตามมาของเหตุการณ์ประเภทนี้อย่างถ่องแท้ แต่นี่ดูเหมือนคลื่นความร้อนในทะเล(marine heatwav)ที่ไม่ธรรมดา” หากเงื่อนไขดังกล่าวเกิดขึ้นอีกในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า มันอาจเริ่มต้นการสั่นคลอนอย่างรวดเร็วของรากฐานที่สำคัญของระบบภูมิอากาศโลกของแอนตาร์กติกา รวมถึงชั้นน้ำแข็ง ธารน้ำแข็ง ระบบนิเวศชายฝั่ง และแม้แต่กระแสน้ำในมหาสมุทร การเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงดังกล่าวได้แผ่ขยายไปทั่วแถบอาร์กติกแล้ว โดยเริ่มต้นในทศวรรษที่ 1980 และเร่งตัวขึ้นในทศวรรษที่ 2000 ข้อมูลที่รวบรวมระหว่างการเดินทางเพื่อการวิจัยครั้งล่าสุดของมอฟแฟตรวมถึงการอ่านค่าครั้งแรกจากเซ็นเซอร์อุณหภูมิและความเค็มที่นำไปใช้เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings