ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ชนพื้นเมืองในโคลอมเบียต้องหลีกทางให้กับถ่านหิน

โคลอมเบียเป็นประเทศผู้ส่งออกถ่านหินขนาดใหญ่เป็นอันดับสี่ของโลก โดยมีเหมืองถ่านหินของบริษัทเซอร์รียอน โซนา นอร์เต้(Cerrejon Zona Norte-CZN) ในคาบสมุทรกัวจีรา(Guajira)เป็นเหมืองถ่านหินแบบเปิดขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และยังขึ้นชื่อว่าเป็นเหมืองถ่านหินที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางต่อชาวพื้นเมืองและชาวโคลอมเบียเชื้อสายแอฟฟริกัน(Afro-Colombian) บริษัท CZN ดำเนินการในรูปแบบของบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัทเอ็กซอนโมบิล (ExxonMobil)และรัฐบาลโคลอมเบีย นับตั้งแต่ช่วงคริสตทศวรรษที่ 1980s จนกระทั่งถึงปี 2544 เมื่อบริษัทฯ ถูกเข้าซื้อกิจการโดยกลุ่มบริษัทเหมืองแร่ที่มีฐานปฏิบัติการอยู่ในสหภาพยุโรป ซึ่งรวมถึงบริษัทบีเอชพี บิลตัน(BHP Bilton), บริษัทเกลนคอร์(Glencore)และบริษัทแองโกลอเมริกัน(Anglo-American) เหมืองถ่านหินของบริษัท CZN ครอบคลุมเนื้อที่ 150 ตารางไมล์ทางตอนใต้ของคาบสมุทรกัวจีรา และประกอบด้วยกิจการเหมืองถ่านหินครบวงจร เส้นทางรถไฟ และคลังส่งออกติดชายฝั่ง แม้ในปัจจุบันเหมืองแห่งนี้จะผลิตถ่านหินถึงปีละ 30 ล้านตัน บริษัทผู้ผลิตดังกล่าวก็กำลังดำเนินการขยายการลงทุนด้วยงบประมาณถึง 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อเพิ่มปริมาณการผลิตให้ได้ถึงปีละ 40 ล้านตันภายในปี 2553 รัฐบาลโคลอมเบียอ้างว่ากิจการเหมืองถ่านหินนำความเจริญมาสู่ภูมิภาคกัวจีราที่ยากจน แต่ในความเป็นจริง ชุมชนพื้นเมืองและชาวโคลอมเบียเชื้อสายแอฟฟริกันต่างถูกปิดล้อมโดยเหมืองถ่านหิน ที่ดินจำนวนมากที่อยู่ติดกับเหมืองถ่านหินเป็นพื้นที่ที่ไม่สามารถอาศัยได้ เนื่องจากมีการระเบิด ฝุ่นละอองขนาดเล็กและมีการปนเปื้อน คนงานเหมืองถ่านหินและชุมชนท้องถิ่นต่างทุกข์ทรมานจากปัญหาสุขภาพอันย่ำแย่ และการสูญเสียที่ดิน บ้านเรือน การดำรงชีพ หรือแม้กระทั่งเสียชีวิต อากาศในบริเวณแวดล้อมถูกทำลายด้วยมลพิษจากเถ้าที่ลอยในอากาศและก๊าซมีเทน แหล่งน้ำถูกปนเปื้อนโดยกากตะกอน และของเสียจากสารเคมีที่ปนกันหลายๆ ชนิด […]

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้ถูกละเมิด

การกล่าวอ้างถึงประโยชน์ของถ่านหินที่มีต่อโลก อาทิ การนำมาใช้ผลิตเป็นไฟฟ้าราคาถูกและการจ้างงานนั้น ดูเหมือนว่าไม่ได้รวมไปถึงผู้คนที่อาศัยอยู่ในเขตที่มีการทำกิจกรรมถ่านหินจริงๆ หลายครั้งที่การทำกิจกรรมถ่านหินทำให้ชุมชนทั้งชุมชนต้องย้ายถิ่นฐาน และยังเป็นการบังคับให้ชาวบ้านต้องออกจากที่ทำกิน เนื่องจากปัญหาไฟถ่านหินจากการสันดาปที่เกิดขึ้นเอง การทรุดตัวของดิน ปัญหาการปนเปื้อนของน้ำ มลพิษทางอากาศ และผลกระทบอื่นๆ กรณีศึกษาจากโคลอมเบียแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงผลกระทบอันร้ายแรงที่เกิดจากการทำเหมืองถ่านหินที่มีต่อชุมชนที่อาศัยอยู่ใกล้กับเหมือง ชาวบ้านในกรณีตัวอย่างข้างต้น ต้องการได้รับเพียงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ในทางกลับกันพวกเขากลับต้องมาต่อสู้เพื่อชีวิตและที่ดินของตนเอง ไม่เพียงเท่านี้ ผลลัพธ์ที่ได้การต่อสู้ของคนงานในด้านสภาพแวดล้อมการทำงานในเหมืองถ่านหินกลับเป็นการฆาตกรรม สมาชิกสภาพแรงงานถึงสี่คนในโคลัมเบีย โดยผู้นำสภาพแรงงานคนงานเหมือง Sintamienergetica สี่คนที่ทำงานให้กับเหมือง Drummond ซึ่งเป็นบริษัทถ่านหินที่มีฐานปฏิบัติการในสหรัฐฯ ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของโคลอมเบีย ถูกฆาตกรรมในปี 2544 โดยกองกำลังทหารพลเรือนฝ่ายขวาที่อยู่ใกล้กับฐานปฏิบัติการในเขต La Loma ของบริษัท คดีดังกล่าวถูกนำเข้าพิจารณาในศาลสหรัฐฯ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องของบริษัท Drummond กับกำลังทหารพลเรือน รวมทั้งความรุนแรงที่มีต่อคนงานในโคลอมเบีย อย่างไรก็ดี สุดท้ายแล้ว ศาลก็ตัดสินให้บริษัทดังกล่าว ‘ไม่มีความผิด’ ต่อกรณีการเสียชีวิตของสมาชิกสหภาพ การตัดสินดังกล่าวเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ของคนงานให้เลวร้ายลงไปอีก และยังทำให้ความขัดแย้งระหว่างสภาพแรงงานและบริษัทแย่ลงไป กรณีดังกล่าวเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าผลกระทบของถ่านหินที่มีต่อสิทธิมนุษยชนในโคลอมเบีย และที่อื่นๆ ในโลกนั้นแย่ลงไปทุกที ————– จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings