Taragraphies — Header Component

วิกฤตไฟฟ้าดับและถ่านหิน

ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เหตุการณ์ไฟฟ้าดับทั้งภาคใต้จากความล้มเหลวผิดพลาดของระบบสายส่งไฟฟ้าซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2556 ที่ผ่านมาถือเป็นวิกฤตไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของระบบพลังงานรวมศูนย์ของประเทศไทย คนนับล้านใน 14 จังหวัดภาคใต้ตกอยู่ในความมืดนับเป็นเวลาหลายชั่วโมงและความเสียหายต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีเป็นจำนวนมหาศาล ในช่วงเวลาวิกฤตและหลังจากนั้น ข่าวสารข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งในเรื่องสาเหตุและผลกระทบได้ทะยอยผ่านสื่อกระแสหลักและสื่อสังคมออนไลน์(Social Media) และมีบทบาทสำคัญถ่ายทอดสถานการณ์และข้อเท็จจริงให้กับสังคม แม้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) องค์กรระดับชาติที่ทำหน้าที่ควบคุมการผลิตไฟฟ้าและระบบส่งไฟฟ้าของประเทศจะชี้แจงว่าสาเหตุมาจากระบบสายส่ง แต่กลับเน้นว่าหากไฟฟ้าไม่พอใช้ในภาคใต้ ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าถ่านหินที่บรรจุอยู่ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าซึ่งรวมถึงโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 870 เมกกะวัตต์ที่จังหวัดกระบี่ การชี้แจงของ กฟผ. ถูกโต้กลับโดยนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญอิสระด้านพลังงานโดยหยิบยกให้เห็นรากเหง้าของปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการจัดบริหารจัดการพลังงานของประเทศที่ไร้ประสิทธิภาพและละเลยความสำคัญของพลังงานหมุนเวียนที่เป็นทางเลือกที่ยั่งยืนตลอดจนความพยายามของรัฐบาลที่มุ่งเน้นระบบพลังงานขนาดใหญ่แบบรวมศูนย์บนมายาคติที่ว่าจะช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงานที่นำไปตอบสนองการลงทุนด้านอุตสาหกรรมเพิ่มมากขึ้น คำถามหลายคำถามที่ยังคงค้างคาใจของผู้คน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยก็ยังเลี่ยงหรือตอบไม่ตรงประเด็น ดังเช่นคำถามที่ว่า การสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าถ่านหิน (ทั้งๆ ที่ไม่จำเป็นต้องสร้างเพราะกำลังผลิตติดตั้งไฟฟ้าในภาคใต้ยังมีมากกว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด) จะช่วยรับประกันว่า จะไม่มีเหตุการณ์ไฟฟ้าดับในอนาคตได้จริงหรือ แม้ในกรณีที่มีไฟฟ้าเพียงพอใช้ในภาคใต้ เหตุการณ์ไฟฟ้าดับสามารถเกิดขึ้นได้เนื่องจากการบริหารจัดการระบบสายส่งไฟฟ้า หากพิจารณาให้กว้างออกไป “ไฟฟ้าดับสนิท (Blackout)” หรือ “ไฟฟ้าติด ๆ ดับ ๆ (Brownout)” เป็นโลกาภิวัตน์ของระบบพลังงานโลกที่มีรากฐานอยู่บนการผลิตไฟฟ้าแบบรวมศูนย์ ไม่ว่าจะผูกขาดโดยรัฐหรือถูกยึดกุมโดยภาคอุตสาหกรรมพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำในอเมริกาและยุโรป หรือประเทศที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วในเอเชียอย่างเช่นจีนและอินเดีย ประเทศนับร้อยทั่วโลกต่างเผชิญกับภาวะวิกฤตไฟฟ้าดับสนิทด้วยกันทั้งนั้น ที่น่าสนใจ ภาวะวิกฤตไฟฟ้าดับสนิทหลายกรณีทั่วโลกเกิดขึ้นมาจากการขาดแคลนเชื้อเพลิงที่ถือว่ามีเหลือเฟือที่สุดในโลกนั่นก็คือ […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings