สำนักงานสภาพอากาศของสหประชาชาติยืนยันว่าโลกร้อนเป็นประวัติการณ์

จากการเผยแพร่ข้อมูลขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก(World Meteorological Organization: WMO) แสดงให้เห็นว่าปี 2015 2016 2017 และ 2018 เป็น 4 ปีที่มีอุณหภูมิสูงที่สุดตั้งแต่มีการตรวจวัดผลจากการวิเคราะห์ โดย 5 องค์กรระหว่างประเทศชั้นนำแสดงให้เห็นว่าอุณหภูมิพื้นผิวเฉลี่ยทั่วโลกในปี 2018 มีค่าสูงกว่าระดับยุคก่อนอุตสาหกรรม (1850-1900) ประมาณ 1 องศาเซลเซียส

Petteri Taalas เลขาธิการองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) กล่าวว่า “ แนวโน้มอุณหภูมิในระยะยาวมีความสำคัญมากกว่าการจัดอันดับของแต่ละปีและแนวโน้มดังกล่าวเพิ่มขึ้น โดย 20 อันดับปีที่อุณหภูมิสูงที่สุดอยู่ในช่วง 22 ปีที่ผ่านมาและในช่วง 4 ปีที่ผ่านมามีอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างผิดปกติทั้งบนแผ่นดินและมหาสมุทร

นาย Taalas กล่าวว่า “อุณหภูมิเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่บ่งบอกถึงสภาพอากาศที่รุนแรงและมีผลกระทบต่อหลายๆ ประเทศและประชาชนหลายล้านคน รวมทั้งมีผลกระทบร้ายแรงต่อเศรษฐกิจและระบบนิเวศดังในปี 2018 เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วหลายอย่างบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นี่คือความจริงที่ต้องเผชิญ สิ่งที่สาคัญที่ทั่วโลกควรทำในเบื้องต้นคือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและวางมาตรการการปรับตัวกับสภาพภูมิอากาศ”

รายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (The Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) เป็นรายงานพิเศษในเดือนตุลาคม 2018 พบว่าการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียสภายในปี 2050 จะต้องมีการปรับเปลี่ยนการใช้ที่ดิน พลังงาน อุตสาหกรรม สิ่งปลูกสร้าง การคมนาคม และชุมชนเมือง เพื่อให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิทั่วโลกที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมของมนุษย์ลดลงประมาณ 45 เปอร์เซ็นต์ จากปี 2010 ภายในปี 2030

จากรายงานของ WMO ระบุว่าในขณะที่ทางทิศตะวันออกของสหรัฐอเมริกาและบางส่วนของแคนาดามีอุณหภูมิเย็นจัดเป็นประวัติการณ์ อลาสก้าและพื้นที่ส่วนใหญ่ของอาร์กติกกลับมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ย ในช่วงเดือนมกราคม พายุฤดูหนาวที่รุนแรงเข้าโจมตีทางฝั่งตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและบางส่วนของตะวันออกกลางส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประชากรทำให้ได้รับบาดเจ็บและไม่มีที่พักพิงที่เพียงพอกับผู้ลี้ภัย ความหนาวเย็นในต้นสัปดาห์ที่สามของเดือนมกราคมที่พัดไปทางใต้ผ่านคาบสมุทรอาหรับทำให้เกิดพายุฝุ่นจากอียิปต์ถึงซาอุดิอาระเบีย บาห์เรน กาตาร์ อิหร่านและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และทำให้มีเกิดฝนตกหนักที่ปากีสถานและทางตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย

Omar Baddou นักวิทยาศาสตร์อาวุโสขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) กล่าวว่ายุทธศาสตร์ระดับชาติมีความจำเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ (MENA) ซึ่งไม่มียุทธศาสตร์เพื่อจัดการกับสภาพอากาศเงื่อนไขใหม่ โดยประเทศเหล่านี้คุ้นเคยกับสภาพอากาศในระดับปานกลางหรือกึ่งแห้งแล้ง แต่ตอนนี้ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่แห้งแล้งและรุนแรงมากขึ้น

ในการประชุมสุดยอดด้านภูมิอากาศในวันที่ 23 กันยายน 2019 มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงเจตจำนงทางการเมืองเพื่อเพิ่มความกระตือรือร้นให้บรรลุเป้าหมายของข้อตกลงปารีสปี 2015 ซึ่งประเทศต่างๆ ได้ตกลงร่วมกันเพื่อจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียสซึ่งสูงกว่าระดับก่อนอุตสาหกรรมและแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในทุกพื้นที่ที่จำเป็นเพื่อทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของพลเมือง โดยมุ่งเน้นไปที่ 9 ประเด็นสาคัญ ดังนี้

1. การเพิ่มมาตรการในการลดก๊าซเรือนกระจก

2. การเปลี่ยนไปใช้แหล่งพลังงานทางเลือก

3. การจัดการการเปลี่ยนแปลงทางอุตสาหกรรม

4. การแก้ปัญหาโดยพื้นฐานจากธรรมชาติ

5. โครงสร้างพื้นฐาน เมือง และการกระทำในท้องถิ่น

6. เงินทุนด้านภูมิอากาศและราคาคาร์บอน

7. การเพิ่มความสามารถในการฟื้นตัวและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ

8. การขับเคลื่อนทางสังคมและการเมือง

9. พลเมืองและการชุมนุมทางการเมือง

การแจ้งการอภิปรายในที่ประชุมพร้อมกับรายงานทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญอื่นๆ องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) จะออกรายงานสภาพภูมิอากาศปี 2018 ฉบับสมบูรณ์ (https://bit.ly/2Ty2RAM) ในเดือนมีนาคม 2019 ซึ่งจะให้ภาพรวมที่ครอบคลุมถึงความแปรปรวนและแนวโน้มของอุณหภูมิ เหตุการณ์ที่มีผลกระทบสูงและตัวชี้วัดสาคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว เช่น การเพิ่มความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทะเลน้ำแข็งอาร์กติกและ แอนตาร์กติก การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลและความเป็นกรดของมหาสมุทร พร้อมทั้งคำแนะนำเชิงนโยบายทั่วทั้งองค์การสหประชาชาติสำหรับผู้มีอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับการมีอิทธิพลซึ่งกันและกันระหว่างสภาพอากาศภูมิอากาศและแหล่งน้ำและเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ

เรียบเรียงจาก

https://bit.ly/2WVtb9z

https://bit.ly/2EJhbQY

3 ประเด็นสิ่งแวดล้อมปี 2561 ที่ไม่ควรพลาด

ปี พ.ศ.2561 มีเรื่องราวด้านสิ่งแวดล้อมมากมายเกิดขึ้นในไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และทั่วโลก และนี่คือ 3 เรื่องที่ไม่ควรพลาดในมุมมองของเรา

มลพิษพลาสติก(Plastic Pollution)

แม้จะมีมาตรการต่างๆ เพื่อสร้างจิตสำนึกเรื่องการใช้พลาสติกอย่างเข้มข้น แต่วิกฤตมลพิษพลาสติกก็ไม่มีท่าทีว่าจะลดลง กลางปี พ.ศ.2561 วาฬนำร่องครีบสั้นว่ายน้ำเกยตื้น ที่ตำบลนาทับ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา หลังยื้อชีวิต 5 วันแต่ไม่สำเร็จ ผลชันสูตรพบขยะกว่า 8 กิโลกรัมในตัววาฬ ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2561 วาฬหัวทุย (Sperm Whale) เข้ามาเกยตื้นตายที่สุลาเวสี อินโดนีเซีย และพบทั้งแก้วพลาสติก ถุงพลาสติก ขวดพลาสติก รองเท้าและเชือก

โศกนาฏกรรมของวาฬทั้งสองกรณีเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของวิกฤตมลพิษพลาสติก การสำรวจทางวิทยาศาสตร์ พบว่ามีสิ่งมีชีวิตในทะเล 700 สายพันธุ์ ที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษพลาสติกในมหาสมุทร นกทะเล 9 ใน 10 ชนิดพันธ์ุ เต่าทะเล 1 ใน 3 ชนิดพันธุ์ ครึ่งหนึ่งของชนิดพันธุ์วาฬและโลมาทั้งหมด ต่างกินพลาสติกเป็นอาหาร

นี่คือความท้าทายในยุคมนุษย์ครองโลก(Anthropocene) ภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตพลาสติกยักษ์ใหญ่ ผู้ก่อมลพิษ แนวร่วมของเสียเหลือศูนย์ ห้องปฏิบัติการวิจัย เป็นต้น จะต้องขึ้นมาอยู่ในเวทีระดับเดียวกันเพื่อหาทางออกจากวิกฤต ช่วงปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน มีความพยายามผลักดันให้เกิด ความตกลงระหว่างประเทศ(International Agreement)แบบพหุภาคีที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดมลพิษพลาสติก

มลพิษทางอากาศ

องค์การอนามัยโลก(WHO)จัดการประชุมสุดยอดว่าด้วยมลพิษทางอากาศและสุขภาพ ครั้งแรกของโลกในช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และเผยแพร่แผนที่แสดงค่าเฉลี่ยต่อปีของความเข้มข้นของฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน(PM2.5) ล่าสุด และแถลงว่าประชากรทั่วโลก 9 ใน 10  คนหายใจเอาอากาศที่ปนเปื้อนเข้าไป และแม้ว่ามีการยกระดับการจัดการคุณภาพอากาศในหลายพื้นที่ของโลก แต่มหานครหลายแห่งยังมีคุณภาพอากาศเกินเกณฑ์ที่ WHO กำหนด

ในช่วงวันที่ 1 มกราคมถึง 21 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศที่เลวร้ายที่สุด ในจำนวนรวม 52 วัน บางพื้นที่มีความเข้มข้นเฉลี่ย 24 ชั่วโมงของ PM2.5 เกินค่ามาตรฐานในบรรยากาศทั่วไปตามข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลกถึง 40 วัน

ด้วยแรงผลักดันของสาธารณะชน ในที่สุดในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2561 กรมควบคุมมลพิษประกาศ ใช้ดัชนีคุณภาพอากาศ(Air Quality Index)ใหม่ที่รวมค่า PM2.5 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการยกระดับการจัดการคุณภาพอากาศ อย่างไรก็ตาม การรายงาน ดัชนีคุณภาพอากาศโดยใช้ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงนั้น ไม่สามารถรับมือกับวิกฤตมลพิษ ทางอากาศที่ส่งผลต่อสุขภาพของผู้คนได้ทันท่วงที จำเป็นต้องรายงานโดยใช้ค่าเฉลี่ยรายชั่วโมงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตขึ้น

ความปั่นป่วนของสภาพภูมิอากาศ

เวทีเศรษฐกิจโลก(World Economic Forum)นำเสนอรายงาน the Global Risk Report ก่อนหน้าการประชุมประจำปีที่มีขึ้นในเดือนมกราคม พ.ศ. 2561 โดยสะท้อนมุมมองของผู้เชี่ยวชาญและผู้กำหนดนโยบายระดับโลกในเรื่องความเสี่ยงสำคัญที่โลกเผชิญ และเหตุการณ์ภูมิอากาศสุดขั้ว(extreme weather events)เป็นหนึ่งในความเสี่ยงระดับโลกอันดับต้น

เราสัมผัสถึงความจริงใหม่ที่กระทบกับเราโดยตรงมากขึ้น และประจักษ์ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นไล่เรียงกันจากความแห้งแล้งไปถึงอุทกภัยทั่วโลก รวมถึง อุณหภูมิเย็นยะเยือกต่ำสุดเท่าที่มีการบันทึกตามแนวชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอมเริกา และหิมะตกในทะเลทรายซะฮาราในเดือนมกราคม คลื่นความร้อนในสหราชอาณาจักรในเดือนมิถุนายนและกรกฏาคม คลื่นความร้อนในญี่ปุ่นที่ทุบสถิติและตามมาด้วยพายุใต้ฝุ่นในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม ไฟป่าตามแนวเส้นวงรอบอาร์กติกในสวีเดนและในกรีซในเดือนกรกฏาคม อุทกภัยร้ายแรงในจีนและอินเดียช่วงเดือนสิงหาคม และการแผลงฤทธิ์ของซูปเปอร์ไต้ฝุ่นมังคุดในเดือนกันยายน

ปี พ.ศ.2561 ยังได้เห็นถึงการเรียกร้องให้ลงมือทำจากชุมชนวิทยาศาสตร์ โลกเรือนกระจก (Hothouse Earth) เป็นคำเตือนที่นักวิทยาศาสตร์ประกาศในเอกสารสรุปการประชุมของ สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐฯ (Proceedings of the National Academy of Sciences)ที่ตีพิมพ์ในเดือนกรกฏาคม พ.ศ.2561 ว่า ทั่วโลกจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานฟอสซิลสู่ระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดโดยเร่งด่วน มิฉะนั้นโลกอาจเข้าสู่ Hothouse state ซึ่งเป็นสภาวะอันตรายถาวร ส่วนที่ประชุม Global Climate Action Summit ที่ซานฟรานซิสโกได้มี ข้อเสนออย่างถอนรากถอนโคน ถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงครึ่งหนึ่งภายในปี พ.ศ. 2573 จากทุกภาคส่วนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ(ภาคพลังงาน ภาคการผลิตทางอุตสาหกรรม ภาคอาคารบ้านเรือน ภาคการคมนาคมขนส่ง ภาคการบริโภคอาหาร ภาคเกษตรกรรมและป่าไม้)

รายงาน IPCC ฉบับพิเศษว่าด้วยอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลก 1.5 องศาเซลเซียส (IPCC Special Report on 1.5 Degrees) ซึ่งเปิดตัวที่เกาหลีใต้ ระบุว่าเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่เป็นหายนะจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เราจำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยในอีก 10 ปีข้างหน้า ทั่วโลกต้องลดการใช้ถ่านหินอย่างน้อย 2 ใน 3 ของการใช้ทั้งหมดภายในปี พ.ศ. 2573 และยุติการใช้ถ่านหินภายในปี พ.ศ.2593 อย่างไรก็ตาม เมื่อมาถึงการประชุมภาคีแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 24(COP 24) ที่เมืองคาโตวีตเซ(โปแลนด์) ก็มีสหรัฐอเมริกา ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย และคูเวต คัดค้านไม่ให้ที่ประชุมยอมรับรายงาน IPCC ฉบับนี้

จุดไฮท์ไลท์ของ COP24 คือสุนทรพจน์ของเกรตา ธันเบิร์ก นักกิจกรรมเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมอายุ 15 ปีชาวสวีเดนที่หยิบยกประเด็น “ความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ”

ถึงแม้อาจกล่าวได้ว่าการประชุม COP 24 จบลงโดยบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับกฎกติกาต่างๆ ภายใต้ความตกลงปารีสปี 2015 – แต่ก็ยังไม่เข้มข้นพอที่จะทำให้โลกเข้าถึงเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในขณะที่ความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นครั้งแรกรอบ 4 ปี

ทำให้ประชาชนเข้าถึงแบบจำลองสภาพภูมิอากาศ

Screen Shot 2558-06-29 at 7.54.31 AM Screen Shot 2558-06-29 at 7.54.53 AM

วันที่ 9 มิถุนายน 2558 องค์การนาซาปล่อยข้อมูลเรื่องการเปลี่ยนแปลงแบบแผนอุณหภูมิและการตกของฝนทั่วโลกจนถึงปี พ.ศ.2643 อันเป็นผลจากความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศของโลกที่เพิ่มขึ้น ข้อมูลขนาด 11 เทระไบต์ เปิดให้สาธารณะชนเข้าถึงอย่างเสรี และเป็นข้อมูลแสดงการคาดการณ์ที่สัมพันธ์ต่อความเป็นไปได้ในแต่ละกรณีเมื่อมีระดับความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้น

ข้อมูลที่มีความละเอียดสูงซึ่งสามารถเห็นพื้นที่ในระดับชุมชนและเมือง และขนาดเวลาสามารถแบ่งย่อยลงได้เป็นในแต่ละวัน จะช่วยทำให้นักวิทยาศาสตร์และนักวางแผนเมืองทำการประเมินความเสี่ยงทางสภาพภูมิอากาศเพื่อความเข้าใจที่เพิ่มมากขึ้นและผลกระทบระดับท้องถิ่นของการเปลี่ยนแปลงระดับโลก

Ellen Stofan หัวหน้าทีมวิทยาศาสตร์ของนาซากล่าวว่า นาซากำลังทำงานในส่วนที่เกี่ยวข้องการเรียนรู้เรื่องโลกของเราจากข้อมูลอวกาศและสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ขึ้นเพื่อช่วยปกป้องอนาคตของมนุษยชาติ ข้อมูลชุดนี้ คนทั่งโลกสามารถเข้าถึงและจะเป็นเครื่องมือใหม่ที่ใช้ในการวางแผนเพื่อรับมือกับโลกที่ร้อนขึ้น

แผนที่ด้านบนแสดงแบบจำลองการคาดการณ์อุณหภูมิพื้นผิวแผ่นดินและมหาสมุทรที่สูงที่สุดในช่วงที่เวลากลางวันและกลางคืนเท่ากันของเดือนมิถุนายน(the June solstice) ในปี 2557 และ ปี 2642 แผนที่สร้างขึ้นจากชุดข้อมูลที่เรียกว่า NASA Earth Exchange Global Daily Downscaled Projections (NEX-GDDP) ซึ่งเป็นการรวมการวัดในอดีตที่ผ่านมาของข้อมูลแบบจำลอง general circulation model simulations 21 ชุด ในโครงการ Coupled Model Intercomparison Project Phase 5 ซึ่งพัฒนาเพื่อนำไปใช้ในรายงานการประเมินของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change.) โซนสีแดงแสดงอุณหภูมิที่ระดับถึง 48 องศาเซลเซียสเหนือศูนย์ ส่วนโซนสีฟ้าแสดงอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 48°C เมื่อนำแผนที่ทั้งสองมาเทียบกันจะสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่า บางพื้นที่ของโลกร้อนขึ้น

แบบจำลองการคาดการณ์ NEX-GDDP model ยังแสดงให้เห็นว่าอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกและการตกของน้ำฟ้าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรภายใต้กรณีต่างๆ ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงกรณีที่เป็นไปตามปกติและกรณีแบบสุดขั้วที่มีมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาเต็มที่ การคาดการณืนี้ให้รายละเอียดในระดับ 0.25 (25 กิโลเมตรหรือ 16 ไมล์) ครอบคลุมช่วงเวลาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1950 ถึง 2100.

ชุดข้อมูลใหม่นี้เป็นผลงานของ NASA Earth Exchange (NEX) ซึ่งเป็นงานวิจัยข้อมูลขนาดใหญ่ (a big-data research platform) ภายในศูนย์ NASA Advanced Supercomputing NEX ที่นำเอาซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ชั้นยอด แบบจำลองระบบโลก การจัดการ workflow และข้อมูลดาวเทียมมารวมกัน ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและเครื่องมือการวิเคราะห์นี้ผ่านโครงการ OpenNEX บน Amazon Web Services ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง NASA กับ Amazon, Inc., เพื่อขยายให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลแบบจำลองสภาพภูมิอากาศ

NASA Earth Observatory maps by Joshua Stevens, using Global Daily Downscaled Climate Projections from the NASA Earth Exchange (NEX). Caption compiled by Mike Carlowicz from a NASA news release.

ไม่เอาถ่านหิน แล้วเอาอะไรมาแทน

ธารา บัวคำศรี

นำเสนอในงานครบรอบ 20 ปี ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม 2557 ณ ห้องดวงกมล โรงแรมเดอะสุโกศล ถ.ศรีอยุธยา กรุงเทพมหานคร

ท่านผู้มีเกียรติและสื่อมวลชนทุกท่าน

โจทย์ชี้อนาคตสิ่งแวดล้อมไทย “ไม่เอาถ่านหิน เอาอะไรมาแทน” นั้นมีความท้าทายอย่างยิ่งครับ การที่ถ่านหินมีบทบาทสำคัญนับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อร้อยกว่าปีก่อนและกลายมาเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของโลกราวร้อยละ 40 ความเข้าใจที่ว่าแหล่งสำรองถ่านหินในโลกยังมีให้เราใช้ไปอีกนับร้อยปี[1] จนไปถึงการโหมโฆษณาถ่านหินสะอาดเพื่อดักจับและกักเก็บคาร์บอนจากชั้นบรรยากาศเพื่อเป็นแนวทางบรรเทาผลกระทบภาวะโลกร้อน

ในประเทศไทย สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินอยู่ประมาณร้อยละ 20 ในขณะที่การผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติมีมากกว่าร้อยละ 70 ทุกรัฐบาลและผู้วางแผนนโยบายพลังงานพยายามสนับสนุนถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าให้มากขึ้นนัยว่า เพื่อกระจายเชื้อเพลิงและสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และตลอดระยะเวลากว่าสองทศวรรษที่ผ่านมานี้เอง เราก็ได้เห็นการเคลื่อนไหวของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นแม่เมาะ เวียงแหง ฉะเชิงเทรา สมุทรสงคราม ระยอง ประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรมราช สงขลา ตรังและกระบี่ ที่ยืนหยัดปกป้องสิทธิอันชอบธรรมของตนจากการคุกคามของถ่านหิน

ในที่นี้ ผมขออ้างถ้อยคำที่มาร์ก แอนโทนี ตัวเอกในบทละครของเชคสเปียร์ที่กล่าวว่า “ผมไม่ได้ตั้งใจมาวันนี้เพื่อสรรเสริญความคิด(การเผาไหม้ถ่านหินเพื่อผลิตไฟฟ้า) แต่มากระตุ้นให้ยกเลิกความคิดนี้” แต่ไม่ว่าใครจะเห็นด้วยกับผมหรือไม่ ผมหวังว่าทุกท่านคงเห็นด้วยกับคำกล่าวที่ว่า “การถกเถียงปัญหาโดยไม่ต้องหาข้อยุติ ดีกว่าพยายามหาข้อสรุปโดยไม่มีการถกเถียงกันเลย”

ถ่านหินเป็นแหล่งพลังงานที่ก่อให้เกิดมลพิษมากที่สุด เป็นแหล่งกำเนิดหลักของคาร์บอนไดออกไซด์(CO2) ในชั้นบรรยากาศ ในแต่ละปีคาร์บอนไดออกไซด์ราว 11,000 ล้านตันทั่วโลกมาจากการเผาใหม้ถ่านหินเพื่อผลิตไฟฟ้า ในปี 2548 ในบรรดาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่นำมาผลิตไฟฟ้า ถ่านหินปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาร้อยละ 41 และหากยังมีการเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ต่อไป การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากถ่านหินจะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 60 ภายในปี 2573[2]

เราได้เห็นฤทธิ์เดชของสภาพภูมิอากาศสุดขั้วและผลกระทบที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและส่วนต่างๆ ของโลก เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่เป็นอันตรายที่สุดที่สุดรวมถึงภัยแล้งอันยาวนาน มหาพายุใต้ฝุ่นและอุทกภัย และการล่มสลายของระบบนิเวศที่สนับสนุนคำจุนชีวิต อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกจะต้องเพิ่มขึ้นไม่มากไปกว่า 2 องศาเซลเซียส (เทียบกับอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม) รายงานการประเมินฉบับที่ 4 ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(IPCC) ระบุว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศจะเพิ่มขึ้นสูงสุดภายในปี 2558 และต้องลดลงหลังจากนั้น การรับมือกับการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินมีความสำคัญต่อเป้าหมายดังกล่าวอย่างยิ่ง ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกเห็นพ้องต้องกันว่าปฏิบัติการหนึ่งที่สำคัญที่สุดเพื่อรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศของโลกคือการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากถ่านหิน

ในวิวาทะว่าด้วยถ่านหิน คำถามว่า “แหล่งสำรองถ่านหินโลกจะหมดลงเมื่อไร” และใช้ Reserve-to-Production(R/P Ratio) หรือ อัตราส่วนของทรัพยากรที่นำมาใช้ราคา/เทคโนโลยีปัจจุบันแสดงในรูปการใช้ต่อปี เพื่อคาดการณ์แหล่งสำรองถ่านหิน(และปิโตรเลียม)ในอนาคต นั้นกำลังถูกท้าทายกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง

การคาดการณ์ของแหล่งสำรองถ่านหินในอนาคตของอังกฤษในปี พ.ศ.2407 บอกวาถ่านหินมีเหลือเฟือใช้ได้ไปอีก 900 ปี การคาดการณ์ในช่วงศตวรรษต่อมาระบุว่ายังเหลือใช้อีก 500 ปี จนถึงปี พ.ศ.2527 แหล่งสำรองถ่านหินในอังกฤษลดลงเหลือ 90 ปี จนถึงปี 2551 อุตสาหกรรมถ่านหินของอังกฤษซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นแหล่งเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าเข้าสายส่ง ปัจจุบันหายไปโดยสิ้นเชิงอันเนื่องจากการหร่อยหรอลงอย่างรวดเร็วของแหล่งถ่านหินที่เคยมีเหลือเฟือ

การคาดการณ์ของสำนักธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ.2500 สรุปว่า สหรัฐอเมริกามีแหล่งถ่านหินสำรองใช้ไปได้อีก 5,000 ปี จนถึงปัจจุบันกระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ ระบุว่าแหล่งสำรองถ่านหินมีใช้ไปได้อีก 200 ปี

สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกจริงคือ 1) อัตราการใช้พลังงานและวัสดุต่างๆ ไม่เคยคงที่ 2) เป็นไปไม่ได้เลยในทางกายภาพที่จะรักษาอัตราการขยายตัวของการขูดรีดทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไปให้คงที่จนกระทั่งทรัพยากรนั้นหมดลงและ 3) แหล่งสำรองทรัพยากรมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อาจเพิ่มขึ้นจากการค้นพบใหม่ จากราคาที่เพิ่มขึ้น หรือเทคโนโลยีใหม่ที่นำมาใช้สำรวจและผลิต

ในกรณีของการขูดรีดเอาทรัพยากรพลังงานที่ใช้แล้วหมดไป เช่น ถ่านหิน เป็นต้น มีความสัมพันธ์กับกฎแห่งการลดน้อยถอยลง (Law of Diminishing Returns) อัตราส่วนของพลังงานที่ได้กลับมากับพลังงานที่ลงทุนไป(Ratio of Energy Returned on Energy Invested-EROEI) ก็มีแนวโน้มลดลงตามทรัพยากรที่กำลังหมดไป แหล่งสำรองเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีอยู่ในฐานะเป็นแหล่งพลังงานก็จะไร้ประโยชน์เมื่อพลังงานที่เราใส่เข้าไปเพื่อขูดรีดมันออกมานั้นเท่ากับหรือมากกว่าพลังงานที่ได้จากการเผาใหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลเหล่านั้น[3]

นอกจากวิกฤตพลังงานในแง่ความผันผวนของราคา เรามีวิกฤต “การขาดแคลนไฟฟ้า” หลายประเทศเผชิญกับ “ไฟฟ้าดับสนิท (Blackout)” หรือ “ไฟฟ้าติดๆ ดับๆ (Brownout)” ซึ่งเป็นโลกาภิวัตน์ของระบบพลังงานโลกที่มีรากฐานอยู่บนการผลิตไฟฟ้าแบบรวมศูนย์ ไม่ว่าจะผูกขาดโดยรัฐหรือถูกยึดกุมโดยภาคอุตสาหกรรมพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำในอเมริกาและยุโรป หรือประเทศที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วในเอเชียอย่างเช่นจีนและอินเดีย ประเทศนับร้อยทั่วโลกต่างเผชิญกับภาวะวิกฤตไฟฟ้าดับสนิททั้งนั้น

วิกฤตไฟฟ้าดับสนิทหลายกรณีทั่วโลกมาจากการขาดแคลนเชื้อเพลิงที่ถือว่ามีเหลือเฟือที่สุดในโลกนั่นก็คือ “ถ่านหิน” !!!

สาธารณรัฐประชาชนจีนต้องหยุดเดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน 50 แห่ง เพราะถ่านหินที่นำมาป้อนเข้าระบบนั้นไม่เพียงพอ วิกฤตไฟฟ้าดับสนิทในจีนที่เกิดขึ้นหลายครั้งเป็นภัยคุกคามการพัฒนาเศรษฐกิจ เขื่อนผลิตไฟฟ้าที่สร้างกั้นแม่น้ำในแถบเชิงเขาหิมาลัยของอินเดียไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เพราะภัยแล้งอันมีสาเหตุจากภาวะโลกร้อน อินเดียพยายามผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมและแผงเซลสุริยะเพิ่มมากขึ้น แต่การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างขนานใหญ่ต้องนำถ่านหินจำนวนมหาศาลมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้านำไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มมากขึ้นและการขาดแคลนถ่านหินในระดับโลก

ที่แอฟริกาใต้ อุตสาหกรรมเหมืองแร่ ไม่ว่าจะเป็นเหมืองถ่านหิน เหมืองทองและเหมืองเพชร ตกอยู่ในสถานการณ์ความไม่แน่นอนด้านพลังงานและการขาดแคลนไฟฟ้า

ในอังกฤษประสบกับไฟฟ้าดับเพิ่มขึ้นบ่อยครั้ง นักวิเคราะห์อธิบายโครงสร้างพื้นฐานการผลิตไฟฟ้าของอังกฤษว่าเป็นระบบพลังงานแห่งศตวรรษที่ 21 ที่ห่วยแตกมาก ภาคอุตสาหกรรมระบุว่าต้องใช้เงินลงทุนถึงแสนล้านปอนด์ในการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในการลงทุนโครงการของประเทศที่ผ่านม

บางประเทศที่สามารถซื้อน้ำมันราคาแพงมาใช้นั้นไม่มีไฟฟ้าเพียงพอที่จะป้อนให้โรงกลั่นน้ำมันให้ทำงานได้ ประเทศร่ำรวยพลังงานอย่างเวเนซุเอลาและอิหร่านก็ไม่หนีไม่พ้นจากภาวะวิกฤตไฟฟ้าดับ ถึงแม้ประเทศทั้งสองมีการส่งออกน้ำมัน

ราคาถ่านหินในตลาดโลกได้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในช่วงกลางปี พ.ศ. 2549 และ 2551 แหล่งถ่านหินที่นำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าจะกลายเป็นความท้าทายด้านความมั่นคงทางพลังงานของหลายประเทศในอนาคตอันใกล้นี้ โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาถ่านหินถึงขั้นเสพติด ปัญหาของการนำถ่านหินมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนและความไม่แน่นอนการในการขนส่งจากราคาน้ำมันที่ผันผวนในตลาดโลก

แหล่งสำรองถ่านหินที่มีคุณภาพสูงอย่างแอนทราไซต์ บิทูมินัสและซับบิทูมินัสก็กำลังหร่อยหรออย่างรวดเร็วและกลายเป็นปัจจัยสำคัญของความล่าช้าในการขนส่งถ่านหินจากเหมืองในประเทศหนึ่งไปยังโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อยู่ปลายทางในอีกประเทศหนึ่ง ความล่าช้าในการขนส่งได้เพิ่มต้นทุนและผนวกเข้าไปในราคาไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่าย และความล่าช้าของการขนส่งถ่านหินก็เป็นสาเหตุหนึ่งของ “ภาวะไฟฟ้าดับสนิท” ที่เกิดขึ้นในจีนและอินเดียซึ่งเป็นประเทศที่พึ่งพาถ่านหินถึงขั้นเสพติดดังที่กล่าวมา

หากเรายังคงเดินไปในทิศทางนี้ ผลที่ตามมานั้นยากที่จะประเมิน เว้นแต่ว่าสังคมไทยและสังคมโลกเองจะปรับเปลี่ยนโลกทัศน์ด้านพลังงานที่แตกต่างเกือบจะโดยสิ้นเชิงกว่าที่เป็นอยู่ เมื่อการหร่อยหรอของแหล่งสำรองถ่านหินที่นำมาผลิตไฟฟ้าและผลกระทบที่เป็นต้นทุนจริงของถ่านหินปรากฏชัดเจนแจ่งแจ้งในมโนทัศน์ของผู้คนและผลกระทบอันเลวร้ายแผ่ขยายเพิ่มขึ้นปีต่อปี ในอีกสองหรือสามทศวรรษข้างหน้า อารยธรรมของมนุษย์อาจจะเป็นถึงจุดที่เรียกว่า “ภาวะไฟฟ้าดับโดยสิ้นเชิง (final blackout)

เราต้องไม่ลืมว่า การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ในประเทศไทยจำเป็นต้องพึ่งพาถ่านหินนำเข้าจากอินโดนีเซีย ออสเตรเลียหรือแอฟริกาใต้ แหล่งถ่านหินในประเทศไทยที่สามารถขุดขึ้นมาใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้ามีอยู่กระจัดกระจาย เหมืองลิกไนต์ที่แม่เมาะ จังหวัดลำปาง เมื่อสิ้นสุดอายุในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้าจะเป็นเหมืองถ่านหินแบบเปิดที่ลึกที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยลึกลงไปในผิวโลกนับเป็นกิโลเมตร

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเองก็มีความพยายามจะต่ออายุโรงไฟฟ้าลิกไนต์ที่แม่เมาะโดยการเปิดเหมืองถ่านหินใหม่ที่อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงราย และทดแทนโรงไฟฟ้าหน่วยใหม่เข้าไป ในขณะที่โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เมืองหงสา แขวงไชยบุรีของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวที่มีบริษัทบ้านปู มหาชน จำกัด อุตสาหกรรมถ่านหินยักษ์ใหญ่ของไทยร่วมทุนนั้นใกล้จะแล้วเสร็จในอีกไม่กี่ปีและส่งไฟฟ้าเข้าระบบสายส่งไฟฟ้าอันหิวโหยของประเทศไทย

ตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษที่ผ่านมาในประเทศไทย แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (Power Development Plan) ฉบับทางการสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการวางแผนที่เป็นปัญหาถึงขั้นวิกฤต การเลือกสร้างโรงไฟฟ้าจำนวนมากที่ก่อมลพิษ สร้างความขัดแย้ง มีต้นทุนและความเสี่ยงสูงแทนที่จะเป็นทางเลือกอื่นๆ ที่ปลอดภัยกว่า สะอาดกว่าและถูกกว่านั้น ในท้ายที่สุดไม่เพียงแต่ขัดกับนโยบายพลังงานของประเทศไทย และแต่ยังขัดกับผลประโยชน์ของประชากรส่วนใหญ่ของประเทศอีกด้วย

แนวนโยบายพื้นฐานด้านพลังงานของรัฐบาลไทยตามที่บัญญัติไว้ใน พรบ.ประกอบกิจการพลังงานซึ่งครอบคลุมมิติความมั่นคงทางพลังงานทั้งในแง่ของปริมาณ(การกระจายแหล่งพลังงานและการลดการพึ่งพาพลังงงานนำเข้า) ราคา(การบริการที่สามารถจ่ายได้และการลดความผันผวนของราคา) ประสิทธิภาพ(การใช้ การแปรรูปและประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ) สิ่งแวดล้อม(การรักษาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรสำหรับคนรุ่นต่อไป) นั้นแทบไม่มีความเชื่อมโยงเลยกับการวางแผนกิจการพลังงานในทางปฏิบัติ ผลคือ แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าที่มีมาในอดีตเน้นการจัดหาพลังงานมากเกินไปซึ่งต้องแลกมาด้วยความหายนะด้านสิ่งแวดล้อม ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจและพลังงานโดยรวมและราคาพลังงานที่ผู้บริโภคต้องแบกรับ

แทนที่สังคมจะถูกบังคับเลือกให้ไปไตามแนวทางนี้อย่างเดียว มีแนวทางรับมือกับวิกฤตไฟฟ้าไม่ว่าจะเป็นค่าไฟแพงหรือไฟฟ้าขาดแคลนหลายแนวทางด้วยกันไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การประหยัดพลังงานโดยติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง และการส่งเสริมระบบพลังงานแบบกระจายศูนย์

ระบบการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ซึ่งพลังงานที่ผลิตได้เกิดขึ้น ณ บริเวณหรือใกล้กับจุดที่มีการใช้งาน อาจประกอบด้วยโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานหมุนเวียนหรือเชื้อเพลิงฟอสซิล หรือทั้งสองอย่างเพื่อผลิตไฟฟ้า ความร้อนหรือทั้งสองอย่างเพื่อส่งจ่ายให้กับบ้านเรือนหรือธุรกิจในท้องถิ่น ระบบการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์มีประโยชน์ในเชิงสิ่งแวดล้อมคือลดการสูญเสียในระบบสายส่ง การการใช้เชื้อเพลิง ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและลดการใช้น้ำ มีประโยชน์ทางเชิงเศรษฐกิจโดยช่วยลดต้นทุนในการพัฒนาระบบสายส่ง ลดความเสี่ยงทางการเงินของการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าและไปด้วยกันกับแนวทางปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงาน มีประโยชน์ในทางความมั่นคงด้านพลังงานเช่นการกำกับให้มีผลิตและการจ่ายไฟฟ้าที่พอเพียงเพื่อชดเชยการวางแผนการปิดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าหรือการขัดข้องอย่างไม่คาดหมาย

ระบบการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์มีประโยชน์ในทางการเมืองและสังคมคือ ส่งเสริมให้ชุมชนผลิตและกระจายไฟฟ้าจากแหล่งผลิตของตนเอง ส่งเสริมบทบาทการมีส่วนร่วมของชุมชนและภูมิภาคในการวางแผนพลังงาน เป็นแม่แบบพลังงานในอุดมคติที่มีการกระจายอำนาจการตัดสินใจเรื่องพลังงานในระดับท้องถิ่น มีการนำความเห็นของท้องถิ่นและภูมิภาคเพื่อนำเสนอให้กับรัฐบาลประกอบการพิจารณากำหนดนโยบายพลังงานแห่งชาติ

ประเทศไทยออกมาตรการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กและขนาดเล็กมาก(SPP, VSPP) ตั้งแต่ปี 2534 ซึ่ง Adder เป็นมาตรการสำคัญในการส่งเสริมให้เกิดโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้น โดยปัจจุบันมีการขายไฟเข้าสู่ระบบประมาณ 3,928 เมกะวัตต์ซึ่งรวมทั้งหมด 380 โครงการ แต่ยังมีโครงการที่ยังไม่สามารถขายไฟเข้าระบบได้อีกมาก อุปสรรคสำคัญเกิดจากภาครัฐ (เช่น ความล่าช้าในขั้นตอนการขอใบอนุญาต) ซึ่งหากโครงการเหล่านี้สามารถขายไฟเข้าสู่ระบบได้จะมีศักยภาพถึง 4,000 เมกะวัตต์ สามารถนำมาช่วยรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงสูงสุด(peak) คือในช่วงกลางวันซึ่งสูงกว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าช่วงต่ำสุดถึง 7,000 เมกะวัตต์

ระบบการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ณ ปัจจุบัน มีกำลังผลิตติดตั้งรวมกันทั้งหมด 33,321 เมกะวัตต์ เปรียบเทียบกับการใช้ไฟฟ้าสูงสุด 26,598 เมกะวัตต์ กล่าวอีกนัยหนึ่ง เราไม่ได้เผชิญกับวิกฤตไฟฟ้าอย่างที่พยายามจะโฆษณากัน

วิกฤตไฟฟ้าดับไม่เกี่ยวกับการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่ม หากไม่มีการเตรียมความพร้อมของกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองที่มีอยู่แล้ว ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนต่างๆ รวมทั้งเครื่องผลิตไฟฟ้าของภาคเอกชนอื่นๆ จะสร้างโรงไฟฟ้าใหม่อีกกี่แห่งก็ยังจะเสี่ยงไฟฟ้าดับอยู่ดี

ส่วนกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ช่วงปี 2555-2562 ที่มีแผนชัดเจนแล้วก็รวมถึงพลังงานหมุนเวียน 6,095 เมกะวัตต์ การผลิตร่วมไฟฟ้าและความร้อน(หรือโคเจนเนอเรชั่น) อีก 5,107 เมกะวัตต์ เมื่อรวมกันแล้วจะเพิ่มขึ้นเป็น 11,202 เมกะวัตต์หากรวมแผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปีของกระทรวงพลังงานตามมติคณะรัฐมนตรี 27 ธันวาคม 2554 ที่เห็นชอบเป้าหมายการประหยัดไฟฟ้าในปี 2573 เท่ากับ 96,653 ล้านหน่วย เข้าไปด้วย เราจะลดความต้องการไฟฟ้าได้ 17,470 เมกะวัตต์ และลดความจำเป็นในการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ได้ 20,091 เมกะวัตต์ (หรือประมาณ 25 โรง)

ประเทศไทยอยู่แถวหน้าในเรื่องการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดโดยเฉพาะการขยายตัวของธุรกิจและการลงทุนพลังงานหมุนเวียนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ถึงแม้ว่าจะมีกลไกสนับสนุนอย่างเช่น ระเบียบการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนขนาดเล็ก(SPP) และผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนขนาดเล็กมาก(VSPP) รวมถึงโครงการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากเซลแสงอาทิตย์บนหลังคาที่เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ แต่สถานะของพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดในสังคมไทยจำต้องถูกยกระดับให้เท่าเทียม มิใช่เพียงแต่ความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนในตลาดพลังงาน แต่รวมถึงการกลการสนับสนุนเชิงสถาบันและทางกฎหมาย

(ร่าง)พระราชบัญญัติพลังงานทดแทนนั้นยังมีหลักการและเหตุผลที่ไม่ชัดเจน หากปราศจากการออกแบบบนพื้นฐานการปฏิรูประบบพลังงานหมุนเวียนเพื่อเป็นหลักประกันแห่งสิทธิ การเข้าถึงและความเป็นธรรมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง คงเป็นการยากที่กฏหมายฉบับนี้จะเป็นคำตอบสำหรับอนาคตพลังงานหมุนเวียนของประเทศ และในขณะเดียวกันได้เสนอว่า ร่าง พรบ. ต้องเน้นไปที่การลดและขจัดอุปสรรคในการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนของประเทศ ด้วยการปรับปรุงโครงสร้างและกระบวนการของนโยบายพลังงานหมุนเวียนทั้งระบบโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของ (ก) การเคารพในสิทธิร่วมกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง (ข) การสร้างสมดุลและพลังสร้างสรรค์ร่วมกันระหว่างการพัฒนาทางเทคโนโลยี การเติบโตทางเศรษฐกิจ และการรักษาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน และ (ค) การกระจายศูนย์อำนาจการตัดสินใจและการเสริมพลังอานาจของท้องถิ่นชุมชนและภาคประชาสังคม

หากนโยบายการรับซื้อไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนมีความชัดเจน เราจะพบว่า อีก 15 ปีนับจากนี้ พลังงานหมุนเวียนจะกลายเป็นกระแสหลัก และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากถึง 4,500,000 ตันต่อปี ลดการปล่อยไนโตรเจนไดออกไซด์และซัลเฟอร์ไดออกไซด์มากกว่า 320,000 ตัน ลดต้นทุนผลกระทบทางสังคม สิ่งแวดล้อมและสุขภาพกว่า 18,000 ล้านบาท ทำให้เกิดการลงทุนพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นเกือบ 35,000 ล้านบาท ลดต้นทุนทั้งการดำเนินการและการบำรุงรักษาซึ่งถูกกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหิน และประหยัดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงได้ 2,500 ล้านบาทและทำให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นอีก 60,000 ตำแหน่งและทำให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ 20,000 ล้านบาทและลดการนำเข้าพลังงานได้มากกว่า 4,000 ล้านบาท และหากนำมาตรการที่มีต้นทุนถูกที่สุดนั่นคือการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมาใช้ให้เต็มที่ จะสามารถลดการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ได้ถึง 20,091 เมกะวัตต์(ประมาณ 25 โรง)

ตัวอย่างเช่น จังหวัดนครศรีธรรมราชนั้นมีศักยภาพพลังงานลมอย่างล้นเหลือเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งจังหวัด แทนการผลักดันให้มีโรงไฟฟ้าถ่านหิน นครศรีธรรมราชเป็นพื้นที่สำคัญในการลงทุนผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมทั้งบนฝั่งและนอกชายฝั่งของอ่าวไทย โดยสามารถผลิตไฟฟ้าได้ที่ 1,294 และ 18,444 เมกะวัตต์ ตามลำดับ ซึ่งหากวางแผนอย่างเหมาะสมก็เพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าในจังหวัดภาคใต้

ในปี 2556 แผนปฎิวัติพลังงานแห่งอาเซียนที่เป็นความร่วมมือระหว่างกรีนพีซและองค์การอวกาศของเยอรมนี(DLR) และผู้เชี่ยวชาญในภูมิภาค ระบุว่า อาเซียนสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนโดยเฉพาะจากพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานความร้อนใต้พิภพ เข้าสู่ระบบสายส่งได้ถึงร้อยละ 70 ภายใน พ.ศ. 2593 รายงานชี้ให้เห็นว่า การผลิตไฟฟ้าแบบรวมศูนย์ในอดีตนั้นเกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้น แต่ปัจจุบันประชาชนนับแสนนับล้านคนสามารถเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่หลากหลายได้ด้วยตนเองทั้งการเชื่อมต่อและไม่เชื่อมต่อกับระบบสายส่ง

ตัวเลขการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนของอาเซียนในอนาคตจะมีมูลค่าถึง 2,752,000 ล้านเหรียญสหรัฐ การประหยัดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงคิดเป็น 2,698,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และก่อให้เกิดการจ้างงานอย่างน้อยที่สุด 1.1 ล้านตำแหน่งภายในปี พ.ศ.2573 หากเริ่มต้นปฏิวัติพลังงานหมุนเวียน ณ ห้วงเวลานี้

คำถามว่า “ไม่เอาถ่านหิน เอาอะไรมาแทน” นั้นอยู่ ณ ใจกลางของสถานการณ์อันยากลำบากของสังคมไทยในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนอารยะ ในการเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและนิเวศที่รออยู่ข้างหน้า ในระยะเปลี่ยนผ่านนี้ประเทศไทยจำต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางการพัฒนา แบบจำลองการเติบโตที่เป็นธรรมทางสังคม ยั่งยืนและเป็นพลวัตรทางนิเวศ ที่จำเป็นต่อการสร้างเงื่อนไขทางวัตถุของสังคมที่ดี

การปรับเปลี่ยนเส้นทางการพัฒนาหมายถึงการกระตุ้นให้เกิดการเปล่ียนแปลงนโยบายพื้นฐานบางชุด การลงทุนในด้านทุนมนุษย์เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อสามารถใช้ประโยชน์จากเศรษฐกิจสารสนเทศและเศรษฐกิจความรู้ที่กำลังพุ่งทะยาน การเพิ่มผลิตภาพของแรงงานและนวัตกรรมสร้างสรรค์ให้มากที่สุดจะช่วยให้ประเทศรอดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางด้วยการ เพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ ประเทศไทยสามารถลดภาวะเปราะบางต่อช็อกจากภายนอกประเทศอันสืบเนื่องจากการพึ่งพาภาคส่งออกมากเกินไปโดยกระตุ้น การบริโภคภายในประเทศด้วยนโยบายค่าจ้างที่ก้าวหน้า ความยั่งยืนด้านการคลัง และความสมดุลของบัญชีต่างๆ จะช่วยให้การเติบโตมีความยั่งยืนและปรับตัวได้ดี การอ้าแขนรับศักยภาพของ Green Growth เอื้อต่อการกระตุ้นผลิตภาพโดยอาศัยการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งพัฒนาความมั่นคงทางพลังงานด้วยการเพิ่มพลังงานหมุนเวียนเข้ามาใช้อย่างผสมผสาน

อย่างไรก็ตาม ในบรรยากาศแบ่งขั้วท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง ประชาชนให้ความสนใจน้อยมากต่อปัญหาสำคัญ เช่น ระบบพลังงานในอนาคต “นักการเมือง” เกือบทุกคนมัวแต่หมกมุ่นกับผลประโยชน์ส่วนตัวหรือผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น ส่วนคนที่ใส่ใจผลประโยชน์ส่วนรวมระยะยาวแทบไม่ค่อยได้อยู่ในอำนาจยาวนาน อีกท้ังการเปล่ียนแปลงนโยบายมักถูกรัฐบาลชุดต่อมาหรือศาลล้มคว่ำพลิกกลับอยู่ร่ำไป

เพื่อตอบคำถามที่ถูก เราจำเป็นต้องสร้างชุมชนนโยบายด้านพลังงานและด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศควบคู่กันไป[4] ธรรมชาติของการเมืองมีลักษณะปฏิกิริยา เฉพาะกิจ ขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ อีกทั้งมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนทิศทางบ่อยและรวดเร็วเสมอมา ส่วนกระบวนการกำหนดนโยบายน้ันสามารถกำหนดทิศทางให้มุ่งสู่เป้าหมายระยะยาวได้ โดยทำให้เป็นกระแสของการตัดสินใจทางการเมืองโดยนักวางนโยบายหลายคนทำงานคู่ขนานและสืบทอดกัน และทำให้เปิดกว้างขึ้นมากกว่ายึดติดอยู่กับสถาบันการเมืองทางการที่ครองอำนาจอยู่

การมีชุมชนนโยบายเป็นวิธีการที่ดีกว่าในการสร้างสมดุลระหว่างความต้องการการเปิดกว้างต่อทุกภาคส่วนกับความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ชุมชนนโยบายมีเป้าหมายในการดึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในแต่ละภาคส่วนมาร่วมสนทนากันอย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างเช่น ชุมชนนโยบายด้านพลังงานสามารถรวบรวมข้าราชการจากทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้อง พรรคการเมือง สมาชิกรัฐสภา ตัวแทนภาคอุตสาหกรรม สหภาพแรงงาน สถาบันคลังสมอง สถาบันมหาวิทยาลัย เอ็นจีโอที่คอยเฝ้าระวัง และนักกิจกรรมรากหญ้ามาร่วมประชุมอบรมเชิงปฏิบัติการและสัมมนาอย่างต่อเนื่องไม่สิ้นสุด การถกเถียงเชิงนโยบายเช่นนี้จำเป็นต้องมีเจ้าภาพหลากหลายและครอบคลุมหัวข้อที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ชุมชนนโยบายจะเป็นกระบอกเสียงให้ผู้ปฏิบัติการทางสังคมและทำหน้าที่เป็นสนามฝึกสาหรับผู้ตัดสินใจเชิงนโยบายในอนาคต ชุมชนนโยบายมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้กำหนดนโยบายรุ่นเยาว์ในการพัฒนาความเชี่ยวชาญและ ปลดแอกตัวเองจากผู้อุปถัมภ์ในพรรคการเมือง[5]

ยุคถ่านหินนั้นจะหมดลง แม้ว่าแหล่งสำรองถ่านหินของโลกจะยังคงอยู่ ต้นทุนผลกระทบภายนอกจากการนำถ่านหินมาผลิตไฟฟ้าทำความเสียหายให้กับสภาพภูมิอากาศโลกและสังคมนั้นสูงเกินกว่าที่จะแบกรับ ถ่านหินอาจจะมีความจำเป็นในการขับเคลื่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม แต่ช่วงเวลานั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว เราต้องร่วมมือกัน “ปฏิวัติพลังงาน” ที่ขับเคลื่อนโดยระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด ยั่งยืนและกระจายศูนย์ซึ่งจะช่วยสร้างเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับระบบนิเวศ กู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศ ปกป้องสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของเราทั้งในปัจจุบันและคนรุ่นอนาคต

————–

[1] แหล่งสำรองถ่านหินที่พิสูจน์แล้วทั่วโลกนั้นมีมากกว่า 89.4 แสนล้านตัน หรืออีกนัยหนึ่งจะมีถ่านหินให้เราใช้มากกว่า 190 ปี (ที่มา : World Coal Institute, 2005 อ้างใน Richard Heiberg “Blackout : Coal, Climate, and the Last Energy Crisis”, New Society Publishers, 2009.

[2] รายงาน “ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชื้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร” บรรณาธิการแปลและเรียบเรียง: ธารา บัวคำศรี จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ www.greenpeace.or.th มิถุนายน 2550

[3] Richard Heiberg “Blackout : Coal, Climate, and the Last Energy Crisis”, New Society Publishers, 2009.

[4] ในการประชุมภาคีครั้งที่ 20 (COP20) ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ที่ประเทศเปรูระหว่างวันที่ 9-12 ธันวาคม ที่จะถึงนี้ รัฐบาลไทยมีแผนที่จะประกาศเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตาม “แนวทางการลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมของประเทศ (NationallyAppropriate Mitigation Actions: NAMAs)” ซึ่งเป็นการประกาศเป้าหมายโดยสมัครใจ ตามข้อตกลงโคเปนเฮเกน (Copenhagen Accord) ที่มีขึ้นจากการประชุม COP ครั้งที่ 15 เมื่อปี 2009 ทั้งนี้ เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่รัฐบาลไทยจะไปประกาศคือ 7% ภายใน 2020 (จากปีฐาน 2005) ในภาวะปกติ และ 20% หากมีการช่วยเหลือจากต่างประเทศ … อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวยังไม่ค่อยเป็นที่รับรู้และยังไม่ได้รับการถกเถียงกันในวงกว้างในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่ว่ารัฐบาลไทยจะมีมาตรการอย่างไรเพื่อให้บรรลุการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมายดังกล่า และใคร ในภาคส่วนไหน จะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายฯ ขณะเดียวกันในช่วงสองปีที่ผ่านมา กระทรวงพลังงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เริ่มดำเนินการปรับแก้แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP: Power Development Plan) ซึ่งฉบับที่ประกาศใช้ล่าสุดตั้งแต่ปี 2555 คือ PDP2010 แก้ไขปรับปรุงครั้งที่ 3 ซึ่งในการนี้ กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกาศเจตจำนงค์อย่างชัดเจนที่จะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มขึนอีก 10,000 เมกกะวัตต์ ด้วยเหตุผลว่า ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงราคาถูก ก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักของการผลิตไฟฟ้าของประเทศในขณะนี้กำลังจะหมดไปและมีราคาแพงขึ้น จึงต้องเพิ่มการใช้ถ่านหินเพื่อเพิ่มความมั่นคงทางด้านการผลิตพลังงานไฟฟ้าของประเทศ การผลักดันพลังงานถ่านหินในทางนโยบายนี้ ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเชื่อมโยงกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยอย่างไร http://www.prachatai.com/activity/2014/12/56827

[5] Marc Saxer, “In the Vertigo of Change – How to Resolve Thailand’s Transformational Crisis”, สำนักพิมพ์ Openworlds, ธันวาคม 2557.

400 ส่วนในล้านส่วน กราฟของคีลิ่ง และประวัติล้านปีของคาร์บอนไดออกไซด์

ในที่สุด ในวันที่ 9 พฤษภาคม 2556 ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศโลกก็แตะที่ระดับ 400 ส่วนในล้านส่วน (part per million, ppm) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ 400 ppm เป็นค่าที่วัดได้เฉลี่ยต่อวันซึ่งรายงานโดยองค์การมหาสมุทร และบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NOAA) ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นไปถึง 400 ส่วนในล้านส่วนนี้ถือเป็นหลักไมล์ที่น่าเศร้าใจ มันบอกว่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงจากซากดึกดำบรรพ์ออกสู่ชั้นบรรยากาศโลกนั้นมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ภาวะเรือนกระจกเพิ่มมากขึ้น และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้น ภาพด้านล่างแสดงกราฟของคีลิ่ง (Keeling Curve) ที่เป็นหัวใจสำคัญของเรื่องราวว่าด้วยการวัดระดับความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ

IMG_0313

กราฟของคีลิ่ง (Keeling Curve) เป็นชื่อที่ตั้งขึ้นให้กับกราฟที่บันทึกระดับความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ ณ หอสังเกตการณ์ Mauna Loa บนเกาะฮาวาย การสังเกตการณ์โดยการวัดนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1960 (ในปี ค.ศ.1958) การหาความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ที่สะสมในชั้นบรรยากาศย้อนหลังไปจากนี้ทำโดยการศึกษาจากแกนน้ำแข็ง

IMG_0314

จากกราฟของคีลิ่ง เราจะเห็นได้ว่าปฏิบัติการของมนุษย์ที่พยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศยังไม่ได้ผลที่จะชะลอการเพิ่มขึ้นของระดับความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศได้เลย และคาร์บอนไดออกไซด์ก็มาถึงระดับ 400 ส่วนในล้านส่วนแล้ว

IMG_0315

กราฟของคีลิ่งนับตั้งแต่มีการวัดนับตั้งแต่ปี 1958 มาจนถึงปัจจุบัน เผยให้เราเห็นปฏิสัมพันธ์และการปะทะสังสรรค์ระหว่าง “กิจกรรมของมนุษย์” และ “คาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกตัวสำคัญที่เป็นผลผลิตโดยตรงจากกิจกรรมของมนุษย์” หลักไมล์แรกคือการตีพิมพ์รายงานทางวิทยาศาสตร์ของ Wallace Broecker ว่าด้วยเรื่อง “โลกร้อน (Global Warming)”

IMG_0316

ในปี 1988 ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศแตะที่ระดับ 350 ส่วนในล้านส่วน (350 ppm) เป็นระดับสูงมากพอที่จะกระตุ้นให้เกิดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างมิหวนคืนกลับมาเป็นดังเดิมได้

IMG_0317

ในปี 1990 คณะกรรมการระหว่างประเทศว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change, IPCC) ออกรายงานฉบับแรกโดยหยิบยกถึงความเสี่ยงของภาวะโลกร้อน

IMG_0318

ในปี 1992 เป็นปีแห่งประวัติศาสตร์ที่ประชาคมโลกเห็นร่วมกันในการแก้ปัญหาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยประเทศต่างให้สัตยาบันภายใต้กรอบอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ (United Nations Framwork on Climate Change Convnetion, UNFCCC) โดยมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์

IMG_0319

อีก 13 ปีต่อมา ในปี 2005 หลังจากการเจรจาภายใต้กรอบอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ (United Nations Framwork on Climate Change Convnetion, UNFCCC) มายาวนาน และการเจรจาข้อตกลงโลกร้อนที่เห็นร่วมกันในปี 1998 ณ การประชุมสุดยอดที่เกี่ยวโต และใช้เวลาอีก 7 ปี จนกระทั่งพิธีสารเกียวโตก็มีผลบังคับใช้ในปี 2005

IMG_0320

ในปี 2009 ทุกประเทศภายใต้กรอบอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ (United Nations Framwork on Climate Change Convnetion, UNFCCC) เห็นตรงกันว่าจะต้องจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกมิให้สูงไปกว่า 2 องศาเซลเซียส

IMG_0321

แล้วก็มาถึงจุดสำคัญครั้งประวัติศาสตร์เมื่อระดับความเข้มข้มของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศมาแตะที่ระดับ 400 ส่วนในล้านส่วน ในปี 2013 ถือเป็นระดับความเข้มข้นที่สูงที่สุดในช่วงเวลา 4.5 ล้านปีที่ผ่านมาของโลก

IMG_0322

เมื่อเราพิจารณากราฟของคีลิ่งอย่างใกล้ชิด ลักษณะของกราฟจะขึ้นลงเป็นรูปคล้าย ๆ ฟันเลื่อย ทั้งนี้ เป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล โดยเฉพาะในซีกโลกด้านเหนือซึ่งมีพีชพรรณมากกว่าซีกโลกด้านใต้ ช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน พืชพรรณดึงก๊าซคาร์ไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศเข้าไป ส่วนช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว พืชพรรณจะคายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา

IMG_0323

เมื่อดูภาพรวม เราจะเห็นว่าคาร์บอนไดออกไซด์มีการสะสมเพิ่มขึ้นในชั้นบรรยากาศอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรม และจะเห็นว่ากราฟของคีลิ่ง(สีแดง) ในบริบททางประวัติศาสตร์ของความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในรอบสองล้านปี ระดับของคาร์บอนไดออกไซด์นั้นนิ่งมาโดยตลอดและมาโงหัวขึ้นหลังจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างแพร่หลายในช่วงศตวรรษ 1800

IMG_0324

ระดับความเข้มข้นของก๊าซคร์บอนไดออกไซด์ยังจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนกว่าจะมีการลดการปล่อยก๊าซจากกิจกรรมของมนุษย์อย่างถอรากถอนโคน เส้นประสีแดงแสดงภาพอนาคตของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่คาดการณ์ล่าสุดโดย IPCC และคณะอื่นๆ โดยรวม การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์ก็ยังเป็นไปตามแนวทางของเส้นประสีแดง ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป ภายในสิ้นศตวรรษนี้ ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ก็จะทะลุไปถึง 1000 ส่วนในล้านส่วนได้

IMG_0325

เมื่อพิจารณาถึงความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศที่สะสมเพิ่มมากขึ้นจากปัจจุบันต่อไปยังอนาคต อาจกล่าวได้ว่า เรากำลังเข้าสู่อาณาเขตที่มนุษย์ไม่เคยประสบการณ์มาก่อน การศึกษาหลักฐานจากแกนน้ำแข็งแสดงให้เห็นว่าในช่วงระยะเวลากว่า 800,000 ปีที่ผ่านมา ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้นและลดลงอยู่ในช่วงแคบ ๆ ระดับที่ 400 ส่วนในล้านส่วน เป็นระดับที่เกิดขึ้นครั้งสุดท้ายเมื่อล้านปีก่อน เป็นช่วงที่โลกดูแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากที่เป็นอยู่และโลกมีความร้อนมากกว่านี้ ด้วยเหตุนี้ นักวิทญาศาสตร์หลายท่านคิดว่า ระดับความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศปัจจุบันนั้นเป็นระดับที่มีอันตรายมากอย่างสุดขั้วและยังคงเพิ่มระดับขึ้นไปในทศวรรษแห่งอนาคต

IMG_0326

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ภัยอันตรายที่ใหญ่หลวงที่สุดต่อสภาพภูมิอากาศโลก

ถ่านหินเป็นแหล่งพลังงานที่ก่อให้เกิดมลภาวะมากที่สุด ทั้งยังเป็นแหล่งสำคัญที่ก่อให้เกิดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์(CO2) อีกด้วย โดยในแต่ละปีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 11,000 ล้านตันทั่วโลก มีที่มาจากการผลิตไฟฟ้าโดยใช้ถ่านหิน ในปี 2548 การผลิตไฟฟ้าโดยใช้ถ่านหินมีส่วนก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเชื้อเพลิงฟอสซิลประมาณร้อยละ 41 และหากยังมีการเดินหน้าก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ๆ ขึ้นต่อไป ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากถ่านหินจะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 60 ภายในปี 2573

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นภัยคุกคามทางสิ่งแวดล้อมและเป็นความท้าทายด้านมนุษยธรรมและทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดที่โลกเราเผชิญมา ผู้คนนับล้านทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศแล้ว ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากผลกระทบดังกล่าวถึง 150,000 คน ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดที่จะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งรวมไปถึงภัยแล้งที่กระจายตัวอย่างกว้างขวาง อุทกภัย และการอพยพย้ายถิ่นของประชากรจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล เราจำต้องทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นไม่มากไปกว่า 2 องศาเซลเซียส(เมื่อเทียบกับระดับอุณหภูมิสมัยก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม)เท่าที่จะทำได้ เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าวคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(Intergovernmental Panel on Climate Change:IPCC) จึงได้ระบุในรายงานการประเมินฉบับที่ 4 ว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศจะเพิ่มขึ้นสูงสุดภายในปี 2558 และจะต้องลดลงหลังจากนั้น

ทั้งนี้วิธีการรับมือกับการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินมีความสำคัญต่อการตั้งเป้าหมายดังกล่าวมาก เจมส์ แฮนเซ็น(James Hansen) นักวิทยาศาสตร์ระดับสูงแห่งองค์การนาซ่าได้ระบุว่า การดำเนินการอย่างหนึ่งที่สำคัญที่สุดและจำเป็นเพื่อรับมือกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก คือการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากถ่านหิน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกเห็นพ้องกับความคิดเห็นดังกล่าว

———-

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี

เมืองใหญ่ริมฝั่งทะเลจะจมอยู่ใต้น้ำหรือไม่?

เป็นเรื่องของช่วงเวลา ในปี 2001 IPCC คาดการณ์ว่าระดับน้ำทะเลจะเพิ่มขึ้นจาก 90 มิลลิเมตรไปจนถึง 880 มิลลิเมตรภายในปี 2100 ช่วงเวลากว้างนับ 100 ปีนี้แสดงถึงความไม่แน่นอนว่าจะมีการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างไร ธารน้ำแข็งและพืดน้ำแข็งจะละลายมากน้อยเพียงไหน การคาดการณ์สูงสุดนั้นคาดว่า พื้นที่ลุ่มต่ำของเมืองบางเมืองจะจมอยู่ใต้น้ำ และถึงแม้ว่าการเพิ่มขึ้นของน้ำทะเลจะอยู่ในระดับปานกลาง แต่พายุและคลื่นสูงก็จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาได้

คำถามที่ใหญ่กว่านั้น คือ อะไรจะเกิดขึ้นหลังจากปี 2100 หากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังเพิ่มขึ้นในช่วงศตวรรษนี้ พืดน้ำแข็งกรีนแลนด์อาจจะตกอยู่ในวัฏจักรของการละลายที่ไม่อาจหยุดยั้งได้ ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นมากกว่า 7 เมตร กระบวนการดังกล่าวนี้ต้องใช้เวลา ซึ่งอาจเป็น 2-3 ศตวรรษ ไม่มีใครสรุปได้ชัดเจนในขั้นนี้ แต่หากเวลานั้นมาถึง เมืองต่างๆ อันเป็นที่รักยิ่งของพวกเราก็ยากที่จะอยู่รอด