New reformist role for Thai Union

Published in http://www.bangkokpost.com/opinion/opinion/1242266/new-reformist-role-for-thai-union

Thai Union Group, the world’s largest canned tuna company, is considering changes to its supply chains that could transform the seafood industry forever. Having been a target of investigation over coerced labour in its supply chains, the company is yet to take the significant steps needed to ensure its suppliers refrain from human rights abuses and destruction of the ocean.

Thai Union can show its commitment to leading by immediately addressing transshipment at sea — a shifty practice that is often associated with illegal fishing and human rights abuse.

It has been almost two years since the European Union (EU) gave Thailand a “yellow card” for its failure to prevent illegal and unregulated fishing in the country’s supply chains of seafood that eventually end up as exports to Europe. That warning continues today, as the Thai government has not taken decisive actions needed to eliminate illegal, unreported and unregulated (IUU) fishing or address the concerns on compliance with international rules on seafood supply.

Thai Union should not wait for the government to step up but should commit to transformative changes. One way for the company to show its leadership is to end transshipment at sea in its supply chains. In doing so, Thai Union can send a message to both the Thai government and the seafood industry as a whole that any practices associated with human rights abuses and illegal fishing should not and must not be tolerated.

Global Fishing Watch, an non-profit organisation that tracks commercial fishing activities worldwide, recently released a groundbreaking report on transshipment worldwide, observing 90% of the world’s reefer fleets over a four year time frame. The report finds 86,490 instances of potential transshipment. Over 40% of the transshipment incidents happened on the high seas, away from regulations and inspections, and appeared to be associated with patterns of IUU fishing.

Companies that are complicit in abuses of workers in their supply chains also often engage in destructive or illegal fishing, and have little regard for fishery management regulations.

As a direct result of overfishing, many coastal stocks are depleted and vessels must travel further into the high seas to fish. Rather than losing precious fishing time and incurring increased costs of returning to port, the industry increasingly relies on transshipment at sea — where smaller boats refuel, restock, and transfer catch onto larger cargo vessels. This practice turns fishing boats into floating prisons, and enables vessels to hide illegally-caught fish and mistreat crew members. Many trafficked and abused workers are forced to remain at sea with no means of escape for months or even years.

Recently, there have been attempts to remove the worst offenders from the water, which would have a positive effect on the ocean and people. In February 2017, Thailand’s Department of Fisheries (DoF) announced “the strengthening of transshipment control measures”. The announcement requires all Thai distant water fishing vessels to return back to port within 90 days and to ensure that there is no transshipment at sea involved while returning from the Indian ocean.

Thai Union can make a difference. By taking specific and practical steps to reform its operations, the company can be a driving force in continuing the modernisation of the fisheries sector in Thailand and reforming the seafood industry at large.

According to Greenpeace’s 2016 Southeast Asia canned tuna ranking, all tuna brands, including Thai Union, are still falling short on both sustainability and social responsibility issues.

If Thai Union continues to rely on transshipment at sea to operate, then it is reasonable to be concerned about all of its supply chains. Tuna can be commingled from several different sources with relative ease, obfuscating the supply chain and erasing the detection of tuna caught in an illegal or unethical manner.

Recently Mars and Nestle committed to making changes to help ensure their pet food supply chains operate in a manner that does not harm our oceans and does not abuse workers. The companies will address transshipment at sea throughout their pet food supply chains, which puts pressure on Thai Union, a supplier for both companies, to do the same thing.

If Thai Union commits to end at-sea transshipment in its supply chains until the associated problems are addressed, it can help lead the change for the entire industry.

Greenpeace believes a moratorium on transshipment at sea is needed until new standards are agreed upon by the industry and regulators and are demonstrably met using third-party auditors.

It is time for accountability in the global seafood industry, and that can begin with Thai Union.


Tara Buakamsri is Thailand Country Director of Greenpeace Southeast Asia.

ภาพถ่ายดาวเทียมติดตามเรือประมงเถื่อน(นอกน่านน้ำ)จากประเทศไทยในมหาสมุทรอินเดีย

โดย Kimbra Cutlip
16 มกราคม 2560

http://skytruth.org/2017/01/satellites-leave-no-place-to-hide-for-rogue-thai-fishing-fleet/

แม้ว่าการติดตามตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมายจะยากเย็นแสนเข็ญในพื้นที่อันห่างไกลอย่าง ซายา เดอ มาฮา แบงก์ ซึ่งเป็นเขตน้ำตื้นไหล่ทวีปนอกชายฝั่งมหาสมุทร แต่ไม่มีอะไรเป็นความลับว่าเกิดอะไรขึ้นในเขตอันห่างไกลของมหาสมุทรอินเดียทางด้านตะวันออกของมาดากัสการ์

เดือนธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา กรีนพีซเปิดเผย รายงาน ที่ระบุว่ากองเรือประมงนอกน่านน้ำของไทยเคลื่อนย้ายพื้นที่ทำการประมงเพื่อหลบหลีกการติดตามตรวจสอบและการจับกุมโดยเฉพาะในส่วนที่เชื่อมโยงกับการทำประมงผิดกฎหมายและการค้ามนุษย์ และกองเรือประมงนอกน่านน้ำดังกล่าวเข้าไปจับปลาในเขต ซายา เดอ มาฮา แบงก์ห่างไกลจากท่าเรือขึ้นปลาในประเทศไทยเป็นระยะทางกว่า 7,000 กิโลเมตร

อย่างที่รู้กัน เห็นแล้วจึงจะเชื่อ และโดยความร่วมมือกับ DigitalGlobe เราได้รับภาพถ่ายดาวเทียมที่มีรายละเอียดสูงซึ่งสนับสนุนการยืนยันของกรีนพีซและเปิดเผยให้เห็นว่าเรือประมงมีการเคลื่อนไหวอย่างไร นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา เราได้บันทึกกองเรือประมงของไทยที่มารวมกันในทำเลที่ตั้งแห่งหนึ่งในเขตซายา เดอ มาฮา แบงก์ เพื่อขนถ่ายปลา

รายงาน “พลิกวิกฤต:การละเมิดสิทธิมนุษยชนและการทำประมงผิดกฎหมายในอุตสาหกรรมการประมงนอกน่านน้ำของประเทศไทย” ระบุถึงการเคลื่อนย้ายของกองเรือประมงนอกน่านน้ำของไทย จากน่านน้ำของอินโดนีเซียที่ใช้ทำมาหากินมาอย่างยาวนาน ไปสู่น่านน้ำอันห่างไกลนอกชายฝั่งปาปัวนิวกีนี และไปสู่ ซายา เดอ มาฮา แบงก์ ในเวลาต่อมา อันเป็นผลมาจากการปราบปรามการประมงผิดกฏหมายของรัฐบาลอินโดนีเซียในปี 2557 ซึ่งรวมถึง ปฏิบัติการระเบิดเรือประมงผิดกฏหมาย และการเพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฏหมายของ ปาปัวนิวกินี ในเดือนสิงหาคม 2558

ภาพถ่ายดาวเทียมที่ได้จาก Saya de Malha Bank เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานเพื่อรวบรวมภาพถ่ายดาวเทียมรายละเอียดสูง 10×10 กิโลเมตร ของพื้นที่ทะเลรอบๆ เรือห้องเย็นบรรทุกปลาในส่วนต่างๆ ของโลก ด้วยศักยภาพในการบรรทุกในปริมาณมาก เรือห้องเย็นหรือที่เรียกว่า เรือแม่(reefers) รวมรวมสัตว์น้ำทะเลที่จับได้จากเรือประมงแต่ละลำและขนถ่ายไปที่ชายฝั่ง

การขนถ่ายสัตว์น้ำกลางทะเลนี้ไม่เพียงแต่เอื้อให้เรือประมงทำหาปลาอย่างต่อเนื่องนานเป็นเดือนหรือเป็นปี หากยังเปิดให้มีการนำเอาสินค้าสัตว์น้ำที่จับอย่างถูกต้องและจับแบบผิดกฏหมายมารวมกัน นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่มีการห้ามการขนถ่ายสินค้าสัตว์น้ำในหลายๆ สถานการณ์ มากไปกว่านั้น มีความเป็นไปได้สูงที่เรือประมงซึ่งดำเนินการในทะเลเป็นเวลายาวนานจะเกี่ยวข้องกับการกดขี่ทารุณลูกเรือ รวมถึงการใช้แรงงานเยี่ยงทาส การเคลื่อนย้ายของกองเรือประมงนอกน่านน้ำของไทยไปยังเขต ซายา เดอ มาฮา แบงก์ นั้น การมีเรือแม่เพื่อขนถ่ายสินค้าประมงจากทะเลอันห่างไกลมายังท่าเรือในประเทศไทยเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพที่สุด

การใช้สัญญาน AIS จากเรือแม่ เราระบุตำแหน่งที่ถูกต้องแม่นยำให้กับเครื่องมือถ่ายภาพดาวเทียมของ DigitalGlobe ด้วยการที่รู้ว่ากองเรือประมงมักไม่ส่งสัญญาน AIS เมื่อทำกิจกรรมผิดกฏหมายเช่นการขนถ่ายสินค้าสัตว์น้ำกลางทะเล เราสนใจหาคำตอบว่าเราสามารถจับภาพเรือประมงที่ต้องสงสัยโดยใช้ภาพถ่ายดาวเทียมในบริเวณที่มีเรือแม่

เรือแม่ลำหนึ่งที่เราเลือกในการถ่ายภาพดาวเทียม เรือประมงไทยชื่อ ลีลาวดี บียอร์น เบิร์กแมน นักวิเคราะห์ของเรากล่าวว่า “ผมเห็นเรือลำนี้หยุดอยู่ที่ตอนเหนือสุดของเขต ซายา เดอ มาฮา แบงก์ มันเป็นตำแหน่งที่มีน้ำตื้นพอที่จะทิ้งสมอ” นอกจากนี้ บียอห์นยังได้บันทึกความน่าจะเป็นของการขนถ่ายสินค้าประมงกลางทะเลระหว่างเรือลีลาวดีและเรือไม่ทราบชื่อในปี 2558 เหตุการณ์นั้นมีการบันทึกโดยใช้ข้อมูล AIS โดยเป็นส่วนหนึ่งของ SkyTruth’s assistance การสืบสวนสอบสวนโดย สำนักข่าวเอพี เรื่องการค้ามนุษย์ในกองเรือประมงนอกน่านน้ำของไทย ไม่น่าแปลกใจที่มันยังเกิดขึ้นในน่านน้ำของปาปัวนิวกีนี

ภาพแรกของเรือลีลาวดี ณ เขต ซายา เดอ มาฮา แบงก์ ถ่ายในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2559 ในภาพ เรือลีลาวดีเข้าเทียบกับเรือเติมน้ำมัน ชื่อ มหาชัย มารีนวัน การเติมน้ำมันกลางทะเลหรือ bunkering เป็นสิ่งจำเป็นประการหนึ่งของเรือประมงที่ทำการประมง ณ ที่ห่างไกลออกไปจากชายฝั่งประเทศของตนเป็นระยะเวลายาวนาน

leelawadee_mahachai_marine_1_30cm_wv3_23nov2016_wm

เรือแม่ชื่อ ลีลาวดี (ลำใหญ่กว่า) เชื่อมกับเรือเติมน้ำมันชื่อ มหาชัย มารีนวัน (DigitalGlobe)

อีกเจ็ดวันต่อมา ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 ดาวเทียมจับภาพเรือประมง 5 ลำ : เรือลีลาวดีกับเรือประมงอีกสองลำด้านข้าง และเรือประมงอีกลำที่โยงเข้ากับท้ายเรือมหาชัย มารีนวัน ในบรรดาเรือประมงทั้งสามลำ ไม่มีลำใดเลยที่แพร่สัญญาน AIS

leelawadee_2_vessels_30cm_wv3_30nov2016_wm

เรือแม่ชื่อ ลีลาวดี กับเรือประมงไม่ระบุชื่ออีกสองลำขนาบข้าง ภาพถ่ายดาวเทียมโดย DigitalGlobe วันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 (DigitalGlobe)

mahachai_1_with_tow_30cm_wv3_30nov2016_wm

เรือมหาชัย มารีนวัน กับเรือประมงที่ไม่สามารถระบุได้ (DigitalGlobe)

นับตั้งแต่ที่เราเริ่มงานพุ่งเป้าการถ่ายภาพดาวเทียมไปที่เรือแม่ เราได้พบเจอกองเรือประมงเถื่อนในส่วนอื่นๆ ของมหาสมุทรอินเดียและแอตแลนติก ด้วยการใช้สัญญาน AIS เราสามารถเห็นภาพที่สมบูรณ์มากขึ้นว่ากองเรือประมงเหล่านี้ทำอะไรอยู่ ในกรณีของเรือลีลาวดี ข้อมูลจากการติดตามสัญญาน AIS ในช่วงระยะเวลา 4 ปี ชี้ให้เห็นว่า เรือลำนี้เดินทางซ้ำไปมาระหว่างไทยและเขตเศรษฐกิจจำเพาะของปาปัวนิวกีนีที่เรียกว่า The DogLeg อันเป็นเขตทะเลอันห่างไกลแห่งหนึ่งที่มีการติดตามตรวจสอบการประมงผิดกฎหมายที่แย่มาก

ข้อมูลของเราเปิดเผยว่า ในหลายๆ กรณี เรือประมงเดินทางข้ามน่านน้ำอินโดนีเซียไปยังเขต The DogLeg ซึ่งน่าจะเพื่อทำการขนถ่ายสินค้าประมงกลางทะเล ในวันที่ 29 กรกฎาคม 2558 เรือลีลาวดีพบกับเรือประมงที่ไม่ทราบชื่อเป็นเวลาหลายชั่วโมงโดยเรือลำดังกล่าวส่งสัญญาน AIS ที่ผิดปกติโดยไม่เกี่ยวข้องกับลักษณะของเรือ

ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 2559 เรือทั้งสองลำพบกันอีกครั้ง ณ เขตซายา เดอ มาฮา แบงก์ โดยใช้เวลาหลายชั่วโมง ซึ่งระบุถึงความเป็นไปได้ที่มีการขนถ่ายสินค้าประมงกลางทะเล การพบกันของเรือสองลำนี้เกิดขึ้นหลายชั่วโมงหลังจากเราจับภาพเรือลีลาวดีกับเรือประมงเถื่อนอีกสองลำ และก่อนที่เรือลีลาวดีจะออกจากพื้นที่ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของซายา เดอ มาฮา แบงก์ กลับมายังท่าเรือในประเทศไทย

leelawadee-onwa-4846-dashed-line-label

เส้นทางของเรือลีลาวดี (สีแดง)และเรือประมงไม่มีชื่อ (สีขาว) ที่พบกัยในน่านน้ำปาปัวนิวกินีในเดือนกรกฏาคม 2558 และในเขตซายา เดอ มาฮา แบงก์ ในเดือนพฤศจิกายน 2559

บียอ์นกล่าวว่า “การที่เรือทั้งสองเจอกันที่ the Dogleg  และได้ย้ายมาเจอกันอีกที่ซายา เดอ มาฮา แบงก์ นั้นเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สนับสนุนรายงานของกรีนพีซ และที่น่าสนใจคือแบบแผนนี้คล้ายคลึงกับสถานการณ์ที่เราพบในการสืบสวนสอบสวนของสำนักข่าวเอพี โดยที่เรือแม่เหล่านี้เดินทางกลับไปกลับมาในจุดใดจุดหนึ่ง” ที่น่าตั้งเป็นข้อสังเกตคือ การพบกันของเรือลีลาวดีและเรือประมงไม่ระบุชื่อที่เกิดขึ้นในเขต the Dogleg ยังเป็นไปตามกรณีการขนย้ายสินค้าประมงกลางทะเลที่ถูกถ่ายภาพในพื้นที่เดียวกันโดย DigitalGlobe ภาพถ่ายดางเทียมนั้นนำไปสู่ การจับกุม เรือแม่ Silver Sea 2 ซึ่งรับขนถ่ายสินค้าประมงจากเรือประมงที่เกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานทาสบนเรือ

สหภาพยุโรปลงมือปฏิบัติการว่าด้วยการประมงผิดกฎหมาย: ประเทศไทยยังคงได้ใบเหลือง ส่วนเกาหลีใต้และฟิลิปปินส์รอด

http://europa.eu/rapid/press-release_IP-15-4806_en.htm

ใบแถลงข่าวคณะกรรมาธิการยุโรป

สหภาพยุโรปลงมือปฏิบัติการว่าด้วยการประมงผิดกฎหมาย: ประเทศไทยยังคงได้ใบเหลือง ส่วนเกาหลีใต้และฟิลิปปินส์รอด

วันนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปเตือนอย่างเป็นทางการกรณีที่ประเทศไทยขาดมาตราการที่เพียงพอในการต่อสู้กับการประมงผิดกฎหมาย ไม่มีการรายงานและไม่มีการควบคุม (IUU)

การเตือนดังกล่าวเป็นผลมาจากการวิเคราะห์ทุกแง่มุมและพูดคุยปรึกษาหารือกับทางการไทยนับตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา คณะกรรมกาธิการยังได้ระบุถึงความไม่พยายามของทางการไทยในเรื่องของระบบการติดตาม การควบคุมและการห้ามในภาคการประมงและสรุปว่าประเทศไทยมิได้ทำเรื่องเหล่านี้อย่างเพียงพอ

Karmenu Vella กรรมาธิการด้านสิ่งแวดล้อม กิจการทางทะเลและการประมงของสหภาพยุโรป กล่าวว่า “นโยบายที่เข้มงวดของอียูในเรื่องกิจกรรมที่เป็นอันตราย เช่น การประมงผิดกฎหมาย รวมเข้ากับศักยภาพในการลงมือทำของเรานั้นประสบผล ผมเรียกร้องให้ประเทศไทยร่วมกับสหภาพยุโรปเพื่อต่อกรกับความล้มเหลวของการประมงที่ยั่งยืนเพื่อปฏิบัติการอย่างแข็งขันต่อการประมงผิดกฎหมาย”

การตัดสินใจในวันนี้จะเริ่มเป็นขั้นตอนการสนทนาอย่างเป็นทางการกับหน่วยงานรัฐของไทยเพื่อทำให้เกิดมาตรการที่ถูกต้องซึ่งมีความจำเป็น ประเทศไทยมีเวลา 6 เดือนในการดำเนินแผนปฏิบัติการที่ถูกที่ควร

หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น สหภาพยุโรปจะมีการห้ามการนำเข้าสินค้าประมงจากประเทศไทย มาตรการดังกล่าวได้มีการใช้กับประเทศต่างๆ เช่น เบลิซ กินี กัมพูชา และศรีลังกา มีการห้ามนำเข้าสินค้าประมงจากประเทศเบลิซในปีที่ผ่านมาแต่เนื่องด้วยความพยายามของทางการเบลิซ ได้มีการยกเลิกการห้ามนำเข้าในเวลาต่อมา

ในส่วนของข่าวดี คณะกรรมาธิาการยุโรปได้รับรองฟิลิปปินส์และเกาหลีใต้ที่ดำเนินการปฏิรูประบบกฎหมายที่เกี่ยวกับการประมง และประกอบกับมาตรากรในการจัดการกับการประมงผิดกฎหมายที่ชัดเจน ดังนั้น จึงมีการยุติขั้นตอนการระบุในการให้ใบเหลืองกับเกาหลีใต้ในเดือนพฤศจิกายน 2556 และฟิลิปปินส์ในเดือนมิถุนายน 2557.

Karmenu Vella กล่าวว่า “โดยการใช้ให้น้ำหนักทางการตลาด สหภาพยุโรปเป็นผู้เล่นที่สำคัญ ทั้งเกาหลีใต้และฟิลิปปินส์มีการกระทำที่รับผิดชอบ รับรองระบอบกฎหมายประทงที่เกี่ยวข้อง และเดินหน้าต่อต้านกับการประมงที่ผิดกฎหมายอย่างแข็งขัน

นับตั้งแต่ ฟิลิปปินส์และเกาหลีใต้ได้รับการเตือน ทั้งสองประเทศมีการปฏิรูปกฎหมายและยกระดับธรรมาภิบาลด้านการประมง ระบบกฎหมายของทั้งสองประเทศสอดคล้องต้องกันกับกฎหมายประมงระหว่างประเทศ

ผลคือ คณะกรรมาธิการยุโรปยุติการอภิปรายอย่างเป็นทางการกับทางการเกาหลีใต้และฟิลิปปินส์ และหวังที่จะเห็นทั้งสองประเทศเป็นภาคีสำคัญในการจัดการประมงที่ยั่งยืนภายในกรอบองค์กรระดับโลกและระดับภูมิภาค