Taragraphies — Header Component

คราบน้ำมันทะเลภูเก็ต อย่าให้การควบคุมคราบน้ำมันได้กลายเป็นข้ออ้างว่าปลอดภัยแล้ว

เหตุเรือคอนเทนเนอร์สัญชาติปานามาอับปางนอกชายฝั่งภูเก็ต และการพบคราบน้ำมันยาวหลายไมล์ คือบททดสอบซ้ำของประเทศไทยว่า เราจะจัดการมลพิษทางทะเลแบบดับไฟเฉพาะหน้าหรือจะยกระดับเป็นระบบที่คุมความเสี่ยงได้จริงตั้งแต่วันแรก หน่วยงานรัฐชี้แจงว่าได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ใช้แบบจำลองทิศทางคราบน้ำมัน (Oil Map) ประเมินแนวโน้มคราบออกสู่ทะเลเปิด ยังไม่เข้าฝั่ง และผลตรวจคุณภาพน้ำบางจุดอยู่ในเกณฑ์เพื่อการนันทนาการ พร้อมตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์และระดมอุปกรณ์ล้อมคราบ รวมถึงเตรียมสารขจัดคราบน้ำมันไว้รองรับสถานการณ์ ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ต้องทำและควรทำอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่มักพลาดและพลาดซ้ำคือการสื่อสารที่ทำให้สังคมเข้าใจว่า ถ้ายังไม่เข้าฝั่งหรือผลตรวจน้ำทะเลยังปกติแปลว่าไม่กระทบหรือจบแล้ว ทั้งที่ความจริงของน้ำมันรั่วไม่เคยจบอยู่ที่สิ่งที่ตาเห็นบนผิวน้ำ น้ำมันที่รั่วไหลจะผ่านกระบวนการซับซ้อนทั้งทางกายภาพ เคมี และชีวภาพ ตั้งแต่การแพร่กระจาย ระเหย ละลาย แตกตัว เกิดอิมัลชัน จมตัว ตกตะกอน ไปจนถึงการย่อยสลาย และอาจทิ้งสารปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอนตกค้างที่สร้างพิษเฉียบพลันหรือเรื้อรังได้รวมถึงการสะสมในดินตะกอน สัตว์น้ำ และถ่ายทอดในห่วงโซ่อาหาร ต่อให้คราบน้ำมันไม่ขึ้นหาดในวันนี้ ความเสี่ยงก็ยังอาจเดินทางในรูปแบบอื่นและอาจโผล่มาเป็นปัญหาที่หนักกว่าในอีกหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนข้างหน้า โดยเฉพาะในทะเลอันดามันที่มีทั้งแนวปะการัง หญ้าทะเล แหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ และเศรษฐกิจท่องเที่ยวที่บอบบางต่อความเชื่อมั่น สิ่งที่หน่วยงานรัฐควรพูดกับสังคมแบบตรงไปตรงมาคือนี่คือสถานะ ณ ตอนนี้และจะไม่สรุปว่าปลอดภัยจนกว่าจะมีการติดตามซ้ำเป็นรอบ ๆ และตรวจเพิ่มทั้งน้ำ ตะกอน และสิ่งมีชีวิตในพื้นที่เสี่ยง เพราะผลกระทบจำนวนมากไม่ได้ปรากฏเป็นคราบน้ำมันบนหาด แต่ปรากฏในรูปการปนเปื้อนและการสะสมที่ตรวจได้ด้วยวิทยาศาสตร์เท่านั้น การเตรียมสารขจัดคราบน้ำมันอาจจำเป็นในบางกรณี แต่ต้องชี้แจงให้สังคมเข้าใจว่า dispersant คือมาตรการความเสี่ยงสูง เพราะมันไม่ได้เอาน้ำมันออกจากระบบ แต่มักทำให้น้ำมันแตกตัวและกระจาย ซึ่งอาจนำไปสู่การจมหรือการสะสมในตะกอนและระบบนิเวศ นี่คือเหตุผลที่ทุกการตัดสินใจใช้ dispersant […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings