สารเติมแต่ง(Additives) การพึ่งพาสารพิษของพีวีซี
นอกจากประกอบด้วยคลอรีนแล้ว พีวีซีต่างจากพลาสติกชนิดอื่นตรงที่จะใช้งานไม่ได้เลยหากไม่มีการเติมสารเคมีบางอย่างเข้าไปในกระบวนการผลิต เรียกว่าสารเติมแต่ง เพราะตัวมันเองไม่คงตัว โดยธรรมชาติแล้วพีวีซีจะแข็งและเปราะ จึงต้องพึ่งสารเติมแต่ง เพื่อให้มันมีคุณสมบัติที่จะใช้งานได้เช่น นุ่ม ยืดหยุ่น มีสี ทนไฟ กันราและแบคทีเรีย บางครั้งก็มีการเติมสารต้านไฟฟ้าสถิต สารเพิ่มความสว่าง สารลดผลกระทบ หรือสารต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (antioxidants) ในบรรดาสารเติมแต่งหลายพันชนิด มีประมาณ 150 ชนิดที่สำคัญและมีการใช้งานมาก สารเติมแต่ง เหล่านี้ใส่ไปเพื่อเป้าหมายด้านการใช้งานและการตลาดเป็นสำคัญ ทำให้พีวีซีที่เคยเป็นของแถมจากของเหลือจากกระบวนการผลิตมาเป็นวัสดุที่ใช้ผลิตสินค้ามากกว่า 60 เปอร์เซ็นในท้องตลาด ในทางปฏิบัติ มีโอกาสสูงที่สารเติมแต่ง เหล่านี้จะหลุดออกไปปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมทั่วโลก อาจเกิดจากการชะล้าง การระเหยออกสู่อากาศ ผ่านการถูกจุลชีพกิน(พีวีซีบางชนิดมีการเติมสารอินทรีย์ Biostabiliser) หรือถูกขนย้ายออกไปโดยตรง ในยุโรปตะวันตกมีการใช้สาร Plasticisers มากถึง 1 ล้านตันในแต่ละปี ซึ่งราวร้อยละ 77 ใช้ผลิตพีวีซี และสาร Plasticisers ที่สำคัญคือ De-2-ethylhexylphthalate (DEHP) เรียกย่อ ๆ ว่า “พทาเลท” ในปี 2530 มีการผลิต “พทาเลท” […]
เรื่องของพีวีซี(PVC) : โฆษณาเกินจริง
กลุ่มผู้สนับสนุนการใช้พีวีซีอย่าง Norsk Hydro บริษัทยักษ์ใหญ่พีวีซีเชื้อสายสวีเดน พยายามโฆษณาพีวีซีว่าเป็น “พลาสติกที่มีการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ใช้พลังงานต่ำสุด เนื่องจากร้อยละ 60 มาจากเกลือใต้โลกซึ่งมีปริมาณไม่จำกัด” ในประเทศไทย ก็พยายามโฆษณาผ่าน CSR ของบริษัท ประมาณว่า “รักษาป่าไม้ ใช้พีวีซี” !!!??? สิ่งที่พวกเขาจงใจไม่บอกคือ ในกระบวนการผลิตพีวีซีนั้น เกลือเหล่านั้นถูกแปรเป็นก๊าซคลอรีนและสารประกอบอินทรีย์คลอรีนซึ่งเป็นสารเคมีสังเคราะห์ที่อันตรายมากที่สุดชนิดหนึ่ง และคลอรีนนั่นเองที่ทำให้พีวีซีต่างออกไปจากพลาสติกชนิดอื่นๆ เท่า ๆ กับอันตรายของมัน คำโฆษณายังทำให้เกิดความเข้าใจผิดเรื่องการใช้พลังงานเช่นกัน พีวีซีจริงแล้วก็ผลิตจากฟอสซิล แหล่งพลังงานที่ใช้แล้วหมดไปเช่นเดียวกับพลาสติกชนิดอื่น เช่นเดียวกับเอธิลีน การผลิตพีวีซีและเอธิลีนล้วนใช้พลังงานมหาศาล ในเยอรมนีซึ่งเป็นประเทศที่ผลิตคลอรีนมากที่สุดในยุโรป ระดับการใช้พลังงานของอุตสาหกรรมคลอรีนใช้พลังงานมากถึงร้อยละ 25 ของการใช้พลังงานภาคอุตสาหกรรมของประเทศ คิดเป็นร้อยละ 2 ของการบริโภคพลังงานทั่วเยอรมนี การกล่าวอ้างของกลุ่มสนับสนุนพีวีซีจึงเลื่อนลอยและไม่เป็นจริง ยิ่งไปกว่านั้น ราคาพลังงานที่น้อยกว่าของอุตสาหกรรมพีวีซีในหลายประเทศเกิดขึ้นได้ เพราะค่าใช้จ่ายที่เหลือถูกโอนไปยังผู้บริโภครายย่อยและประชาชนที่จ่ายภาษีอากร ในกรณีของออสเตรีย เนื่องจากมีผู้บริโภคผลิตภัณฑ์พีวีซีจำนวนมาก ทำให้อุตสาหกรรมพีวีซีจ่ายค่าพลังงานในอัตราต่อหน่วยที่น้อยกว่าอุตสาหกรรมเคมีอื่นๆ ถึงร้อยละ 30
เรื่องของพีวีซี(PVC) ตอน สารพิษแปลงโฉม
ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจากการพัฒนาอุตสาหกรรมในเขตพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก (Eastern Seaboard) เป็นประเด็นสาธารณะที่รับรู้กันทั่วไป มีการถกเถียงอภิปรายหาทางออกโดยกระบวนการต่างๆ มาอย่างยาวนานโดยทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ในบทความชุดนี้ ผมจะขอกล่าวถึงอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ที่ตั้งฐานการผลิตอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและพื้นใกล้เคียง -การผลิตโพลีไวนิลคลอไรด์หรือ “พีวีซี” โพลีไวนิลคลอไรด์ (Polyvinyl Chloride) หรือ พีวีซี (PVC) บ่อยครั้งเรียกกันว่า ไวนิล (Vinyl) เป็นชื่อของพลาสติกที่มีการใช้อย่างแพร่หลายมากที่สุดชนิดหนึ่งในสังคมปัจจุบัน มากเท่าๆ กับอันตรายของมัน มีการนำพีวีซีมาใช้งานหลากหลายมากจนน่าตกใจ ไม่น่าเชื่อว่าวัสดุสิ่งของเหล่านั้นสร้างขึ้นมาจากวัตถุดิบเพียงตัวเดียว นับแต่ขวดน้ำแร่ ถัง กล่อง พลาสติกห่ออาหาร สินค้าบริโภคทั่วไปเช่น บัตรเครดิต แผ่นเสียง หรือของเล่นเด็ก วงการก่อสร้างนำเอาพีวีซีไปใช้ทำกรอบหน้าต่าง ประตู ผนังห้อง กรุประตูหน้าต่าง ท่อและรางน้ำในบ้าน ใช้ทำพื้นบ้าน วัสดุติดผนัง ม่านปิดหน้าต่าง และม่านห้องน้ำ ในที่ทำงานก็มีเฟอร์นิเจอร์ แฟ้มเอกสาร เครื่องพับกระดาษ ปากกา ส่วนอุตสาหกรรมยานยนต์ก็นำไปใช้หุ้มชิ้นส่วน นอกจากนี้ยังมีถุงขยะในโรงพยาบาล สายเคเบิล ฉนวนหุ้มสายไฟ หนังเทียม เก้าอี้ในสวน พลาสติกพีวีชีกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราทุกคนโดยไม่รู้ตัว และเราไม่ค่อยรับรู้ถึงอันตรายของมัน