Taragraphies — Header Component

การผลักดันพลังงานนิวเคลียร์ครั้งใหม่ กำลังนำความเสี่ยงเดิมกลับมา — และมากกว่าที่เคย

เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์และคีร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร ลงนามในข้อตกลงเพื่อเร่งขยายพลังงานนิวเคลียร์ในสหราชอาณาจักร ราคาหุ้นพลังงานนิวเคลียร์ก็พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่กระแสคึกคะนองนี้กลับเพิกเฉยต่อหลักฐานมากมายที่ชี้ชัดว่าพลังงานนิวเคลียร์เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในสหรัฐฯ เพียงสองหน่วยที่สร้างขึ้นในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา คือ Vogtle หน่วยที่ 3 และ 4 มีต้นทุนรวมกว่า 35,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้กลายเป็นไฟฟ้าที่แพงที่สุดในโลก ค่าใช้จ่ายบานปลายมหาศาลยังทำให้โครงการ NuScale ซึ่งเป็นความพยายามเดียวของสหรัฐฯ ในการพัฒนาเครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กเชิงพาณิชย์ ต้องล้มเหลวเช่นกัน แม้เช่นนั้น ความคลั่งไคล้พลังงานนิวเคลียร์ก็ยังทวีความรุนแรงขึ้น ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่พุ่งสูง การกำกับดูแลนิวเคลียร์ที่อ่อนแอลง การส่งเสริมพลังงานนิวเคลียร์อย่างไม่รอบคอบ และการโจมตีพลังงานหมุนเวียนโดยรัฐบาลกลาง ได้ก่อให้เกิด “พายุสมบูรณ์แบบ” ที่ผลักดันกระแสขยายโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อดีตผู้กำกับดูแลเตือนว่าขณะนี้คณะกรรมาธิการกำกับพลังงานนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ (NRC) ถูกบ่อนทำลาย และพายุดังกล่าวอาจพาเราไปสู่หายนะ ความหลงตัวเองของวงการนิวเคลียร์ถึงขั้นที่ NASA ประกาศว่าจะติดตั้งเครื่องปฏิกรณ์บนดวงจันทร์ภายในปี 2030 แต่ในเมื่อกลไกกำกับดูแลถูกยกเลิกไปแล้ว เราควรเป็นห่วงมากกว่ากับการป้องกันไม่ให้โลกกลายเป็น “ดวงจันทร์นิวเคลียร์” เสียเอง สัญญาณอันตรายประการหนึ่งคือการฟื้น “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซอมบี้” — การนำเครื่องปฏิกรณ์เก่าที่เลิกใช้แล้วกลับมาเดินเครื่องใหม่ แม้บางแห่งเคยถูกปิดเพราะเหตุผลด้านความปลอดภัย เช่น โรงไฟฟ้า Palisades ในรัฐมิชิแกน […]

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก(Small Modular Reactors) สะอาดและปลอดภัยจริงหรือไม่?

พลังงานนิวเคลียร์กลับมาสู่ความสนใจของสาธารณชนอีกครั้งภายใต้ชื่อ “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactors – SMRs)” ในการประชุม COP28 ที่ดูไบ สหรัฐอาหรับอิมิเรสต์ กว่า 20 ประเทศให้คำมั่นว่าจะร่วมกันผลักดันการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์เพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าภายในปี พ.ศ. 2593[i] โดยถือเป็นครั้งแรกที่การเร่งรัดใช้พลังงานนิวเคลียร์ถูกยอมรับว่าเป็นแนวทางในการบรรลุการลดคาร์บอนในการประเมินภาพรวมการทบทวนสถานการณ์และการดำเนินงานระดับโลก(Global Stocktake)[ii] ขณะเดียวกัน ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA] อ้างว่าจนถึงปี พ.ศ.2568 มีกลุ่มประเทศน้องใหม่ด้านพลังงานนิวเคลียร์กว่า 25 ประเทศอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กมาใช้งาน [iii] และย้ำว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างรวดเร็วและลดลงให้มากที่สุดโดยเฉพาะในภาคส่วนที่ยากต่อการลดการปล่อย เช่น ภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น นั้นไม่อาจเกิดขึ้นหากไม่เพิ่มขีดความสามารถในการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์อย่างมีนัยสำคัญ นักวิจัยของ Yusof Ishak Institute มองว่า การที่เทคโนโลยีนิวเคลียร์ถูกรวมเข้าไว้เป็นส่วนหนึ่งของการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์สุทธิ (Net Zero) แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทัศนคติอย่างชัดเจนอันเกิดจากความเร่งด่วนในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลก ดังนั้น ความพยายามของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อศึกษาและใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์พลเรือนจึงมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น [iv] โดยมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactors – SMRs) เป็นหมุดหมายหลัก ในประเทศไทย (ร่าง) แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า […]

บทบาทของ Rosatom ต่อแผนการนิวเคลียร์ของพม่า

ในข้อตกลงระหว่างรัฐบาลสหพันธรัฐรัสเซียและรัฐบาลสาธารณรัฐสหภาพเมียนมาว่าด้วย “หลักการความร่วมมือในการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กบนดินในเขตสาธารณรัฐสหภาพเมียนมา” ซึ่งลงนามที่กรุงมอสโกวันที่ 4 มีนาคม 2568 คู่ภาคีจะร่วมมือกันในการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กบนดิน (ซึ่งจะเรียกว่า “АСММ”) ในเขตสาธารณรัฐสหภาพเมียนมา มีกำลังการผลิตไม่น้อยกว่า 110 เมกะวัตต์ ข้อตกลงดังกล่าวระบุว่าจะใช้เครื่องปฏิกรณ์น้ำแรงดัน(Pressurized Water Reactor)ของรัสเซียและในมาตรา 4 ของข้อตกลง เราจะเห็นตัวละครที่มีบทบาทสำคัญโดยฝ่ายรัสเซียคือ Rosatom และ Rostekhnadzor(หน่วยงานกำกับดูแลนิวเคลียร์-nuclear regulatory authority) ฝ่ายเมียนมาคือ คณะกรรมการโครงการนิวเคลียร์แห่งชาติและกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี Rosatom (Государственная корпорация по атомной энергии «Росатом» หรือ State Atomic Energy Corporation “Rosatom”) คือรัฐวิสาหกิจที่เป็น “แขนขาด้านนิวเคลียร์” ของรัสเซียทั้งในเชิงเศรษฐกิจ พลังงานและการทูต ภายในประเทศ Rosatom ผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ประมาณ 20% ของความต้องการไฟฟ้ารัสเซีย ระหว่างประเทศ Rosatom ใช้ “การทูตนิวเคลียร์” เป็นเครื่องมือสร้างอิทธิพลโดยทำสัญญาและก่อสร้างโรงไฟฟ้าในหลายประเทศ คาดว่าเครื่องปฏิกรณ์น้ำแรงดัน(Pressurized Water […]

เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก(SMR) : คำถามมากกว่าคำตอบ

เพื่อจำกัดภาวะโลกร้อนให้อยู่ที่ 1.5 องศาเซลเซียส สหรัฐอเมริกาจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านระบบไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่ระบบที่อาศัยพลังงานหมุนเวียนและการกักเก็บพลังงานเป็นหลักอย่างรวดเร็ว ขณะนี้ ผู้สนับสนุนพลังงานนิวเคลียร์กำลังกล่าวอ้างว่า เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบแยกส่วน (Small Modular Reactors – SMRs) มีความปลอดภัยมากขึ้น สะอาดขึ้น และมีต้นทุนในการก่อสร้างและดำเนินงานต่ำกว่าระบบเครื่องปฏิกรณ์แบบดั้งเดิมอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่สนับสนุน SMRs นั้นยังตั้งอยู่บนคำถามหลายข้อที่ยังไม่มีคำตอบ เนื่องจากขาดข้อมูลจากการใช้งานจริงของเทคโนโลยีนี้ แบบจำลองสถานการณ์การลดคาร์บอนอย่างเข้มข้นบางรูปแบบ (รวมถึงของ NRDC) แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่รวมถึงการผลิตพลังงานใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีที่มีความยืดหยุ่นและสามารถเรียกใช้งานได้เมื่อจำเป็น ในแง่มุมของแบบจำลองอาจมีความต้องการใช้ SMRs หรือเทคโนโลยีอื่นที่มีคุณลักษณะคล้ายกันในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ยังไม่มี SMRs ใดถูกสร้างขึ้นในสหรัฐอเมริกา แต่รัฐบาลกลางอาจให้การสนับสนุนทางการเงินแก่โครงการเหล่านี้เป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการลดอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Reduction Act – IRA) แม้ว่ารัฐบาลควรลงทุนในเทคโนโลยีการผลิตพลังงานคาร์บอนต่ำที่หลากหลาย แต่ควรให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่กำลังมีความก้าวหน้าและมีต้นทุนที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง เช่น พลังงานหมุนเวียนและการกักเก็บพลังงาน ในทางกลับกัน ต้นทุนของพลังงานนิวเคลียร์ยังคงเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก(Small Modular Reactors – SMRs)คืออะไร?เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กเป็นเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่มีความสามารถในการผลิตไฟฟ้าต่ำกว่า 300 เมกะวัตต์(MW) ซึ่งเล็กกว่ามากเมื่อเทียบกับเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทั่วไปในปัจจุบันที่มีกำลังการผลิตอยู่ในช่วง 1,000 – 1,600 […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings