แปลเรียบเรียงจาก Disposable Heroes : The ‘Fukushima 50′ are all but forgotten a year after a tsunami crippled one of Japan’s biggest nuclear facilities. By Takashi Yokota and Toshihiro Yamada. Newsweek, 12 March 2012

หลังจากที่เตาปฏิกรณ์หน่วยที่ 1 ระเบิด นากากาว่ารับโทรศัพท์จากหัวหน้าของเขาซึ่งถามด้วยความแตกตื่นว่า “เอ็งมัวทำอะไรอยู่ว่ะ ออกมาจากที่นั่นได้แล้ว” ในชั่วขณะนั้น ทุก ๆ คนโดยรอบต่างพูดถึงหายนะของวันสิ้นโลกหากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทั่ง 6 หน่วย ระเบิดขึ้นมา นากากาว่าบอกว่า “ผมรับกับเรื่องนี้ไม่ได้อีกแล้ว” เขารู้ว่ามีคนจับตาอยู่สองสามคน เขาค่อย ๆ แอบออกมาจากอาคารและขับรถกลับบ้าน

แต่บ้านที่เขาอยู่กลายเป็นเมืองร้างไปแล้ว ครอบครัวของเขาและเพื่อนบ้านต่างอพยพออกไปกันหมด แต่รถยนต์ของเขาไม่มีน้ำมันพอที่จะขับไปถึงศูนย์อพยพได้ มีอาหารเหลือทิ้งไว้ในบ้านอยู่เล็กน้อย แม้ว่าจะมีไฟฟ้าอยู่ ต่อมาหัวหน้าของเขาโทรศัพท์มาอีกพร้อมข้อเสนอเพิ่มเงินเดือนให้อีก 10 เท่า ถ้าเขากลับไปที่โรงไฟฟ้าฟูกูชิมา นากากาว่าโทรศัพท์หาคนรู้จักที่บริษัทเทปโกเพื่อขอให้มารับเขากลับไป

นั่นอาจเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ วันต่อมา นากากาว่าได้เห็นกลุ่มเมฆทรงดอกเห็ดสีชมพูอยู่เหนืออาคารเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์หมายเลข 3 ที่เกิดการระเบิดขึ้น เขากำลังซ่อมสายไฟฟ้าบริเวณด้านใต้ของพื้นที่โรงไฟฟ้าและยังคงสวมชุดพนักงานที่เป็นผ้าฝ้าย

ถึงแม้จะมีการกล่าวขานเรื่องความเป็นวีรบุรุษของคนงาน ณ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมาหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิ คนงานแต่ละคนนั้นก็มีแรงจูงใจที่แตกต่างกันไป ในกรณีของนากากาว่า บริษัทรับเหมาที่เขาทำงานอยู่นั้นผูกติดอยู่บริษัทเทปโก จากปากคำของผู้ให้สัมภาษณ์ในเรื่องนี้ ยังมีคนงานรายวันจากย่านคนจนในเขตโตเกียวและโอซากาที่มาฟูกูชิมาเพราะอยากได้เงิน บางคนเป็นสมาชิกของแก๊งยากูซ่ากิจกรรมเหล่านั้นดำเนินสืบเนื่องไปจนถึงฤดูร้อนซึ่งมีการผ่านกฎหมายที่ระบุว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมายหากบริษัทมีความสัมพันธ์กับกลุ่มอาชญากรรม คนงานที่ให้สัมภาษณ์กล่าวว่า ตราบเท่าที่ คนเหล่านี้ประสงค์จะทำงาน ก็ไม่ต้องสนใจว่าพวกเขามาจากไหน

จริง ๆ แล้ว มีคนงานนับร้อยที่ไม่รู้ว่ามาจากไหน คิมูรากล่าวว่า “เดิมก่อนเกิดอุบัติภัย เรามีการตรวจสอบคนงานแต่ละคนอย่างเข้มงวด แต่หลังจากอุบัติภัย กฎเกณฑ์ที่ใช้อยู่ก็รวนไปหมด เราไม่รู้ว่าใครเป็นใคร และมีคนงานกี่คนที่ทำงานที่นี่”

แม้กระทั่งพนักงานตามกฎหมายที่ทำงานที่โรงไฟฟ้าก็ได้รับคำสัญญาว่าพวกเขาจะไม่มีอันตรายใด ๆ มาโกโต อินาดะ ซึ่งทำงานเป็นวิศวะกร ณ โรงไฟฟ้ามาเป็นเวลาหลายปี ได้รับโทรศัพท์จากหัวหน้าของเขาสองสามสัปดาห์หลังจากเกิดอุบัติภัยวันที่ 11 มีนาคม ให้เข้าร่วมภารกิจกอบกู้โรงไฟฟ้าฟูกูชิมาไดอิชิ

อินาดะกล่าวว่า ทั้งหมดที่เขาต้องทำ เขาถูกสั่งให้ทำการจ่ายไฟฟ้าเข้าไปในโรงไฟฟ้าที่ได้รับความเสียหาย นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย เขาคิด เมื่ออินาดะโผล่หน้ามาที่โรงไฟฟ้าในเดือนเมษายน เขาถูกสั่งให้เข้าไปในอาคารเตาปฏิกรณ์สองหน่วยที่ได้รับความเสียหายเพื่อซ่อมแผงคอมพิวเตอร์ในห้องควบคุมหลัก “ผมร้องเรียนหัวหน้า เขาจึงขึ้นเงินเดือนให้ผมเป็นสองเท่า หัวหน้าดีกับผมตลอดมา และผมเองก็คิดว่าต้องมีคนที่ทำงานนั้น”

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading