การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของแผ่นดินไหว

เรียบเรียงจาก https://www.polytechnique-insights.com/en/columns/planet/climate-change-will-lead-to-an-increase-in-earthquakes/ เขียนโดย Christophe Larroque Lecturer at Université de Reims-Champagne Ardenne and at Geoazur Laboratory (CNRS/OCA/UniCA/IRD) และ Marco Bohnhoff Professor of Experimental Seismology and Drilling at Freie Universität of Berlin ประเด็นสำคัญ ในแต่ละปี มีแผ่นดินไหวขนาดใหญ่หลายสิบครั้งเกิดขึ้นทั่วโลก เหตุการณ์เหล่านี้สามารถคร่าชีวิตผู้คนได้หลายแสนราย เช่นที่เคยเกิดขึ้นในปี 2010 (เสียชีวิต 226,000 ราย) และปี 2004 (เสียชีวิต 227,000 ราย) แผ่นดินไหวเกิดจากการเลื่อนตัวอย่างฉับพลันของรอยเลื่อน — หรือรอยแตก — ในเปลือกโลก ซึ่งอยู่เพียงไม่กี่กิโลเมตรใต้ฝ่าเท้าของเรา การเลื่อนตัวนี้จะเกิดขึ้นเมื่อแรงเค้นที่กระทำต่อรอยเลื่อนเกินค่าขีดจำกัดของการแตกหัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีประเด็นวิจัยใหม่เกิดขึ้นในแวดวงวิทยาศาสตร์ : […]

ภูมิอากาศสามารถส่งผลต่อแผ่นดินไหวได้หรือไม่ หรือยังไม่มีความเชื่อมโยงกัน?

เรียบเรียงจาก https://science.nasa.gov/earth/climate-change/can-climate-affect-earthquakes-or-are-the-connections-shaky/ โดย Alan Buis, NASA’s Jet Propulsion Laboratory แผ่นดินไหวขนาด 6.4 และ 7.1 ที่เกิดขึ้นติดต่อกันในพื้นที่ริจเครสต์ บริเวณทะเลทรายโมฮาวีของรัฐแคลิฟอร์เนีย ทางตะวันออกเฉียงเหนือของลอสแอนเจลิส เมื่อวันที่ 4 และ 5 กรกฎาคม 2019 ตามลำดับ สร้างแรงสั่นสะเทือนที่รับรู้ได้ถึง 30 ล้านคนในรัฐแคลิฟอร์เนีย เนวาดา แอริโซนา และบาฮาแคลิฟอร์เนีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ ความเสียหายนับพันล้านดอลลาร์ และสร้างความตื่นตระหนกอย่างมาก แม้ว่าการเกิดแผ่นดินไหวในพื้นที่ห่างไกลจะช่วยลดผลกระทบลงได้ แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ก็เป็นสัญญาณเตือนสำหรับชาวแคลิฟอร์เนียที่เริ่มชะล่าใจว่า พวกเขาอาศัยอยู่ใน “ดินแดนแผ่นดินไหว” และควรเตรียมพร้อมรับมือกับ “แผ่นดินไหวใหญ่” ที่นักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เหตุการณ์นี้ยังทำให้เกิดการพูดคุยถึงทุกแง่มุมของแผ่นดินไหวอีกด้วย. มีความเชื่อผิด ๆ มากมายเกี่ยวกับแผ่นดินไหว หนึ่งในความเชื่อที่พบบ่อยคือแนวคิดเรื่อง “อากาศแผ่นดินไหว” — กล่าวคือ สภาพอากาศบางประเภท เช่น ร้อนและแห้ง หรือแห้งและมีเมฆมาก มักเกิดขึ้นก่อนแผ่นดินไหว ความเชื่อนี้มีที่มาจากนักปรัชญาชาวกรีก อริสโตเติล […]

ข้อมูลดาวเทียมแสดงการเคลื่อนตัวของแผ่นดินไหวในพม่า

เมื่อเวลาประมาณ 12:50 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันที่ 28 มีนาคม 2025 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.7 บริเวณใกล้เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า (เมียนมา) และหลังจากนั้นเพียง 12 นาที พื้นที่ดังกล่าวก็สั่นสะเทือนอีกครั้งจากแผ่นดินไหวขนาด 6.7 โดยมีศูนย์กลางอยู่ห่างออกไปทางใต้ประมาณ 31 กิโลเมตร (19 ไมล์) แผ่นดินไหวทั้งสองครั้งมีจุดกำเนิดที่ความลึกประมาณ 10 กิโลเมตร (6 ไมล์) บนรอยเลื่อนสะแกง (Sagaing Fault) ซึ่งส่งผลให้เกิดแรงสั่นสะเทือนรุนแรงและการพังทลายของอาคารใกล้จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว ความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานยังเกิดขึ้นไกลถึงกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 1,000 กิโลเมตร (600 ไมล์) นักวิจัยจากห้องปฏิบัติการ Jet Propulsion Laboratory (JPL) ของ NASA ในแคลิฟอร์เนียตอนใต้ ได้ใช้ข้อมูลจากดาวเทียมเรดาร์และดาวเทียมถ่ายภาพเพื่อสร้างภาพแสดงการเคลื่อนที่ของพื้นดินจากแผ่นดินไหวดังกล่าว บนแผนที่ที่แสดงในบทความ พิกเซลสีแดงหมายถึงการเคลื่อนไปทางเหนือ ขณะที่พิกเซลสีน้ำเงินแสดงการเคลื่อนไปทางใต้ ข้อมูลนี้เผยให้เห็นว่ามีการเคลื่อนที่ของพื้นดินมากกว่า 3 เมตร (10 ฟุต) […]

แผนที่ความเสียหาย (Damage Proxy Map) ในกรุงเทพฯ จากเหตุแผ่นดินไหว 7.7 ในเมืองสะกาย เมียนมา

ห้องปฏิบัติการสำรวจระยะไกลแห่งหอสังเกตการณ์โลกของสิงคโปร์ (Earth Observatory of Singapore-Remote Sensing Lab: EOS-RS) ได้จัดทำแผนที่เบื้องต้นแสดงความเสียหาย (Damage Proxy Map: DPM) นี้ขึ้น โดยแสดงพื้นที่ที่อาจได้รับความเสียหายในกรุงเทพมหานครอันเป็นผลจากเหตุแผ่นดินไหวขนาดแมกนิจูด 7.7 ในเมืองสะกาย เมียนมา เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2025 แผนที่นี้มาจากภาพถ่ายเรดาร์จากดาวเทียม (Synthetic Aperture Radar : SAR) ของดาวเทียม Copernicus Sentinel-1 ซึ่งดำเนินงานโดยองค์การอวกาศยุโรป (ESA) โดยเปรียบเทียบข้อมูลก่อนเหตุการณ์ (ช่วงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2024 ถึง 17 มีนาคม 2025) และหลังเหตุการณ์ (29 มีนาคม 2025) พื้นที่ที่แสดงในแผนที่ถูกกำหนดโดยเส้นขอบสีขาว การเปลี่ยนแปลงของพื้นผิวที่อาจเกิดความเสียหายจะแสดงด้วยพิกเซลสีต่างๆ โดยสีเหลืองไปจนถึงสีแดงแสดงถึงระดับความเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มมากขึ้น การประเมินเบื้องต้นได้ดำเนินการโดยอ้างอิงจากรายงานข่าวและภาพถ่าย/วิดีโอจากภาคพื้นดินในบางพื้นที่ แผนที่นี้ควรใช้เป็นแนวทางเบื้องต้นในการระบุพื้นที่ที่อาจเสียหายโดยอาจมีความแม่นยำน้อยในพื้นที่ปกคลุมด้วยพืช ทั้งนี้ พิกเซลกระจัดกระจายในพื้นที่ดังกล่าวอาจเป็นสัญญาณผิดพลาด (false positives) […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings