ความจริงเรื่องเทคโนโลยี Ultra-Supercritical ที่อุตสาหกรรมถ่านหินไม่อยากให้คุณรู้

วิวาทะ “พลังงาน” อันดุเดือด เข้มข้นและร้อนแรงประเด็นหนึ่งคือวาทกรรม “ถ่านหินสะอาด” ผู้ผลักดันถ่านหินพากันหยิบยกว่าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเลือกใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ตั้งแต่การออกแบบโรงไฟฟ้า ใช้หม้อไอน้ำและระบบเผาไหม้ที่มีประสิทธิภาพซึ่งลดการใช้เชื้อเพลิง และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เมื่อรวมเอาการเลือกใช้ถ่านหินที่มีคุณภาพไปจนถึงเทคโนโลยีกำจัดของเสียและควบคุมคุณภาพอากาศ จะทำให้คุณภาพอากาศดีกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดโดยองค์การอนามัยโลก

หน่วยงานระดับชาติอย่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) หรือแม้กระทั่งหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลอย่างสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.) ก็นำเสนอในทำนองเดียวกัน ต่างกล่าวถึงข้อดีของโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยีหม้อไอน้ำแบบ ultra-supercritical และผู้กำหนดนโยบายด้านพลังงานของไทยเองก็ถูกโน้มน้าวอย่างผิดๆ ว่าการเลือกเทคโนโลยี ultra-supercritical สำหรับโรงไฟฟ้าถ่านหินจะช่วยลดผลกระทบจากมลพิษทางอากาศและการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้อย่างมาก

3 เรื่องต่อไปนี้เป็นสิ่งที่อุตสาหกรรมถ่านหินไม่อยากให้คุณรู้

1) เทคโนโลยีหม้อไอน้ำที่นำมาใช้ในโรงไฟฟ้าไม่ส่งผลต่อการปล่อยมลพิษจากการเผาไหม้ถ่านหินในแต่ละตัน

เพื่อเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างเทคโนโลยีหม้อไอน้ำชนิด sub-critical supercritical และ ultra-supercritical ที่เกี่ยวกับการปล่อยมลพิษทางอากาศจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน สิ่งที่สำคัญคือ เทคโนโลยีหม้อไอน้ำแต่ละชนิดดังกล่าวนี้ไม่ส่งผลต่อการปล่อยมลพิษจากการเผาไหม้ถ่านหินในแต่ละตัน

การปล่อยมลพิษซัลเฟอร์ไดออกไซด์ต่อถ่านหิน 1 ตันขึ้นอยู่กับปริมาณซัลเฟอร์ที่อยู่ในถ่านหินซึ่งทั้งหมดจะถูกสันดาปเป็นซัลเฟอร์ไดออกไซด์ระหว่างการเผาไหม้และสุดท้ายเป็นก๊าซร้อน(Flue gas)ปลายปล่อง

ตัวอย่างเช่น ในกรณีของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา รายงาน EHIA ระบุว่าถ่านหินบิทูมินัส/ซับบิทูมินัสที่ใช้จะมีค่าซัลเฟอร์ไม่เกินร้อยละ 1 ดังนั้น ถ่านหิน 1 ตันจะประกอบด้วยซัลเฟอร์ 10 กิโลกรัม เมื่อนำถ่านหินเข้าสู่กระบวนการเผาไหม้ ซัลเฟอร์ในถ่านหินจะเปลี่ยนเป็นซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 20 กิโลกรัม (ซัลเฟอร์ 1 อะตอมจะรวมกับออกซิเจน 2 อะตอมเป็น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 1 โมเลกุลซึ่งจะหนักเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับซัลเฟอร์หนึ่งอะตอม)

เมื่อพิจารณาถึงการปล่อยมลพิษทางอากาศ ความแตกต่างประการเดียวระหว่างเทคโนโลยีหม้อไอน้ำชนิดต่างๆ คือ ค่าความร้อนที่ได้จากการเผาไหม้ถ่านหิน 1 ตัน

โรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยีหม้อไอน้ำแบบ sub-critical จะมีประสิทธิภาพทางความร้อนร้อยละ 38 กล่าวคือ ร้อยละ 38 ของความร้อนในเชื้อเพลิง(ถ่านหิน)จะเปลี่ยนให้เป็นพลังงาน ไฟฟ้าเพื่อป้อนเข้าสู่สายส่ง ส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยีหม้อไอน้ำแบบ supercritical จะมีประสิทธิภาพทางความร้อนร้อยละ 42 และโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยีหม้อไอน้ำแบบ ultra supercritical จะมีประสิทธิภาพทางความร้อนร้อยละ 44

ดังนั้น โรงไฟฟ้าถ่านหินกำลังผลิต 1,000 เมกะวัตต์ ที่ใช้เทคโนโลยีหม้อไอน้ำแบบ subcritical จะต้องเผาถ่านหินโดยใช้ความร้อน 1,000 เมกะวัตต์/ร้อยละ 38 ซึ่งเท่ากับ 2,630 เมกะวัตต์ความร้อน เพื่อที่จะผลิตกำลังไฟฟ้าให้ได้เต็มศักยภาพ ดังนั้น ต้องใช้ถ่านหิน 410 ตันต่อชั่วโมง และประมาณว่ามีค่าความร้อน 5,500 กิโลแคลอรี่ต่อกิโลกรัม และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 4,100 กิโลกรัมต่อชั่วโมงในก๊าซร้อน(Flue gas)ที่เกิดจากกระบวนการเผาไหม้ถ่านหิน

ถ้าโรงไฟฟ้าถ่านหินกำลังผลิต 1,000 เมกะวัตต์ ที่ใช้เทคโนโลยีหม้อไอน้ำแบบ ultra-supercritical จะต้องใช้ความร้อน 1,000 เมกะะวัตต์/ร้อยละ 44 ซึ่งคือ 2,270 เมกกะวัตต์ความร้อน ดังนั้น จะต้องใช้ถ่านหิน 350 ตันต่อชั่วโมง และเกิดและซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 3,500 กิโลกรัมต่อชั่วโมงในก๊าซร้อน(Flue gas)

การระบายมลพิษซัลเฟอร์ไดออกไซด์ออกสู่สิ่งแวดล้อมให้ได้ตามมาตรฐานที่กำหนดโดยหน่วยงานกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อม โรงไฟฟ้าถ่านหินต้องลงทุนติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมมลพิษ

ในกรณีของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาก็คือการติดตั้งระบบกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ด้วยน้ำทะเล (Seawater Flue Gas Desulphurization) เพื่อให้อัตราการระบายก๊าซจากหม้อน้ำแต่ละชุดไม่เกิน 500 กิโลกรัมต่อชั่วโมง หรือ 50 ส่วนในล้านส่วน

Screen Shot 2560-09-07 at 9.29.36 AM

ที่มา : http://energypost.eu/how-much-do-ultra-supercritical-coal-plants-really-reduce-air-pollution/, อัตราการระบายซัลเฟอร์ไดออกไซด์จากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาและตามค่ามาตรฐานของประเทศไทยคำนวณให้เป็นกิโลกรัมต่อชั่วโมงจากข้อมูลในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จังหวัดสงขลา http://www.cot.co.th/home/images/stories/Environment_News/Coal_Fired_Power_Plant.pdf

2) การเน้นโฆษณาเทคโนโลยี ultra supercritical ทำให้มองข้ามความเข้มงวดในการควบคุมการปล่อยมลพิษ

ความแตกต่างระหว่าง sub-critical และ ultra-supercritical อยู่ที่ปริมาณรวมของไอเสียที่ปล่อยออกมาจากโรงไฟฟ้าถ่านหินแบบ ultra-supercritical จะมีน้อยกว่าร้อยละ 14 ด้วยเหตุนี้ในกรณีทั่วไป ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งและการเดินระบบกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ก็จะน้อยกว่า และทำให้การปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่สัมพันธ์กับมาตรฐานการปล่อยมลพิษจะน้อยกว่าร้อยละ 14 ด้วย

ตรรกะแบบเดียวกันนี้สามารถใช้กับการปล่อยออกไซด์ของไนโตรเจน ฝุ่นละออง ปรอทและโลหะหนักอื่นๆ จากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ผลกระทบด้านสุขภาพจากคุณภาพอากาศนั้นเป็นสัดส่วนโดยตรงกับการปล่อยมลพิษ การควบคุมการปล่อยมลพิษเป็นประเด็นสำคัญมาก ส่วนเทคโนโลยีที่ใช้ในโรงไฟฟ้าถ่านหินไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยะสำคัญ

คำถามคือว่า ทำไมอุตสาหกรรมถ่านหินและผู้สนับสนุนถ่านหิน มักจะโฆษณาเทคโนโลยีของโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่ไม่ค่อยพูดถึงข้อกำหนดในการควบคุมการปล่อยมลพิษ

คำตอบคือโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยี ultra-supercritical โดยทั่วไป จะมีกำไรมากกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยี supcritical เพราะใช้เชื้อเพลิง(ถ่านหิน)น้อยกว่าและต้นทุนในการดำเนินงานน้อยกว่า

การเน้นให้ความสำคัญกับข้อกำหนดการปล่อยมลพิษที่เข้มงวดคือต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในการติดตั้งและดำเนินงานระบบควบคุมมลพิษทางอากาศ ในกรณีของประเทศไทย แท้ที่จริงแล้ว กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมควรที่จะออกประกาศกำหนดมาตรฐานควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียจากโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่จากเดิมที่มีความเข้มข้นของการปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่ 180 ส่วนในล้านส่วน(หรือที่อัตราการระบาย 1,800-2,000 กิโลกรัมต่อชั่วโมง) ให้เป็น 50 ส่วนในล้านส่วน (หรือที่อัตราการระบาย 1,800-2,000 กิโลกรัมต่อชั่วโมง) ด้วยซ้ำไป

ที่น่าสนใจคือ ออสเตรเลีย ผู้สนับสนุนรายใหญ่ของเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าถ่านหินประสิทธิภาพสูง-มลพิษต่ำ(Hi Efficiency Low Emission-HELE) รวมถึงญี่ปุ่น ไม่จำเป็นต้องติดระบบควบคุมการปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ทำให้โรงไฟฟ้าถ่านหินหลายแห่งเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่สกปรกที่สุดในโลก

Screen Shot 2560-09-07 at 9.29.50 AM

ที่มา : http://energypost.eu/how-much-do-ultra-supercritical-coal-plants-really-reduce-air-pollution/

3) เทคโนโลยีโรงไฟฟ้าถ่านหินประสิทธิภาพสูง-มลพิษต่ำ(Hi Efficiency Low Emission-HELE) ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายเพื่อควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส และมุ่งพยายามควบคุมให้ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส(เมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม) ตามความตกลงปารีส(Paris Agreement)

การบรรลุเป้าหมายเพื่อควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส และมุ่งพยายามควบคุมให้ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียสที่เป็นวัตถุประสงค์อันดับต้นในความตกลงปารีสนั้น ประชาคมโลกต้องมุ่งหน้าไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

จากรายงานการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(IPCC) ระบุว่า ภายในปี พ.ศ.2593 ภาคการผลิตไฟฟ้าของโลกต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้เหลือศูนย์ อุตสาหกรรมถ่านหินและรัฐบาลบางประเทศเสนอให้นำเอาโรงไฟฟ้าถ่านหินประสิทธิภาพสูง-มลพิษต่ำ(Hi Efficiency Low Emission-HELE)มาใช้โดยให้เหตุผลว่าเป็นเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสภาพภูมิอากาศและเมื่อรวมเข้ากับการดักจับและกักเก็บคาร์บอน(Carbon Capture and Storage) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยี ก็จะสามารถทำให้การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์หรือแม้กระทั่งติดลบได้ด้วย

โรงไฟฟ้าถ่านหินประสิทธิภาพสูง-มลพิษต่ำอ้างว่าสามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จาก 1,000 กรัมต่อกิโลวัตต์ชั่วโมงตามการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีอยู่ในปัจจุบันให้เหลือเป็น 670 กรัมต่อกิโลวัตต์ชั่วโมงสำหรับโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีประสิทธิภาพแห่งใหม่ในอนาคต

การศึกษาโดย Ecofys ในปี พ.ศ. 2559 เสนอว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินประสิทธิภาพสูง-มลพิษต่ำนั้นไม่สอดคล้องกับเป้าหมายเพื่อควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส งบดุลคาร์บอนของโลกและเวลาที่เหลืออยู่ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนั้นไม่มีที่ว่างให้กับการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีประสิทธิภาพเพื่อทดแทนโรงไฟฟ้าเก่าที่หมดอายุ ยังไม่นับถึงแผนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ทั่วโลกที่มีกำลังผลิตรวมกันอีกกว่า 1,400 กิกะวัตต์ ซึ่งหากมีการก่อสร้างขึ้นมาจริงๆ การบรรลุเป้าหมายตามความตกลงปารีสนั้นอยู่ไกลเกินเอื้อมและโอกาสที่จะกอบกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศนั้นยิ่งเลือนลาง

อ่านเพิ่มเติม

http://energypost.eu/how-much-do-ultra-supercritical-coal-plants-really-reduce-air-pollution/

http://www.ecofys.com/files/files/ecofys-2016-incompatibility-of-hele-coal-w-2c-scenarios.pdf

http://www.smh.com.au/environment/black-hole-pollution-from-coalfired-power-worse-than-overseas-survey-finds-20170813-gxvhce.html

โซลาร์รูฟท็อป จากสหรัฐอเมริกาถึงไทย

ธารา บัวคำศรี

กลายเป็นประเด็นร้อนบนโซเชียลมีเดียขึ้นมาเมื่อทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ได้มอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ศึกษาอัตราการเรียกเก็บเงินจากผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา(โซลาร์รูฟท็อป)เสรี แบบรายเดือนที่เหมาะสมทั้งกลุ่มบ้านเรือนที่อยู่อาศัยและกลุ่มโรงงาน เพื่อนำเงินมาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าประชาชนที่ใช้ไฟฟ้าปกติ

ในเวลาต่อมา กฟผ. ได้ออกมาชี้แจงข่าวคลาดเคลื่อนว่า “ไม่เคยเสนอเก็บค่าระบบสำรองไฟฟ้า (Backup Rate) ที่ 100 – 200 บาท/เดือน สำหรับผู้ที่ผลิตไฟฟ้าใช้เอง แต่ยังคงพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบไฟฟ้าของประเทศ” และย้ำจุดยืนการสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนโดยให้มีค่าไฟฟ้าเหมาะสม เป็นธรรม ในขณะที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานออกใบแถลงข่าวในวันที่ 23 มิถุนายน 2560 โดยระบุว่า “ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาทบทวนอัตรา ค่าไฟฟ้าเพื่อรองรับลักษณะการผลิตและการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงรูปแบบไปให้เหมาะสมกับอุตสาหกรรมไฟฟ้าของประเทศในอนาคต”

ในข่าวที่คลาดเคลื่อน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ยังอ้างถึงการศึกษาตัวอย่างจากสหรัฐอเมริกาเพราะมี 50 รัฐ ที่มีดีเบตกันว่าควรเก็บค่าชาร์จไฟฟ้าในส่วนที่ต้องมีการลงทุนเพื่อแบ็คอัพระบบหรือไม่ ซึ่งในสหรัฐอเมริกามีกรณีวิธีการเรียกเก็บเงินที่แตกต่างกันถึง 61 กรณี โดยมีการเสนอเรียกเก็บตั้งแต่ 3-50 เหรียญสหรัฐฯต่อเดือนต่อครัวเรือน แต่โดยเฉลี่ยจะเรียกเก็บประมาณ 3-10 เหรียญสหรัฐฯ ต่อเดือน หรือประมาณ 300-400 บาทต่อเดือน

แต่การอ้างอิงข้อมูลดังกล่าวข้างต้นนี้ขาดรายละเอียดและไม่ครอบคลุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่าระบบการผลิตไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกาประกอบด้วยโครงข่ายพลังงานที่เชื่อมต่อกันและมีหน่วยงานด้านไฟฟ้า 66 หน่วยที่ทำหน้าที่จัดวางสมดุลของระบบ แต่ในขณะที่ระบบจัดส่งไฟฟ้าและการผลิตไฟฟ้าของไทยเป็นระบบรวมศูนย์ขนาดใหญ่และอยู่ใต้การควบคุมของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

ในสหรัฐอเมริกายังมีหน่วยงานอิสระนำโดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานสะอาดแห่ง North Carolina (North Carolina Clean Energy Technology Center) ซึ่งออกรายงาน 50 States of Solar ทุกไตรมาส เพื่อรายงานสถานะโซลาร์รูฟท็อปโดยมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนและเป็นระบบเพื่อให้ผู้ออกกฎหมาย หน่วยงานกำกับกิจการพลังงาน หน่วยงานด้านไฟฟ้า อุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในภาคพลังงานอื่นๆ มีข้อมูลที่แม่นยำ ปราศจากอคติและทันต่อเวลา ซึ่งเอื้อให้แต่ละรัฐ (ในสหรัฐอเมริกา) จะเลือกใช้ รับรอง ดำเนินการ และ/หรือยุตินโยบายและมาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์จากโซลาร์เซลล์ (distributed solar photovoltaics) นอกจากนี้ ยังแจกแจงรายการของการเปลี่ยนแปลงกรอบข้อกำหนด มาตรการต่างๆ และการออกแบบอัตราการเก็บค่าไฟฟ้าซึ่งเน้นไปที่ภาคครัวเรือน

การดีเบตกรณีโซลาร์รูฟท็อปในสหรัฐอเมริกาจึงไปไกลกว่าการถกเถียงเรื่องค่าสำรองไฟฟ้า(Back Up Rate) ข้อมูลของ North Carolina Clean Energy Technology Center ระบุว่ามีการอภิปรายอย่างกว้างขวางว่าค่าไฟฟ้าจากระบบการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองเป็นหลักโดย ขายไฟฟ้าส่วนเกินให้แก่การไฟฟ้าให้น้อยที่สุดในราคารับซื้อไฟฟ้าที่ไม่ก่อภาระต่อประชาชน (หรือ ระบบ Net-metering) นั้น ควรเป็นอย่างไร ไปจนถึงระบบการรับซื้อไฟฟ้า (จากโซล่าร์รูฟท็อป) ที่ก้าวหน้ามากขึ้น รวมถึงการปฏิรูปราคาไฟฟ้าและหน่วยงานด้านไฟฟ้าที่เหมาะสมกับระบบการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์

การศึกษาอย่างละเอียดที่รัฐเนวาดาในสหรัฐอเมริกา ระบุว่า การติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปนั้นให้ ผลประโยชน์โดยตรงที่วัดเป็นตัวเงินต่อทั้งผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีโซลาร์รูฟท็อปและครัวเรือน ที่ใช้ไฟฟ้าทั่วไปด้วย ในประเทศไทย งานวิจัยของ National Renewable Energy Lab และ Lawrence Berkeley National Lab ได้วิเคราะห์ผลกระทบต่อการสูญเสียรายได้ของทั้งการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จากการเพิ่มขึ้นของระบบโซลาร์รูฟในปริมาณ 3,000 เมกะวัตต์ พบว่าการเพิ่มขึ้นของระบบโซลาร์รูฟดังกล่าวทำให้ค่าไฟฟ้าเพิ่มเพียงเล็กน้อยเพียง 1 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งเมื่อเทียบกับการเพิ่มของค่าไฟฟ้าจากความผันผวนของราคาก๊าซธรรมชาติ หรือการลงทุนระบบผลิต ส่ง และจำหน่ายแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นผลกระทบที่ต่ำกว่ามาก

นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ต้นทุนการติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปขนาดที่ใช้กันทั่วไปในสหรัฐอเมริกาลดลงเหลือครึ่งหนึ่ง ในรัฐที่เป็นผู้นำพลังงานแสงอาทิตย์ ระบบโซลาร์รูฟท็อปขนาด 5 กิโลวัตต์มีราคาน้อยกว่า 10,000 เหรียญสหรัฐ(อัตราแลกเปลี่ยนปี 2558) อันเป็นผลมาจากกลไกการสนับสนุนที่เหมาะสม จนถึงปี พ.ศ.2560 ไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโซลาร์รูฟท็อปจากมากกว่า 25 รัฐในสหรัฐอเมริกามีราคาเท่ากับหรือถูกกว่าไฟฟ้าจากแหล่งอื่นๆ ที่ส่งมาในระบบสายส่งโดยไม่จำเป็นต้องมีการสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐ การคาดการณ์โดยองค์การสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ ระบุว่าภายในปี พ.ศ.2563 บ้านเรือนราว 1 ล้านหลังจะติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ในขณะที่กระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ คาดว่าหากราคาของโซลาร์รูฟท็อปลดลงไปเรื่อยๆ เช่นนี้ ในปี พ.ศ.2563 การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปอาจถึง 4 ล้านหลังคาเรือน

ในกรณีของไทย การคาดการณ์ของ Bloomberg New Energy Finance ในปี พ.ศ.2559 ระบุว่า ในช่วง 25 ปีข้างหน้า ในจำนวนมูลค่าการลงทุนใหม่ในภาคพลังงานประมาณ 80,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ร้อยละ 48 จะเป็นการลงทุนด้านพลังงานแสงอาทิตย์และลม และระบบโซลาเซลล์ขนาดเล็ก(Small-scale PV and Storage) รวมถึงโซลาร์รูฟท็อป จะมีบทบาทสำคัญในอนาคตอันใกล้โดยมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าสะสมเพิ่มมากขึ้นกว่า 3,000 เมกะวัตต์ในอีก 20 ปีข้างหน้า ดังแสดงในกราฟด้านล่าง

136803_244374

ที่มา : Bloomberg New Energy Finance

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าประเทศไทยจะเป็นผู้นำด้านการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ในอาเซียน แต่ยังคงมีความล่าช้าและความไม่แน่นอนอีกมากอันเป็นผลมาจากปัจจัยด้านนโยบายและระเบียบข้อบังคับของทางราชการหลายประการ เช่น การที่ภาครัฐยังยึดติดกับแนวคิดที่ว่าพลังงานหมุนเวียนทำให้ค่าไฟฟ้าแพง ในขณะที่การพัฒนาด้านเทคโนโลยีรวมถึงการแข่งขันด้านการตลาดทำให้ต้นทุนพลังงานหมุนเวียนมีถูกลง พลังงานหมุนเวียนบางประเภท เช่น ชีวมวล ก๊าซชีวภาพจากน้ำเสียโรงงานอุตสาหกรรม สามารถแข่งขันกับการผลิตไฟฟ้าด้วยก๊าซธรรมชาตินำเข้า(LNG) ซึ่งหากรัฐจะรับซื้อไฟฟ้า โดยยึดหลักการของต้นทุนหน่วยสุดท้ายที่สามารถหลีกเลี่ยงได้(Avoided Cost) ก็ไม่เป็นเหตุที่จะทำให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้น ซึ่งรวมถึงการรับซื้อไฟฟ้าด้วยราคานี้กับระบบ Net-metering ของโซลาร์รูฟท๊อป ส่วนการดำเนินการในเรื่อง Net-metering นั้นยังเป็นเพียงโครงการนำร่องโดยการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปที่ผลิตเพื่อใช้เองและเก็บข้อมูลเพื่อประเมินผล เพราะยังคงติดอยู่ที่ระเบียบการเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าที่ไม่อนุญาตให้มีกระแสไฟฟ้า ไหลย้อนเข้าสู่ระบบ

โซลาร์เซลล์ถือเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก (disruptive technology) ที่ทำให้ทุกภาคส่วนต้องเริ่มปรับตัว ยุคของโซลาร์ราคาแพงได้ผ่านไปแล้ว และไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แข่งขันได้กับแหล่งไฟฟ้าอื่นๆ ในทุกขนาด หากส่งเสริมให้มีการผลิตไฟฟ้าเองใช้เองจากระบบโซลาร์รูฟท็อป จะเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า ทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าประหยัดรายจ่ายรวมถึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

สุดท้าย หากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตรวมถึงคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานมีจุดยืนในการสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนและเก็บค่าไฟฟ้าให้เป็นธรรมอย่างแท้จริง แทนที่จะออกมาเก็บ “ค่าระบบสำรองไฟฟ้า”

ควรที่จะมุ่งปลดล็อกข้อจำกัดด้านสายส่งที่เป็นอุปสรรคที่สำคัญต่อการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และที่สำคัญคือการนำระบบการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองเป็นหลักโดยขายไฟฟ้า ส่วนเกินให้แก่การไฟฟ้าในราคารับซื้อไฟฟ้าที่ไม่ก่อภาระต่อประชาชน(ระบบ Net-metering) มาใช้อย่างจริงจังเต็มรูปแบบ

อ่านเพิ่มเติมเรื่องการขยายตัวของพลังงานหมุนเวียนในประเทศไทยได้ที่นี่

ธารา บัวคำศรี เป็นผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

http://energynewscenter.com/index.php/news/detail/815

http://www.erc.or.th/ERCWeb2/Upload/News/23342017123431Press_Release_ไม่เก็บค่าสำรองไฟฟ้า_โซลาร์รูฟท๊อปรายเล็ก_Final.pdf

http://www2.manager.co.th/OnlineSection/ViewNews.aspx?NewsID=9600000063811

http://www.solarcity.com/sites/default/files/SolarCity-Distributed_Energy_Resources_in_Nevada.pdf

https://about.bnef.com/new-energy-outlook/

http://www.ucsusa.org/clean-energy/increase-renewable-energy/affordable-rooftop-solar-united-states#.WVEJnMaB1sM

https://s3.amazonaws.com/ucs-documents/clean-energy/Solar-Infographic-Data-Sources-and-Methodology.pdf

https://www.scientificamerican.com/article/new-fees-may-weaken-demand-for-rooftop-solar/

http://www.utilitydive.com/news/10-rooftop-solar-debates-to-watch-in-2017-and-beyond/435070/

https://nccleantech.ncsu.edu/the-50-states-of-solar-report-q1-2017-updates-released/

https://pugnatorius.com/solar-energy-update-2017/

http://www.efe.or.th/news-activity-detail.php?task=13&sessid=678

http://thaipublica.org/2017/06/rooftop-solar15-6-2560/

อ่านกราฟชีวิตพลังงานหมุนเวียน

ธารา บัวคำศรี

โลกเข้าสู่ยุคแสงอาทิตย์

price-of-solar-power-drop-graph

ปี 2556 เราได้เห็นราคาของเซลล์แสงอาทิตย์ลดลงอย่างรวดเร็ว ราคาเซลล์แสงอาทิตย์ในสหรัฐอเมริกาลดลงจาก 76.67 เหรียญสหรัฐฯ ต่อวัตต์ ในปี พ.ศ.2520 มาเป็น 0.74 เหรียญสหรัฐฯ ต่อวัตต์ในปี พ.ศ.2556 หรือกล่าวง่ายๆ ว่าราคาถูกลงกว่า 100 เท่า ปรากฎการณ์นี้เรียกว่า the Swanson Effect ดังแสดงในกราฟด้านบน ทำให้การผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์สามารถแข่งขันได้กับแหล่งพลังงานดั้งเดิมเพื่อป้อนไฟฟ้าเข้าสู่สายส่ง  ต้นทุนที่ลดลงของ การผลิตไฟฟ้าจากแผงเซลล์แสงอาทิตย์นี้มาจากการสนับสนุนด้านนโยบายของรัฐ ทั้งในรูปของการวิจัยและพัฒนา การรับซื้อไฟฟ้า การออกกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานหมุนเวียน และการสนับสนุนด้านเงินทุน

โลกได้รับรู้ถึงต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ที่ลดต่ำลงและการติดตั้งระบบที่ขยายตัว เป็นดอกเห็ดจากอุตสาหกรรมการผลิตแผงเซลล์อันยิ่งใหญ่น่าประทับใจในหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจีน ส่วนการผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมนั้นมาถึงจุดที่มีต้นทุนเท่ากับหรือถูกกว่า ไฟฟ้าในระบบสายส่ง(grid parity) ที่มาจากโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล รายงาน Renewables 2017 Global Status Report (GSR) ระบุว่า การเจรจาซื้อขายไฟฟ้าในเดนมาร์ก อียิปต์ อินเดีย เม็กซิโก เปรู และสหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ ค่าไฟฟ้าต่อหน่วย (กิโลวัตต์ชั่วโมง)อยู่ที่ 0.05 เหรียญสหรัฐฯ หรือน้อยกว่า ส่วนโครงการกังหันลมผลิตไฟฟ้านอกชายฝั่งในเยอรมนีนั้น ชนะประมูลจากราคาขายส่งโดยไม่ต้องมีการสนับสนุนจากรัฐบาลแสดงให้เห็นว่าพลังงานหมุนเวียน เป็นทางเลือกที่มีต้นทุนต่ำสุดได้

ในปี พ.ศ.2559 บริษัทพลังงานของซาอุดิอาระเบีย ACWE ซึ่งมีทรัพย์สินราว 24 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ สร้างสถิติโลกโดยได้ราคาเซลล์แสงอาทิตย์ที่ต่ำในการประมูลครั้งใหญ่ที่สุดของโลก นาย Paddy Padmanathan ผู้อำนวยการบริหารของ ACWE บอกว่าราคาของเซลล์แสงอาทิตย์จะลดลงอีก เขาคาดว่ากำลังการผลิตติดตั้งกว่า 140,000 กิกะวัตต์ที่จะเกิดขึ้นในตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือและใต้ อย่างน้อยที่สุดจะมีครึ่งหนึ่งเป็นพลังงาน แสงอาทิตย์ในทศวรรษที่จะมาถึง สอดคล้องกับการคาดการณ์โดย Deutsche Bank ที่ระบุว่า ไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์จะมีต้นทุนเท่ากับหรือน้อยกว่าพลังงานแบบดั้งเดิม โดยครองตลาดพลังงานร้อยละ 80 ภายในอีก 2 ข้างหน้า และประมาณว่าต้นทุนจะลดลงร้อยละ 40 ภายในสิ้นปี 2559

สายลมและแสงแดดเอาชนะถ่านหินเร็วกว่าที่คิดไว้

ภายในปี พ.ศ.2564 ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยไฟฟ้าปรับเฉลี่ย(levelized cost of electricity, LCOE) ของไฟฟ้าจากกังหันลมและเซลล์แสงอาทิตย์ในจีนจะถูกกว่าถ่านหิน

-1x-4

ในสหรัฐอเมริกา ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยไฟฟ้าปรับเฉลี่ย(levelized cost of electricity, LCOE) ของไฟฟ้าจากกังหันลมและเซลล์แสงอาทิตย์นั้นถูกกว่าถ่านหินแล้ว

-1x-5

จุดจบของถ่านหิน

การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินในสหรัฐอเมริกาจะลดลงอย่างต่อเนื่องต่อไปอีก แม้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะหาทางกระตุ้น อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลมากเพียงใดก็ตาม Bloomberg New Energy Finance คาดการณ์ว่า กำลังผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินของสหรัฐฯ ในปี พ.ศ.2583 จะลดลงครึ่งหนึ่งจากที่มีอยู่ในปัจจุบันหลังจาก โรงไฟฟ้าถ่านหินเก่ามีการปลดระวางและแทนด้วยพลังงาน หมุนเวียนหรือก๊าซธรรมชาติ ส่วนในยุโรป กำลังผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินจะลดลงถึงร้อยละ 87 จากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ Bloomberg New Energy Finance คาดการณ์ว่าการใช้ถ่านหินของโลกจะลดน้อยถอยลงในราวปี พ.ศ.2569 เมื่อประชาคมโลกร่วมกันทำงานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ภายใต้ความตกลงปารีส

-1x-6

ในรายงาน BP Statistical Review 2017 ระบุ แม้ว่าพลังงานหมุนเวียนจะมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นในประเทศไทย แต่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคพลังงานยังเพิ่มมากขึ้น การวิเคราะห์โดย Bloomberg New Energy Finance ถ้าเป็นไปตามแผนการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินของประเทศไทยไปจนถึงปี พ.ศ.2583 การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาไหม้ถ่านหินจะเพิ่มขึ้นจาก 29 ล้านตันในปี 2559 เป็น 46 ล้านตันในปี 2583 หน่วยงานด้านพลังงานของรัฐบาลมักอ้างว่า ภาพรวมการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคพลังงานจะลดลงในอนาคต แต่การปล่อยที่ลดลงนั้นมาจากบทบาทที่เพิ่มขึ้นของระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ หาใช่เทคโนโลยีถ่านหินสะอาดที่เป็นเพียงมายาคติ

-1x-1

ประเทศไทยจะมีต้นทุนไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์จะเท่ากับหรือถูกกว่าถ่านหินภายในปี พ.ศ.2567 หรือเร็วกว่านั้น

การคาดการณ์ของ Bloomberg New Energy Finance ในปี พ.ศ.2559 ระบุว่า ในช่วง 25 ปีข้างหน้า ในจำนวนมูลค่าการลงทุนใหม่ในภาคพลังงานของไทยประมาณ 80,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ร้อยละ 48 จะเป็นการลงทุนด้านพลังงานแสงอาทิตย์และลม แผนที่ที่ตีพิมพ์ล่าสุดโดย Bloomberg ชี้ให้เห็นว่าต้นทุนของเซลล์แสงอาทิตย์ในประเทศไทยจะลดลงอย่างน้อยร้อยละ 50 ภายในปี พ.ศ.2583

Bloomberg วิเคราะห์เพิ่มเติมว่า ในช่วง 25 ปีข้างหน้า ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยไฟฟ้าปรับเฉลี่ย(levelized cost of electricity, LCOE)ของถ่านหินของไทยจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 23 โดยที่โหลดแฟกเตอร์(Load Factor) หรืออัตราส่วนระหว่างค่าความต้องการกำลังไฟฟ้าเฉลี่ยกับค่าความต้องการกำลังไฟฟ้าสูงสุดในช่วงเวลาหนึ่งๆ จะลดลงเป็นร้อยละ 54 จากร้อยละ 70 ในปัจจุบัน ในขณะที่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยไฟฟ้าปรับ เฉลี่ยของกังหันลมบนฝั่งจะลดลงร้อยละ 52 ในขณะที่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยไฟฟ้าปรับ เฉลี่ยของโรงไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์จะลดลงร้อยละ 70 อันเป็นผลมาจากต้นทุนที่ลดลงและประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น

Solar PV

ที่มา : Bloomberg New Energy Finance

โดยสรุป หากรัฐบาลไทยดำเนินการนโยบายอย่างถูกทิศทางและมีความชัดเจนมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน พลังงานหมุนเวียนที่สะอาด และระบบการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ที่ยั่งยืน ของไทยจะเป็นมีบทบาทหลักในเวที พลังงานของประเทศและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นำมาซึ่งประโยชน์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงผลตอบแทนที่วัดได้มาสู่สังคมไทย ทำให้เกิดการดูแลสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติและสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างแท้จริง

ที่มารูปภาพและข้อมูล :

https://www.bloomberg.com/news/articles/2017-06-15/solar-power-will-kill-coal-sooner-than-you-think?cmpId=flipboard

https://cleantechnica.com/2014/09/04/solar-panel-cost-trends-10-charts/

http://www.ren21.net/gsr-2017/

ธารา บัวคำศรี เป็นผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Bucket List Publications

Indulge- Travel, Adventure, & New Experiences

Pimthika 'S BLOG

The Right Way To Walk For Coffee Lover

A-FAB

ASEAN for a Fair, Ambitious and Binding Global Climate Deal

TARAGRAPHIES

A view from within in a hyperconnected world

Burma Concern

A Creative Platform for Understanding Burma

AOr NOpawan

The story of Red Yarn

Matt on Not-WordPress

Stuff and things.