โซลาร์รูฟท็อป จากสหรัฐอเมริกาถึงไทย

ธารา บัวคำศรี

กลายเป็นประเด็นร้อนบนโซเชียลมีเดียขึ้นมาเมื่อทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ได้มอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ศึกษาอัตราการเรียกเก็บเงินจากผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา(โซลาร์รูฟท็อป)เสรี แบบรายเดือนที่เหมาะสมทั้งกลุ่มบ้านเรือนที่อยู่อาศัยและกลุ่มโรงงาน เพื่อนำเงินมาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าประชาชนที่ใช้ไฟฟ้าปกติ

ในเวลาต่อมา กฟผ. ได้ออกมาชี้แจงข่าวคลาดเคลื่อนว่า “ไม่เคยเสนอเก็บค่าระบบสำรองไฟฟ้า (Backup Rate) ที่ 100 – 200 บาท/เดือน สำหรับผู้ที่ผลิตไฟฟ้าใช้เอง แต่ยังคงพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบไฟฟ้าของประเทศ” และย้ำจุดยืนการสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนโดยให้มีค่าไฟฟ้าเหมาะสม เป็นธรรม ในขณะที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานออกใบแถลงข่าวในวันที่ 23 มิถุนายน 2560 โดยระบุว่า “ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาทบทวนอัตรา ค่าไฟฟ้าเพื่อรองรับลักษณะการผลิตและการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงรูปแบบไปให้เหมาะสมกับอุตสาหกรรมไฟฟ้าของประเทศในอนาคต”

ในข่าวที่คลาดเคลื่อน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ยังอ้างถึงการศึกษาตัวอย่างจากสหรัฐอเมริกาเพราะมี 50 รัฐ ที่มีดีเบตกันว่าควรเก็บค่าชาร์จไฟฟ้าในส่วนที่ต้องมีการลงทุนเพื่อแบ็คอัพระบบหรือไม่ ซึ่งในสหรัฐอเมริกามีกรณีวิธีการเรียกเก็บเงินที่แตกต่างกันถึง 61 กรณี โดยมีการเสนอเรียกเก็บตั้งแต่ 3-50 เหรียญสหรัฐฯต่อเดือนต่อครัวเรือน แต่โดยเฉลี่ยจะเรียกเก็บประมาณ 3-10 เหรียญสหรัฐฯ ต่อเดือน หรือประมาณ 300-400 บาทต่อเดือน

แต่การอ้างอิงข้อมูลดังกล่าวข้างต้นนี้ขาดรายละเอียดและไม่ครอบคลุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่าระบบการผลิตไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกาประกอบด้วยโครงข่ายพลังงานที่เชื่อมต่อกันและมีหน่วยงานด้านไฟฟ้า 66 หน่วยที่ทำหน้าที่จัดวางสมดุลของระบบ แต่ในขณะที่ระบบจัดส่งไฟฟ้าและการผลิตไฟฟ้าของไทยเป็นระบบรวมศูนย์ขนาดใหญ่และอยู่ใต้การควบคุมของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

ในสหรัฐอเมริกายังมีหน่วยงานอิสระนำโดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานสะอาดแห่ง North Carolina (North Carolina Clean Energy Technology Center) ซึ่งออกรายงาน 50 States of Solar ทุกไตรมาส เพื่อรายงานสถานะโซลาร์รูฟท็อปโดยมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนและเป็นระบบเพื่อให้ผู้ออกกฎหมาย หน่วยงานกำกับกิจการพลังงาน หน่วยงานด้านไฟฟ้า อุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในภาคพลังงานอื่นๆ มีข้อมูลที่แม่นยำ ปราศจากอคติและทันต่อเวลา ซึ่งเอื้อให้แต่ละรัฐ (ในสหรัฐอเมริกา) จะเลือกใช้ รับรอง ดำเนินการ และ/หรือยุตินโยบายและมาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์จากโซลาร์เซลล์ (distributed solar photovoltaics) นอกจากนี้ ยังแจกแจงรายการของการเปลี่ยนแปลงกรอบข้อกำหนด มาตรการต่างๆ และการออกแบบอัตราการเก็บค่าไฟฟ้าซึ่งเน้นไปที่ภาคครัวเรือน

การดีเบตกรณีโซลาร์รูฟท็อปในสหรัฐอเมริกาจึงไปไกลกว่าการถกเถียงเรื่องค่าสำรองไฟฟ้า(Back Up Rate) ข้อมูลของ North Carolina Clean Energy Technology Center ระบุว่ามีการอภิปรายอย่างกว้างขวางว่าค่าไฟฟ้าจากระบบการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองเป็นหลักโดย ขายไฟฟ้าส่วนเกินให้แก่การไฟฟ้าให้น้อยที่สุดในราคารับซื้อไฟฟ้าที่ไม่ก่อภาระต่อประชาชน (หรือ ระบบ Net-metering) นั้น ควรเป็นอย่างไร ไปจนถึงระบบการรับซื้อไฟฟ้า (จากโซล่าร์รูฟท็อป) ที่ก้าวหน้ามากขึ้น รวมถึงการปฏิรูปราคาไฟฟ้าและหน่วยงานด้านไฟฟ้าที่เหมาะสมกับระบบการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์

การศึกษาอย่างละเอียดที่รัฐเนวาดาในสหรัฐอเมริกา ระบุว่า การติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปนั้นให้ ผลประโยชน์โดยตรงที่วัดเป็นตัวเงินต่อทั้งผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีโซลาร์รูฟท็อปและครัวเรือน ที่ใช้ไฟฟ้าทั่วไปด้วย ในประเทศไทย งานวิจัยของ National Renewable Energy Lab และ Lawrence Berkeley National Lab ได้วิเคราะห์ผลกระทบต่อการสูญเสียรายได้ของทั้งการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จากการเพิ่มขึ้นของระบบโซลาร์รูฟในปริมาณ 3,000 เมกะวัตต์ พบว่าการเพิ่มขึ้นของระบบโซลาร์รูฟดังกล่าวทำให้ค่าไฟฟ้าเพิ่มเพียงเล็กน้อยเพียง 1 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งเมื่อเทียบกับการเพิ่มของค่าไฟฟ้าจากความผันผวนของราคาก๊าซธรรมชาติ หรือการลงทุนระบบผลิต ส่ง และจำหน่ายแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นผลกระทบที่ต่ำกว่ามาก

นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ต้นทุนการติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปขนาดที่ใช้กันทั่วไปในสหรัฐอเมริกาลดลงเหลือครึ่งหนึ่ง ในรัฐที่เป็นผู้นำพลังงานแสงอาทิตย์ ระบบโซลาร์รูฟท็อปขนาด 5 กิโลวัตต์มีราคาน้อยกว่า 10,000 เหรียญสหรัฐ(อัตราแลกเปลี่ยนปี 2558) อันเป็นผลมาจากกลไกการสนับสนุนที่เหมาะสม จนถึงปี พ.ศ.2560 ไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโซลาร์รูฟท็อปจากมากกว่า 25 รัฐในสหรัฐอเมริกามีราคาเท่ากับหรือถูกกว่าไฟฟ้าจากแหล่งอื่นๆ ที่ส่งมาในระบบสายส่งโดยไม่จำเป็นต้องมีการสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐ การคาดการณ์โดยองค์การสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ ระบุว่าภายในปี พ.ศ.2563 บ้านเรือนราว 1 ล้านหลังจะติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ในขณะที่กระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ คาดว่าหากราคาของโซลาร์รูฟท็อปลดลงไปเรื่อยๆ เช่นนี้ ในปี พ.ศ.2563 การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปอาจถึง 4 ล้านหลังคาเรือน

ในกรณีของไทย การคาดการณ์ของ Bloomberg New Energy Finance ในปี พ.ศ.2559 ระบุว่า ในช่วง 25 ปีข้างหน้า ในจำนวนมูลค่าการลงทุนใหม่ในภาคพลังงานประมาณ 80,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ร้อยละ 48 จะเป็นการลงทุนด้านพลังงานแสงอาทิตย์และลม และระบบโซลาเซลล์ขนาดเล็ก(Small-scale PV and Storage) รวมถึงโซลาร์รูฟท็อป จะมีบทบาทสำคัญในอนาคตอันใกล้โดยมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าสะสมเพิ่มมากขึ้นกว่า 3,000 เมกะวัตต์ในอีก 20 ปีข้างหน้า ดังแสดงในกราฟด้านล่าง

136803_244374

ที่มา : Bloomberg New Energy Finance

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าประเทศไทยจะเป็นผู้นำด้านการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ในอาเซียน แต่ยังคงมีความล่าช้าและความไม่แน่นอนอีกมากอันเป็นผลมาจากปัจจัยด้านนโยบายและระเบียบข้อบังคับของทางราชการหลายประการ เช่น การที่ภาครัฐยังยึดติดกับแนวคิดที่ว่าพลังงานหมุนเวียนทำให้ค่าไฟฟ้าแพง ในขณะที่การพัฒนาด้านเทคโนโลยีรวมถึงการแข่งขันด้านการตลาดทำให้ต้นทุนพลังงานหมุนเวียนมีถูกลง พลังงานหมุนเวียนบางประเภท เช่น ชีวมวล ก๊าซชีวภาพจากน้ำเสียโรงงานอุตสาหกรรม สามารถแข่งขันกับการผลิตไฟฟ้าด้วยก๊าซธรรมชาตินำเข้า(LNG) ซึ่งหากรัฐจะรับซื้อไฟฟ้า โดยยึดหลักการของต้นทุนหน่วยสุดท้ายที่สามารถหลีกเลี่ยงได้(Avoided Cost) ก็ไม่เป็นเหตุที่จะทำให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้น ซึ่งรวมถึงการรับซื้อไฟฟ้าด้วยราคานี้กับระบบ Net-metering ของโซลาร์รูฟท๊อป ส่วนการดำเนินการในเรื่อง Net-metering นั้นยังเป็นเพียงโครงการนำร่องโดยการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปที่ผลิตเพื่อใช้เองและเก็บข้อมูลเพื่อประเมินผล เพราะยังคงติดอยู่ที่ระเบียบการเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าที่ไม่อนุญาตให้มีกระแสไฟฟ้า ไหลย้อนเข้าสู่ระบบ

โซลาร์เซลล์ถือเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก (disruptive technology) ที่ทำให้ทุกภาคส่วนต้องเริ่มปรับตัว ยุคของโซลาร์ราคาแพงได้ผ่านไปแล้ว และไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แข่งขันได้กับแหล่งไฟฟ้าอื่นๆ ในทุกขนาด หากส่งเสริมให้มีการผลิตไฟฟ้าเองใช้เองจากระบบโซลาร์รูฟท็อป จะเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า ทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าประหยัดรายจ่ายรวมถึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

สุดท้าย หากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตรวมถึงคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานมีจุดยืนในการสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนและเก็บค่าไฟฟ้าให้เป็นธรรมอย่างแท้จริง แทนที่จะออกมาเก็บ “ค่าระบบสำรองไฟฟ้า”

ควรที่จะมุ่งปลดล็อกข้อจำกัดด้านสายส่งที่เป็นอุปสรรคที่สำคัญต่อการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และที่สำคัญคือการนำระบบการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองเป็นหลักโดยขายไฟฟ้า ส่วนเกินให้แก่การไฟฟ้าในราคารับซื้อไฟฟ้าที่ไม่ก่อภาระต่อประชาชน(ระบบ Net-metering) มาใช้อย่างจริงจังเต็มรูปแบบ

อ่านเพิ่มเติมเรื่องการขยายตัวของพลังงานหมุนเวียนในประเทศไทยได้ที่นี่

ธารา บัวคำศรี เป็นผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

http://energynewscenter.com/index.php/news/detail/815

http://www.erc.or.th/ERCWeb2/Upload/News/23342017123431Press_Release_ไม่เก็บค่าสำรองไฟฟ้า_โซลาร์รูฟท๊อปรายเล็ก_Final.pdf

http://www2.manager.co.th/OnlineSection/ViewNews.aspx?NewsID=9600000063811

http://www.solarcity.com/sites/default/files/SolarCity-Distributed_Energy_Resources_in_Nevada.pdf

https://about.bnef.com/new-energy-outlook/

http://www.ucsusa.org/clean-energy/increase-renewable-energy/affordable-rooftop-solar-united-states#.WVEJnMaB1sM

https://s3.amazonaws.com/ucs-documents/clean-energy/Solar-Infographic-Data-Sources-and-Methodology.pdf

https://www.scientificamerican.com/article/new-fees-may-weaken-demand-for-rooftop-solar/

http://www.utilitydive.com/news/10-rooftop-solar-debates-to-watch-in-2017-and-beyond/435070/

https://nccleantech.ncsu.edu/the-50-states-of-solar-report-q1-2017-updates-released/

https://pugnatorius.com/solar-energy-update-2017/

http://www.efe.or.th/news-activity-detail.php?task=13&sessid=678

http://thaipublica.org/2017/06/rooftop-solar15-6-2560/

อ่านกราฟชีวิตพลังงานหมุนเวียน

ธารา บัวคำศรี

โลกเข้าสู่ยุคแสงอาทิตย์

price-of-solar-power-drop-graph

ปี 2556 เราได้เห็นราคาของเซลล์แสงอาทิตย์ลดลงอย่างรวดเร็ว ราคาเซลล์แสงอาทิตย์ในสหรัฐอเมริกาลดลงจาก 76.67 เหรียญสหรัฐฯ ต่อวัตต์ ในปี พ.ศ.2520 มาเป็น 0.74 เหรียญสหรัฐฯ ต่อวัตต์ในปี พ.ศ.2556 หรือกล่าวง่ายๆ ว่าราคาถูกลงกว่า 100 เท่า ปรากฎการณ์นี้เรียกว่า the Swanson Effect ดังแสดงในกราฟด้านบน ทำให้การผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์สามารถแข่งขันได้กับแหล่งพลังงานดั้งเดิมเพื่อป้อนไฟฟ้าเข้าสู่สายส่ง  ต้นทุนที่ลดลงของ การผลิตไฟฟ้าจากแผงเซลล์แสงอาทิตย์นี้มาจากการสนับสนุนด้านนโยบายของรัฐ ทั้งในรูปของการวิจัยและพัฒนา การรับซื้อไฟฟ้า การออกกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานหมุนเวียน และการสนับสนุนด้านเงินทุน

โลกได้รับรู้ถึงต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ที่ลดต่ำลงและการติดตั้งระบบที่ขยายตัว เป็นดอกเห็ดจากอุตสาหกรรมการผลิตแผงเซลล์อันยิ่งใหญ่น่าประทับใจในหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจีน ส่วนการผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมนั้นมาถึงจุดที่มีต้นทุนเท่ากับหรือถูกกว่า ไฟฟ้าในระบบสายส่ง(grid parity) ที่มาจากโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล รายงาน Renewables 2017 Global Status Report (GSR) ระบุว่า การเจรจาซื้อขายไฟฟ้าในเดนมาร์ก อียิปต์ อินเดีย เม็กซิโก เปรู และสหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ ค่าไฟฟ้าต่อหน่วย (กิโลวัตต์ชั่วโมง)อยู่ที่ 0.05 เหรียญสหรัฐฯ หรือน้อยกว่า ส่วนโครงการกังหันลมผลิตไฟฟ้านอกชายฝั่งในเยอรมนีนั้น ชนะประมูลจากราคาขายส่งโดยไม่ต้องมีการสนับสนุนจากรัฐบาลแสดงให้เห็นว่าพลังงานหมุนเวียน เป็นทางเลือกที่มีต้นทุนต่ำสุดได้

ในปี พ.ศ.2559 บริษัทพลังงานของซาอุดิอาระเบีย ACWE ซึ่งมีทรัพย์สินราว 24 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ สร้างสถิติโลกโดยได้ราคาเซลล์แสงอาทิตย์ที่ต่ำในการประมูลครั้งใหญ่ที่สุดของโลก นาย Paddy Padmanathan ผู้อำนวยการบริหารของ ACWE บอกว่าราคาของเซลล์แสงอาทิตย์จะลดลงอีก เขาคาดว่ากำลังการผลิตติดตั้งกว่า 140,000 กิกะวัตต์ที่จะเกิดขึ้นในตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือและใต้ อย่างน้อยที่สุดจะมีครึ่งหนึ่งเป็นพลังงาน แสงอาทิตย์ในทศวรรษที่จะมาถึง สอดคล้องกับการคาดการณ์โดย Deutsche Bank ที่ระบุว่า ไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์จะมีต้นทุนเท่ากับหรือน้อยกว่าพลังงานแบบดั้งเดิม โดยครองตลาดพลังงานร้อยละ 80 ภายในอีก 2 ข้างหน้า และประมาณว่าต้นทุนจะลดลงร้อยละ 40 ภายในสิ้นปี 2559

สายลมและแสงแดดเอาชนะถ่านหินเร็วกว่าที่คิดไว้

ภายในปี พ.ศ.2564 ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยไฟฟ้าปรับเฉลี่ย(levelized cost of electricity, LCOE) ของไฟฟ้าจากกังหันลมและเซลล์แสงอาทิตย์ในจีนจะถูกกว่าถ่านหิน

-1x-4

ในสหรัฐอเมริกา ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยไฟฟ้าปรับเฉลี่ย(levelized cost of electricity, LCOE) ของไฟฟ้าจากกังหันลมและเซลล์แสงอาทิตย์นั้นถูกกว่าถ่านหินแล้ว

-1x-5

จุดจบของถ่านหิน

การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินในสหรัฐอเมริกาจะลดลงอย่างต่อเนื่องต่อไปอีก แม้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะหาทางกระตุ้น อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลมากเพียงใดก็ตาม Bloomberg New Energy Finance คาดการณ์ว่า กำลังผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินของสหรัฐฯ ในปี พ.ศ.2583 จะลดลงครึ่งหนึ่งจากที่มีอยู่ในปัจจุบันหลังจาก โรงไฟฟ้าถ่านหินเก่ามีการปลดระวางและแทนด้วยพลังงาน หมุนเวียนหรือก๊าซธรรมชาติ ส่วนในยุโรป กำลังผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินจะลดลงถึงร้อยละ 87 จากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ Bloomberg New Energy Finance คาดการณ์ว่าการใช้ถ่านหินของโลกจะลดน้อยถอยลงในราวปี พ.ศ.2569 เมื่อประชาคมโลกร่วมกันทำงานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ภายใต้ความตกลงปารีส

-1x-6

ในรายงาน BP Statistical Review 2017 ระบุ แม้ว่าพลังงานหมุนเวียนจะมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นในประเทศไทย แต่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคพลังงานยังเพิ่มมากขึ้น การวิเคราะห์โดย Bloomberg New Energy Finance ถ้าเป็นไปตามแผนการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินของประเทศไทยไปจนถึงปี พ.ศ.2583 การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาไหม้ถ่านหินจะเพิ่มขึ้นจาก 29 ล้านตันในปี 2559 เป็น 46 ล้านตันในปี 2583 หน่วยงานด้านพลังงานของรัฐบาลมักอ้างว่า ภาพรวมการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคพลังงานจะลดลงในอนาคต แต่การปล่อยที่ลดลงนั้นมาจากบทบาทที่เพิ่มขึ้นของระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ หาใช่เทคโนโลยีถ่านหินสะอาดที่เป็นเพียงมายาคติ

-1x-1

ประเทศไทยจะมีต้นทุนไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์จะเท่ากับหรือถูกกว่าถ่านหินภายในปี พ.ศ.2567 หรือเร็วกว่านั้น

การคาดการณ์ของ Bloomberg New Energy Finance ในปี พ.ศ.2559 ระบุว่า ในช่วง 25 ปีข้างหน้า ในจำนวนมูลค่าการลงทุนใหม่ในภาคพลังงานของไทยประมาณ 80,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ร้อยละ 48 จะเป็นการลงทุนด้านพลังงานแสงอาทิตย์และลม แผนที่ที่ตีพิมพ์ล่าสุดโดย Bloomberg ชี้ให้เห็นว่าต้นทุนของเซลล์แสงอาทิตย์ในประเทศไทยจะลดลงอย่างน้อยร้อยละ 50 ภายในปี พ.ศ.2583

Bloomberg วิเคราะห์เพิ่มเติมว่า ในช่วง 25 ปีข้างหน้า ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยไฟฟ้าปรับเฉลี่ย(levelized cost of electricity, LCOE)ของถ่านหินของไทยจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 23 โดยที่โหลดแฟกเตอร์(Load Factor) หรืออัตราส่วนระหว่างค่าความต้องการกำลังไฟฟ้าเฉลี่ยกับค่าความต้องการกำลังไฟฟ้าสูงสุดในช่วงเวลาหนึ่งๆ จะลดลงเป็นร้อยละ 54 จากร้อยละ 70 ในปัจจุบัน ในขณะที่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยไฟฟ้าปรับ เฉลี่ยของกังหันลมบนฝั่งจะลดลงร้อยละ 52 ในขณะที่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยไฟฟ้าปรับ เฉลี่ยของโรงไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์จะลดลงร้อยละ 70 อันเป็นผลมาจากต้นทุนที่ลดลงและประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น

Solar PV

ที่มา : Bloomberg New Energy Finance

โดยสรุป หากรัฐบาลไทยดำเนินการนโยบายอย่างถูกทิศทางและมีความชัดเจนมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน พลังงานหมุนเวียนที่สะอาด และระบบการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ที่ยั่งยืน ของไทยจะเป็นมีบทบาทหลักในเวที พลังงานของประเทศและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นำมาซึ่งประโยชน์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงผลตอบแทนที่วัดได้มาสู่สังคมไทย ทำให้เกิดการดูแลสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติและสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างแท้จริง

ที่มารูปภาพและข้อมูล :

https://www.bloomberg.com/news/articles/2017-06-15/solar-power-will-kill-coal-sooner-than-you-think?cmpId=flipboard

https://cleantechnica.com/2014/09/04/solar-panel-cost-trends-10-charts/

http://www.ren21.net/gsr-2017/

ธารา บัวคำศรี เป็นผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ปฏิบัติการกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศและความหวัง

ธารา บัวคำศรี

แม้การถอนตัวของสหรัฐอเมริกาจากความตกลงปารีสจะมีผลสะเทือนไปทั่วโลก แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความมุ่งมั่นของประชาคมโลกลดทอนไป ประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างยืนยันต่อคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้อย่างแข็งขันในการปฏิบัติการเพื่อควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียสและมุ่งพยายามควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส (เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม)

ผลสะเทือนสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นเป็นข้อตกลงระหว่างสหภาพยุโรปและจีนที่เน้นถึงความมุ่งมั่นมากขึ้นภายใต้ความตกลงปารีส เรียกว่าเป็นการตลบหลังสหรัฐอเมริกาหลังจากการประกาศ ของประธานาธิบดีทรัมป์ก็ว่าได้

บิล แฮร์(Bill Hare) นักวิทยาศาสตร์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่มีประสบการณ์อย่างลึกซึ้ง กว้างขวางและยาวนานได้วิเคราะห์ประเด็นสำคัญต่อเรื่องนี้ไว้ดังนี้

สหรัฐอเมริกาไม่เคยเรียนรู้ความผิดพลาดของตนเองในอดีต

การประกาศถอนตัวจากความตกลงปารีสของประธานาธิบดีทรัมป์ในวันที่ 2 มิถุนายน มีความละม้ายคล้ายคลึงกับที่อดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ประกาศไม่ลงสัตยาบัน ในพิธีสารเกียวโตในปี พ.ศ.2548 จากการกดดันของกลุ่มผลประโยชน์อุตสาหกรรม เชื้อเพลิงฟอสซิลโดยเฉพาะ อย่างยิ่งเอ็กซอน(Exxon) บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่

ถึงแม้ว่าพิธีสารเกียวโตจะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายในการปฏิบัติการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และไม่ได้บรรลุเป้าหมายเต็มศักยภาพอันเป็นผลมาจากการที่สหรัฐอเมริกาไม่เข้าร่วม แต่บรรดาประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วมอย่างแข็งขันเพื่อทำให้เป็นไปตามเจตนารมย์ของ พิธีสารเกียวโตนั้นไม่เพียงแต่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่ยังอยู่ในสถานะที่ดีกว่ามากในการใช้ประโยชน์จากกลไกของพิธีสารในการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกรอบนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นตัวบทกฎหมายของสหภาพยุโรปนั้นมีลักษณะที่ครอบคลุมและรอบด้านมากที่สุดในโลก สหภาพยุโรปมีเครื่องมือและกลไกทุกอย่างที่จำเป็นในการลดโลกร้อนอย่างมุ่งมั่นมากขึ้น ส่วนจีน เกาหลีใต้ เม็กซิโก ชิลีและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ รวมถึงไทย มีระบบการซื้อขายใบอนุญาตการปล่อยก๊าซเรือนกระจก(emissions-trading systems) เป็นเครื่องมือสร้างแรงจูงใจในการลดก๊าซเรือนกระจกที่คุ้มค่าในอนาคต

สหรัฐอเมริกาอาจถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง

Bill Hare มองว่า ทั้งจีนกับอินเดียกำลังคว้าอนาคตไว้ และความเป็นผู้นำ(ในปฏิบัติการกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศ)กับการพัฒนาเศรษฐกิจสามารถทำควบคู่กันไป

ในปี พ.ศ. 2540 ช่วงที่มีการยกร่างพิธีสารเกียวโต การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหรัฐอเมริกามีร้อยละ 19 ของการปล่อยทั่วโลก และมีสัดส่วนในเศรษฐกิจโลกร้อยละ 20 (วัดจาก GDP ที่เป็น Market Exchange Rate) ในขณะที่จีนมีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 12 และมีสัดส่วนในเศรษฐกิจโลกร้อยละ 7 เมื่อมีการยกร่างความตกลงปารีส ในปี พ.ศ.2558 จีนกลายเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับหนึ่งของโลก(ร้อยละ 23) และมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุด(ร้อยละ 17) ส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหรัฐอเมริกาลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 13 และบทบาทในระบบเศรษฐกิจโลกก็ลดลงเป็นร้อยละ 16

ในช่วงเวลาเดียวกัน อินเดียซึ่งผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจแห่งศตวรรษที่ 21 มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเกือบเป็น 2 เท่า (จากร้อยละ 4 เป็นร้อยละ 7 ของเศรษฐกิจโลก) จีนและอินเดียดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ในขณะที่เศรษฐกิจขยายตัวและมีการจ้างงานหลายหลายแสนตำแหน่งจากการลงทุนพลังงานหมุนเวียนขนานใหญ่ อินเดียยังวางแผนทุ่มทุนเรื่องยานยนต์ไฟฟ้าในทศวรรษข้างหน้านี้

Bill Hare วิเคราะห์ว่า แม้การประกาศของทรัมป์อาจไปหนุนช่วยกลุ่มที่ปฏิเสธเรื่องโลกร้อนซึ่งส่งผลให้ปฏิบัติการกู้วิกฤตโลกร้อนล่าช้า หรือแม้กระทั่งการสนับสนุน ”ถ่านหินสะอาด” แต่ความเสี่ยงดังกล่าวนี้ยังคงอยู่ในวงจำกัด รัสเซียซึ่งยังไม่ได้ให้สัตยาบันในความตกลงปารีส(Paris Agreement) ได้ส่งสัญญานว่าจะยังคงเดินหน้าสนับสนุนการดำเนินการที่อยู่ภายใต้ความตกลงปารีสต่อไป

คำสัญญาที่ว่างเปล่า

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหรัฐอเมริกาลดลงนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 เป็นต้นมา คำสั่งที่ลงนามโดยประธานาธิบดีของทรัมป์ซึ่งมุ่งไปที่การยกเลิกมาตรการภายในประเทศ จะส่งผลให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ในระดับเดิมในอีก 5 ถึง 10 ปีข้างหน้า

จากการที่ราคาพลังงานหมุนเวียนและตัวเก็บประจุไฟฟ้าลดลง การที่ก๊าซธรรมชาติเข้ามาแทนที่ถ่านหิน รวมถึงการดำเนินงานของรัฐต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา เช่น แคลิฟอร์เนียที่เดินหน้าแผนพลังงานพลังงานสะอาดที่ผลักดันในยุคโอบามา การควบคุมการปล่อยมีเทนและการตั้งค่ามาตรฐานของยานยนต์ ดังนั้น มีความเป็นไปได้น้อยมากที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหรัฐอเมริกาจะเพิ่มสูงขึ้นอีกก่อนปี พ.ศ.2573 เป็นอย่างน้อย

การใช้ถ่านหินและการทำเหมืองถ่านหินจะยังคงลดลงต่อไปอีกเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในตลาดพลังงาน รวมถึงราคาก๊าซธรรมชาติที่ลดลงและการแข่งขันอย่างเหลือล้นในด้านราคาพลังงานหมุนเวียนและระบบเก็บประจุไฟฟ้า ในขณะที่ การจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในสหรัฐอเมริกา(และทั่วโลก) แซงหน้าการจ้างงานในกิจการเหมืองถ่านหิน

รายงานทบทวนฉบับล่าสุดขององค์การพลังงานหมุนเวียนสากลหรือ International Renewable Energy Agency(IRENA) ระบุถึงการเพิ่มขึ้นอย่างรวกเร็วของการจ้างงานในภาคพลังงานหมุนเวียนของสหรัฐอเมริกาซึ่งขณะนี้มีราว 800,000 คน เฉพาะการจ้างงานในอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียวในช่วงสามปีที่ผ่านมามีมากกว่า 2  เท่าของตำแหน่งงานในกิจการเหมืองถ่านหินในสหรัฐอเมริกา(ซึ่งกำลังลดลง)

เห็นได้ชัดเจนว่าประธานาธิบดีทรัมป์ไม่อาจทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับแรงงานในอุตสาหกรรมถ่านหิน

เป้าหมายลดโลกร้อนทำได้ยากขึ้น

การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ถอนตัวจากความตกลงปารีสผนวกกับการยกเลิกแผนปฏิบัติการ ในระดับประเทศ ทำให้ปฏิบัติการเพื่อควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส(เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม) และมุ่งพยายามควบคุมการเพิ่มขึ้นของ อุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส (เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม)นั้นมีความยากลำบาก และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น

หากแนวโน้มไม่เปลี่ยนแปลง การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหรัฐอเมริกาที่เพิ่มเติมขึ้นจากปริมาณ การปล่อยที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินการตามนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในยุคโอบามา นั้นจะส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกร้อนเพิ่มขึ้นประมาณ 0.1 ถึง 0.2 องศาเซลเซียสภายในปี 2643 ซึ่งจำเป็นจะต้องทดแทนด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มากขึ้นและอย่างรวดเร็ว โดยประเทศอื่นๆ

ในระยะยาว เป้าหมายของการควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกนั้นไม่อาจบรรลุได้ ยกเว้นแต่ว่าสหรัฐอเมริกากลับเข้ามาเป็นส่วนสำคัญของความพยายามของประเทศทั่วโลกภายใน 5 หรือ 10 ปีข้างหน้า เพื่อว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมทั้งหมดทั่วโลกสามารถทำให้ลดลงเป็นศูนย์ในช่วงกลางศตวรรษ

การต่อกรกับวาระซ่อนเร้นของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ผลักดันโดยอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล คือการพัฒนาในเรื่องตลาดพลังงานหมุนเวียนและระบบเก็บประจุไฟฟ้า ซึ่งจะกระทบกับอุปสงค์ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ส่วนพัฒนาการอย่างรวดเร็วของภาคการผลิตรถไฟฟ้านั้นกระทบต่ออุปสงค์ของน้ำมัน

ผลของการลดราคาอย่างรวดเร็วของพลังงานหมุนเวียนและระบบเก็บประจุไฟฟ้านั่นส่งผลกว้างไกล และบางคนถึงกับกล่าวว่าไม่อาจหยุดได้ การประเมินของภาคอุตสาหกรรมเมื่อเร็วๆนี้ แสดงให้เห็นว่า ต้นทุนการผลิตไฟฟ้ากับเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนแบบต่างๆ ในขณะนี้ถูกกว่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน การยกเลิก โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในอินเดีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และที่อื่นๆ คือตัวชี้วัดของการเปลี่ยนแปลงของตลาดพลังงานที่กำลังเกิดขึ้น

ในเวทีการเจรจาโลกร้อนที่เมืองมาราเกซ มากกว่า 45 ประเทศ รวมตัวกันในนามกลุ่มประเทศที่เผชิญความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ(Climate Vulnerable Forum) ให้คำมั่นต่อเป้าหมายพลังงานหมุนเวียนเต็มร้อยและเริ่มต้นทำงานเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายดังกล่าว

แล้วเราควรจะตั้งความหวังอย่างไร

ยังมีกลุ่มประเทศ พรรคการเมือง และตัวแทนผลประโยชน์อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลที่พยายาม จะใช้ประโยชน์จากการถอนตัวของสหรัฐอเมริกาเพื่อผลักดันวาระ “โลกร้อนไม่จริง” หรืออย่างน้อยที่สุดการหาช่องทางในการปกป้องตลาดของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล

คาดกันว่า การถอนตัวของสหรัฐอเมริกาอาจนำไปสู่การที่มีบางประเทศทำงานล่าช้า ต่อข้อเสนอในปฏิบัติการกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศระดับประเทศ (NDCs or Nationally Determined Contributions)

การถอนตัวของสหรัฐอเมริกายังมีผลต่อการผลักดันแผนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินทั่วโลก หากมีการสร้างหรือดำเนินการโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินจะปิดโอกาสในการควบคุมการเพิ่มขึ้น ของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลก

การเพิ่มขึ้นของถ่านหินอย่างรวดเร็วที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงไทย ตุรกี บางส่วนของตะวันออกกลางและแอฟริกา นั้นต้องการภาวะผู้นำนโยบายที่เข้มแข็ง และแผนปฏิบัติการระดับประเทศมีความมุ่งมั่น เพื่อรับรองว่าจะโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินจะยุติลง

ยิ่งสหรัฐอเมริกาไม่ลงมือทำอะไรเลย ความยากลำบากก็จะตกแก่โลกมากขึ้น สหรัฐอเมริกาจะกลับมาร่วมในความตกลงปารีสหรือไม่อย่างไร จะต้องรอจนถึงปี พ.ศ. 2563 และประธานาธิบดีคนใหม่ เราคาดหวังได้หรือ?

ความตื่นตัวของสาธารณชนในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสร้างงานและเศรษฐกิจ ในอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มมากขึ้น และขบวนการเคลื่อนไหวของประชาชนในการยุติยุคถ่านหิน ต่างหากเล่าที่เป็นความหวัง

 

Bucket List Publications

Indulge- Travel, Adventure, & New Experiences

Pimthika 'S BLOG

The Right Way To Walk For Coffee Lover

A-FAB

ASEAN for a Fair, Ambitious and Binding Global Climate Deal

TARAGRAPHIES

A view from within in a hyperconnected world

Burma Concern

A Creative Platform for Understanding Burma

AOr NOpawan

The story of Red Yarn

Matt on Not-WordPress

Stuff and things.