สำนักงานสภาพอากาศของสหประชาชาติยืนยันว่าโลกร้อนเป็นประวัติการณ์

จากการเผยแพร่ข้อมูลขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก(World Meteorological Organization: WMO) แสดงให้เห็นว่าปี 2015 2016 2017 และ 2018 เป็น 4 ปีที่มีอุณหภูมิสูงที่สุดตั้งแต่มีการตรวจวัดผลจากการวิเคราะห์ โดย 5 องค์กรระหว่างประเทศชั้นนำแสดงให้เห็นว่าอุณหภูมิพื้นผิวเฉลี่ยทั่วโลกในปี 2018 มีค่าสูงกว่าระดับยุคก่อนอุตสาหกรรม (1850-1900) ประมาณ 1 องศาเซลเซียส

Petteri Taalas เลขาธิการองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) กล่าวว่า “ แนวโน้มอุณหภูมิในระยะยาวมีความสำคัญมากกว่าการจัดอันดับของแต่ละปีและแนวโน้มดังกล่าวเพิ่มขึ้น โดย 20 อันดับปีที่อุณหภูมิสูงที่สุดอยู่ในช่วง 22 ปีที่ผ่านมาและในช่วง 4 ปีที่ผ่านมามีอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างผิดปกติทั้งบนแผ่นดินและมหาสมุทร

นาย Taalas กล่าวว่า “อุณหภูมิเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่บ่งบอกถึงสภาพอากาศที่รุนแรงและมีผลกระทบต่อหลายๆ ประเทศและประชาชนหลายล้านคน รวมทั้งมีผลกระทบร้ายแรงต่อเศรษฐกิจและระบบนิเวศดังในปี 2018 เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วหลายอย่างบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นี่คือความจริงที่ต้องเผชิญ สิ่งที่สาคัญที่ทั่วโลกควรทำในเบื้องต้นคือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและวางมาตรการการปรับตัวกับสภาพภูมิอากาศ”

รายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (The Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) เป็นรายงานพิเศษในเดือนตุลาคม 2018 พบว่าการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียสภายในปี 2050 จะต้องมีการปรับเปลี่ยนการใช้ที่ดิน พลังงาน อุตสาหกรรม สิ่งปลูกสร้าง การคมนาคม และชุมชนเมือง เพื่อให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิทั่วโลกที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมของมนุษย์ลดลงประมาณ 45 เปอร์เซ็นต์ จากปี 2010 ภายในปี 2030

จากรายงานของ WMO ระบุว่าในขณะที่ทางทิศตะวันออกของสหรัฐอเมริกาและบางส่วนของแคนาดามีอุณหภูมิเย็นจัดเป็นประวัติการณ์ อลาสก้าและพื้นที่ส่วนใหญ่ของอาร์กติกกลับมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ย ในช่วงเดือนมกราคม พายุฤดูหนาวที่รุนแรงเข้าโจมตีทางฝั่งตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและบางส่วนของตะวันออกกลางส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประชากรทำให้ได้รับบาดเจ็บและไม่มีที่พักพิงที่เพียงพอกับผู้ลี้ภัย ความหนาวเย็นในต้นสัปดาห์ที่สามของเดือนมกราคมที่พัดไปทางใต้ผ่านคาบสมุทรอาหรับทำให้เกิดพายุฝุ่นจากอียิปต์ถึงซาอุดิอาระเบีย บาห์เรน กาตาร์ อิหร่านและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และทำให้มีเกิดฝนตกหนักที่ปากีสถานและทางตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย

Omar Baddou นักวิทยาศาสตร์อาวุโสขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) กล่าวว่ายุทธศาสตร์ระดับชาติมีความจำเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ (MENA) ซึ่งไม่มียุทธศาสตร์เพื่อจัดการกับสภาพอากาศเงื่อนไขใหม่ โดยประเทศเหล่านี้คุ้นเคยกับสภาพอากาศในระดับปานกลางหรือกึ่งแห้งแล้ง แต่ตอนนี้ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่แห้งแล้งและรุนแรงมากขึ้น

ในการประชุมสุดยอดด้านภูมิอากาศในวันที่ 23 กันยายน 2019 มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงเจตจำนงทางการเมืองเพื่อเพิ่มความกระตือรือร้นให้บรรลุเป้าหมายของข้อตกลงปารีสปี 2015 ซึ่งประเทศต่างๆ ได้ตกลงร่วมกันเพื่อจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียสซึ่งสูงกว่าระดับก่อนอุตสาหกรรมและแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในทุกพื้นที่ที่จำเป็นเพื่อทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของพลเมือง โดยมุ่งเน้นไปที่ 9 ประเด็นสาคัญ ดังนี้

1. การเพิ่มมาตรการในการลดก๊าซเรือนกระจก

2. การเปลี่ยนไปใช้แหล่งพลังงานทางเลือก

3. การจัดการการเปลี่ยนแปลงทางอุตสาหกรรม

4. การแก้ปัญหาโดยพื้นฐานจากธรรมชาติ

5. โครงสร้างพื้นฐาน เมือง และการกระทำในท้องถิ่น

6. เงินทุนด้านภูมิอากาศและราคาคาร์บอน

7. การเพิ่มความสามารถในการฟื้นตัวและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ

8. การขับเคลื่อนทางสังคมและการเมือง

9. พลเมืองและการชุมนุมทางการเมือง

การแจ้งการอภิปรายในที่ประชุมพร้อมกับรายงานทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญอื่นๆ องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) จะออกรายงานสภาพภูมิอากาศปี 2018 ฉบับสมบูรณ์ (https://bit.ly/2Ty2RAM) ในเดือนมีนาคม 2019 ซึ่งจะให้ภาพรวมที่ครอบคลุมถึงความแปรปรวนและแนวโน้มของอุณหภูมิ เหตุการณ์ที่มีผลกระทบสูงและตัวชี้วัดสาคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว เช่น การเพิ่มความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทะเลน้ำแข็งอาร์กติกและ แอนตาร์กติก การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลและความเป็นกรดของมหาสมุทร พร้อมทั้งคำแนะนำเชิงนโยบายทั่วทั้งองค์การสหประชาชาติสำหรับผู้มีอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับการมีอิทธิพลซึ่งกันและกันระหว่างสภาพอากาศภูมิอากาศและแหล่งน้ำและเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ

เรียบเรียงจาก

https://bit.ly/2WVtb9z

https://bit.ly/2EJhbQY

คลื่นความร้อนปกคลุมยุโรป (ปี พ.ศ.2562)

27 มิถุนายน 2562

เป็นช่วงต้นฤดูร้อนและยุโรปเริ่มรู้สึกถึงความร้อนแล้ว หลายๆ ส่วนของทวีปยุโรปประสบกับอุณหภูมิที่ร้อนที่สุดเท่าที่มีมาสำหรับปี 2562 บางเมืองในยุโรปมีอุณหภูมิสูงที่สุดทุบสถิติ

คลื่นความร้อนแสดงชัดเจนจากแผนที่ แสดงถึงอุณหภูมิทั่วทั้งยุโรปในวันที่ 27 มิถุนายน 2562 แผนที่นี้มาจากแบบจำลอง Goddard Earth Observing System (GEOS) และเป็นอุณหภูมิของอากาศที่ความสูงจากพื้น 2 เมตร พื้นที่สีแดงเข้มเป็นบริเวณที่แบบจำลองระบุว่ามีอุณหภูมิเกิน 40 องศาเซลเซียส

แบบจำลอง GEOS เหมือนกับแบบจำลองสภาพอากาศและแบบจำลองสภาพภูมิอากาศ คือใช้สมการทางคณิตศาสตร์ที่แสดงถึงกระบวนการทางกายภาพ(เช่น การตกของน้ำฟ้าและการเกิดเมฆ) เพื่อคำนวณว่าบรรยากาศจะเป็นอย่างไร การวัดคุณสมบัติทางกายภาพจริงๆ เช่น อุณหภูมิ ความชื้น และลม จะผนวกเข้าไปในแบบจำลองเป็นระยะ เพื่อให้การสร้างแบบจำลองใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ในวันที่ 27 มิถุนายน รายงานการเตือนภัย(Awareness reportจากเครือข่ายของการบริการทางอุตุนิยมวิทยาแห่งยุโรประบุว่าระดับอุณหภูมิอยู่ใน “ระดับที่เป็นอันตรายมาก” การเตือนภัยอยู่ในระดับสูงสุดในบางส่วนของสเปน ฝรั่งเศส สวิสเซอร์แลนด์ และโครเอเชีย กรมอุตุนิยมวิทยาฝรั่งเศสจัดลำดับเมืองหลายเมืองที่มีอุณหภูมิสูงที่สุดทุบสถิติ โดยหลายพื้นที่เคยเกิดคลื่นความร้อนถึงขั้นเสียชีวิตในช่วงปี พ.ศ.2546

คลื่นความร้อน พ.ศ.2562 เริ่มขึ้นในปลายเดือนมิถุนายน เมื่อมวลอากาศร้อนจากภูมิภาคซะฮาราเข้ามายังสเปน และเข้าปกคลุมยุโรปตอนกลาง รายงานข่าวยังอ้างถึงระบบความกดอากาศสูงที่เกี่ยวข้องกับดึงให้มวลอากาศร้อนเข้ามา คาดว่า ความร้อนที่เพิ่มขึ้นอย่างมากนี้จะมีไปตลอดทั้งเดือน

NASA Earth Observatory image by Joshua Stevens, using GEOS-5 data from the Global Modeling and Assimilation Office at NASA GSFC. Story by Kathryn Hansen.

สงครามไฟฟ้า โซลาร์รูฟท็อป

ในภาพยนตร์ The Current War(สงครามไฟฟ้า คนขั้วอัจฉริยะ) เราได้เห็นเรื่องราวของ การขับเคี่ยวกันระหว่างทฤษฎีไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current-DC) ของโทมัส อัลวา เอดิสัน-อัจฉริยะนักประดิษฐ์ที่จับมือกับเจพี มอร์แกน-เจ้าพ่อนายทุน และทฤษฎีไฟฟ้ากระแสไฟฟ้าสลับ (Alternating Current-AC) ของจอร์จ เวสติงเฮ้าส์-วิศวกร นักประดิษฐ์และนักธุรกิจชาวอเมริกันที่มีนิโคลา เทสลา-อัจฉริยะนักประดิษฐ์ในยุคเดียวกันเป็นผู้คอยช่วยเหลือ การต่อสู้ดังกล่าวส่งผลและสร้างคุณูปการต่อระบบไฟฟ้าของโลกมาจนถึงทุกวัน

ช่วงเวลาไล่เลี่ยกับ The Current War ชาร์ล ฟริทส์(Charles Fritts)-นักประดิษฐ์ มีวิสัยทัศน์ที่ต่างออกไป เขาบอกว่า “โซลารูฟท็อปจะมีชัยชนะเหนือไฟฟ้าจากถ่านหิน”

พ.ศ.2427 คือปีที่แผงเซลแสงอาทิตย์ชุดแรกของโลกปรากฎอยู่บนหลังคาในเมืองนิวยอร์ก โดยชาร์ล ฟริทส์ ติดตั้งขึ้นหลังจากค้นพบว่าแผ่นซีลีเนียมบางที่วางทาบแผ่นโลหะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าเมื่อเจอกับแสงแดด ในเวลานั้นเขาและผู้ร่วมบุกเบิกยังไม่เข้าใจว่าแสงแดดทำให้เกิดไฟฟ้าได้อย่างไรจนกระทั่งต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ตีพิมพ์ผลงานปฏิวัติโลกว่าด้วย “โฟตอน

แม้ว่าฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในยุคของชาร์ล ฟริทส์ เชื่อว่าการผลิตพลังงานขึ้นอยู่กับความร้อน แต่เขาเชื่อว่า ”แผงเซลแสงอาทิตย์” จะแข่งขันกับโรงไฟฟ้าถ่านหินที่โทมัส อัลวา เอดิสันทำให้เกิดการจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ในปี พ.ศ.2425 ที่เมืองนิวยอร์ก

ภาพแผงเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคาในปี พ.ศ.2427 ในเมืองนิวยอร์กโดยชาร์ล ฟริทส์ (Charles Fritts)-นักประดิษฐ์ (ที่มา : https://cleantechnica.com/2014/12/31/photovoltaic-dreaming-first-attempts-commercializing-pv/)

ปัจจุบัน แผงเซลล์แสงอาทิตย์เข้ามาแทนที่ไฟฟ้าจากถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ ใช้แทนตะเกียงน้ำมันและเครื่องกำเนิดกระแสไฟฟ้าจากน้ำมันดีเซลในพื้นที่ห่างไกลจากระบบสายส่งไฟฟ้า นี่คือเรื่องจริงของผู้คนมากกว่าพันล้านคนทั่วโลก ในขณะที่สังคมโลกกำลังเผชิญกับมลพิษจากกระบวนการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิง และในหลายพื้นที่เข้าไม่ถึงการบริการด้านไฟฟ้า คลื่นแสงและอนุภาคลึกลับของแสงอาทิตย์วิ่งลงกระทบพื้นผิวโลกอย่างต่อเนื่องคิดเป็นพลังงานมากกว่าหมื่นเท่าของพลังงานที่โลกใช้ ระบบโซลาร์รูฟท็อปขนาดเล็กบนหลังคาบ้านมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งยวดในการเก็บเกี่ยวพลังงานจากแสงอาทิตย์ซึ่งถือเป็นทรัพยากรพลังงานที่มีเหลือล้นบนโลก เมื่ออนุภาคแสง(โฟตอน)ตกกระทบผลึกซิลิกอนที่เป็นแผ่นบางภายในแผงที่เคลือบในสภาพสูญญากาศ ทำให้อิเล็กตรอนหลุดออกมาและเกิดกระแสไฟฟ้าขึ้น

ในขณะที่แผงเซลล์แสงอาทิตย์มีส่วนในการผลิตกระแสไฟฟ้าไม่ถึงร้อยละ 2 ของการใช้ไฟฟ้าของโลกในปัจจุบัน แต่แผงเซลล์แสงอาทิตย์นั้นมีการขยายตัวอย่างก้าวกระโดดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ในปี พ.ศ. 2558 ระบบกระจายศูนย์ของการผลิตไฟฟ้าจากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่มีขนาดน้อยกว่า 100 กิโลวัตต์ มีร้อยละ 30 ของกำลังการผลิตไฟฟ้าจากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ทั่วโลก ในเยอรมนี หนึ่งในประเทศผู้นำด้านพลังงานแสงอาทิตย์ กำลังผลิตไฟฟ้าจากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ส่วนใหญ่มาจากระบบโซลาร์รูฟท็อปซึ่งมี 1.5 ล้านระบบ ในบังคลาเทศที่มีประชากร 157 ล้านคน มีการติดตั้งระบบแผงเซลล์แสงอาทิตย์ในบ้าน(โซลาโฮม)มากกว่า 3.6 ล้านครัวเรือน ในออสเตรเลีย ระบบโซลาโฮมมีร้อยละ 16 การเปลี่ยนแปลงแต่ละส่วนเล็กๆ ของระบบโซลาร์รูปท็อปให้เป็นโรงผลิตกระแสไฟฟ้าขนาดย่อมเป็นเรื่องที่ไม่อาจต้านทานได้

ระบบแผงเซลล์แสงอาทิตย์แพร่กระจายไปทั่วโลกเพราะหาซื้อได้ทั่วไป แผงเซลล์แสงอาทิตย์ได้รับผลประโยชน์จากราคาที่ลดลงเรื่อยๆ อันเนื่องมาจากแรงจูงใจในเร่งรัดพัฒนาและการดำเนินงาน ต้นทุนต่อหน่วยของการผลิต ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีแผงเซลล์แสงอาทิตย์ นวัตกรรมในการสนับสนุนทางการเงินให้กับผู้ใช้ เช่น การจัดให้มีบุคคลที่ 3 มาเป็นผู้ลงทุน เป็นต้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขยายตัวของระบบโซลาร์รูฟท็อปในสหรัฐอเมริกา

เมื่อความต้องการเพิ่มขึ้น การผลิตก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้ราคาลดลง เมื่อราคาลดลง ความต้องการก็เพิ่มขึ้นไปอีก การที่การผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์ขยายตัวเป็นดอกเห็ดในประเทศจีนช่วยปลดปล่อยพลังของการใช้อย่างแพร่หลายของแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่หาซื้อได้ไปทั่วโลก แต่ต้นทุนอุปกรณ์(hard cost)เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสมการต้นทุน ค่าใช้จ่ายทางการเงิน ค่าใช้จ่ายในการหาลูกค้ารายใหม่ การขอใบอนุญาตและการติดตั้งระบบอาจรวมเป็นครึ่งหนึ่งของระบบโซลาร์รูฟท็อปและอาจไม่มีแนวโน้มลดลงในแบบเดียวกับราคาแผงโซลาร์เซลล์ นี่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำไมโซลาร์รูฟท็อปจึงมีต้นทุนสูงกว่าระบบโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่ ถึงกระนั้น ระบบโซลาร์รูฟท็อปขนาดเล็กผลิตไฟฟ้าป้อนเข้าสายส่งในราคาที่ถูกลงแล้วในสหรัฐอเมริกา กลุ่มประเทศหมู่เกาะขนาดเล็ก ออสเตรเลีย เดนมาร์ก เยอรมนี อิตาลี และสเปน

แต่ประโยชน์ของระบบโซลาร์รูฟท็อปมีมากกว่าประเด็นเรื่องราคา แม้ว่าขั้นตอนการผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์จะปล่อยมลสารออกสู่สิ่งแวดล้อมอยู่บ้าง แต่แผงเซลล์แสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้าโดยปราศจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือมลพิษทางอากาศ ด้วยแสงอาทิตย์ที่เป็นทรัพยากรพลังงานที่ไม่มีวันหมด เมื่อเชื่อมต่อระบบโซลาร์รูฟท็อปเข้ากับสายส่ง เราสามารถผลิตไฟฟ้า ณ จุดที่มีการบริโภค หลีกเลี่ยงการสูญเสียการส่งไฟฟ้าไปตามสายไฟ ระบบโซลาร์รูฟท็อปยังช่วยหน่วยงานด้านไฟฟ้าขยายความต้องการใช้ไฟฟ้าโดยป้อนไฟฟ้าที่เหลือใช้เข้าระบบสายส่งไฟฟ้า โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน เมื่อแสงแดดจัดและความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น ด้วยระบบ “Net Metering” ซึ่งเป็นการขายไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้กลับสู่ระบบสายส่ง ทำให้แผงเซลล์แสงอาทิตย์สร้างรายได้ให้กับเจ้าของบ้าน ชดเชยค่าไฟฟ้าในเวลากลางคืนหรือเมื่อไม่มีแสงแดด

การศึกษาต่างๆ ระบุว่าผลประโยชน์ทางการเงินของโซลาร์รูฟท็อปมีทั้งสองทาง ผลประโยชน์ในฐานะเป็นแผนการผลิตไฟฟ้า หน่วยงานไฟฟ้าสามารถหลีกเลี่ยงต้นทุนทางการเงินของโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือโรงไฟฟ้าก๊าซที่ผู้บริโภคจะต้องจ่าย และลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพให้กับสังคมโดยรวม การผลิตไฟฟ้าจากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่เพิ่มเข้ามาในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดสามารถลดความจำเป็นในการใช้ไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าที่สกปรกและราคาแพง บางหน่วยงานด้านไฟฟ้าปฏิเสธจุดยืนนี้และอ้างว่าโซล่าร์รูฟท็อป “ได้ประโยชน์ฟรีๆ” และพยายามกีดกันการขยายตัวของระบบการผลิตไฟฟ้าจากแผงเซลล์แสงอาทิตย์แบบกระจายศูนย์ซึ่งส่งผลต่อรายได้และผลกำไรของตน ขณะที่ หน่วยงานด้านไฟฟ้าหลายแห่งยอมรับอย่างหลีกเลี่ยงมิได้และพยายามปรับเปลี่ยนแบบจำลองธุรกิจของตนในเวลาต่อมา

ในกรณีที่ไม่มีระบบสายส่ง โซลาร์รูฟท็อปช่วยให้เขตชนบทอันห่างไกลของประเทศยากจนเข้าถึงไฟฟ้า เช่นเดียวกับโทรศัพท์มือถือที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดดจากระบบโทรศัพท์แบบสายและทำให้การสื่อสารเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ขจัดความจำเป็นของการมีโครงข่ายสายส่งขนาดใหญ่แบบรวมศูนย์ เดิมประเทศร่ำรวยมีบทบาทนำในการลงทุนระบบไฟฟ้าแผงเซลล์แสงอาทิตย์แบบกระจายศูนย์จนถึงราวปี พ.ศ.2557 แต่ในปัจจุบัน ประเทศต่างๆ เช่น ชิลี จีน อินเดีย และแอฟริกาใต้ เข้าร่วมการปฏิวัติบนหลังคา นี่หมายถึงว่าโซลาร์รูฟท็อปกำลังเร่งให้เกิดการเข้าถึงการผลิตไฟฟ้าที่สะอาดและมีราคาสมเหตุสมผล และเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการขจัดความยากจน ระบบโซลาร์รูฟท็อปยังทำให้เกิดการจ้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น เพียงแค่ในบังคลาเทศ ระบบโซลาร์โฮม 3.6 ล้านครัวเรือนทำให้เกิดการจ้างงานโดยตรง 115,000 ตำแหน่ง และงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกว่า 50,000 ตำแหน่ง (อ่านเพิ่มเติมการจ้างงานจากระบบพลังงานหมุนเวียนในประเทศไทย)

นับตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 สังคมมนุษย์ในส่วนต่างๆ ของโลกต้องพึ่งพาระบบการผลิตไฟฟ้าแบบรวมศูนย์และเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลและส่งกระแสไฟฟ้าไปตามสายไฟ หอคอยและเสา การที่บ้านเรือนแต่ละหลังติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อป (เสริมด้วยระบบจัดเก็บพลังงานแบบกระจายศูนย์) ได้เปลี่ยนให้สมาชิกในครัวเรือนเป็นผู้ผลิตและเป็นเจ้าของระบบ เป็นอิสระจากการผูกขาดของหน่วยงานด้านไฟฟ้า การที่ยานยนต์ไฟฟ้าเริ่มขยายตัว การชาร์ทไฟฟ้ารถยนต์สามารถเกิดขึ้นที่บ้าน ลดการพึ่งพาน้ำมัน โดยที่เราเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้ ทำให้ระบบการผลิตไฟฟ้าเป็นประชาธิปไตย ชาร์ล ฟริทส์มีวิสัยทัศน์ดังกล่าวนี้เมื่อเขามองขึ้นไปบนหลังคาบ้านเรือนในเมืองนิวยอร์กในคริสตทศวรรษ 1880 ปัจจุบัน วิสัยทัศน์กลายเป็นจริง

ในแง่ของผลสะเทือนของระบบโซลาร์รูฟท็อปต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การวิเคราะห์ของโครงการ Drawdown ประเมินว่าระบบโซลาร์รูฟท็อปสามารถขยายเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 0.4 ของการผลิตไฟฟ้าของโลกเป็นร้อยละ 7 ภายในปี พ.ศ.2593 การขยายตัวเพิ่มขึ้นนี้ช่วยหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 24.6 กิกะตัน โดยที่ต้นทุนในการดำเนินการคิดเป็น 1,883 เหรียญสหรัฐต่อกิโลวัตต์ และลดลงเป็น 627 เหรียญสหรัฐต่อกิโลวัตต์ภายในปี พ.ศ.2593 ในช่วงเวลา 30 ปี เทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปจะช่วยให้บ้านเรือนทั่วโลกประหยัดค่าใช้จ่ายในราว 3.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

ตารางแสดงแนวทาง 15 ลำดับแรกที่เสนอโดยโครงการ Drawdown ซึ่งศึกษาทางเลือกที่มีศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ครอบคลุมสาขาต่างๆ มากที่สุดที่เคยมีมาเพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตสภาพภูมิอากาศ โซลาร์รูฟท็อปอยู่ในลำดับที่ 10

อ้างอิง : เรียบเรียงจาก Drawdown : The Most Comprehensive Plan Ever Proposed To Reverse Global Warming, Edited by Paul Hawken

Why waste trade should be on the Asean Summit agenda

Published on June 21st, 2019 by http://www.nationmultimedia.com/detail/opinion/30371534

Asean leaders meet this week in Bangkok as their countries reel from an unprecedented deluge of foreign waste dumping. Yet neither waste trade nor waste is on the agenda, especially considering the summit’s stated theme, “Advancing Partnership for Sustainability”.

Matters concerning sustainable development, in the face of the region’s rapid growth, are worryingly missing. Instead, discussions will focus on trade, economic and security issues.

In the past two years, countries in the region – both poor and prosperous – have been faced with record shipments of plastic waste from richer nations. Between 2016 and 2018, the region saw plastic waste imports grow by a staggering 171 per cent. Most of these shipments were labelled “recyclable”, but were found to be unrecyclable mixed and contaminated waste. With little or no infrastructure to deal with all this garbage, the shipments of foreign trash began piling up. This led to import restrictions and other measures by affected countries, culminating in May and June with the Philippines, Malaysia and Indonesia threatening to repatriate the waste.

The current waste-trade crisis faced by the region is largely due to China’s 2018 ban on trash imports. Earlier, many Southeast Asian countries had been importing waste, but at a much smaller scale; and they never had to return shipments until the situation reached crisis proportions. But with global plastic waste generation showing no signs of letting up, the question is, should Asean nations continue to receive the world’s waste?

It’s outrageous that some countries in the West still believe that Southeast Asia should keep welcoming their waste imports, and that some businesses and governments here still believe that waste trade is profitable. However, the current situation shows that plastic waste recycling is a myth. If it were technically feasible, why isn’t waste processed in the “advanced” recycling facilities in the country of origin? To say that Southeast Asia should use this opportunity to develop its own recycling facilities smacks of toxic colonialism, rationalising the injustice of how poorer countries are burdened with pollution generated by the First World.

At the same time, governments urgently need to rethink their own domestic waste policies. An effective waste policy would be to consider materials from the moment they are designed. In the case of plastic waste, it means tackling single-use plastic products and packaging at source. Limiting, and eventually eliminating, single-use plastics will dramatically reduce waste generation. This is important to consider as many Southeast Asian countries are heavy plastic bag users, and are markets for unrecyclable sachet packaging.

In all this, Asean has an important role to play in addressing both waste trade and plastic production. Currently, we are seeing only small pockets of national bans and plastic regulations as knee-jerk reactions to the two waste crises. But these measures, although laudable, need to be strengthened. Evidence suggests that as countries enact bans and launch contingency plans, they only move the problem to places where regulations and restrictions are weaker. An Asean-level response can ensure an extra layer of protection. For example, the Asean can use its influence as a trading bloc to ensure no trade in waste transpires within the region.

The Asean can further be a global leader in innovation. A holistic regional policy geared toward massively reducing the production of single-use plastic packaging and products, and facilitating innovation on reusable packaging and alternative delivery systems will create new and sustainable business models to replace the outdated and dirty waste-recycling industry with greener and healthier businesses.

Given Thailand’s stated focus on sustainability for this year’s summit, Asean people should demand no less than for their leaders to put waste and waste trade on the table. This is a timely opportunity and a test of Asean leadership and relevance. By stopping waste imports and implementing strong plastic reduction policies, the Asean region is in an ideal position to help spur a transformation of the global economy, forcing the West to rethink their waste generation and end all waste exports.

——————————————————–

Lea Guerrero is Philippines country director for Greenpeace Southeast Asia and can be contacted at lea.guerrero@greenpeace.org

Tara Buakamsri is Thailand country director for Greenpeace Southeast Asia and can be contacted at tara.buakamsri@greenpeace.org

คลื่นความร้อนในอินเดีย

10 มิถุนายน 2562

ช่วงต้นเดือนมิถุนายน พ.ศ.2562 คลื่นความร้อนเข้มข้นสร้างความแห้งผากทางตอนเหนือของอินเดีย บางพื้นที่เผชิญกับอุณหภูมิที่สูงเกิน 45 องศาเซลเซียส(113 องศาฟาเรนไฮต์) ในวันที่ 10 มิถุนายน คือวันที่ร้อนที่สุดของเดือนในกรุงเดลี อุณหภูมิแตะ 48 องศาเซลเซียส (118 องศาฟาเรนไฮต์)

แผนที่ด้านบนแสดงอุณหภูมิในวันที่ 10 มิถุนายน ในอินเดียและปากีสถาน ซึ่งเจอกับสภาพร้อนแล้งในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา แผนที่ทำขึ้นจากแบบจำลอง Goddard Earth Observing System (GEOS) โดยเป็นอุณหภูมิอากาศที่ระดับ 2 เมตรจากพื้นผิว แบบจำลอง GEOS-5 เช่นเดียวกับแบบจำลองสภาพภูมิอากาศอื่นๆ จะใช้สมการทางคณิตศาสตร์ที่เป็นตัวแทนของกระบวนการทางกายภาพ (เช่น น้ำฟ้าและกระบวนการเกี่ยวกับเมฆ) เพื่อคำนวณว่าชั้นบรรยากาศจะทำอะไร การวัดคุณสมบัติทางกายภาพจริงๆ เช่น อุณหภูมิ ความชื้น และลม จะนำเข้าสู่แบบจำลองเพื่อทำให้การทำ simulation ใกล้เคียงกับการวัดจริงๆ มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

โดยทั่วไป เดือนพฤษภาคมและมิถุนายนจะเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดในภูมิภาคนี้ แต่คลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคมจำนวนเพิ่มขึ้น จากข้อมูลของกระทรวงวิทยาศาสตร์ ปีที่ร้อนที่สุด 15 อันดับแรกเกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา ปี พ.ศ.2561 เป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 6 ของอินเดีย นับตั้งแต่ที่เริ่มบันทึกอุณหภูมิในปี พ.ศ.2444

ในปี พ.ศ.2562 ฝนทิ้งช่วง ก่อนฤดูมรสุมพร้อมกับฤดูมรสุมที่ล่าช้าทำให้คลื่นความร้อนเกินจะทนทาน สภาพอากาศช่วงฤดูมรสุมมาล่าช้า 1 สัปดาห์จากการเคลื่อนตัวทางตะวันออกเฉียงใต้ของอ่าวเบงกอล ฝนฤดูมรสุมมาถึงตอนใต้ของอินเดียในราววันที่ 8 มิถุนายน (ช้ากว่าปกติประมาณ 7 วัน) กรุงเดลีมีอุณหภูมิลดลง อันนื่องมาจากฝนตกในวันที่ 11-12 มิถุนายน และมีพายุฝุ่น แต่ฤดูมรสุมยังไม่เกิดขึ้นทางตอนเหนือและตอนกลางของอินเดียจนถึงต้นเดือนกรกฎาคมนี้

นักอุตุนิยมวิทยาคาดว่าโดยรวมฤดูมรสุมจะเกิดขึ้นปกติ แต่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดียและปากีสถานจะเกิดความแห้งแล้งกว่าปกติ

NASA Earth Observatory image by Joshua Stevens, using GEOS-5 data from the Global Modeling and Assimilation Office at NASA GSFC. Story by Kasha Patel.

วิกฤตอาหารจากดินอันแห้งผาก

April 1 – 30, 2019

ความแห้งแล้งเกิดทั่วทั้งแอฟริกาตะวันตกหลังจากฤดูกาลของฝนในปลายปี พ.ศ.2561 และ 2562 ไม่อาจนำความชุ่มชื้นมาในพื้นที่ การไร้ซึ่งหยาดน้ำฟ้า(precipitation)นำไปสู่ วิกฤตทางอาหาร โดยที่แหล่งอาหารไม่เพียงพอกับคน

ท้ายที่สุด ฝนที่ตกน้อยลงทำให้ความชื้นในดินน้อยลง ความชื้นในดินที่น้อยลงโดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลเพาะปลูกนั้นสามารถทำให้การเพาะปลูกพืชที่พึ่งน้ำฝนล้มเหลวได้ องค์ประกอบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความแห้งแล้งนี้สามารถตรวจจับได้จากอวกาศ ข้อมูลดาวเทียมและแบบจำลองพื้นผิวโลกจะช่วยเป็นฐานให้กับระบบติดตามภัยแล้งในภาคเกษตรกรรม ระบบเหล่านี้ใช้ในการเตือนถึงทุกภิกขภัยและลดความเสี่ยงในภูมิภาคที่ไร้ซึ่งความมั่นคงทางอาหาร

แผนที่ด้านบนแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงที่ผิดแผกไปของความชื้นในดินในเดือนเมษายน พ.ศ. 2562 แสดงถึงความแห้งแล้งและส่งผลต่อสภาพแวดล้อมในการเพาะปลูกพืชอย่างไร พื้นที่สีเขียวแสดงถึงปริมาณความชื้นในดินชั้นบนที่มีมากกว่าระดับปกติในเดือนเมษายน ส่วนบริเวณสีแดงแสดงปริมาณความชื้นในดินที่มีน้อยกว่า

ความชื้นในดินที่ต่ำนั้นเกิดขึ้นทั่วทั้งเขตจะงอยแห่งแอฟริกา(the Horn of Africa) หนึ่งในภูมิภาคที่เป็นเป้าหมายของเครือข่ายเตือนภัยด้านทุพภิกขภัย(the Famine Early Warning System Network, FEWS NET) ความแห้งแล้งนั้นมาจากปริมาณฝนที่น้อยกว่าปกติในช่วงฤดูฝน(Gu) สองคาบที่ผ่านมา ข้อมูลจาก FEWS NET ปริมาณฝน Gu ในช่วงเดือนพฤษภาคมลดลงเป็นครึ่งหนึ่งจากระดับปกติของฤดูฝน (เมษายนถึงมิถุนายน) ตามมาด้วยฤดูแล้ง(Deyr) ช่วงที่มีฝนน้อยมาก(ตุลาคมและพฤศจิกายน)

ในโซมาเลีย การตกของฝนกระจายเป็นจุดๆ มีสถานีตรวจวัดปริมาณน้ำฝนอยู่สองสามแห่งในทางตอนเหนือที่เก็บข้อมูลในเดือนเมษายน รายงานของ FAO มีคนมากกว่า 2 ล้านที่อาจเจอกับความอดหยากหิวโหยขึ้นรุนแรงในช่วงเดือนกรกฏาคมถึงกันยายน พ.ศ. 2562

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โซมาเลียต้องเจอกับภัยแล้งยาวนาน ฝนทิ้งช่วงและไม่มีน้ำเพียงพอการเพาะปลูกและการปศุสัตว์ ภัยแล้งช่วงปี พ.ศ. 2559-2560 ทำให้ผลผลิตการเกษตรล้มเหลวครั้งใหญ่ ปศุสัตว์ล้มตาย และการอพยพหนีภัยแล้งของคนนับแสน

FEWS NET รายงานว่า โซมาเลียจะไปถึงขั้น “ภัยฉุกเฉิน” ของความไม่มั่นคงทางอาหาร ลำดับที่สี่ของห้าช่วง ตำ่กว่า“ทุพภิกขภัย” ช่วงที่สามคือ “วิกฤต” ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในเอธิโอเปีย โซมาเลีย เคนยาและยูกันดา

NASA Earth Observatory image by Lauren Dauphin, using data from the Famine Early Warning Systems Network (FEWS NET) and the U.S. Geological Survey. Story by Kathryn Hansen.

วิวล้านไมล์ของหมอกควันไฟป่าในแคนาดา

May 30, 2019

หมอกควันจากไฟป่าขนาดใหญ่ในพื้นที่ต่างๆของแคนาดานั้นมีความหนาทึบและแผ่กระจายกว้างออกไปโดยสามารถเห็นได้ชัดเจนในระยะ 1.5 ล้านกิโลเมตร(1 ล้านไมล์) จากผิวโลก ภาพจากกล้อง Earth Polychromatic Imaging Camera (EPIC) บนดาวเทียม DSCOVR ของ NOAA จับภาพนี้ไว้ได้เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2562 เมื่อกระแสหมอกควันกระจายออกไปทางตะวันออกทั่วทั้งรัฐอัลเบอร์ตา รัฐซัสแคตเชวัน และรัฐแมนิโทบา

แหล่งกำเนิดที่ใหญ่ที่สุดของหมอกควันคือไฟป่าที่ Chuckegg Creek ซึ่งเกิดไฟมาตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2562 กระแสลมแรงและสภาวะแห้งแล้งทำให้ไฟป่าขยายตัวในวันที่ 29 พฤษภาคม ทางการแคนาดาต้องออก คำสั่งอพยพ ประชาชนราว 1 หมื่นคน ในวันที่ 31 พฤษภาคม รัฐบาลท้องถิ่น ระบุว่า ยังไม่สามารถควบคุมไฟป่าอีกเก้าพื้นที่ ไฟป่าใน 5 พื้นที่อยู่ในการควบคุม(ไม่ขยายวงกว้างออกไปจากที่เป็นอยู่) และอีก 10 พื้นที่ สามารถจัดการได้แล้ว

การเกิดไฟที่เข้มข้นทำให้เกิด เมฆ pyrocumulus ซึ่งพาหมอกควันไฟป่ายกตัวลอยขึ้นไปในบรรยากาศระดับสูงที่ซึ่งมีกระแสลมแรงและเคลื่อนย้ายให้หมอกควันกระจายในระยะทางไกล ข้อแนะนำเรื่องคุณภาพอากาศฉบับพิเศษ ของหน่วยงานสิ่งแวดล้อมแคนาดา(Environment Canada) ในวันที่ 31 พฤษภาคม ระบุว่าประชาชนที่อาศัยทางตอนเหนือ ตอนกลางและตอนใต้ของรัฐอัลเบอร์ตาต้องเจอกับอากาศแย่และทัศนวิสัยที่เลวร้าย นำไปสู่อาการเจ็บป่วย เช่น ไอจาม เจ็บคอ ปวดหัว หรือหายใจลำบาก เด็ก ผู้สูงอายุ คนที่เป็นโรคปอด โรคหัวใจ จะมีความเสี่ยงเป็นพิเศษ

การที่ฝุ่นละออง มีความเข้มข้นเพิ่มมากขึ้น ในอากาศที่เต็มไปด้วยหมอกควันไฟป่าในพื้นที่เกือบทั่วทั้งรัฐอัลเบอร์ตา ประชาชนต้องเผชิญกับท้องฟ้าขมุกขมัวเป็นสีแดง Matt Albers จากกรมอุตุนิยมวิทยาแคนาดากล่าวว่า “ที่เมือง Edmonton เหมือนกับว่าเราอยู่บนดาวอังคาร”

NASA Earth Observatory image by Lauren Dauphin, using data from DSCOVR EPIC Story by Adam Voiland.