New reformist role for Thai Union

Published in

Thai Union Group, the world’s largest canned tuna company, is considering changes to its supply chains that could transform the seafood industry forever. Having been a target of investigation over coerced labour in its supply chains, the company is yet to take the significant steps needed to ensure its suppliers refrain from human rights abuses and destruction of the ocean.

Thai Union can show its commitment to leading by immediately addressing transshipment at sea — a shifty practice that is often associated with illegal fishing and human rights abuse.

It has been almost two years since the European Union (EU) gave Thailand a “yellow card” for its failure to prevent illegal and unregulated fishing in the country’s supply chains of seafood that eventually end up as exports to Europe. That warning continues today, as the Thai government has not taken decisive actions needed to eliminate illegal, unreported and unregulated (IUU) fishing or address the concerns on compliance with international rules on seafood supply.

Thai Union should not wait for the government to step up but should commit to transformative changes. One way for the company to show its leadership is to end transshipment at sea in its supply chains. In doing so, Thai Union can send a message to both the Thai government and the seafood industry as a whole that any practices associated with human rights abuses and illegal fishing should not and must not be tolerated.

Global Fishing Watch, an non-profit organisation that tracks commercial fishing activities worldwide, recently released a groundbreaking report on transshipment worldwide, observing 90% of the world’s reefer fleets over a four year time frame. The report finds 86,490 instances of potential transshipment. Over 40% of the transshipment incidents happened on the high seas, away from regulations and inspections, and appeared to be associated with patterns of IUU fishing.

Companies that are complicit in abuses of workers in their supply chains also often engage in destructive or illegal fishing, and have little regard for fishery management regulations.

As a direct result of overfishing, many coastal stocks are depleted and vessels must travel further into the high seas to fish. Rather than losing precious fishing time and incurring increased costs of returning to port, the industry increasingly relies on transshipment at sea — where smaller boats refuel, restock, and transfer catch onto larger cargo vessels. This practice turns fishing boats into floating prisons, and enables vessels to hide illegally-caught fish and mistreat crew members. Many trafficked and abused workers are forced to remain at sea with no means of escape for months or even years.

Recently, there have been attempts to remove the worst offenders from the water, which would have a positive effect on the ocean and people. In February 2017, Thailand’s Department of Fisheries (DoF) announced “the strengthening of transshipment control measures”. The announcement requires all Thai distant water fishing vessels to return back to port within 90 days and to ensure that there is no transshipment at sea involved while returning from the Indian ocean.

Thai Union can make a difference. By taking specific and practical steps to reform its operations, the company can be a driving force in continuing the modernisation of the fisheries sector in Thailand and reforming the seafood industry at large.

According to Greenpeace’s 2016 Southeast Asia canned tuna ranking, all tuna brands, including Thai Union, are still falling short on both sustainability and social responsibility issues.

If Thai Union continues to rely on transshipment at sea to operate, then it is reasonable to be concerned about all of its supply chains. Tuna can be commingled from several different sources with relative ease, obfuscating the supply chain and erasing the detection of tuna caught in an illegal or unethical manner.

Recently Mars and Nestle committed to making changes to help ensure their pet food supply chains operate in a manner that does not harm our oceans and does not abuse workers. The companies will address transshipment at sea throughout their pet food supply chains, which puts pressure on Thai Union, a supplier for both companies, to do the same thing.

If Thai Union commits to end at-sea transshipment in its supply chains until the associated problems are addressed, it can help lead the change for the entire industry.

Greenpeace believes a moratorium on transshipment at sea is needed until new standards are agreed upon by the industry and regulators and are demonstrably met using third-party auditors.

It is time for accountability in the global seafood industry, and that can begin with Thai Union.

Tara Buakamsri is Thailand Country Director of Greenpeace Southeast Asia.


ผืนป่าเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของสรรพชีวิต ป่าให้ความชื้น ความร่มเย็นและถ่ายเทออกซิเจน รวมถึงรักษาสมดุล วัฏจักรคาร์บอน ต้นไม้ช่วยกันลมและกันแดด ต้นไม้หยั่งรากลงบนผืนดิน ดูดซับและชะลอการไหลของน้ำ ป่าไม้เป็นแหล่งอาหาร ยารักษาโรค เชื้อเพลิงและวัสดุก่อสร้างที่มนุษย์นำมาใช้เพื่อดำรงชีวิต ป่าไม้เป็นระบบนิเวศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดบนผืนแผ่นดิน ประมาณว่ามีผู้คนกว่า 1.6 พันล้านคน รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 2,000 กลุ่มวัฒนธรรมทั่วโลกนั้นมีวิถีชีวิตที่พึ่งพาป่าไม้โดยตรง

ทุกๆ วันที่ 21 มีนาคม ของทุกปี องค์การสหประชาชาติจัดให้มีการเฉลิมฉลองวันป่าไม้โลก ในปี 2560 นี้ เน้นถึงบทบาทที่ไม่แยกขาดจากกันของป่าไม้และน้ำ ถือเป็นปีแรกของการดำเนินงานตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน(Sustainable Development Goals)

เรามีความท้าทายหลายด้านในเรื่องนโยบายป่าไม้ทั้งที่โยงกับวิกฤตน้ำและวิกฤตทางสังคมและสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ในระดับประเทศเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน แต่เมื่อพินิจในระดับภูมิภาคแล้ว ความท้าทายดังกล่าว ยิ่งซับซ้อนและโยงใยถึงห่วงโซ่อุปทานของสินค้าโภคภัณฑ์ระดับโลกไม่ว่าจะเป็น ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ผลิตภัณฑ์ไม้และพืชเศรษฐกิจที่ป้อนอุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์

จากฐานข้อมูลจับตาป่าไม้โลก(Global Forest Watch) เราสามารถจัดลำดับการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ระหว่างปี พ.ศ. 2544-2557 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ดังนี้คือ 1. อินโดนีเซีย (126 ล้านไร่) 2. มาเลเซีย(38 ล้านไร่) 3. เมียนมาร์ (14.6 ล้านไร่) 4. ลาว(12 ล้านไร่) 5.เวียดนาม(10.8 ล้านไร่) 6.กัมพูชา(10.7 ล้านไร่) 7. ไทย(8.6 ล้านไร่) และ 8.  ฟิลิปปินส์ (5 ล้านไร่)

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์และ Global Forest Watch ของสถาบันทรัพยากรโลก(World Resources Institute) ซึ่งใช้ข้อมูลจากดาวเทียมแลนด์แซท เพื่อติดตามอัตราการสูญเสียป่าไม้ในระดับโลก พบว่า กัมพูชาเป็นหนึ่งในหลายประเทศ ที่มีอัตราการทำลายป่าไม้เร็วที่สุดในโลก ในขณะที่หลายประเทศสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ในอัตราที่รวดเร็ว เช่น อินโดเซีย ก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่า กัมพูชานั้นมีการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้อย่างรวดเร็วมากเช่นกัน

จากภูมิทัศน์ที่มีป่าไม้หนาแน่น  — รวมถึงพื้นที่ป่าอนุรักษ์ — ผืนป่าของกัมพูชาในปัจจุบันถูกแผ้วถางกลาย เป็นสวนยางพาราและสวนอุตสาหกรรมป่าไม้ขนาดใหญ่

ระหว่างปี พ.ศ. 2544 และ 2547 อัตราการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ต่อปีในกัมพูชาเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.4 หรืออีกนัยหนึ่ง กัมพูชาสูญเสียป่าไม้รวมกัน 14,400 ตารางกิโลเมตร ประเทศต่างๆ ที่มีอัตราการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้อย่างรวดเร็ว รวมถึง เซียราเลโอน(ร้อยละ 12.6) มาดากัสการ์ (ร้อยละ 8.3) อุรุกวัย (ร้อยละ 8.1) และปารากวัย (ร้อยละ 7.7 )


ภาพถ่ายดาวเทียมแลนด์แซท 7 วันที่ 31 ธันวาคม 2543


ภาพถ่ายดาวเทียมแลนด์แซท 8, วันที่ 30 ตุลาคม 2558

การเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ป่าไม้ในกัมพูชาดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างลึกซึ้ง จากภาพถ่ายดาวเทียมสองภาพ ที่เปรียบเทียบกันด้านบน ภาพแรกบันทึกโดยเครื่องมือบนดาวเทียมแลนด์แซท 7 ในวันที่ 31 ธันวาคม 2543 แสดงพื้นที่ป่าไม้สมบูรณ์ดั้งเดิมบริเวณเขตรอยต่อจังหวัดกัมปงธมและกัมปงจาม ในวันที่ 30 ตุลาคม 2558 เครื่องมือบนดาวเทียมแลนด์แซท 8 บันทึกภาพที่แสดงให้เห็นถึงแนวถนนที่ตัดเป็นตาราง และพื้นที่สวนยางขนาดใหญ่ ชายขอบพื้นที่ป่าไม้ดั้งเดิม (สีเขียวเข้ม) ถูกแผ้วถางออกและแทนด้วยหน้าดิน พืชเศรษฐกิจและพื้นที่ป่าละเมาะ(สีน้ำตาลและเขียวอ่อน)

เมื่อผนวกเข้ากับข้อมูลด้านเศรษฐกิจก็พบว่า การเปลี่ยนแปลงราคายางในระดับโลก และ การขยายตัวอย่างมหาศาลของการเช่าสัมปทานพื้นที่ คือตัวการสำคัญที่เร่งเร้าให้มีอัตราการทำลายป่า อย่างรวดเร็วมากขึ้นในกัมพูชา รัฐบาลกัมพูชาเปิดให้มีการเช่า พื้นที่สัมปทาน แก่นักลงทุนท้องถิ่นและกลุ่มทุน ข้ามชาติเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตร การผลิตไม้ซุงและอื่นๆ ข้อมูลจากการวิจัยพบว่า การสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ในพื้นที่เช่าสัมปทานมีอัตราสูงกว่าพื้นที่อื่นๆ ร้อยละ 29-105


แผนที่การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้ระหว่างปี 2543 และ 2557 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป


แผนที่การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้ระหว่างปี 2543 และ 2557 ในกัมพูชา

เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปิดเผยให้เห็นถึงขอบเขตของการทำลายป่าไม้ ในปี พ.ศ. 2556 มีการตีพิมพ์ แผนที่โลกว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้เป็นครั้งแรกแผนที่ด้านบนแสดงถึงขอบเขต การสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ของกัมพูชาทั้งประเทศ ระหว่างปี 2543 และ 2557 การสูญเสียส่วนมากเกิดขึ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

ความร่วมมือระหว่างสถาบันทรัพยากรโลก และห้องปฏิบัติการ Global Land Analysis and Discover แห่งมหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ในการพัฒนาระบบแจ้งเตือนรายสัปดาห์ โดยจะตรวจจับกิจกรรม การทำลายป่าไม้ด้วยดาวเทียมพร้อมกับภาพถ่ายใหม่ ผู้ใช้สามารถสมัครเพื่ออัพเดทข้อมูลผ่านอีเมล ระบบแจ้งเตือนการทำลายป่าไม้ที่เข้าถึงได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายนี้เกิดขึ้นแล้วในคองโก ยูกันดา อินโดนีเซีย เปรูและบราซิล และกำลังนำไปใช้ในกัมพูชาและพื้นที่ป่าเขตร้อนอื่นๆ ในปี 2560 นี้



Bucket List Publications

Indulge- Travel, Adventure, & New Experiences

Pimthika 'S BLOG

The Right Way To Walk For Coffee Lover


ASEAN for a Fair, Ambitious and Binding Global Climate Deal


A view from within in a hyperconnected world

Burma Concern

A Creative Platform for Understanding Burma

AOr NOpawan

Let's the flowers bloom in your heart!!

Matt on Not-WordPress

Stuff and things.