Our silent killer, taking a toll on millions

Published: 8/12/2016 Bangkok Post Newspaper

In a city like Bangkok where bumper-to-bumper traffic, raging heat and all-consuming noise are enough to give you a migraine, a clear city skyline is a welcome view to make you appreciate this bustling city. But hovering over Bangkok and other cities like it, lies a hidden layer that’s affecting the health of millions.

Air pollution is one of the most pressing issues in major Thai cities. A 2015 study by the University of Washington and supported by the World Bank, shows that air pollution causes 50,000 premature deaths in the country yearly. Most at risk are children and the elderly, and people living in areas near coal-fired power plants and polluting industries. At the heart of it is the invisible and harmful pollutant, PM2.5.

Measuring less than 2.5 micrometres in diameter — less than the width of a single human hair — particulate matter (PM) 2.5 is the worst form of air pollution. PM2.5 penetrates deeply into the lungs, allowing harmful chemicals to be carried into internal organs; and is attributed to causing a wide range of illnesses including cancer, strokes, respiratory diseases, foetal damage and even death.

Globally, air pollution is turning out to be a very serious issue. According to Unicef, it contributes to the deaths of around 600,000 children each year; and a recent World Bank study has shown that total deaths from air pollution have risen in Thailand from roughly 31,000 in 1990 to 48,000 in 2013. In fact, Thailand’s Pollution Control Department has identified ground-level ozone and airborne particles as the two pollutants that pose the greatest threats to human health.

Unfortunately, PM2.5 levels in many parts of Thailand are way above acceptable levels. The annual safe limit according to Thailand’s National Ambient Air Quality Standard is at 25 microgrammes per cubic metre, a figure Thailand’s major cities have failed to reach for the past several years. Greenpeace Southeast Asia recently looked into this. Our recent report ranked Thai cities according to their PM2.5 readings — the first of its kind for the country — and what we found highlights the hidden public health crisis we have on our hands.

Based on 2015 data, out of 29 provinces that are equipped with air monitoring stations, 23 exceeded the average annual particulate matter of less than 10 micrometres (PM10) levels. Between January-May this year, the five cities with the highest annual average concentrations of PM2.5 were Chiang Mai, Khon Kaen, Lampang, Bangkok and Ratchaburi. This means, that there are levels reaching into “unhealthy”, “very unhealthy” and “hazardous” levels, according to the World Health Organisation. If you want a real-time measurement of what we’re breathing, there is a website that you can check out the visual map, just key “Bangkok AQI”.

So why isn’t the Thai government factoring in PM2.5? Many other countries such as China and India have already incorporated PM2.5 in their air quality indexes, and PM2.5 concentrations are crucial in determining the country’s smog and pollution alerts. In Beijing, residents are advised to wear masks and avoid outdoor activities in similar circumstances. In Delhi, a severe bout of smog enveloped the city and the government was forced to temporarily shut down schools. But the same warnings or measures are not in place in Thailand.

The country is well equipped to do so though. Although pollution monitoring stations are capable of measuring PM2.5 concentrations, Thailand’s Air Quality Index (AQI) does not factor it in. While the AQI provides Thais with timely and reliable information about air pollution levels, it only considers PM10 (larger dust particles). Comparatively, the World Health Organisation also uses PM2.5 AQI values, rather than PM10, to more accurately judge potential health effects from pollution.

So if PM2.5 can give us a better understanding of pollution and the toll it takes on human lives, why is this silent killer hidden from official data? The unfettered growth of industries, the construction of even more coal-fired power plants, the addition of more vehicles on our roads, and the unsolved haze problem from Indonesia affecting Thailand and other Southeast Asian countries will mean pollution will certainly worsen in the coming years.

To protect people’s health, the Thai government needs to urgently upgrade the AQI to include PM2.5. Additionally, it should strengthen pollution monitoring and regulation of existing coal plants and shift away from the use of coal. PM2.5 and mercury emissions should be measured at source, and the current standards for other toxic pollutants such as sulphur oxides and nitrous oxides, aside from dust emissions should be reviewed.

Legal protection for the right to clean air in Thailand is inadequate and will remain so as long as the government continues to sacrifice public health whenever it is perceived to come into conflict with industry. The Thai government must take a step back from this myopic approach and tackle the issue from a public health perspective. The government must challenge industry to meet better standards through innovation — and thus pave the way for a sustainable approach to pollution prevention.

ฝุ่นพิษ PM2.5 ที่คุกคามสุขภาพของคนในกรุงเทพฯ มาจากไหน

แหล่งกำเนิด PM2.5 มีทั้งแบบปล่อยโดยตรงกับแหล่งกำเนิดปฐมภูมิ ไม่ว่าจะเป็นการคมนาคมขนส่ง การผลิตไฟฟ้า การเผาในที่โล่งและอุตสาหกรรมการผลิต ขึ้นอยู่กับว่าพื้นที่ใดมีแหล่งกำเนิดแบบใดเป็นหลัก(Primary PM2.5 และจากปฏิกิริยาเคมีในบรรยากาศโดยมีสารกลุ่มซัลเฟอร์หรือกลุ่มไนโตรเจนและแอมโมเนียเป็นสารตั้งต้น(Secondary PM2.5) ดังนั้น การปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์และออกไซด์ของไนโตรเจนจากแหล่งกำเนิดต่างๆ โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากฟอสซิลและการผลิตทางอุตสาหกรรม เมื่อเกิดการรวมตัวกันในบรรยากาศจะมีผลต่อการก่อตัวของ PM2.5 ขั้นทุติยภูมิอีกด้วย

หลายคนมักจะพูดถึงการเผาในที่โล่งว่าเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่ง ในช่วงระยะเวลานี้ แต่จากข้อมูลดาวเทียม จุดเกิดความร้อนที่เกิดขึ้นในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาในเขตประเทศไทยมีน้อยมาก ดังนั้น PM2.5 จากการเผาในที่โล่งนั้นจึงไม่ใช่ปัจจัยหลัก เราไม่ควรโยนความผิดให้เกษตรกรที่มักถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุ

แผนที่แสดงจุดความร้อนสะสมย้อนหลัง 24 ชั่วโมง(10-11 กุมภาพันธ์ 2561)
ที่แปลผลจากภาพถ่ายดาวเทียม(http://fire.gistda.or.th)

ดังนั้น ในช่วงนี้ ฝุ่นพิษ PM2.5 ที่คุกคามสุขภาพของคนกรุงเทพฯ ก็ต้องมุ่งตรงไปที่แหล่งกำเนิดจากการคมนาคมขนส่ง(ให้นึกภาพถึงรถยนต์ส่วนตัวนับล้านคันบนถนน) และการเคลื่อนตัวของมลพิษจากพื้นที่อื่นๆ เช่น ผลการคำนวณแบบจำลองบรรยากาศ (Atmospheric Modeling) ที่ดำเนินการโดยทีมวิจัย Atmospheric Chemistry Modeling ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่าแบบจำลองการเคลื่อนที่ของเคมีในบรรยากาศ (Atmospheric chemistry-transport model- GEOS-Chem) ซึ่งระบุว่า….”โรงไฟฟ้าถ่านหินบีแอลซีพีและเก็คโค-วัน ยังส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศของแหล่งท่องเที่ยวบริเวณใกล้เคียงอย่างเกาะเสม็ด เกาะแสมสารและพัทยา รวมทั้งกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงกันยายน เมื่อลมพัดจากทางทิศใต้มายังทิศตะวันตกเฉียงใต้(ดูภาพแรกแสดงทิศทางของกระแสลม) และในช่วงสภาวะอากาศที่แย่ที่สุด ในแต่ละวันฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอนจากโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งสองแห่งสามารถแพร่ กระจายเข้าสู่พื้นที่แหล่งท่องเที่ยวในสัดส่วนร้อยละ 40 และในเขตกรุงเทพมหานครร้อยละ 20 เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยรายปี”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สนธิ คชวัฒน์ เลขาธิการชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า “กรุงเทพมหานครช่วงที่ผ่านมามีสภาพอากาศนิ่ง การฟุ้งกระจายในแนวราบไม่ระบาย มีลมสงบความเร็วลมต่ำ และการฟุ้งกระจายในแนวดิ่งมีน้อย หรืออีกนัยหนึ่ง การเกิดมีสภาพอากาศเย็นหรืออุณภูมิต่ำที่พื้นดินรวมทั้งมีละอองน้ำหรือหมอกปกคลุมเหนือพื้นดินจำนวนมาก แต่ที่ระดับความสูงขึ้นไปอากาศกลับมีอุณภูมิสูงขึ้นเนื่องจากความร้อนจากดวงอาทิตย์ จึงทำให้มลพิษที่พื้นดิน เช่น ฝุ่นละอองขนาดเล็ก สารเบนซิน ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ เป็นต้น ที่ออกมาจากท่อไอเสียรถยนต์ซึ่งมีความร้อนมากกว่าอากาศโดยรอบจะเคลื่อนที่ลอยขึ้น(จากร้อนไปเย็น) ในระดับหนึ่งแล้วลอยต่อไปไม่ได้เนื่องจากไปปะทะละอองน้ำและความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่อุณหภูมิสูงกว่าจึงตกลงมาปกคลุมพื้นที่ใกล้เคียงทำให้มีค่ามลพิษเกินมาตรฐานบริเวณริมถนนซึ่งเปรียบเสมือนเอาฝาชีทึบครอบอาหารร้อนๆไว้ ความร้อนก็จะกระจายอยู่ในฝาชีนั่นเอง”

กรุงเทพเป็นพื้นที่ราบ อิทธิพลของลมมรสุมช่วยกระจายให้ฝุ่นละอองและมลพิษทางอากาศ เคลื่อนตัวออกไปได้ง่าย แต่เมื่อพิจารณาถึงคุณลักษณะที่สำคัญของมลพิษทางอากาศ PM2.5 ซึ่งสามารถเคลื่อนย้ายจากแหล่งกำเนิดไปในระยะไกลนับร้อยนับพันกิโลเมตรได้ แหล่งกำเนิด PM2.5 ขนาดใหญ่อื่นๆ เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหิน การผลิตทางอุตสาหกรรม เป็นต้น จึงมีส่วนสำคัญและส่งผลต่อคุณภาพอากาศในกรุงเทพมหานครภายใต้สภาวะทางอุตุนิยมวิทยา(ลม อุณหภูมิ ความกดอากาศ ความชื้น) และช่วงเวลาที่เหมาะสม

บทความโดย ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Right to Clean Air – The Art Exhibition

คุณฉัตรชัย พรหมทัตตะเวที ผู้อำนวยการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร พ่อแม่พี่น้องจากตำบลมะเกลือเมืองนครสวรรค์ ท่านผู้มีเกียรติ วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ สื่อมวลชนทุกท่าน

คำถามสองคำถามผุดขี้นในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา เมื่อเราพูดถึงฝุ่นละอองขนาดเล็กมากๆ ชนิดที่เรียกว่าตาเปล่ามองไม่เห็น คือ เราจะรู้และทำให้คนเข้าใจได้อย่างไร คำตอบก็คือ เราต้องเข้าไปสังเกตในระยะใกล้มากๆ ซึ่งมักทำได้โดยใช้เครื่องมือวัดที่ละเอียดมากๆ หรือไม่ เราก็ต้องออกไปไกลให้มากพอที่จะเห็นภาพรวมทั้งหมด จากชานเมืองมองเข้ามาในเมือง จากที่สูงมองลงมาในเมือง/ในเขตอุตสาหกรรม ในวันที่อากาศแย่ๆ เราจะเห็นฝุ่นควัน smog ซึ่งมี PM2.5 เป็นส่วนประกอบสำคัญ

ในยุคที่การสำรวจระยะไกลพัฒนาไปอย่างไร้เทียมทาน มนุษย์ได้มีโอกาสเห็นขอบเขต ความเข้มข้น การกระจายตัวของมลพิษทางอากาศจากภาพถ่ายดาวเทียมที่โคจรรอบโลก ข้อมูลปริมาณมหาศาลที่ประมวลมาเป็นกราฟฟิกและก่อรูปมาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายกลายมาเป็นกฏเกณฑ์ ข้อบังคับและกฏหมายเพื่อต่อกรกับวิกฤตมลพิษทางอากาศในประเทศต่างๆ

เราตอบคำถามแรกได้ไม่ยากนัก แต่คำถามอีกหนึ่งชุด มีความท้าทายอย่างยิ่ง กล่าวคือ เราสามารถสร้างแรงบันดาลใจ ผลสะเทือนที่เกิดจากความมุ่งมั่นของผู้คนจำนวนมากเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงไปสู่อนาคตที่เราต้องการ ในที่นี้คือ อากาศที่ดี ได้อย่างไร

แม้ว่าข้อมูล หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่าด้วย PM2.5 จะชัดเจนเพิ่มมากขึ้น รัฐบาล ผู้กำหนดนโยบาย รวมถึงผู้ก่อมลพิษเองจะตอบรับกับกระแส “เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” ที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่ค่อยจะเต็มใจนัก และสุดท้ายก็จะพูดว่า เราต้องเอาบรรยากาศการลงทุนเป็นตัวตั้ง เราแทบจะไม่ได้ทำอะไรเลยเพื่อปกป้องสุขภาพอนามัยและคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้คน ยังไปไม่ต้องไปนึกถึงคนที่ต้องอาศัยในพื้นที่ที่ปนเปื้อนมลพิษและสูดหายใจเข้าไปทุกวัน สิ่งที่เป็นอยู่คือการปล่อยมลพิษตามกฎหมาย

Right to Clean Air – the Art Exhibition ครั้งนี้นำเสนอเรื่องราวผ่านงานศิลปะโดยคุณโจ้ เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล กรีนพีซขอขอบคุณอย่างยิ่งสำหรับการอุทิศตนเพื่อเปิดให้เราได้ “สนทนากับสังคม” อย่างกว้างขวางและลึกซึ้ง ขอบคุณหอศิลปะวัฒนธรรมแห่ง กทม. แรงงานแห่งความรักของเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครของกรีนพีซที่ทำงานกันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยในช่วงปีที่ผ่านมา เพื่อช่วยให้พวกเราตอบคำถามที่สองว่าด้วยการสร้างความเปลี่ยนแปลงชุดความคิดของผู้คนในสังคมอันท้าทายยิ่ง

มีคำกล่าวที่ว่า ตลอดห้วงระยะเวลาประวัติศาสตร์ของมนุษย์ การเปลี่ยนแปลงขั้นรากฐานในสังคมมิได้มาจากคำสั่ง/อำนาจของรัฐบาล และผลของการสู้รบ หากมาจากผู้คนทั้งหลายเปลี่ยนแปลงความคิดตนเอง บางครั้ง แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม

เราก็เชื่อมั่นเช่นนั้น

WORLD ORGANIC NEWS

Decarbonise the air, Recarbonise the soil!

Bucket List Publications

Indulge- Travel, Adventure, & New Experiences

Pimthika 'S BLOG

The Right Way To Walk For Coffee Lover

A-FAB

ASEAN for a Fair, Ambitious and Binding Global Climate Deal

TARAGRAPHIES

A view from within in a hyperconnected world

Burma Concern

A Creative Platform for Understanding Burma

AOr NOpawan

The story of Red Yarn

Matt on Not-WordPress

Stuff and things.