วิกฤตแม่น้ำโขง : ภาพถ่ายดาวเทียมเปรียบเทียบสายน้ำเปลี่ยนสี

27 มกราคม 2558
25 มกราคม 2563

ในฐานะแม่น้ำนานาชาติที่ไหลผ่าน 6 ประเทศ แม่น้ำโขงคือเส้นเลือดหล่อเลี้ยงผู้คน 60 ล้านคนทั่วทั้งอุษาคเนย์ แม่น้ำที่ไหลเร็วแรงนี้คือแหล่งพันธุ์ปลาและนำพาตะกอนดินกระจายทั่วลุ่มน้ำ สร้างความอุดมสมบุรณ์ให้กับดินที่ชุมชนใช้ในการเพาะปลูกเลี้ยงชีพ ตะกอนทำให้แม่น้ำโขงมีสีปูนที่เป็นลักษณะเฉพาะ แต่ในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา ปริมาณตะกอนในแม่น้ำโขงลดลงและแม่น้ำโขงตอนล่างกลายเป็นสีฟ้าทะเลที่ผิดแปลกไป

รายงานครั้งแรกของการเปลี่ยนสีแม่น้ำโขงเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2563 ทางภาคเหนือของไทย และต่อมาขยายไปตามตอนล่างของลำน้ำ ภาพถ่านดาวเทียมสองภาพด้านบนแสดงแม่น้ำโขงบริเวณเมืองห้วยทรายใน สปป. ลาว ภาพบนเป้นแม่น้ำโขงในสภาวะที่มีตะกอนในวันที่ 27 มกราคม 2558 เปรียบเทียบกับสภาพที่เปลี่ยนแปลงไปในวันที่ 25 มกราคม 2563 ทั้งสองภาพบันทึกโดยเครื่องมือ Operational Land Imager (OLI) บนดาวเทียม Landsat 8

คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง(MRC) ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้เนื่องมาจากแม่น้ำตื้นและไหลช้าลงอย่างมาก ทำให้ตะกอนขนาดเล็กตกลงและทำให้แม่น้ำใสขึ้น

แม่น้ำที่ใสขึ้นทำให้สาหร่ายโตเร็ว สาหร่ายซึ่งโดยทั่วไปจะไหลไปตามกระแสน้ำ กระแสน้ำที่อ่อนลงหมายถึงตะกอนและสาหร่ายถูกรบกวนน้อย และแสงอาทิตย์สามารถส่องทะลุลึกลงในลำน้ำมากขึ้น สาหร่ายก็เจริญเติบโตในท้องน้ำมากขึ้น จากรายงานข่าว สาหร่ายสะสมตัวและเกาะติดอวนปลาของชาวประมง การหาปลายิ่งมีความลำบากมากขึ้น

ระดับน้ำที่ต่ำลงมีสาเหตุมาจากทั้งความแห้งแล้ง และเขื่อนต่างๆ ที่สร้างขึ้น ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ลุ่มน้ำโขงตอนล่างมีฝนน้อยมาก ราวร้อยละ 20 ถึง 30 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติระหว่างเดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธุ์ นอกจากนี้ การสร้างเขื่อนใหม่กั้นลำน้ำโขงยังทำให้เกิดการเบี่ยงและลดการไหลของแม่น้ำตามธรรมชาติ และแม่นำ้อาจไม่ไหล (คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง รายงานว่า ภายในปี พ.ศ.2583 ร้อยละ 97 ของการไหลของตะกอนไปยังสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงอาจถูกดักไว้ หากโครงการสร้างเขื่อนทั้งหมดที่วางแผนไว้ถูกสร้างขึ้น) คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงคาดว่าสีฟ้าเขียวของแม่น้ำโขงที่เกิดขึ้นในปี 2563 จะยังคงอยู่จนกระทั่งมีกระแสนำ้ไหลเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูฝนที่จะมาถึงในปลายเดือนพฤษภาคมโดยมีสัดส่วนร้อยละ 80 ถึง 90 ของการไหลต่อปีของแม่น้ำ

ที่มา : NASA Earth Observatory images by Lauren Dauphin, using Landsat data from the U.S. Geological Survey. Story by Kasha Patel.

อ้างอิง

ประเทศไทยเผชิญความแห้งแล้งครั้งใหญ่ในรอบสี่ทศวรรษ

January 1 – February 7, 2020

ประเทศไทยกำลังเจอกับความแห้งแล้งครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบสี่ทศวรรษ ราวครึ่งหนึ่งของบรรดาอ่างเก็บน้ำในประเทศมีน้ำต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของศักยภาพที่กักเก็บน้ำไว้ได้ น้ำในแม่น้ำต่ำในระดับที่ทำให้น้ำเค็มจากทะเลรุกเข้ามาถึงพื้นที่ตอนบนของแม่น้ำและส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำบริโภค ในประเทศที่คนกว่า 11 ล้านคนที่ทำงานภาคเกษตร คาดว่าผลผลิตทางการเกษตรและเศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบ

ฤดูมรสุมที่สั้นกว่าปกติและปริมาณฝนที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในปี พ.ศ.2562 เป็นสาเหตุของความแห้งแล้งที่เกิดขึ้น การคาดการณ์ว่าประเทศไทยจะได้รับผลกระทบหนัก 

แผนที่ด้านบนแสดงความผิดปกติของความชื้นในดิน(soil moisture anomalies) ที่เป็นดัชนีที่ระบุว่าน้ำในผิวดินมีค่าสูงหรือต่ำกว่าปกติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 7 กุมภาพันธุ์ 2563 โดยใช้ข้อมูลที่รวบรวมจากปฏิบัติการ Soil Moisture Active Passive (SMAP) ซึ่งเป็นดาวเทียมขององค์การนาซาดวงแรกที่ใช้วัดปริมาณน้ำในผิวดิน เครื่องมือวัด Radiometer บนดาวเทียมทำการตรวจจับปริมาณน้ำลึก 2 นิ้วจากผิวดิน นักวิทยาศาสตร์ใช้ข้อมูลดังกล่าวนี้ในแบบจำลองอุทกศาสตร์ซึ่งมีความสำคัญสำหรับภาคเกษตรกรรมเพื่อประเมินว่ามีปริมาณน้ำในชั้นดินที่ลึกลงไปอยู่มากน้อยเท่าไร

ดร.Senaka Basnayake ผู้อำนวยการ Climate Resilience ที่ศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชียกล่าวว่า ความแห้งแล้งทำให้การรุกของน้ำเค็มในบางพื้นที่ที่เป็นแหล่งน้ำของประเทศไทย มวลนำ้จืดมีไม่เพียงพอที่ไล่น้ำเค็มออกจากพื้นที่เมืองต่างๆ นี่คือหนึ่งในสัญญานที่แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ลุ่มต่ำของประเทศไทยในปีนี้ (พ.ศ.2563) เลวร้ายกว่าเมื่อก่อน”

ดร.Senaka Basnayake เป็นสมาชิกของ SERVIR-Mekong team SERVIR-Mekong เป็นโครงการร่วมระหว่างองค์การนาซาและยูเสด(USAID)ที่ใช้เทคโนโลยีการสำรวจระยะไกล(remote sensing)เพื่อสนับสนุนการทำงานในพื้นที่ต่างๆ ในลุ่มน้ำโขง เช่น การปกป้องทรัพยาการอาหารและน้ำ การลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติและการพัฒนาที่ยั่งยืน

ทีมงาน The SERVIR-Mekong พัฒนาชุดข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความแห้งแล้งเพื่อใช้คาดการณ์ความแห้งแล้งและผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง ข้อมูลจาก Regional Drought and Crop Yield Information System ระบุว่า ความรุนแรงของภัยแล้งในประเทศไทยมีมากกว่าร้อยละ 90 ของทั้งประเทศ และอาจอยู่ต่อเนื่องในระดับน้ำไปจนถึงปลายเดือนมีนาคม

คาดว่าประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกน้ำตาลอันดับต้นของโลกจะมีการผลิตที่ลดลงราวร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านๆ มา ทำให้ครั้งนี้เป็นฤดูแล้งที่ร้ายแรงที่สุดในรอบห้าปี ในวันที่ 17 กุมภาพันธุ์ กรมฝนหลวงและการบินเกษตรเริ่มแผนการบรรเทาภัยแล้งประจำปี รวมถึงการทำฝนหลวงเพื่อเติมน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำต่างๆ

ประเทศอื่นๆ ในลุ่มน้ำโขงตอนล่างต่างก็เผชิญกับฤดูแล้งครั้งรุนแรงในเดือนที่จะมาถึง กระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทของเวียดนามระบุว่า พื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงทางตะวันตกเฉียงใต้ของเวียดนามมีฝนทิ้งช่วงและปริมาณฝนน้อยลงร้อยละ 8 ในช่วงฤดูฝนของปีที่ผ่านมา การรุกของน้ำเค็มได้เกิดขึ้นแล้วโดยทำให้นาข้าวในจังหวัด Trá Vinh เสียหาย ข้าวนาปรังในพื้นที่กว่า 10,000 เฮกแตร์ประสบกับภาวะขาดน้ำ หากแหล่งน้ำยังน้อยและการรุกของน้ำเค็มยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง นาข้าวประมาณ 94,000 เฮกแตร์ ในลุ่มแม่น้ำโขงอาจจะได้รับผลกระทบ

ที่มา : NASA Earth Observatory image by Lauren Dauphin using soil moisture data from NASA-USDA and the SMAP Science Team. Story by Kasha Patel.

References & Resources

แอนตาร์กติกาละลายในวันที่ร้อนที่สุดที่มีการบันทึกในประวัติศาสตร์

ในวันที่ 6 กุมภาพันธุ์ 2563 สถานีตรวจวัดสภาพอากาศรายงานอุณหภูมิที่ร้อนที่สุดเท่าที่มีการบันทึกในประวัติศาสตร์สำหรับทวีปแอนตาร์กติก เทอร์โมมิเตอร์ที่สถานีวิจัย Esperanza ด้านปลายสุดของคาบสมุทรแอนตาร์ติกขึ้นสูงถึง 18.3°C (64.9°F) หรือประมาณอุณหภูมิที่เมืองลอสแอนเจอลิสในวันเดียวกัน ความร้อนนำไปสู่การละลายของธารน้ำแข็งในบริเวณแถบนั้นในวงกว้าง

อุณหภูมิที่สูงขึ้นมาถึงในวันที่ 5 กุมภาพันธุ์ และยาวไปจนถึงวันที่ 13 กุมภาพันธุ์ ปี พ.ศ.2563 ภาพด้านบนแสดงการละลายของธารน้ำแข็งที่ปกคลุมเกาะ Eagle จับภาพโดยอุปกรณ์ Operational Land Imager (OLI) บนดาวเทียม Landsat 8 ในวันที่ 4 และ 13 กุมภาพันธุ์ พ.ศ.2563

ความร้อนแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนในแผนที่ด้านล่าง ซึ่งแสดงอุณหภูมิในบริเวณคาบสมุทรแอนตาร์กติกในวันที่ 9 กุมภาพันธุ์ 2563 แผนที่ทำขึ้นจากแบบจำลอง Goddard Earth Observing System (GEOS) และแสดงอุณหภูมิอากาศในระดับที่สูงจากพื้น 2 เมตร (ประมาณ 6.5 ฟุต) พื้นที่สีแดงเข้มคือจุดที่แบบจำลองแสดงอุณหภูมิที่เกิน 10°C (50°F).

Mauri Pelto นักธารน้ำแข็งวิทยาที่ Nichols College สังเกตว่า ระหว่างปรากฎการณ์ความร้อน ธารนำแข็งประมาณ 1.5 ตารางกิโลเมตร ละลายกลายเป็นน้ำ(แสดงเป็นสีฟ้า) จาก แบบจำลองสภาพภูมิอากาศ เกาะ Eagle เจอกับการละลายของธารน้ำแข็งสูงสุด—30 มิลลิเมตร (1 นิ้ว)—ในวันที่ 6 กุมภาพันธุ์ ในภาพรวม พื้นที่ที่ธารน้ำแข็งปกคลุมบนเกาะ Eagle ละลาย 106 มิลลิเมตร(4 นิ้ว) จาก 6-11 กุมภาพันธุ์ ราวร้อยละ 20 ของการสะสมหิมะตามฤดูกาลในแถบนี้นั้นเกิดการละลายในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนเกาะ Eagle

“ผมไม่เคยเห็นพื้นที่บนธารน้ำแข็งที่มีการละลายกลายเป็นแอ่งน้ำอย่างรวดเร็วนี้ในแอนตาร์กติกมาก่อน ” Pelto กล่าว “คุณสามารถเห็นปรากฏการณ์นี้ที่อะลาสกาหรือกรีนแลนด์ แต่ไม่ใช่ที่แอนตาร์ติก” เขายังใช้ภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อติดตามการละลายบนพื้นผิวของธารน้ำแข็งรอบๆ พื้นที่ธารน้ำแข็ง Boydell

Pelto ตั้งข้อสังเกตุว่า การละลายอย่างรวดเร็วมีสาเหตุจากการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิที่สูงมากกว่าจุดเยือกแข็ง การที่อากาศอุ่นขึ้นเป็นเวลานานนั้นไม่ปรากฎขึ้นในแอนตาร์ติกจนกระทั่งมาถึงศตวรรษที่ 21 และกลายมาเป็นเรื่องปกติในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา

อากาศที่ร้อนขึ้นในเดือนกุมภาพันธุ์ ปี พ.ศ.2563 มีสาเหตุจาก ปัจจัยด้านอุตุนิยมวิทยาหลายประการ แนวความกดอากาศสูงมีศุนย์กลางอยู่หนือเคปฮอนในช่วงต้นของเดือนและทำให้อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น โดยทั่วไป กระแสลม Southern Hemisphere westerlies ซึ่งเป็นแถบของกระแสลมแรงจัดที่พัดวนอยู่รอบทวีปช่วยกันคาบสมุทรจากมวลอากาศร้อน อย่างไรก็ตาม กระแสลมดังลมกล่าวอ่อนตัวลงทำให้อากาศอบอุ่นเขตร้อนข้ามทะเลใต้และเข้ามาถึงพืดน้ำแข็งได้ นอกจากนี้ อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในพื้นที่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 2-3 °C.

กระแสลม foehn winds ที่อุ่นและแห้งยังมีส่วนกับเหตุการณ์นี้ ลม Foehn เป็นกระแสลมกรรโชกแรงที่ทำให้เกิดลมพายุตามที่ลาดชันบนเทือกเขา และมักหอบเอาอากาศอุ่นมาด้วย ในเดือนกุมภาพันธุ์ที่ผ่านมา กระแสลมหมุนตะวันตกวิ่งเข้ามายังคาบสมุทร Antarctic Peninsula Cordillera และลมพัดขึ้นไปบนเทือกเขา อากาศที่เย็นโดยทั่วไปและรวมตัวกันเป็นฝนและเมฆหิมะ เมื่อมีไอน้ำรวมตัวกันเป็นน้ำหรือนำ้แข็ง ความร้อนจะถูกระบายออกสู่อากาศโดยรอบ อากาศที่อุ่นและแห้งนี้จะเคลื่อนที่ลงจากด้านหนึ่งของเทือกเขา นำเอาความร้อนมายังบางส่วนของคาบสมุทร อากาศที่แห้งขึ้นหมายถึงมวลเมฆที่ลอยต่ำน้อยลงและมีแสงอาทิตย์ส่องตรงลงมามากขึ้นทางด้านตะวันออกของเทือกเขา

Rajashree Tri Datta นักวิจัยด้านบรรยากาศที่ NASA’s Goddard Space Flight Center กล่าวว่า“สองสิ่งที่ทำให้การละลายของธารน้ำแข็งที่เกิดจากกระแสลม foehn (a foehn-induced melt) เกิดมากขึ้นคือลมที่แรงขึ้นและอุณหภูมิที่สูงขึ้น” การที่มีมวลอากาศอุ่นขึ้นในบรรยากาศทั่วไปและในมหาสมุทร เป็นเงื่อนไขที่เหนี่ยวนำให้เกิดเหตุการณ์กระลม foehn

คลื่นความร้อนในเดือนกุมภาพันธุ์เป็นสาเหตุประการหนึ่งของการละลายของพืดน้ำแข็งช่วงฤดูร้อนปี พ.ศ.2562-2563 จากความร้อนที่เกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2562 และมกราคม 2563 “ถ้าคุณคิดว่ามันเป็นเหตุการณ์เดียวในเดือนกุมภาพันธุ์ มันก็ไม่สลักสำคัญอะไร ” Pelto กล่าว “มันสำคัญมากขึ้นเมื่อเหตุการณ์เหล่านี้เกิดถี่ขึ้น “

ที่มา : NASA Earth Observatory images by Joshua Stevens, using Landsat data from the U.S. Geological Survey and GEOS-5 data from the Global Modeling and Assimilation Office at NASA GSFC. Story by Kasha Patel.

เมฆเพลิงไฟป่าออสเตรเลีย

January 6, 2020

เมฆไฟโรคิวมูโลนิมบัส(cumulonimbus) เมฆไฟ แฟลมมาเจนิตัส(flammagenitus) เมฆมังกรพ่นไฟ เป็นคำที่ใช้เรียกมวลเมฆที่มักยกตัวอยู่เหนือควันไฟป่าและควันจากการระเบิดของภูเขาไฟ หลังจากเกิดมวลเมฆที่กระตุ้นโดยเหเหตุการณ์ไฟป่าหลายๆ ครั้งติดต่อกันในวันที่ 4 มกราคม 2563 และ 29 ธันวาคม 2562 ชาวออสเตรเลียก็ได้คุ้นเคยกับชื่อทั้งหมดนี้

รัฐวิกตอเรียและนิวเซาท์เวลล์เผชิญกับเหตุการณ์ไฟป่าที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่เคยเป็นมาในรอบทศวรรษ อุณหภูมิที่ร้อนนานหลายเดือน สภาพอากาศที่แห้ง เหตุการณืไฟป่านับร้อยขยายวงกว้างเป็นพื้นที่ที่ใหญ่กว่า 62,259 ตารางกิโลเมตร(หรือราวๆ สามเท่าของพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ไฟป่าทำลายบ้านเรือนนับร้อยและหลายสิบคนต้องเสียชีวิต

การก่อตัวของเมฆไฟโรคิวมูโลนิมบัส(pyrocumulus clouds) จำเป็นต้องมีไฟที่ร้อนเพียงพอที่ทำให้อากาศร้อนยิ่งยวดยกตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่ออากาศร้อนยกตัวขึ้นและกระจายออกไป อากาศก็จะเย็นลง กลายเป็นไอ ไอน้ำรวมกันตัวกันและก่อให้เกิดเมฆ ในบางกรณี การยกตัวของอากาศร้อนที่มีพลังสามารถเกิดเมฆที่ยกตัวขึ้นไปหลายกิโลเมตรและแปรเปลี่ยนให้เป็นพายุฝนเมื่อขึ้นไปถึงส่วนบนสุดของชั้นบรรยากาศ โทรโปสเฟียร์—เปลี่ยนจากเมฆ pyrocumulus ไปเป็นเมฆ pyrocumulus พายุนี้สร้างความเสี่ยงต่อนักบินและนักดับเพลิงอันเนื่องมาจากความปั่นป่วนที่ทรงพลังของมัน

เมฆ Pyrcocumulus และ pyrocumulonimbus เป็นเมฆที่เกิดได้ทั่วไป นักวิทยาศาสตร์ที่ U.S. Naval Research Laboratory (NRL) องค์การนาซาและสถาบันวิจัยต่างๆ ติดตามปรากฏการณ์เมฆดังกล่าวนี้ทุกปี แต่ขนาดและความเข้มข้นของเมฆเพลิงที่เกิดขึ้นในออสเตรเลีย นักวิทยาศาสตร์หลายคนกล่าวว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ทุบสถิติ

January 6, 2020

Michael Fromm นักอุตุนิยมวิทยาและเพื่อนร่วมงานของเขาที่ NRL นับจำนวนพายุไฟมากกว่า 20 เหตุการณ์ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนธันวาคมและสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม 2563 Fromm กล่าวว่า “จากการวัดของเรา นี่คือการเกิดพายุไฟโรคิวมูโลนิมบัสที่รุนแรงที่สุดในออสเตรเลีย และการคาดการณ์ถึงสภาพอากาศที่สุดขั้วมากขึ้นในวันต่อๆไป ก็จะอาจจะมีพายุเพลิงนี้มากขึ้นอีก

เมฆไฟได้ยกกลุ่มควันไฟป่าสูงขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ดาวเทียม CALIPSO บันทึกควันไฟป่าลอยตัวอยู่สูง 15 ถึง 19 กิโลเมตร (9 ถึง 12 ไมล์) ในวันที่ 6 มกราคม 2563—สูงพอที่จะถึงชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์(stratosphere)

Fromm กล่าวว่า “อาจเร็วเกินไปที่จะเทียบเคียงและจัดลำดับควันไฟนี้เพราะว่ากลุ่มควันไฟแบบนี้ลอยสูงขึ้นในช่วงสัปดาห์ จากหลักฐานเบื้องต้นระบุว่าเหตุการณ์เป็นห้าอันดับต้นของกลุ่มควันไฟทั้งหมดเท่าที่มีการบันทึกมาในอดีตในแง่ของความสูง ปริมาตรควันไฟโดยรวมที่เข้าสู่บรรยากาศชั้นสตราโตเฟียร์นั้นมากที่สุดเท่าที่มีการบันทึกในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา”

ภาพดาวเทียมในวันที่ 6 มกราคม(ด้านบน) จากเครื่องมือ Visible Infrared Imaging Radiometer Suite (VIIRS) บนดาวเทียม Suomi NPP ทำให้เราเห็นความสูงของฝุ่นและควันที่บันทึกโดยเครื่องมือ Cloud-Aerosol Lidar with Orthogonal Polarization (CALIOP) บนดาวเทียม CALIPSO ภาพตัดขวางแสดงกลุ่มควันไฟบางและยาวข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก ส่วนที่เป็นเมฆ(พื้นที่เป็นเฉด เล็กๆ ตรวจพบในระดับที่ต่ำกว่า 14 กิโลเมตร ภาพสีธรรมชาติ sunglint ที่เกิดจากการสะท้อนของแสงทิ้งพื้นที่สว่างในช่วงต่างๆ ภาพด้านล่างมาจากสถานีอวกาศนานาชาติแสดงกิจกรรรมไฟป่ารุนแรงในวันที่ 4 มกราคม 2563

January 4, 2020

เมื่อควันจากการระเบิดของภูเขาไฟขึ้นไปถึงชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์ มันจะถูกจับตาอย่างใกล้ชิดโดยนักวิทยาศาสตร์เพราะมันสามารถทำให้เห็นการเย็นลงของชั้นบรรยากาศนับเดือนหลังจากนั้น ควันไฟป่ามีส่วนประกอบที่แตกต่าง เช่น มีคาร์บอนดำมากกว่าซัลเฟต ยังไม่มีความเข้าใจมากพอถึงผลต่อสภาพอากาศและสภาพภูมิอากาศ ควันไฟป่าที่สูงระดับนี้ในชั้นบรรยากาศอาจส่งผลทางเคมีของโอโซนในชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์(stratospheric ozone)

โดยทั่วไป ควันที่ขึ้นไปถึงชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์จะอยู่ที่นั่นหลายเดือน นับตั้งแต่ การเกิดเมฆเพลิง เครื่องวัดบนดาวเทียมต่างๆ ได้ทำการบันทึกภาพของกลุ่มควันไฟที่ลอยข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก

Colin Seftor นักวิทยาศาสตร์ที่ NASA Goddard Space Flight Center กล่าวว่า “นาซากำลังติดตามการเคลื่อนตัวของควันไฟป่าออสเตรเลียโดยใช้เครื่องมือวัดชนิดต่างๆ ควันไฟส่งผลกระทบอย่างมากต่อนิวซีแลนด์ ทำให้คุณภาพอากาศเลวร้ายลงในหลายเมือง และหิมะบนยอดเขากลายเป็นสีดำ พ้นไปจากนิวซีแลนด์ ควันไฟป่าออสเตรเลียเคลื่อนตัวไปไกลกว่าครึ่งโลก ข้ามไปยังอเมริกาใต้ เปลี่ยนท้องฟ้าให้หม่น เปลี่ยนสีดวงอาทิตย์ช่วงขึ้นและตก คาดว่า อย่างน้อยที่สุด ควันไฟป่าจะเคลื่อนตัวครบหนึ่งรอบเต็มและกลับวนมาอยู่เหนือท้องฟ้าออสเตรเลียอีกครั้ง”

NASA Earth Observatory images by Joshua Stevens, using data from the CALIPSO team, and VIIRS data from NASA EOSDIS/LANCE and GIBS/Worldview and the Suomi National Polar-orbiting Partnership. Story by Adam Voiland.

ควันไฟป่าหนาทึบปกคลุมออสเตรเลียตะวันออกเฉียงใต้

ฤดูกาลไฟที่อันตรายถึงขั้นชีวิตและทุบสถิติเท่าที่เคยมีมาในออสเตรเลียกลายมาเป็นดรามาในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนธันวาคม 2562 และช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม 2563 ที่ผ่านมา ประชาชนในแถบตะวันออกเฉียงใต้ของออสเตรเลียบอกเล่าผ่านสื่อมวลชนถึงกลางวันที่กลับกลายเป็นกลางคืนจากการที่ควันไฟป่าหนาทึบปกคลุมเต็มท้องฟ้าและไฟป่าที่ทวีความรุนแรงทำให้ผู้คนต้องหนีออกจากบ้านเรือนของตน

ใน Mallacoota เมืองท่องเที่ยวชายฝั่ง ไฟป่าได้ขวางถนนสายหลัก เพื่อหาที่ปลอดภัย ชาวเมือง นักท่องเที่ยว และเจ้าหน้าที่ดับไฟต้องร่นมาอยู่ตามชายหาดจากการที่ไฟป่าขยายรุกเข้ามา นักดับไฟป่าและเจ้าหน้าที่รัฐบาลเตือนนักท่องเที่ยวให้ออกจากพื้นที่ชายฝั่งของรัฐวิกตอเรียและนิวเซาท์เวลส์ และมีการประกาศภาวะฉุกเฉิน 7 วัน นับจากวันที่ 3 มกราคม 2563 การประกาศภาวะฉุกเฉินรวมถึงการบังคับให้ย้ายออกหากคาดการณ์ว่าอันตรายจากไฟป่ามีมากขึ้นในวันต่อๆ ไป

ในวันที่ 1 มกราคม 2563 อุปกรณ์ Operational Land Imager (OLI) บนดาวเทียม Landsat 8 บันทึกภาพสีธรรมชาติของควันไฟป่าหนาทึบที่ปกคลุมออสเตรเลียตะวันตกเฉียงใต้ในระหว่างเขตแดนรัฐวิกตอเรียและนิวเซาท์เวลส์ โดยเปรียบเทียบกับภาพถ่ายดาวเทียมอีกภาพหนึ่งที่ปราศจากเมฆและควันไฟซึ่งบันทึกในวันที่ 24 กรกฏาคม 2562

ภาพถ่ายดาวเทียมอีกภาพบันทึกในวันที่ 1 มกราคม 2563 โดย Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) บนดาวเทียม Aqua ของนาซาแสดงเป็นสีแทน ส่วนเมฆจะเป็นสีขาวสว่าง

จากแหล่งข่าวของออสเตรเลียและนานาชาติ มีบ้านเรือนผู้คนอย่างน้อย 1,200 หลังถูกทำลายจากฤดูกาลแห่งไฟซึ่งเริ่มต้นเร็วในช่วงฤดูใบไม้ผลิและยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลง รายงานข่าวระบุว่ามีอย่างน้อย 18 คนเสียชีวิตจากไฟป่าและมีพื้นที่เผาไหม้ 5.9 ล้านแฮกแตร์ ดัชนีคุณภาพอากาศในออสเตรเลียตะวันตกเฉียงใต้และไปไกลจนถึงนิวซีแลนด์อยู่ในระดับสูงสุดเท่าที่มีการรายงาน

รายงานของกรมอุตุนิยมวิทยาแห่งออสเตรเลียปลายเดือนธันวาคม 2562 ระบุว่าดัชนีอันตรายจากไฟป่า Forest Fire Danger Index (FFDI) ที่วิเคราะห์โดยใช้ข้อมูลอุณหภูมิอากาศ ความชื้น น้ำฟ้า ลม และปัจจัยอื่นๆ มีค่าเฉลี่ยร้อยละ 95 ของทั้งประเทศ มากกว่าร้อยละ 60 ของดัชนีอันตรายจากไฟป่า Forest Fire Danger Index (FFDI) ในออสเตรเลียทำสถิติสูง และฤดูร้อนเพิ่งจะเริ่มต้น

NASA Earth Observatory images by Joshua Stevens, using Landsat data from the U.S. Geological Survey and MODIS data from NASA EOSDIS/LANCE and GIBS/Worldview. Story by Mike Carlowicz.

ไฟเผาทำลายผืนป่าในออสเตรเลีย

โดยทั่วไป ฤดูกาลไฟในรัฐนิวเซาท์เวลของออสเตรเลียอยู่ในช่วงเดือนธันวาคม ในปี พ.ศ.2562 นี้ อากาศที่ร้อนและความแห้งแล้งที่ผิดปกติ เข้าปกคลุมพื้นที่นับตั้งแต่เดือนตุลาคม สองเดือนหลังจากนั้น เกิดไฟมากกว่า 100 จุด ในพื้นที่ป่าและป่าพุ่มไม้(bush)ทางแถบพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ พื้นที่ป่าที่เกิดไฟรวมถึงป่าฝนกึ่งเขตร้อน และป่ายูคาลิปตัสแบบชื้นซึ่งปกติจะไม่ค่อยมีไฟไหม้

จนถึงเดือนธันวาคม 2562 ไฟป่าในรัฐนิวเซาท์เวลส์กินบริเวณ 27,000 ตารางกิโลเมตร (10,000 ตารางไมล์) ขนาด 26 เท่าของเนื้อที่กรุงมหานคร ควันไฟป่าและมลพิษทางอากาศเข้าปกคลุมพื้นที่ตามบริเวณชายฝั่งและเมืองต่างๆ เป็นบริเวณกว้างนานหลายสัปดาห์ จากการรายงานข่าว หลายส่วนของซิดนีย์ เมืองใหญ่ที่มีประชากร 5 ล้านคนต้องผจญกับมลพิษทางอากาศที่เกินกว่าระดับที่พิจารณาว่าปลอดภัยหลายเท่า

ไฟสร้างความเสียหายต่อป่ายูคาลิปตัสและป่าปลูกซึ่งอยู่รอดในพื้นที่แห้งแล้งและมีธาตุอาหารต่ำ พื้นที่ป่าไม้เหล่านี้เสี่ยงต่อการเกิดไฟเนื่องจากสายพันธุ์ของพืชหลายชนิดอุดมไปด้วยน้ำมันที่จุดไฟติดง่ายมาก แผนที่ด้านบนมาจากข้อมูลของกระทรวงเกษตรแห่งออสเตรเลียแสดงให้เห็นถึงการระจายตัวของพื้นที่ป่ายูคาลิปตัส จุดสีแดงแสดงให้เห็นถึงจุดความร้อนที่ตรวจวัดโดย Visible Infrared Imaging Radiometer Suite (VIIRS) บนดาวเทียม Suomi ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายนถึง 5 ธันวาคม 2562 ภาพถ่ายดาวเทียมสีธรรมชาติบันทึกโดย Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer

Ayesha Tulloch นักชีววิทยาเชิงอนุรักษ์แห่งมหาวิทยาลัยซิดนีย์อธิบายว่า จริงๆ แล้ว ไฟจะช่วยให้สายพันธุ์ยูคาลิปตัส กระจายพันธุ์และเกิดการงอก ระหว่างการเกิดไฟ เมล็ดพืชจะแตกออกจากฝักลงในดินที่อุดมด้วยธาตุอาหาร เมล็ดจะแข่งกันงอกโดยใช้แสงแดด น้ำ และธาตุอาหารในดิน ในกรณีการเกิดไฟผิดช่วงเวลา ไฟจะเข้าทำลายป่ายูคาลิปตัสทั้งหมด ฝนทิ้งช่วงทั้งก่อนและหลังการเกิดไฟจะจำกัดการงอกของเมล็ดพืช

ไฟป่ายูคาลิปตัสยังส่งผลกระทบต่ออาณาจักรสัตว์ จิงโจ้ต้องถอยร่นออกจากพื้นที่เกิดไฟป่าในช่วงเวลาสั้นๆ ความร้อนจากไฟได้ลดจำนวนแมลงที่กินพืชและจุลินทรีย์ในดิน หมีโคล่าที่เป็นสัตว์เคลื่อนที่ช้าต้องเสียชีวิตจากไฟป่าเป็นจำนวนมากในปี 2562 แต่พื้นที่ที่เป็นถิ่นที่อยู่หมีโคล่ากระจายอยู่ตลอดแนวชายฝั่งตะวันออกของออสเตรเลีย ไฟป่าที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อประชากรหมีโคล่าในสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับประชากรของมันทั้งหมดในออสเตรเลีย

แม้ว่าป่ายูคาลิปตัสที่จะทนทานต่อไฟอันเนื่องมาจากสภาพที่มีความชื้นแต่ความแห้งแล้งและอุณหภูมิที่สูงในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทำให้ผืนป่าเขตร้อนและป่ายูคาลิปตัสแบบเปียกในออสเตรเลียมีความเสี่ยง Tulloch กล่าวว่าระบบนิเวศน์ป่าเขตรัอนจากเขตร้อนชื้นทางตอนเหนือของประเทศมาจนถึงอุทยานแห่งชาติLamington ไปจนถึงระบบนิเวศน์แบบอัลไพน์นั้นประสบกับการเกิดไฟขนาดใหญ่ระบบนิเวศน์ต่างๆเหล่านี้ไม่อาจทนทานต่อไฟพืชส่วนใหญ่จะตายและไม่อาจฟื้นคืนได้อย่างรวดเร็วเท่ากับป่ายูคาลิปตัสแบบแห้ง

อ้างอิง:

NASA Earth Observatory images by Joshua Stevens and Lauren Dauphin, using VIIRS data from NASA EOSDIS/LANCE and GIBS/Worldview, and the Suomi National Polar-orbiting Partnership, MODIS data from NASA EOSDIS/LANCE and GIBS/Worldview and Landsat data from the U.S. Geological Survey. Eucalyptus forestry data is from Australia’s State of the Forests Report 2018. VIIRS fire location data from the Fire Information for Resource Management System (FIRMS). VIIRS trend data from the University of Maryland. Story by Adam Voiland.

ไม่มี “สิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน” หากไร้ซึ่ง “ความเป็นธรรมทางสังคม” : พินิจสถานะสิ่งแวดล้อมไทยปี 2562

การเปลี่ยนผ่านของภูมิทัศน์ทางการเมืองในช่วงปี พ.ศ.2562 ในด้านหนึ่ง ดูเหมือนจะช่วยขยายพื้นที่การมีส่วนร่วมของพลเมืองในการกำหนดนโยบายสาธารณะผ่านกระบวนการทางรัฐสภา แต่ในอีกด้านหนึ่ง การเปลี่ยนผ่านนี้มีความซับซ้อน ย้อนแย้ง และท้าทายอย่างยิ่ง ดังนั้น บทความนี้จะพินิจสถานการณ์สิ่งแวดล้อมไทยแตกต่างจากปีที่ผ่านมา

2562 ปีแห่งการฟอกเขียวสิ่งแวดล้อมไทย

ในที่สุด ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (2561-2580) ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้มีสถานะทางกฎหมายในเดือนตุลาคม 2562 เพื่อนําไปสู่การปฏิบัติให้บรรลุวิสัยทัศน์ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนา”

มีคำถามต่อยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รวมถึงลักษณะที่ “ผิดฝาผิดตัว”  “การขยายรัฐมโหฬาร” ความเป็น “มรดกทางการเมือง” ของรัฐบาล คสช. ที่ผูกมัดประเทศไปอีกสองทศวรรษ ขณะเดียวกัน ประเด็นที่ย้อนแย้งไม่น้อยไปกว่ากันคือ กรอบที่ใช้ในการประเมินผลการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ เศรษฐกิจสีเขียว(Green Growth) ซึ่งเป็น 1 ใน 6 ด้านของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี นั้นจะนำไปสู่รูปธรรมที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน(SDGs) หรือจะเป็นเพื่อ “การฟอกเขียว(Greenwashing)” ให้กับการพัฒนาเศรษฐกิจที่ขยายความเหลื่อมล้ำทางสังคมให้เพิ่มมากขึ้น

ประจักษ์พยานบางส่วนของความย้อนแย้งดังกล่าวนี้ เห็นได้จาก (1) คำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 4/2559 เรื่อง “การยกเว้นการใช้บังคับกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมสำหรับการประกอบกิจการบางประเภท” ที่ส่งผลมาจนถึงปัจจุบัน(พ.ศ.2562)และอนาคตจากการที่ชุมชนคัดค้านโครงการขยะ รวมถึงโรงไฟฟ้าขยะหลายแห่งทั่วประเทศ/โรงไฟฟ้าชีวมวลในภาคอีสาน(ตามแผนยุทธศาสตร์อ้อยและน้ำตาลทราย 10 ปี)/โรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคอุตสาหกรรม (2) พรบ.โรงงานฉบับใหม่ ที่เอื้อทุน ซ้ำเติมปัญหาฝุ่น PM2.5 ทำให้โรงงาน 6 หมื่นแห่งไม่ถูกจัดเป็นโรงงาน (3) พรบ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งกลุ่มศึกษาการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC Watch) ชี้ให้เห็นว่าผังเมืองอีอีซีนั้นเอื้อประโยชน์กับกลุ่มคนบางกลุ่ม เบียดขับประชาชนออกจากที่ดิน ทำลายระบบนิเวศน์ที่มีลักษณะเฉพาะและความมั่นคงทางอาหารที่สำคัญของภาคตะวันออกและทั้งประเทศ ทำลายวิถีชีวิต/เศรษฐกิจของชุมชนและสร้างผลกระทบกับประชาชนจำนวนมากในพื้นที่ ที่สำคัญ ผลวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเตือนรับมือขยะอีอีซี 20 ปี พุ่ง 80%

มลพิษทางอากาศกลายเป็นวาระแห่งชาติหลังจากฝุ่นจิ๋ว PM2.5 ยังเป็นวิกฤตด้านสาธารณสุขที่ไม่อาจมองข้าม แม้ว่าภาครัฐจะเข็น แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ออกสู่สายตาสาธารณชนในช่วงเดือนตุลาคม 2552 แต่ยังคงมีความอิหลักอิเหลื่อ คำถามต่อมาตรการการดำเนินงานระยะสั้น(พ.ศ.2552-2554) และระยะยาว(2565-2567) เช่น การกำหนดค่ามาตรฐาน PM2.5 ในบรรยากาศเฉลี่ย 24 ชั่วโมงและรายปีให้เป็นไปตามเป้าหมายระยะที่ 3 ขององค์การอนามัยโลก และกฎหมาย PRTR (Pollutant Release and Transfer Registers – ทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ”) และแผนที่นำทาง(Roadmap)อาเซียนปลอดหมอกควันข้ามพรมแดนภายในปี 2563 เป็นต้น ว่ามีผลในทางปฏิบัติมากน้อยเพียงใด

กรอบการปฏิบัติงานอาเซียนว่าด้วยขยะทะเล ถือเป็นหนึ่งในผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม(priority deliverables)จากการที่รัฐบาลไทยเป็นประธานอาเซียนและเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดในเดือนมิถุนายนและพฤศจิกายน 2562 ก่อนหน้านั้นในเดือนเมษายน คณะรัฐมนตรีไฟเขียว(ร่าง)โรดแมปการจัดการขยะพลาสติก 2561-2573 ตั้งเป้าลดใช้พลาสติก 7 ชนิดภายในปี 2565 พร้อมตั้งเป้ารีไซเคิลขยะพลาสติกได้ 100% ภายในปี 2570 โดยที่ รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเดินหน้าลุยมาตรการแบนถุงพลาสติกพร้อมดีเดย์ในวันที่ 1 ม.ค.63 ซึ่งได้รับความร่วมมือแบบสมัครใจจาก 75 ร้านค้า/ห้างดังและตามมาด้วยการออกกฎหมายในอนาคต

แต่วิกฤตพลาสติกคือมลพิษ ไม่ใช่ปัญหา “ขยะ” ในขณะที่กรอบการปฏิบัติงานอาเซียนว่าด้วยขยะทะเลกล่าวถึงนวัตกรรมและทางเลือก แต่กลับขาดวิสัยทัศน์ที่จะพัฒนาระบบที่เหมาะสมและไปให้พ้นจากการทดแทนพลาสติกด้วยบรรจุภัณฑ์แบบอื่นที่ยังต้องใช้ครั้งเดียวทิ้ง และเห็นได้ชัดเจนว่า การประชุมสุดยอดอาเซียนล้มเหลวในการพิจารณาเพื่อต่อกรกับการค้ากากสารพิษและขยะพลาสติกเพื่อมิให้อาเซียนเป็นถังขยะพิษของโลก 

ส่วน Roadmap การจัดการขยะพลาสติกซึ่งระบุเพียงว่าจะสามารถลดปริมาณขยะพลาสติกที่ต้องนำไปกำจัดได้ 0.79 ล้านตันต่อปี ช่วยลดก๊าซเรือนกระจก 1.2 ล้านตัน CO2 เทียบเท่า และได้ไฟฟ้าจากการนำพลาสติกไปเผา 1,830 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง แต่ไม่ได้กล่าวถึงปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาขยะพลาสติกเลยแม้แต่น้อย ซึ่งหากนำขยะพลาสติก 0.79 ล้านตันไปเผา จะปล่อยก๊าซเรือนกระจก 22.83 ล้านตัน CO2 เทียบเท่า ดังนั้น การเผาไม่ใช่ “การรีไซเคิล” และ “ทางออก” ของวิกฤตมลพิษพลาสติก

ภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศ(Climate Emergency)

อีกครั้งหนึ่งที่เราได้เห็นความล้มเหลวของการประชุมเจรจาโลกร้อนครั้งล่าสุด(COP25) ที่กรุงมาดริด สเปน ในขณะที่ เจตจำนงของประเทศทั่วโลกส่วนใหญ่ภายใต้ความตกลงปารีสไม่เพียงพอที่จะจำกัดอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไว้ที่ 2 องศาเซลเซียส(เมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม) องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก(WMO) สรุปว่า ปี พ.ศ.2562 ถือเป็นทศวรรษที่ร้อนที่สุดเท่าที่มีการบันทึกในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ในประเทศไทย กรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า อุณหภูมิต่ำสุดเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยที่ 25 – 30 องศาเซลเซียส(เทียบกับในอดีตที่ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิต่ำสุดอยู่ที่ 22 องศาเซลเซียส) ส่วนอุณหภูมิสูงสุดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นโดยสูงกว่าค่าเฉลี่ย 1-2 องศาเซลเซียส

แต่ความหวังในการกู้วิกฤตและหลีกเลี่ยงหายนะสภาพภูมิอากาศมิได้ลดน้อยลงไป ความตื่นตัวของสาธารณะชนต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศในปี พ.ศ.2562 ขยายมากขึ้นทั่วโลก ตั้งแต่การรณรงค์หยุดเรียนประท้วงโลกร้อนรวมถึง climate strike ในประเทศไทย ในฟิลิปปินส์ กรีนพีซและภาคประชาสังคมเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศโดยเป็น “คำสั่งประธานาธิบดี(Executive Order)” ที่รับรองว่าวิกฤติโลกร้อนและผลกระทบที่มีต่อวิถีชีวิตชาวฟิลิปปินส์มีความสำคัญอันดับต้นของนโยบายรัฐบาล การประกาศของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของฟิลิปปินส์(The Philippines Human Rights Commission)ในเดือนธันวาคม 2562 ระบุว่าบรรษัทอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลมีความรับผิดชอบในทางกฎหมายต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากผลกระทบของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

แม้ว่าในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี(2561-2580) ของประเทศไทยระบุว่าจะมุ่งเน้นลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ ปรับปรุงการบริหารจัดการภัยพิบัติทั้งระบบ และการสร้างขีดความสามารถของประชาชนในการรับมือและปรับตัวเพื่อลดความสูญเสียและเสียหายจากภัยธรรมชาติและผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมทั้งสนับสนุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ และรัฐบาลไทยประกาศว่าสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้เกินเป้าและเดินหน้าเพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่เห็นได้ชัดเจนว่าละเลยประเด็นความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ(Climate Justice) ในขณะที่การใช้ถ่านหินนำเข้าในภาคอุตสาหกรรมยังเพิ่มปริมาณมากขึ้น สวนทางกับแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยการ “ลด ละ เลิกถ่านหิน” ตามเจตนารมย์ของความตกลงปารีส โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่น ทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา การถมทะเลขยายท่าเรือมาบตาพุดระยะที่ 3 ข้อเสนอถมทะเลของเอ็กซอนโมบิล ไปจนถึงการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักที่คุกคามความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาคอุษาคเนย์ เป็นต้น นั้นย้อนแย้งกับคำว่า “เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ” อย่างถึงที่สุด

คำประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศ ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Bio Science และลงนามโดยนักวิทยาศาสตร์ 11,258 คน จาก 153 ประเทศ คือเสียงเตือนที่ต้องรับฟัง แนวร่วมนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกประกาศพร้อมที่จะทำงานข้างเคียงกับผู้กำหนดนโยบายของรัฐบาลต่างๆ ในการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม(just transition)ไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนและเคารพความแตกต่างหลากหลาย คำประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศนี้เปรียบดังสัญญาณชีพ(vital signs)ที่เอื้อให้ผู้กำหนดนโยบาย ภาคเอกชน และสาธารณะชนเข้าใจถึงขนาดของวิกฤต ติดตามความคืบหน้าและจัดเรียงลำดับความสำคัญในการลดผลกระทบจากหายนะทางนิเวศวิทยา

ข่าวดีคือ การเปลี่ยนผ่านที่คำนึงถึงความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคมนี้เป็นคำสัญญาต่อสุขภาวะที่ดีขึ้นของมนุษยชาติทุกผู้ทุกนามเมื่อเทียบกับแผนการที่เราไม่ทำอะไรเลย(business as usual) ควรต้องกล่าวไว้ ณ ที่นี้ว่า หากรัฐบาลไทยจะประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศ อย่าคิดเพียงว่าเป็นการสร้างความแตกตื่น หากคือการ “เตือนสติ”(ของผู้นำทางการเมือง) และลงมือทำเพื่อปกป้องนิเวศวิทยาที่ค้ำจุนสนับสนุนสรรพชีวิตในสังคมไทยและโลกที่เป็นบ้านแห่งเดียวของเรา