ควันไฟป่าจะลอยไปทางไหน?

ธารา บัวคำศรี – แปลเรียบเรียงจาก https://earthobservatory.nasa.gov/images/144190/which-way-will-the-smoke-go

6 สิงหาคม 2561

ตอนที่กรมป่าไม้ของสหรัฐอเมริกา(the U.S. Forest Service) ประกาศว่าได้ควบคุมเหตุไฟป่าที่ Mendocino Complex Fire ได้ 100 เปอร์เซ็นแล้วในช่วงกลางเดือนกันยายน 2561 ที่ผ่านมา ไฟป่าได้เกิดขึ้นเกือบสองเดือน บ้านเรือนเสียหาย 157 หลังและ เผาผลาญพื้นที่มากกว่า 459,000 เอเคอร์ ถือเป็นเหตุไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของรัฐแคลิฟอร์เนีย ระหว่างวันที่ 1 มกราคมจนถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน โดยที่หมอกควันไฟกระจายไปทั้งภูมิภาคและส่วนต่างๆ ของประเทศ

ในอดีต พฤติกรรมของไฟป่าและแนวควันไฟนั้นยากแก่การคาดการณ์อย่างยิ่ง Andy Edman, จาก Western region wildfires for the National Weather Service กล่าวว่า “เป็นความท้าทายสำหรับแบบจำลองสภาพภูมิอากาศที่จะรู้ว่ามีไฟป่าที่ไหน สถานะเป็นอย่างไร และมีการปล่อยออกสู่บรรยากาศมากน้อยแค่ไหน มันคล้ายๆ กับงานรวมญาติ เกือบทุกคนทำตัวตามปกติ แต่พฤติกรรมของไฟป่าอาจคล้ายๆ กับลุงบ้าๆ ของคุณ ยากที่จะทำนาย”

แต่แบบจำลองใหม่ที่ใช้ข้อมูลจากดาวเทียมของ NOAA และ NASA นั้นได้พิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถจำลองพฤติกรรมของควันไฟป่าได้ดีทีเดียว แบบจำลองชื่อ High-Resolution Rapid Refresh Smoke model, หรือ HRRR-Smoke ทำขึ้นจากแบบจำลองสภาพอากาศ  HRRR ที่มีอยู่แล้วของ NOAA ซึ่งทำการคาดาการณ์ฝน ลมและพายุ แบบจำลองนี้ยังนำข้อมูลเวลาจริงจากดาวเทียม the Joint Polar Satellite System’s Suomi-NPP และ NOAA-20 polar-orbiting satellites และ NASA’s Terra and Aqua satellites

ภาพบนซ้ายมาจาก Visible Infrared Imaging Radiometer Suite(VIIRS) บนดาวเทียม Suomi-NPPแสดงพื้นที่ภาคตะวันตกของสหรัฐอเมริกาในสีธรรมชาติช่วงบ่ายของวันที่ 6 สิงหาคม 2561 ในช่วงเหตุการณ์ไฟป่า the Mendocino Complex Fire สูงสุด ส่วนภาพบนขวาแสดงการจำลองการเคลื่อนตัวของควันไฟป่า (HRRR-Smoke simulation) จากพื้นที่และช่วงเวลาเดียวกัน

หัวใจสำคัญของแบบจำลอง HRRR-Smoke คือเมตริกที่เรียกว่า fire radiative power หรือ FRP โดยเป็นการวัดปริมาณความร้อนที่แผ่ออกมาจากเหตุการณ์ไฟที่มีการพิจารณาในหน่วยเมกะวัตต์ ตัวอย่างเช่น ไฟป่าขนาดใหญ่อาจมีความร้อนถึง 4,000 เมกะวัตต์ต่อพิกเซล (750×750 เมตร) การคำนวณหา radiative power และการกระจายตัวว่าไปทางไหนบ้าง สามารถช่วยนักวิทยาศาสตร์ชี้จุดเกิดไฟและคาดการณ์ความเข้มข้นและเส้นทางที่ควันไฟป่าจะลอยไป

แบบจำลอง HRRR-smoke model นำรวมกับข้อมูล FRP data ที่รวบรวมความเร็วลมและอุณหภูมิในบรรยากาศ รวมถึงแผนที่พืชพรรณ ยิ่งนักวิทยาศาสตร์ได้รู้ว่าอะไรถูกเผา การคาดการณ์โดยแบบจำลองก็จะดีขึ้น การวัดดังกล่าวนี้นำมาเป็นวางให้เป็นกริดสามมิติที่ขยายสูงราว 16 ไมล์ในบรรยากาศ ผลที่ได้คือการคาดการณ์ที่ละเอียดถึงปริมาณควันที่เกิดขึ้นจากไฟป่า ทิศทางที่ควันจะปล่อย และความสูงของควัน

August 6 – 7, 2018

Ravan Ahmadov ผู้พัฒนาแบบจำลอง HRRR-smoke model และนักวิจัยประจำ NOAA’s Earth Systems Research Laboratory และ the Cooperative Institute for Research in Environmental Sciences กล่าว “ควันไฟป่าใกล้พื้นผิวเป็นดัชนีของมลพิษทางอากาศ แต่ควันไฟป่าอาจลอยขึ้นไปในบรรยากาศที่สูงได้ เป็นเรื่องสำคัญมากที่จะรู้ เพราะว่าควันไฟป่าสามารถกระทบกับการเดินอากาศได้” ควันไฟป่าในบรรยากาศระดับสูง สามารถกันแสงอาทิตย์ที่มาจากนอกโลกซึ่งช่วยอุณหภูมิอากาศเย็นลงและเข้ารบกวนการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์

แบบจำลอง HRRR-Smoke ถูกนำไปใช้โดยนักพยากรณ์อากาศและหน่วยงานรัฐ รวมถึงกลุ่มท้องถิ่น ในช่วงเหตุการณ์ไฟป่า Ferguson fire ในแคลิฟอร์เนีย กรมการขนส่งใช้แบบจำลอง HRRR-Smoke ในการช่วยตัดสินใจยกเลิกบริการรถไฟ Amtrak ในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังถูกนำไปใช้กับกรมอุทยานแห่งชาติในช่วงปิดอุทยาน Yosemite

ในระดับท้องถิ่น โรงเรียนในรัฐยูทาอ้างถึงแบบจำลองเมื่อจะต้องเลือกให้เด็กนักเรียนอยู่ในอาคารในช่วงพักและเพื่อยกเลิกการแข่งขันกีฬาฟุตบอลอันเนื่องมาจากเหตุไฟป่าทางตอนใต้ของ Provo ในรัฐโอเรกอน โค้ชผู้ฝึกสอนว่ายน้ำเยาวชนย้ายการฝึกไปในสระว่ายน้ำในร่มหลังจากรับทราบถึงการพยากรณ์เรื่องควันไฟป่า

Edman กล่าวว่า “เมื่อเราสามารถแจ้งผู้คนให้ทราบว่าควันไฟป่าจะพัดไปทางใดและจะลอยค้างอยู่กี่วัน พวกเขาสามารถที่ว่าจะอะไรเพื่อตอบรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถ้าคุณมีบุตรหลานที่เป็นโรคหืดหอบ คุณจะรู้ว่าต้องระวังมากขึ้น”

แม่สายในดงฝุ่น PM2.5 : ข้อสังเกตว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

ธารา บัวคำศรี

ดังที่เรารับรู้กัน ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยอยู่ภายใต้ดงฝุ่น PM2.5 มานานนับเดือนแล้ว เมื่อดูข้อมูลย้อนหลังจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษ 13 แห่งที่กระจายตัวอยู่ในพื้นที่จังหวัดต่างๆ เราจะเห็นสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่ผู้คนในภาคเหนือกำลังเผชิญอยู่ได้อย่างชัดเจน นี่คือวิกฤตด้านสาธารณสุข(public health emergency) ที่ไม่จบลงเพียงแค่เมื่อฝุ่นจางหายไป

กราฟแสดงความเข้มข้นของ PM2.5 ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 11 เมษายน 2562 จากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ 13 แห่ง ของกรมควบคุมมลพิษในเขตภาคเหนือตอนบน ที่มา : http://air4thai.pcd.go.th/webV2/history/

ในที่นี้จะตั้งข้อสังเกตเบื้องต้นถึงความรุนแรงและยาวนานของปัญหาฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งต้องตกอยู่ท่ามกลางมลพิษ PM2.5 ในระดับที่ไม่ปลอดภัย (unhealthy)มาเป็นเวลานาน ดัชนีคุณภาพอากาศ(air quality index)ตามเกณฑ์ของประเทศไทยเป็นสีแดงทุกวัน อย่างน้อยที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคมจนถึงวันที่ 11 เมษายน ดังภาพ (ซึ่งเรายังไม่ต้องไปนึกถึงดัชนีคุณภาพอากาศของ USEPA ที่ยึดโยงกับข้อแนะนำของ WHO เลยแม้แต่น้อย)

ที่มา : กรมควบคุมมลพิษ

เมื่อเราพิจารณาเทียบกับพื้นที่อื่นๆ ใน 9 จังหวัดภาคเหนือในช่วงเวลาเดียวกัน ตามฐานข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษจะพบว่าไม่มีพื้นที่(ที่เป็นที่ตั้งของตรวจวัดคุณภาพอากาศ)แห่งใดเลยที่มีดัชนีคุณภาพอากาศเป็นสีแดงต่อเนื่องกันทุกวันดังเช่นคุณภาพอากาศที่อำเภอแม่สาย

หมอกควันพิษข้ามพรมแดนปกคลุมอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย (Santi Chang อนุเคราะห์ภาพ)

เพราะเหตุใดแม่สายต้องงวยงงในดงฝุ่น PM2.5 เป็นแรมเดือน เราจะพลิกวิกฤตนี้และหลีกเลี่ยง-ป้องกัน-บรรเทามิให้เกิดขึ้นอีกในอนาคตร่วมกันอย่างไร? และนี่คือข้อสังเกตเบื้องต้น

1) แม่สายตกอยู่ในวงล้อมของจุดความร้อนสะสมหนาแน่นในเมียนมาและ สปป.ลาว

ที่มา : https://www.globalforestwatch.org

แผนที่ด้านบนแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพื้นที่อำเภอแม่สาย(ในตำแหน่งที่แสดงเป็นเครื่องหมาย + ในแผนที่) ตกอยู่ในวงล้อมของจุดความร้อนที่สะสมหนาแน่นในเมียนมาและ สปป.ลาว โดยการใช้ข้อมูลจากการตรวจวัดจุดความร้อนสะสมด้วยเครื่องตรวจวัด Visible Infrared Imaging Radiometer Suite (VIIRS) ที่ติดต้ังบนดาวเทียม Suomi NPP ระหว่างวันที่ 6-12 เมษายน พ.ศ.2562

ในประเทศไทย มีการใช้ข้อมูลจากดาวเทียม ชั้นข้อมูล GIS และข้อมูล GPS เพื่อติดตามสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควัน ตลอดจนจำแนกแหล่งที่เกิดจุดความร้อนในพื้นที่ต่างๆ ตามลักษณะการใช้ที่ดินไว้ 6 ประเภท ได้แก่ ป่าอนุรักษ์ ป่าสงวนแห่งชาติ เขตการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(สปก.) พื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่ริมทางหลวง (250 เมตร) และชุมชน-อื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี พ.ศ.2558 ได้มีการจำแนกพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในแต่ละประเภทการใช้ที่ดินด้วย

นอกจากจุดความร้อน ประเทศไทยโดย GISTDA ยังวิเคราะห์และคำนวณพื้นที่เผาไหม้ (burnt scar) ด้วยการใช้ค่าความแตกต่างของดัชนีการเผาไหม้ (Difference Normalized Burn Ratio; DifNBR) ที่คำนวณจากภาพดาวเทียม LANDSAT-8 ครอบคลุมบริเวณภาคเหนือโดยใช้ภาพต่างช่วงเวลาคือภาพก่อนเกิดไฟป่าและภาพเมื่อเกิดไฟป่าจากความสัมพันธ์ของค่าการสะท้อนแสงของพื้นที่เกิดไฟป่า เมื่อได้ตำแหน่งและพื้นที่ที่เกิดไฟไหม้ก็จะนำข้อมูลพื้นท่ีขอบเขตป่าสงวนแห่งชาติ ขอบเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ขอบเขตพื้นที่ สปก. รวมถึงข้อมูลการใช้ประโยชน์ท่ีดินอื่นๆ มาร่วมวิเคราะห์โดยการซ้อนทับ(overlay)กันก็จะทราบได้ว่ามีบริเวณใดบ้างที่เกิดไฟป่า ชุดข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาเชื่อมโยงภาระรับผิดชอบ(accountability)ของคน กลุ่มคนหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่นั้นได้

คำถามคือในระดับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เรามีข้อมูลในลักษณะเดียวกันนี้หรือไม่? เราจะขับเคลื่อนผู้นำอาเซียนให้ริเริ่มระบบติดตามสถานการณ์หมอกควันของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Mekong Sub-Regional Haze Monitoring System) เพื่อเฝ้าระวังและระบุตำแหน่งที่เกิดไฟและ/หรือพื้นที่เผาไหม้(burnt scar) และระบุภาระรับผิดในกรณีท่ีเกิดการเผาและก่อให้เกิดมลพิษจากหมอกควันข้ามพรมแดนจากในพื้นที่ที่มีการใช้ประโยชน์ที่ดินในลักษณะต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรกรรมพันธสัญญาได้อย่างไร?

2) แม่สาย ใจกลางดงฝุ่น PM2.5 ข้ามพรมแดน

โดยพิจารณาจากข้อมูลแผนที่ Regional Haze Situation จากศูนย์เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยาแห่งอาเซียน (ASEAN Specialised Meteorological Centre: ASMC) ระหว่างวันที่ 14 มีนาคม ถึง 12 เมษายน 2562 แม่สายคือตัวแทนพื้นที่ของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงที่อยู่ ณ ใจกลางดงฝุ่น

แม่สายในดงฝุ่นนี้สะท้อนเรื่องราวทุกมิติว่าด้วยมลพิษทางอากาศข้ามพรมแดน ไม่ว่าจะเป็น (1) การถอด ASEAN Transboundary Haze-Free Roadmap ออกมาเป็นแผนงาน (2) การบรรลุเป้าหมายให้ภูมิภาคอาเซียนเป็นภูมิภาคปลอดหมอกควันข้ามแดนภายในปี 2563 (3) มาตรการปกป้องและติดตามตรวจสอบผลกระทบสุขภาพระยะยาวของประชาชน (4)การทบทวนเป้าหมายและเพื่อความหลากหลายของตัวชี้วัดในการแก้ไขปัญหาไฟป่าและการเผาในที่โล่งในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงนอกเหนือจากการที่ใช้จุดความร้อนสะสม ฯลฯ

ที่มา : ASEAN Specialised Meteorological Centre: ASMC
ที่มา : ASEAN Specialised Meteorological Centre: ASMC
ที่มา : ASEAN Specialised Meteorological Centre: ASMC
ที่มา : ASEAN Specialised Meteorological Centre: ASMC
ที่มา : ASEAN Specialised Meteorological Centre: ASMC

แผนที่ “แม่สายในดงฝุ่น” ด้านบนแสดงการกระจายตัวและความเข้มข้นของหมอกควันพิษข้ามพรมแดน (regional haze situation) ระหว่างวันที่ 14 มีนาคม-12 เมษายน 2562 พื้นที่แรเงาสีน้ำตาลอ่อนแสดงขอบเขตของหมอกควันพิษข้ามพรมแดนที่มีความเข้มข้นปานกลาง พื้นที่แรเงาสีน้ำตาลเข้มคือขอบเขตหมอกควันพิษข้ามพรมแดนที่เข้มข้นมาก จุดสีแดงบนแผนที่คือจุดความร้อน(hotspot)ที่บันทึกโดยเครื่องวัดบนดาวเทียม NOAA ส่วนจุดวงกลมสีดำคือตำแหน่งของอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

สุดท้าย การที่อำเภอแม่สายทำลายสถิติพื้นที่ที่มีดัชนีคุณภาพอากาศเป็นสีแดงตามเกณฑ์ของประเทศไทยทุกวันนานนับเดือนดังที่กล่าวมาข้างต้น ถือเป็นเสียงปลุก(wake up call)ผู้กำหนดนโยบายและผู้มีอำนาจตัดสินใจทุกระดับให้ตื่นขึ้นมาจากสภาวะความไม่สนใจใยดี(state of denial) เพื่อทำงานร่วมกับภาคประชาชนที่ตื่นตัว/เข้มแข็ง และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้เล่นในภาคอุตสาหกรรมที่มีห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงกับการขยายตัวของการปลูกพืชเพื่อเป็นอาหารสัตว์และพืชเชิงเดี่ยวอื่นๆ ที่เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ PM2.5 โดยตั้งเป้าหมายไปสู่ทางออกที่ก้าวหน้า ยั่งยืน เป็นธรรมและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

เรามีพร้อมทุกอย่างเพื่อแก้ปัญหา เหลือแต่เจตจำนงที่ถูกต้องและกล้าหาญของผู้กำหนดนโยบายและผู้มีอำนาจตัดสินใจเท่านั้น

Hazy Perceptions มองเรื่องมลพิษทางอากาศผ่านโซเชียลมีเดีย

ธารา บัวคำศรี

ในการเรียกร้องให้อากาศดีกลับคืนมา หรือข้อเสนอให้ออกกฏหมายอากาศสะอาด (Clean Air Act) นั้นต้องการความเข้าใจที่เพิ่มมากขึ้นของประชาชนในเรื่องของมลพิษทางอากาศ ในการระบุช่องว่างดังกล่าวและมองหาโอกาสในการสื่อสารที่ดีขึ้น รายงานเรื่อง Hazy Perceptions  ได้สำรวจการรับรู้ของผู้รับสาร (audience perception) ผ่านบทสนทนาบนโซเชียลมีเดียและสื่อแขนงต่างๆ ที่เกี่ยวกับมลพิษทางอากาศและผลกระทบสุขภาพในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 11 ประเทศ

การวิเคราะห์ทำขึ้นผ่านเนื้อหาข่าวและโซเชียลมีเดีย 530,000 ชิ้น ในช่วงเดือนมกราคม 2558 ถึงเดือนตุลาคม 2561 ในอินเดีย ศรีลังกา เนปาล ฟิลิปปินส์ ปาปัวนิวกีนี อินโดนีเซีย ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ มองโกเลียและปากีสถาน ผลจากรายงาน Hazy Perceptions ที่ศึกษาโดย Vital Strategies ยังเป็นข้อแนะนำให้กับผู้กำหนดนโยบาย ผู้สนับสนุน นักวิชาการและกลุ่มต่างๆ ที่สื่อสารกับผู้สื่อข่าวและสาธารณะชนในประเด็นอันตรายและแหล่งกำเนิดของมลพิษทางอากาศซึ่งเป็นปัจจัยหลักของความเจ็บป่วยรุนแรงและการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและโรคปอด

ผลจาก Hazy Perceptions บอกอะไรเรา?

สาธารณชนมีความเข้าใจที่จำกัดถึงผลกระทบด้านสุขภาพในระยะยาวจากคุณภาพอากาศที่เลวร้าย

ส่วนใหญ่ ข่าวสารและโพสต์บนโซเชียลมีเดียเรื่องมลพิษทางอากาศจะกล่าวถึงปฏิกิริยาและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นและมีระยะสั้น – คนทั่วไปจะคุยถึงอาการเฉียบพลันจากมลพิษทางอากาศ เช่น ปัญหาการหายใจและตาระคายเคียง มากกว่าความเสี่ยงจากการรับสัมผัสซ้ำๆ ในระยะยาวซึ่งนำไปสู่ภัยคุกคามสุขภาพที่ร้ายแรง

หน่วยงานรัฐด้านสุขภาพไม่ใช่แหล่งข้อมูลที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ของประชาชนมากที่สุด

การศึกษาแสดงให้เห็นว่า ช่องทางเผยแพร่สื่อและข่าวสารและกลุ่มคนผู้มีอิทธิพลในการตัดสินใจของประชาชน (public influencers) ในเรื่องมลพิษทางอากาศนั้นมีความหลากหลายมาก อินฟลูเอนเซอร์สามอันดับต้นในช่วงเกือบสี่ปีของการวิเคราะห์โดย Vital Strategies รวมถึง นายกรัฐมนตรี(ในบางประเทศ) ช่างภาพ และกรีนพีซ โดยอินฟลูเอนเซอร์จะเปลี่ยนแปลงปีต่อปี แต่ที่ชัดเจนคือหน่วยงานแพทย์และสาธารณสุขไม่ใช่อินฟลูเอนเซอร์อันดับต้น

วาทกรรมสาธารณะ(Public discourse)ไม่ได้อยู่ที่ปัจจัยสำคัญที่สุดของมลพิษทางอากาศ

แหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศที่มีความสำคัญรองลงไป เช่น มลพิษจากยานยนต์ เป็นต้น ได้รับการพูดถึงมากกว่าแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศที่มีความสำคัญมากกว่า เช่น โรงไฟฟ้าและการเผาขยะ

การพูดคุยถึงการแก้ปัญหาเน้นไปที่การป้องกันตนเอง เช่น การใช้หน้ากาก แต่ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมามีการพูดคุยกันมากขึ้นถึงการหาทางออกในระยะยาว

แม้ประชาชนจะพูดถึงการป้องกันตนเอง เช่น การใช้หน้ากาก เป็นต้น โดยมีมากขึ้นในช่วงเหตุรุนแรงของมลพิษทางอากาศอย่างวิกฤตหมอกควันพิษในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี พ.ศ. 2558 ขณะเดียวกัน การพูดคุยถึงทางออกระยะยาวโดยเฉพาะแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดนั้นเพิ่มขึ้นในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา และสอดคล้องกับประเด็นสาธารณะเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

คุณภาพอากาศที่แปรผันตามฤดูกาลพร้อมกับเนื้อหาที่แสดงความรู้สึกนั้นเป็นเรื่องที่เข้าถึงคนได้มากที่สุด

ความถี่ของมลพิษทางอากาศเป็นหัวข้อพูดคุยที่เปลี่ยนแปลงไปปีต่อปี โดยจะมีความถี่มากที่สุดในช่วงเกิดเหตุวิกฤต หรือมีข่าวใหญ่ หรือมีกิจกรรมสาธารณะที่โยงกับมลพิษทางอากาศ ที่เหลือจากนั้น ปริมาณเนื้อหาข่าวและโซเชียลมีเดียจะค่อนข้างต่ำ ถือเป็นความท้าทายเมื่อเราต้องการให้ประชาชนสนับสนุนให้เกิดมาตรการป้องกันมลพิษทางอากาศซึ่งเป็นมาตรการที่ต้องดำเนินการต่อเนื่องในระยะยาว

การโพสข้อความบนโซเชียลมีเดียและบทความข่าวเรื่องมลพิษทางอากาศที่กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือผลกระทบสุขภาพที่มีต่อเด็กนั้นทำให้คนมีส่วนร่วมในการสนทนาได้มากกว่าเนื้อหาที่ไม่มีการพูดถึงเรื่องดังกล่าว

การวิเคราะห์ที่ทำขึ้นผ่านเนื้อหาข่าวและโซเชียลมีเดีย 530,000 ชิ้น ช่วงเดือนมกราคม พ.ศ.2558 ถึงเดือนตุลาคม พ.ศ.2561 ใน 11 ประเทศในเอเชียรวมถึงประเทศไทยนี้ ชี้ให้เห็นว่า นอกเหนือจากความจำเป็นที่จะต้องมียุทธศาสตร์ในการสื่อสารสาธารณะที่มีประสิทธิภาพโดยเน้นไปที่ผลกระทบระยะยาวของมลพิษทางอากาศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประชากรกลุ่มเสี่ยง การชี้ให้เห็นแหล่งกำเนิดหลักของมลพิษทางอากาศและความเชื่อมโยงกับสถานการณ์สิ่งแวดล้อมอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้ว รัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายจะต้องดำเนินการป้องกันมลพิษทางอากาศโดยเน้นไปที่แหล่งกำเนิดหลักด้วย

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวเพื่อ  #ขออากาศดีคืนมา #RightToCleanAir

8 ขั้นตอนในการกู้วิกฤตมลพิษพลาสติกในมหาสมุทร

ทะเลและมหาสมุทรให้ทุกสิ่งที่เราต้องการ : อาหาร ออกซิเจน แรงบันดาลใจและการงาน ทะเลและมหาสมุทรยังช่วยรักษาสมดุลของสภาพภูมิอากาศ แม้ว่าความสำคัญของมหาสมุทรที่มีต่อชีวิต มนุษย์ยังคงทำประหนึ่งทะเลและมหาสมุทรเป็นดังที่ระบายของเสีย ประมาณว่าทุกๆ นาที ขยะพลาสติกที่เท่ากับปริมาณที่บรรจุในรถบรรทุกขยะหนึ่งคันถูกทิ้งลงทะเล และเป็นความเร่งด่วนในการทำอะไรบางอย่างเพื่อแก้ปัญหา และเรามีเวลาไม่มากในการทำอะไรบางอย่างกับปัญหา ข่าวดีคือเรามีทางออกของปัญหา

มันน่าเศร้าแต่เป็นวันที่สำคัญเมื่อ วาฬ Cuvier’s beaked) ขึ้นเกยตื้นบนหาด Sotra ในนอร์เวย์โดยมีพลาสติก 30 ชิ้นอยู่ในท้องของมัน เราทั้งหลายที่ทำงานในประเด็นมหาสมุทรมาหลายปีต่างรับรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ นักวิจัยทำงานศึกษาเรื่องมลพิษพลาสติกในมหาสมุทรย้อนหลังไปถึงปี พ.ศ.2513 สำหรับหลายๆ คน ปี พ.ศ.2560 น่าจะเป็นช่วงเวลาที่รับรู้อย่างจริงจัง ปัญหาเรื่องพลาสติกมันใหญ่โตมากโดยที่เราสามารถเห็นได้บนชายหาด/ชายฝั่งทะเลทั่วทุกมุมโลก

ประมาณว่า ทุกๆ ปี พลาสติกราว 8 ล้านตันลงไปอยู่ในมหาสมุทร ผลิตภัณฑ์ซึ่งครึ่งหนึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานแห่งอัจริยะได้กลายมาเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ขยายตัวเร็วที่สุดในโลก มันยากที่จะจินตนาการว่าขยะพลาสติก 8 ล้านตันมันมากแค่ไหน ถ้าจะให้เทียบ มันก็ประมาณกับนำหนักของประชากรทั้งหมดของประเทศสเปนและสพราชอาณาจักรรวมกัน ประมาณว่าตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้น 60 ตันต่อนาทีภายในปี พ.ศ.2593 หากแนวโน้มการใช้พลาสติกและการขาดการจัดการของเสียที่เพียงพอยังคงเป็นอยู่เช่นในปัจจุบัน

พลาสติกสร้างปัญหาใหญ่ต่อสัตว์ป่าและพรรณพืชและต่อมนุษย์ นกทะเล เต่าทะเล และสิ่งมีชีวิตในทะเลอื่นๆ เข้าไปติดอยู่ในถุงพลาสติก ติดอยู่ในเครื่องมือประมงที่ทิ้งไว้ไม่ใช้แล้ว และเสียชีวิตจากการกินพลาสติกเข้าไปในท้องของมัน พลาสติกหลุดเข้าห่วงโซ่อาหารและอาหารที่เรากิน และพบอยู่ในสายพันธุ์ปลาเกือบทุกชนิดที่มีการสำรวจ รวมถึงหอยและปู และนี่อาจเป็นเพียงการเร่ิมต้น พลาสติกเป็นปัญหาที่ยิ่งใหญ่ แต่เป็นปัญหาที่มีทางออก เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องลงมือเดี๋ยวนี้

8 ขั้นตอนที่เราสามารถทำได้

1. ลดการพึ่งพาพลาสติก

เราใช้พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งในปริมาณที่เหลือเชื่อ ทั้ง หลอดพลาสติก ถุงพลาสติก บรรจุภัณฑ์พลาสติก แก้วพลาสติก ถ้วย ชาม ช้อนและซ่อมพลาสติก เราต้องยุติการใช้พลาสติกใช้แล้วทิ้งเหล่านี้ ประเทศต่างๆ มากขึ้นได้นำเอามาตรการห้ามใช้ถุงพลาสติกและพลาสติกใช้แล้วทิ้ง หรือตั้งเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมในการลดการใช้พลาสติกและของเสียพลาสติก ความพยายามดังกล่าวนี้ต้องถูกยกระดับเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้การใช้พลาสติกในระดับโลกลดลง และพวกเราสามารถทำในส่วนของเราได้เพื่อปฏิเสธผลิตภัณฑ์เหล่านี้

2. ขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต

ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา การผลิตพลาสติกของโลกเพิ่มขึ้น 2 เท่า ผู้ผลิตพลาสติกชั้นนำวางแผนจะเพิ่มการผลิตอีกหนึ่งในสามในอีก 5 ปีข้างหน้า ในปี พ.ศ.2517 การใช้พลาสติกต่อหัวต่อปีอยู่ที่ 2 กิโลกรัม 2kg ปัจจุบันเพิ่มเป็น 43 กิโลกรัมต่อหัวต่อปี! โลกกำลังเดินไปผิดทิศทาง จำต้องมีการพัฒนาทางเลือกต่อพลาสติกที่ไม่อาจย่อยสลายได้ และจะต้องมีการพุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมที่รับผิดชอบต่อขยะพลาสติกโดยข้อตกลงด้านอุตสาหกรรมที่เฉพาะเจาะจงและข้อตกลงว่าด้วยภาระรับผิดชอบของผู้ผลิตในการจัดการ เก็บจัดเก็บ และการนำมาใช้ใหม่

A member of Algeria's Under the Sea diving club collects plastic bottles.

3. เพิ่มค่าธรรมเนียมและภาษีให้กับพลาสติกที่เป็นมลพิษ

พลาสติกส่วนใหญ่ที่เราใช้ในปัจจุบันผลิตมาจากน้ำมันและเป็นทั้งแหล่งกำเนิดของก๊าซเรือนกระจกและมลพิษ ในนอรเวย์ มีพลาสติกเพียงร้อยละ 0.5 ที่ผลิตมาจากทรัพยากรที่หมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ได้ พลาสติกจากเชื้อเพลิงฟอสซิลยังคงถูกว่า รัฐบาลต่างๆ จำเป็นต้องดำเนินการเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมพลาสติกที่เป็นมลพิษเหล่านี้ ค่าธรรมเนียมจำต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อทำให้พลาสติกที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่มีราคาถูกกว่า

4. ขยายการจัดการของเสียที่มีประสิทธิภาพ

พลาสติกส่วนใหญ่มาจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา การขยายตัวของประชากรและชนชั้นกลางที่เพิ่มมากขึ้นทำให้การใช้พลาสติกเพิ่มได้รวดเร็วกว่าศักยภาพในการจัดการขยะพลาสติก พลาสติกจึงถูกทิ้งและออกสู่ทะเลในที่สุด  จีนและอินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีส่วนทำให้เกิดขยะพลาสติกในทะเลมากที่สุด จำเป็นต้องมีโครงการในการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานในการจัดการขยะพลาสติกและการรีไซเคิล

5. ผลักดันให้เกิดวิสัยทัศน์ขยะพลาสติกในทะเลเป็นศูนย์

ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2560 ที่ประชุมสหประชาชาติด้านสิ่งแวดล้อมยกร่างเป้าหมายระดับโลกเพื่อยุติการปล่อยทิ้งขยะพลาสติกลงทะเล ขั้นตอนต่อมาคือการจัดทำข้อตกลงนานาชาติที่มีเป้าหมายและกรอบเวลาที่ชัดเจนเพื่อรับรองว่าจะมีการจัดทำแผนที่ของแหล่งกำเนิดขยะทะเล ความรับผิดชอบทางการตลาดที่เพิ่มขึ้นเพื่อป้องกันการแพร่หลายของขยะพลาสติกในทะเล และเพิม่ความเข้มแข็งในการจัดการของเสียที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทั่วโลก

6. เพิ่มการวิจัย การติดตามตรวจสอบและแผนที่แหล่งกำเนิดขยะพลาสติก

ยังมีอีกมากที่เรายังไม่รู้เกี่ยวกับพลาสติก นักวิจัยคาดว่าร้อยละ 70 ของขยะพลาสติกลงไปอยู่ในพื้นใต้ทะเล เมื่อเวลาผ่านไป พลาสติกเหล่านี้แตกตัวเป็นชิ้นเล็กๆ แต่เรายังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพลาสติกจิ๋วเหล่านี้ หรือ เราจะกำจัดมันอย่างไร ความพยายามจะสร้างแผนที่และติดตามตรวจสอบ ตลอดจนการวิจัยถึงผลกระทบเชิงลบนั้นจะต้องถูกยกระดับขึ้น ดูข้อมูงเพิ่มเติมจาก การริเริ่ม นี้

7. ยุติการปล่อยทิ้งขยะพลาสติกลงสู่ทะเล

ประมาณร้อยละ 80 ของขยะพลาสติกในทะเลมาจากกิจกรรมต่างๆ และอุตสาหกรรมบนบก ทุกๆ อย่างตั้งแต่ยางรถยนต์ อุปกรณ์กีฬา เสื้อผ้า ไปจนถึงก้นบุหรี่และก้านสำลีเช็ดหู ทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา ลดการใช้พลาสติกลงในชีวิตประจำวัน

8. ช่วยกันทำความสะอาดและฟื้นฟูแหล่งปนเปื้อนขยะพลาสติก

ปฏิบัติทำความสะอาดและฟื้นฟูพื้นที่และชายฝั่งทะเลที่เผชิญกับวิกฤตมลพิษ แม้ว่าจะเป็นกิจกรรมการแก้ปัญที่ปลายเหตุ ก็ยังมีความสำคัญในฐานะเป็นกิจกรรมที่กระตุ้นให้ผู้คนมารวมตัวกันในความพยายามยุติมลพิษพลาสติก

พ.ศ. 2561 คือปีที่ร้อนที่สุดอันดับสี่ ตามแนวโน้มระยะยาวของภาวะโลกร้อน

ธารา บัวคำศรี แปลเรียบเรียงจาก https://earthobservatory.nasa.gov/images/144510/2018-was-the-fourth-warmest-year-continuing-long-warming-trend

แผนที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในปี พ.ศ.2561 ไม่ได้เป็นการแสดงอุณหภูมิสัมบูรณ์ แต่เป็นการแสดงว่าภูมิภาคใดร้อนขึ้นหรือเย็นลงเทียบกับค่าเฉลี่ยปีฐานระหว่างปี ค.ศ.1951-1980

อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในปี พ.ศ.2561ร้อนที่สุดเป็นอันดับสี่นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2423 เป็นต้นมา จากผลการวิเคราะห์ที่เป็นอิสระโดยองค์การนาซาและองค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติ(NOAA).

นักวิทยาศาสตร์จาก Goddard Institute for Space Studies (GISS) ของนาซา ระบุว่าอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในปี พ.ศ.2561 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 0.83 องศาเซลเซียส(1.5 องศาฟาเรนไฮท์) เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในปี พ.ศ.2494 และ 2523 อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในปี พ.ศ.2561 ตามหลังปี พ.ศ. 2559, 2560, และ 2558. ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาถือเป็นช่วงปีที่ร้อนที่สุดตามที่มีการบันทึกเก็บข้อมูลในยุคสมัยใหม่ และในจำนวนปีที่ร้อนที่สุด 19 ปี มีจำนวน 18 ปีเกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543

Gavin Schmidt ผู้อำนวยการ GISS กล่าวว่า “ปี พ.ศ.2561 เป็นปีที่ร้อนอย่างยิ่งอีกปีหนึ่งตามแนวโน้มระยะยาวของภาวะโลกร้อน” นับตั้งแต่ทศวรรษ 1880s อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียส การเพิ่มขึ้นนี้เป็นผลมาจากการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกออกสู่บรรยากาศเพิ่มมากขึ้นจากกิจกรรมของมนุษย์

แผนที่ด้านบนแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในปี พ.ศ.2561 ไม่ได้เป็นการแสดงอุณหภูมิสัมบูรณ์ แต่เป็นการแสดงว่าภูมิภาคใดร้อนขึ้นหรือเย็นลงเทียบกับค่าเฉลี่ยปีฐานระหว่างปี ค.ศ.1951-1980

ภาพแอนนิเมชั่นนี้แสดงวัฐจักรฤดูกาลของการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิผิวโลกในทุกๆ เดือนนับตั้งแต่ปี ค.ศ.1880 แต่ละเส้นแสดงให้เห็นว่าอุณหภูมิเฉลี่ยรายเดือนของโลกต่ำหรือสูงกว่าค่าเฉลี่ยระหว่างปี ค.ศ.1980-2015 คอลัมน์ด้านขวาแสดงรายการแต่ละปีเมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกทำสถิติใหม่ ค่าความแตกต่างในแต่ละฤดูกาลได้มาจากแบบจำลอง MERRA-2(the Modern-Era Retrospective analysis for Research and Applications, version 2) ที่ดำเนินการโดยสำนักงานแบบจำลองโลกของนาซา

พลวัตรของสภาพอากาศมักส่งผลต่ออุณหภูมิในระดับภูมิภาค ดังนั้น ทุกๆ ส่วนของโลกจะไม่ได้มีการเพิ่มขึ้นของความร้อนในแบบเดียวกัน เช่น NOAA พบว่าอุณหภูมิเฉลี่ยรายปีในปี ค.ศ.2018 สำหรับพื้นที่ 48 รัฐของสหรัฐอเมริกานั้นร้อนขึ้นเป็นอันดับที่ 14

แนวโน้มของภาวะโลกร้อนจะมีมากที่สุดในเขตขั้วโลก โดยในปี พ.ศ.2561 เราได้เห็นการสูญเสียทะเลน้ำแข็งเพิ่มขึ้นอีก ภาวะโลกร้อนยังเร่งให้เกิดการสูญเสียมวลของพืดน้ำแข็งในกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกาซึ่งจะทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้น อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นยังนำไปสู่ฤดูกาลแห่งไฟที่ยาวนานขึ้นและเร่งให้เหตุการณ์สภาพภูมิอากาศสุดขั้วทบทวีขึ้น

Gavin Schmidt ผู้อำนวยการ GISS กล่าวเพิ่มเติมว่า “เราสามารถรับรู้ถึงผลกระทบของแนวโน้มระยะยาวของภาวะโลกร้อนแล้ว ดังจะเห็นได้จาก อุทกภัยตามแนวชายฝั่ง คลื่นความร้อน การตกของฝนที่รุนแรงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ

ทีมนักวิทยาศาสตร์ที่ NOAA ใช้ข้อมูลดิบแบบเดียวกันกับที่ใช้โดยนาซา แต่เป็นช่วงปีฐานที่แตกต่างกันและมีการคาดการณ์ที่แตกต่างกันในเขตขั้วโลกและภูมิภาคที่มีข้อมูลไม่เพียงพอ การวิเคราะห์ของ NOAA พบว่าอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในปี พ.ศ.2561 เพิ่มขึ้น 0.79 องศาเซลเซียส(หรือ 1.42 องศาฟาเรนไฮต์) เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วงศตวรรษที่ 20

กราฟเส้นด้านบนแสดงการเบี่ยงเบนของอุณหภูมิรายปี ระหว่าง ค.ศ.1880 ถึง ค.ศ.2018 (โดยอ้างอิงค่าเฉลี่ยระหว่างปี ค.ศ.1951-1980) ที่บันทึกโดยนาซา NOAA กรมอุตุนิยมวิทยาของญี่ปุ่น ทีมวิจัยของ Berkeley Earth และสำนักอุตุนิยมวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร แม้ว่าจะมีความแตกต่างกันอยู่บ้างในแต่ละปี การบันทึกข้อมูลของ 5 สำนักนี้แสดงถึงการขึ้นลงของอุณหภูมิที่สอดคล้องกัน ทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงภาวะโลกร้อนที่เร่งขึ้นในช่วงสองสามทศวรรษที่ผ่านมาและระบุตรงกันว่าทศวรรษล่าสุดนั้นร้อนที่สุด

การวิเคราะห์ของนาซารวมเอาการวัดอุณหภูมิพื้นผิวโลกจากสถานีตรวจวัดอากาศ เครื่องตรวจวัดอุณหภูมิผิวทะเลจากทุ่นในทะเลและเรือ ตลอดจนสถานวิจัยที่แอนตาร์กติกรวม 6,300 จุด ข้อมูลนำไปวิเคราะห์โดยใช้อัลกอริทึมที่พิจารณาความแตกต่างของสถานีตรวจวัดอุณหภูมิทั่วโลก ปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมืองที่อาจส่งผลต่อข้อสรุปจากการวิเคราะห์ การคำนวณเหล่านี้ออกมาเป็นความแตกต่างของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกโดยเทียบปีฐาน ค.ศ.1951-1980

เนื่องจากตำแหน่งที่ตั้งและแนวปฏิบัติในการตรวจวัดของสถานีแต่ละแห่งเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา จึงมีความไม่แน่นอนในการแปรผลความแตกต่างของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกแบบปีต่อปี ด้วยเหตุนี้ นาซาประมาณว่า การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกจะอยู่ที่ประมาณ 0.1 องศาฟาเรนไฮต์ ภายในช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ 95

ชุดข้อมูลและระเบียบวิธีวิจัยในรายละเอียดค้นหาเพิ่มเติมได้ ที่นี่

NASA Earth Observatory images by Joshua Stevens, based on data from the NASA Goddard Institute for Space Studies, and additional data from the NOAA National Centers for Environmental InformationMet Office Hadley CentreJapanese Meteorological Agency, and Berkeley Earth. Story by Ellen Gray, NASA Earth Science News Team, and Michael Carlowicz.

แหล่งข้อมูลอ้างอิงและอ่านเพิ่มเติม

หมอกควันจากไฟป่าและการเผาในที่โล่งลอยได้สูงและไกลแค่ไหน?

ธารา บัวคำศรี แปลเรียบเรียงจาก https://earthobservatory.nasa.gov/images/144658/how-the-smoke-rises

หมอกควันมีความลับอยู่มากมายที่ซ่อนเร้นไปจากสายตาของมนุษย์ หมอกควันสามารถลอยได้สูงและไกลแค่ไหน? มันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเมื่อเคลื่อนตัว? ในหมอกควันมีองค์ประกอบของอนุภาคขนาดเล็กใดอยู่บ้าง?

คำถามข้างต้นกลายมาเป็นเรื่องด่วนมากขึ้นเมื่อฤดูกาลไฟป่าเพิ่มความเข้มข้นและยาวนานขึ้นอันเนื่องมาจากผลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังกรณีไฟป่าที่เกิดขึ้นในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

ในขณะที่เกิด ไฟป่า ลุกลามขยายตัวทางตอนเหนือของแคลิฟอร์เนียเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ปี พ.ศ.2561 ดาวเทียม Terra ได้เก็บข้อมูลภาพของกลุ่มหมอกควันไฟ และภาพจากเครื่องมือตรวจวัด Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) ดาวเทียมแสดงให้เห็นถึงกลุ่มหมอกควันขนาดใหญ่ลอยตัวอยู่เหนือบริเวณเกิดไฟ(ภาพบนซ้าย) กล้อง MISR(Multi-angle Imaging SpectroRadiometer) ที่ติดตั้งบนดาวเทียม Terra แสดงถึงแนวหมอกควันไฟที่ลอยตัวขึ้นไปสูง 2-3 กิโลเมตร (ภาพบนขวา) เหนือพื้นที่ พอที่จะทำให้หมอกควันจากการเผายกตัวขึ้นไปยังชั้นบรรยากาศโทรโพสเฟียร์ที่เรียกว่า free troposphere ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้หมอกควันกระจายตัวกว้างขวางออกไป กลุ่มหมอกควันได้ค่อยๆ ลดตัวลงลอยสูงจากพื้นราว 1 กิโลเมตรเมื่อเคลื่อนตัวไปทางด้านใต้และตะวันตก และออกสู่มหาสมุทร(แปซิฟิก) แผนภาพด้านล่างแสดงถึงระดับความสูงของกลุ่มหมอกควันในระยะทางต่างๆ จากแหล่งกำเนิดที่มาจากไฟป่าและการเผาในที่โล่ง

ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่บางอันไม่ได้มาจากการวิเคราะห์ภาพใดภาพหนึ่งหรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง แต่มาจากการรวบรวมข้อมูลจากหลายร้อยหลายพันเหตุการณ์ของของหมอกควันที่บันทึกภาพด้วยเครื่องวัดต่างๆ เช่น MISR ทีมงานวิจัยทำการรวมรวมฐานข้อมูลมาเป็นเวลาหลายปีในเรื่องนี้ ในปี พ.ศ.2553 Maria Val Martin และเพื่อนร่วมงาน ตีพิมพ์ข้อมูล การสังเกตการณ์ 5 ปีในอเมริกาเหนือ และทีมงานวิจัยนี้ได้ วิเคราะห์ขยายครอบคลุม การเกิดไฟทั่วโลกช่วง 3 ปี

พวกเขาพบว่าบางส่วนของหมอกควันไฟป่าที่เกิดขึ้นในทวีปอเมริกาเหนือราวร้อยละ 4-12 ลอยตัวขึ้นไปบริเวณชั้นบรรยากาศโทรไพสเฟียร์ที่เรียกว่า planetary boundary layer ในทวีปอเมริกาเหนือ ไฟป่าดังกล่าวมีขนาดใหญ่ที่สุดและมักจะเกิดขึ้นในเขตป่าบอเรียลของแคนาดาและอลาสะกาในช่วงฤดูแล้ง การเผาในที่โล่งที่เกิดขึ้นในภาคเกษตรและพื้นที่ทุ่งหญ้าจะเกิดขึ้นทั่วไปใน 48 รัฐของสหรัฐอเมริกาซึ่งจะเกิดกลุ่มหมอกควันที่มีขนาดเล็กและมีทางยาวน้อยกว่า

นาย Val Martin นักวิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศที่มหาวิทยาลัย Sheffield กล่าวว่า “ความสูงที่หมอกควันสามารถลอยขึ้นไปถึงนั้นมีความสำคัญ มันจะเป็นตัวกำหนดช่วงชีวิตของมลพิษทางอากาศ เส้นทางใต้ลมที่มันจะเคลื่อนตัวไปและขนาดของผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม นี่คือข้อมูลที่เป็นหัวใจในการเตือนประชาชนเมื่อเกิดเหตุการณ์มลพิษทางอากาศซึ่งจะช่วยลดหรือเลี่ยงผลกระทบต่อสุขภาพได้

นักวิจัยกำลังทำงานเพื่อสรุปข้อมูลจาก MISR เข้าไปในแบบจำลองบรรยากาศที่สำคัญๆ แบบจำลองต่างๆ ยังขาดข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับความสูงของกลุ่มหมอกควัน “ถ้าแบบจำลองบรรยากาศของเราสามารถจัดการข้อมูลในโลกจริง เราก็มีโอกาสมากขึ้นในการได้ข้อมูลที่ถูกต้อง เช่น กลุ่มหมอกควันจะเคลื่อนตัวไปที่ไหน และพื้นที่ใดที่หมอกควันจะส่งผลต่อคุณภาพอากาศและสุขภาพของคน”

การเดินทางและชะตากรรมของเมล็ดข้าว

ธารา บัวคำศรี แปลเรียบเรียงจาก The Rice Book : The Deffinitive Book on the Magic of Rice Cookery

บรรพบุรุษข้าวมีวิวัฒนการมานานกว่าหนึ่งร้อยล้านปีบนผืนทวีปใหญ่ เมื่อทวีปเคลื่อนตัวแยกออกจากกันเป็นอเมริกาใต้ แอฟริกา อินเดีย ออสเตรเลีย แต่ละผืนทวีปได้นำพืชและสัตว์ติดไปด้วย ผืนทวีปอินเดียเลื่อนขึ้นไปทางเหนือเป็นเวลาหลายล้านปี เข้าชนกับมวลแผ่นดินใหญ่ของเอเชีย กำเนิดเทือกเขาหิมาลัยสูงตระหง่าน แนวเทือกเขาแผ่ขยายไปทางด้านตะวันออกจรดทะเลจีนใต้ หลายล้านปีต่อมา แถบเชิงเขามีความอบอุ่นและความชื้น

หญิงชายในยุคแรกเก็บข้าวป่ามากินเป็นอาหาร พวกเขาเห็นว่าน่าจะปลูกพืชป่าชนิดนี้ โดยมิได้ตั้งใจ ถือเป็นการเริ่มต้นคัดเลือกและขยายพันธุ์ข้าวป่าชนิดต่างๆ ชาวแอฟริกันตะวันตกได้ทำแบบเดียวกันนี้ในเวลาต่อมาจึงมีพันธุ์ข้าวหลากหลายวิวัฒนาการขึ้นที่นั่น วิวัฒนาการอันยาวนานไม่ได้เริ่มต้นจากการคิดค้นและปฏิบัติการของคนปลูกข้าวเท่านั้นยังเกิดจากการเรียนรู้วิธีการปรุงอาหารของคนกินข้าวด้วย

ข้าวมีความสามารถในการปรับตัวอย่างดีเยี่ยม ข้าวป่าพัฒนาและปรับตัวเองให้มีชีวิตรอดในถิ่นที่อยู่ที่แตกต่างกันไป บางชนิดทนต่อกลางคืนที่หนาวเหน็บ บางชนิดรับมือกับน้ำท่วมอย่างฉับพลัน บางชนิดชอบพื้นที่น้ำท่วมขัง บางชนิดยืนหยัดอยู่ในถิ่นกันดารน้ำ คนเริ่มพัฒนาศิลปะการเพาะปลูกและคัดเลือกพันธุ์ตามลักษณะประจำถิ่น นำเมล็ดข้าวเดินทางไปเพาะปลูกในถิ่นที่ข้าวป่าไม่สามารถเติบโตได้

การแพร่กระจายพันธุ์ข้าวเริ่มต้นอย่างจริงจังจากต้นกำเนิด ขึ้นไปทางทิศเหนือลงไปทางใต้สู่ตะวันออกและตะวันตก ข้าวปรับเปลี่ยนไปตามถิ่นใหม่และตามสภาพที่คนปลูกข้าวเข้าไปจัดการ ในจีน คนต้องการปลูกข้าวนาดำ แต่น้ำไม่เพียงพอและดินไม่ดี ผลผลิตครั้งแรกของพวกเขาจึงล้มเหลว มีการเก็บน้ำโดยสร้างคันนา ผันน้ำเข้าไปแล้วขุดพรวนดินหรือย่ำให้เป็นโคลน สองสามปีต่อมาดินเริ่มอ่อนตัว ลึกลงไป 30-50 เซนติเมตรจากผิวดิน ทำให้ชั้นดินที่เคยแข็งอุ้มน้ำและมีธาตุอาหาร

จากหลักฐานทางภูมิศาสตร์และพันธุกรรม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย และภาคเหนือของไทยเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวแห่งแรก พันธุ์ข้าวอินดีกา แจปอนิกา แตกแขนงจากต้นกำเนิดเดียวกัน โดยคนกินข้าวนำไปอยู่ในสถานที่และสภาพแวดล้อมใหม่

หลักฐานเก่าแก่ที่สุดของข้าวยังคงมีอยู่ที่ภาคเหนือของไทยและเวียดนามอายุราว 3,000 ปี ในจีน พบพันธุ์ข้าวโบราณที่ตอนใต้ของเมืองเซี่ยงไฮ้ วัดด้วยคาร์บอน 14 มีอายุอย่างน้อยที่สุด 6,000 ปี ในลุ่มน้ำแยงซีเกียงตอนกลาง 

ข้าวเริ่มปลูกเมื่อ 8,500 ปีมาแล้ว หลักฐานทางโบราณคดีที่เก่าแก่ที่สุดหลายชุดในอินเดียและปากีสถานมาจากขอบแอ่งกะทะของพื้นที่ภูเขามีอายุกว่า 4,000 ปี ยังหลงเหลือเมล็ด เปลือกที่เป็นเถ้าถ่าน หรือร่องรอยของเมล็ดบนเครื่องปั้นดินเหนียว พอที่จะทำให้รู้ว่ามีข้าวชนิดต่างๆ

ร่องรอยของข้าวไม่จำกัดแต่ในยุคโบราณ มีความต่อเนื่องมาเป็นลำดับ ในอินเดีย คัมภีร์เล่มแรกสุดของฮินดูกล่าวถึงข้าวที่ใช้ในการบูชาพระเจ้า ก่อนการประสูติของพระพุทธเจ้า คัมภีร์เรื่องยาและโภชนาการเล่มหนึ่งมีชื่อที่ใช้เรียกข้าวชนิดต่างๆ และกล่าวถึงผลที่มีต่อร่างกาย พระราชาแห่งเนปาลซึ่งเป็นพระบิดาของเจ้าชายสิทธัตถะ นามว่าสุทโธทนะ หมายถึง ข้าวบริสุทธิ์ 

คำว่า “ข้าว” เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าตามสถานที่และผู้คนในประวัติศาสตร์ช่วงต้นของเอเชียที่อินโดนีเซีย พบหลักฐานการเพาะปลูกข้าวมีอายุประมาณ 2,300 ปีก่อนคริสตกาล อยู่ในเกาะสุลาเวสีรวมทั้งซาราวัคของมาเลเซีย แต่ไม่มีที่แห่งใดย้อนไปไกลกว่ายุคชวา ข้าวเกิดมานานมากแล้ว แต่พื้นที่ปลูกข้าวในเกาะชวาเป็นการเพาะปลูกแบบเข้มข้น ร่องรอยข้าวโบราณจึงลบเลือนโดยง่าย ที่รัฐกะลันตัน มาเลเซียตะวันตก

หลักฐานเรื่องข้าวย้อนหลังไปถึง 900 ปี กล่าวได้ว่านาขั้นบันไดที่มีชื่อเสียงในฟิลิปปินส์มีมานานกว่า 2,000 ปี แต่การปลูกข้าวจะเก่าแก่ขนาดนั้นหรือไม่ พวกเขาเพาะปลูกพืชชนิดใดเป็นครั้งแรก ชาวอุษาคเนย์พวกอื่นทำขั้นบันได และระบบน้ำตามเชิงเขาเพื่อปลูกเผือก ชาวเขาของเกาะลูซอนเหนืออาจเป็นเช่นนั้นคือเริ่มปลูกเผือกแล้วเปลี่ยนเป็นข้าว

อาณาจักรทั้งหลายในอุษาคเนย์ก่อเกิดจากเมล็ดข้าวและคนปลูกข้าว ชาวนาตั้งถิ่นฐานบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำเอราวดี แม่น้ำแดง และในเกาะสุมาตรากลาง เกาะชวากลางในเวลาต่อมา ระบบชลประทานขนาดใหญ่เกิดขึ้นและยังมีร่องรอยเหลืออยู่ การปลูกข้าวในที่ราบน้ำท่วมถึงและปากแม่น้ำต้องการความชำนาญ ไม่ใช่การนำน้ำเข้าและปล่อยออกจากนา ไม่ใช่ระบบชลประทาน แต่เป็นเครือข่ายลำคลอง แม้แต่บ่อเก็บน้ำก็ใช้ควบคุมน้ำท่วมมากกว่านำน้ำเข้านาในฤดูแล้ง ระบบน้ำของเขมรโบราณรอบนครวัดใช้สำหรับพิธีกรรมมากกว่า

การนำมาใช้ปลูกข้าว ที่ศรีลังกา มีบ่อขนาดใหญ่รับน้ำฝนในฤดูมรสุมไว้ใช้ปลูกข้าวในฤดูแล้ง ในเขตมรสุม ไม่ต้องการระบบชลประทานเพื่อใช้ปลูกข้าว 1 ครั้ง น้ำจากท้องฟ้าและแม่น้ำมีอยู่เพียงพอ ต่อมาเริ่มเก็บน้ำไว้เพื่อปลูกข้าวมากกว่า 1 ครั้ง การเพาะปลูกพืชผสมผสานตามมากับการขยายตัวของประชากรที่หมุนเวียนแรงงานใหม่เข้าไปในระบบการผลิต และผลผลิตข้าวมากขึ้นตามจำนวนขั้นบันไดที่สูงขึ้นไปจากเชิงเขา

ตัวอย่างเก่าแก่อยู่ที่เกาะชวา ประชากรกว่า 3 ล้านคนในปี 2323 เพิ่มเป็น 90 ล้านคนในปี 2535 และยังมีข้าวพอกินในปัจจุบัน ภายใต้ระบบสังคมที่มีแบบแผนการอนุรักษ์แนวทางเพื่อรับมือกับการเพิ่มประชากรเป็น 30 เท่า ในช่วงเวลา 10 รุ่นคน

ข้าวเป็นอาหารที่ดีกว่าธัญพืชชนิดอื่น เช่น เผือก มัน ข้าวฟ่าง แต่ข้าวเป็นพืชที่ปลูกยากกว่าและมีความเสี่ยงมากกว่า บางแห่ง ข้าวเป็นเครื่องหมายแห่งความแปลกประหลาดที่แทรกซึมเข้าไป ทุกวันนี้ เผือกยังเป็นอาหารในครัวของชาวตะวันตก คนในกรุงจาการ์ตาผู้เกิดและเติบโตจากถิ่นที่ไม่มีการปลูกข้าวของอินโดนีเซียตะวันออก จะกลับไปบ้านเพื่อรับอาหารที่เหมาะสมจำพวกเผือกและสาคู ขณะที่คนย้ายถิ่นจากเกาะชวาไปยังท้องถิ่นนั้นจะสอนให้พวกเขารู้จักการปลูกข้าว

ข้าวแพร่กระจายจากคนกลุ่มหนึ่งไปยังคนอีกกลุ่มหนึ่งอย่างช้าๆ ในจุดที่ห่างไกล พวกเขาใช้เรือบรรทุกและสัตว์นำเมล็ดข้าวและอาหารสำเร็จรูปทำจากข้าวส่งไปกว่า 500 ปีก่อนคริสตกาล ข้าวกำเนิด เติบโตและแพร่กระจายอย่างกว้างขวางในอินเดีย จีน อินโดจีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ บางแห่งมีมานาน 4,000 ปี หรือนานกว่านั้น พื้นที่อื่นที่ข้าวไปถึงเมื่อเร็วๆ นี้ อาจเป็นการนำไปโดยพระสงฆ์ในพุทธศาสนาผู้เป็นนักเดินทางที่ไม่ยอมเหน็ดเหนื่อยและไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นนักชิมอาหารอีกด้วย

ระหว่าง 330 ปี ถึง 200 ปี ก่อนคริสตกาล ข้าวถูกนำเข้าไปยังตะวันออกกลาง และญี่ปุ่น ข้าวเมล็ดสั้นข้ามทะเลจากเกาหลีไปยังพื้นที่ปลายสุดของหมู่เกาะญี่ปุ่น ข้าวแพร่กระจายขึ้นไปทางเหนือสู่เกาะคิวซู เกาะฮอนชู และชะลอตัวช้าลงเมื่อไปถึงเขตหนาว ข้าวยังได้ขยายพันธุ์และเติบโตบนเกาะฮอกไกโด ในเอเชียตะวันตก สังคมใหม่ อาณาจักรใหม่ทำให้ความต้องการอาหารเพิ่มขึ้น ทั้งอาหารหลักและอาหารรองชาวอัสซีเรียนเมื่อ 700 ปีก่อนคริสตกาล มีคำเรียก “ข้าว” ทั้งที่พวกเขาไม่ใช่คนปลูกข้าว

จนถึง 500 ปีก่อนคริสตกาล ผู้ที่อาศัยอยู่ตามถิ่นที่เป็นอัฟกานิสถาน อิหร่าน อิรักในปัจจุบัน ยังกินข้าวสาลีและข้าวฟ่างเป็นอาหารหลัก ต่อมา อาณาจักรพาเธียนได้ชักนำให้เกิดการค้าขายในเส้นทางฮินดูคัชส์จากอินเดียเหนือ เมืองแบคเทรียทางตอนใต้ทะเลสาบแคสเปียนกลายเป็นชุมทางการค้าจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เปอร์เซีย ถึงอินเดียและจีน อเล็กซานเดอร์มหาราชยกทัพเข้าตีเอเชียช่วง 334 ปีถึง 323 ปีก่อนคริสตกาล อริสโตบุรัส พระสหายคนหนึ่งของพระองค์ ได้บันทึกไว้หลังจากนั้นว่า เขาเห็นการปลูกข้าวในเมืองแบคเทรีย บาบิโลน ซูซา และซีเรีย (รวมถึงลุ่มแม่น้ำจอร์แดน) อิทธิพลของชาวเปอร์เชียนำข้าวไปไกลถึงลุ่มน้ำไทกรีส-ยูเฟรตีส จรดอาณาเขตครอบครองของอาณาจักรโรมัน

กรีกและโรมัน ก็มีความรู้เรื่องข้าว ธีโอฟราตัส นักประพันธ์ชาวกรีกอ้างถึงข้าวในงานเขียนเกี่ยวกับอินเดียเมื่อ 400 ปี ก่อนคริสตกาลและหนึ่งพันปีก่อนยุคอเล็กซานเดอร์มหาราช กรีกนำชื่อข้าว (Oryza) มาจากเจ้าของเดิม อาจเป็นอินเดียส่งต่อไปให้กับชาวโรมัน และท้ายสุด คำว่า Oryza ไปถึงนายลินเนียส นักพฤกษศาสตร์ สิ่งที่ควรรู้คือกรีกและโรมันมีความสนใจข้าวในทางปฏิบัติน้อยมาก ข้าวเป็นยาที่แพงและแปลกสำหรับพวกเขา เป็นสิ่งที่ชนชั้นร่ำรวยซื้อหามา ณ จุดสิ้นสุดในการเดินทางของข้าวจากอินเดีย

คนเอเชียและตะวันตกในยุคเก่าก่อน มีความเชื่อในพลังอำนาจของธรรมชาติ เห็นร่วมกันในการมีชีวิตอยู่ร่วมกับธรรมชาติ เรื่องกรรม-ผลกรรม หยิน-หยาง ร้อน–หนาว ธาตุทั้งห้าของจีน ของเหลวทั้งสี่ของกรีกยุคปัจจุบันได้ลบเลือนความเชื่อเหล่านี้ไป สถานภาพของข้าวภายใต้ระบบความคิดโบราณไม่ได้หยุดนิ่ง เมล็ดข้าวสัมพันธ์กับผืนโลกจึงเป็นหยินหรือความเย็น ข้าวที่หุงแล้วจึงเป็นกลาง คือสมดุลระหว่างผืนดิน ต้นกำเนิดและเปลวไฟที่ใช้หุงต้ม ชาวจีนฮกเกี้ยนในมาเลเซียมองว่าข้าวเป็นของร้อนหรือหยาง เพราะชาวจีนโพ้นทะเลเช่นพวกเขารู้สึกไม่มั่นคง ต้องการความร้อนเพื่อเสริมให้ร่างกายต่อสู้กับสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย
หยิน-หยางของข้าว มาจากความเชื่อของชาวจีนที่ส่งผ่านไปยังส่วนอื่นของโลก คนภาคเหนือของอินเดียจำนวนมากหลีกเลี่ยงการกินข้าวเมื่ออากาศหนาว ข้าวจะทำให้พวกเขารู้สึกเย็น ชาวเปอร์เซียยุคสมัยใหม่ก็คิดเช่นนั้น

ความคิดของคนแต่ละกลุ่มที่มีต่อข้าว ทำให้เห็นพัฒนาการของข้าวอย่างชัดเจนในห้วงประวัติศาสตร์ และผลที่มีต่อวิธีการปรุงอาหารและกินข้าว ความคิดหนึ่งที่พบมากคือข้าวเป็นยา ในประเทศที่กินข้าวเป็นอาหารหลัก

นานนับศตวรรษ ข้าวอยู่ในฐานะกึ่งเทพเจ้า และหุงหากินแยกจากอาหารอื่นๆ สังคมชาวนามักเริ่มต้นจากการส่งผลผลิตข้าวให้กองทหาร ตำรับการหุงข้าวกำเนิดรอบ ๆ ค่ายทหารที่เดินทัพระหว่างอินเดีย เปอร์เซีย อิรัก ระหว่างอียิปต์และสเปน ข้าวเป็นสิ่งที่มีให้กับกองทหาร ง่ายต่อการเก็บและนำติดตัวไป เมล็ดข้าวแห้งจึงง่ายต่อการหุง ไม่จำเป็นต้องบดหรือย่าง เมื่อกองทัพเข้าครองพื้นที่ศัตรูนาน 2-3 เดือน สามารถทำการเพาะปลูกข้าวได้ 1 ครั้ง หรือปลูกข้าวไร่ที่ให้ผลผลิตต่ำได้ 2 ครั้ง ข้าวโตเร็วกว่าข้าวสาลีและให้ผลผลิตดีกว่าในปริมาณเมล็ดที่เท่ากัน

พ่อค้าชาวจีนรายงานว่า ข้าวมีอย่างอุดมสมบูรณ์ในเมืองเฟอร์กานา บนเส้นทางติดต่อระหว่างเอเชียทางตอนเหนือของซุมเขาปาร์มี แต่ไม่ใช่ในเขตเปอร์เซีย เขตเปอร์เซียที่รวมอยู่ในหลายส่วนของเอเชียใต้และตะวันออกมีพื้นที่ปลูกข้าวไม่มาก นักเดินทางชาวจีนสองสามคนผู้มาถึงพบเห็นนาข้าวที่นั่น กลับเป็นข้าวที่นำไปปลูกถึงลุ่มน้ำยูเฟรตีสและจอร์แดนแล้วเมล็ดข้าวก็หยุดการเดินทางเป็นเวลาหลายร้อยปี ช่วงนั้นมีการซื้อขายข้าวที่ “ประตูเครื่องเทศ” แห่งเมืองอเล็กซานเดรีย ก่อนพวกมุสลิมเข้าครองอียิปต์ ข้าวเป็นสินค้านำเข้า การปลูกข้าวยังไม่ถึงอียิปต์จนกระทั่งคริสศตวรรษที่ 6-7 ช่วงเวลาเดียวกับที่อาณาจักรโรมันในตะวันตกล่มสลาย

ข้าวไม่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ไบเบิลและคัมภีร์ใหม่ มีเรื่องเล่าของคนเพาะปลูกอ้างถึงการนำเมล็ดพืชมาจากผลไม้ที่ให้ผลผลิต 60-100 เท่า น่าจะเป็นการอ้างถึงข้าวมากกว่าเมล็ดพืชอื่นๆ ชาวนาปาเลสไตน์ปลูกข้าวสาลีก็ยังไม่เคยได้รับผลผลิต 60-100 เท่า มีหลักฐานว่าข้าวไปถึงตะวันออกกลางอย่างน้อยที่สุดคริสศตวรรษที่ 6

ทำไมข้าวจึงเข้าไปในอียิปต์ช้า ทั้งๆ ที่ พื้นที่ราบลุ่มปากแม่น้ำไนล์เหมาะแก่การปลูกข้าวอย่างยิ่ง คำตอบคือชาวอียิปต์มีความสามารถสูงในการปลูกข้าวสาลี ไม่มีเหตุผลที่พวกเขาต้องเปลี่ยนเป็นพืชชนิดอื่นในเมื่อมั่นใจว่าปลูกข้าวสาลีพอกินและเหลือขาย ถ้าใครสักคนทดลองปลูกข้าว ต้องเจออุปสรรค์เมื่อพบว่าพันธุ์ข้าวที่ใช้เพาะปลูกให้ผลผลิตไม่ดีภายใต้สภาพแวดล้อมท้องถิ่น ชาวอียิปต์สามารถค้นหาและแพร่พันธุ์ข้าวที่ผลดีได้อาจเป็นเพราะความต้องการข้าวมีมากพอที่จะกระตุ้นให้พวกเขาเอาชนะปัญหาทางเทคนิค เช่นเดียวกับประวัติศาสตร์ข้าวของออสเตรเลียในศตวรรษที่ 20 ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโชคช่วย ชาวอียิปต์อาจเคยปลูกข้าวอย่างน้อยที่สุดกว่า 1000 ปีก่อนการแผ่ขยายของอาณาจักอิสลามอันเป็นช่วงที่มีเกิดการปลูกข้าวเพิ่มขึ้นมาก

ข้าวยังไม่ได้เป็นอาหารหลักของโลกอิสลามในตะวันตก ชาวมุสลิมส่วนใหญ่กินข้าวสาลีมากกว่าข้าว พวกเขาเรียนรู้เรื่องข้าวจากชาวเปอร์เซียแห่งอาณาจักรซาซาเนียที่พ่ายแพ้ลงในปี ค.ศ.635 และจากจังหวัดซินด์ของอินเดียที่อาณาจักรอิสลามพิชิตลงในปี ค.ศ.711 ชาวมุสลิมรู้จักปลูกข้าวในพื้นที่ลุ่มน้ำขัง ที่ราบน้ำท่วมถึงในหุบเขาและพื้นที่ซึ่งสามารถทำระบบชลประทานได้ ในเวลาเดียวกัน อาณาจักรอิสลามขยายดินแดนอย่างรวดเร็วมีพื้นที่กว้างขวางความต้องการอาหารเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล กาหลิบในช่วงยุคต้นได้จัดงานเลี้ยงใหญ่โต นิสัยการโอ้อวดความมั่งคั่งร่ำรวยแพร่ไปอย่างรวดเร็วผ่านลำดับชั้นทางสังคมของชนชั้นปกครอง 

ในปี ค.ศ.780 กาหลิบอัล-มาดีห์ ส่งผู้เชี่ยวชาญออกไปค้นหาพืชและยาใหม่ๆ ปี ค.ศ.945 กาหลิบ มัสตาท์ฟี จัดงานเลี้ยงมีการสนทนาหัวข้อเรื่อง “อาหารที่หายาก” ประกอบด้วยเลมอน ออเบอจิน ข้าวและน้ำตาล ด้วยเหตุนี้ ชาวอาหรับจึงขยายพื้นที่ปลูกข้าวในพื้นที่ที่เขาไปถึง ข้าวปรับตัวเข้ากับภูมิอากาศ บางแห่งหนาวกว่าเดิมหรือแห้งกว่าเดิม เกิดการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ ข้าวเป็นธัญพืชชนิดเดียวที่สามารถเติบโตในฤดูร้อนของประเทศชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียนโดยการมีระบบชลประทานที่เพียงพอ อิบน์ ฮาว์คาล นักภูมิศาสตร์มุสลิมในศตวรรษที่ 10 กล่าวว่าอาณาจักรมุสลิมอันมั่งคั่งมีพืช 2 ชนิดคือ ฝ้ายและข้าวที่ทำรายได้สองเท่า

ข้าวถูกนำขึ้นไปยังต้นน้ำไทกริส–ยูเฟรตริส รอบๆ พื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตอนใต้ของตรุกี และเข้าไปในตุรกี ถึงชายฝั่งทะเลแคสเปียน และลุ่มแม่น้ำโวลกา เลยออกไปจากเขตอิทธิพลของอาณาจักรมุสลิมไปถึงตอนใต้ของโมร็อกโก อาจข้ามทะเลทรายซะฮาราไปยังอาฟริกาตะวันตก ชาวมุสลิมยังเข้าไปปลูกข้าวในเกาะชิชิลี มีการส่งข้าวไปขายที่สเปนในปลายศตวรรษที่ 9 รอบ ๆ เมืองวาเลนเซียและเมอร์เซียซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าว รวมถึงเกาะมาโจกาที่ไม่ใช่พื้นที่ปลูกข้าว

คริสศตวรรษที่ 10 ข้าวเพาะปลูกไปทั่วพื้นที่ที่เหมาะสมของโลกมุสลิม ช่วงเวลานั้น เริ่มมีคู่มืออาหารและการทำอาหารที่มีข้าวเป็นส่วนประกอบเกิดขึ้นอย่างมากมาย ข้าวหยุดการเดินทางไกลมานับหลายศตวรรษอีกครั้ง อาณาจักรไบเซนไทน์ทางตะวันออกของอาณาจักรโรมันมีความรู้เรื่องข้าว มีตำราแพทย์ แต่พวกเขาไม่ใช่คนปลูกข้าว ในยุโรปตะวันตก ข้าวมีราคาแพงและนำเข้า คริสศตวรรษที่ 6 นายแพทย์กรีกแห่งราชสำนักทีโอดอริค – ราเวนนา แนะนำให้ใช้เมล็ดข้าวหุงแล้วใส่ลงในนมแพะเพื่อรักษาอาการปวดท้อง ช่วยคนในราชสำนักที่กินเนื้อและไวน์มากเกินไป เมื่อนักรบในสงครามครูเสดเดินทางกลับบ้าน ไม่มีข้าวบรรจุอยู่ในอานม้านของพวกเขา เมื่อพวกนอร์แมนเข้ายึดครองชิชิลี การปลูกข้าวลดลงและในที่สุดก็หายไป

นานมากแล้ว ชาวยุโรปมองว่าข้าวเป็นเครื่องเทศชนิดหนึ่ง ถูกนำเข้าไปในอังกฤษก่อนกลางศตวรรษที่ 13 ในอิตาลี การมีข้าวไว้ในครอบครองต้องจ่ายภาษีแพงมากเพราะเป็นเครื่องเทศ อีก 100 ปีต่อมา ปริมาณข้าวจากเอเชียนำเข้าไปยังยุโรปมากขึ้น ข้าวจึงกลายเป็นอาหารทั่วไป

พริกไทย ช็อกโกแลต มันฝรั่ง และพืชผักอื่นๆ จากอเมริกากลางเข้าไปยังเอเชีย ทวีปอเมริกาได้รับข้าวจากเอเชีย ข้าวเมล็ดแรกข้ามมหาสมุทรแอดแลนติกโดยเรือค้าทาส นักล่าอาณานิคมชาวสเปนและโปรตุเกสนำตัวคนปลูกข้าวในฐานะทาสจากแอฟริกาตะวันตกข้ามไปยังอเมริกา พวกทาสแอฟริกันเท่านั้นที่รู้ว่าจะปลูกข้าวอย่างไรให้ได้ผล ขณะที่ข้าวจากฟิลิปปินส์นับร้อยแกลลอนข้ามมหาสมุทรแปซิฟิคจากเมืองมะนิลาไปยังเมืองอะคาพูลโล ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการค้นพบอเมริกาและภารกิจสร้างอารยธรรมโดยการทำลายชนพื้นเมืองของคนผิวขาว

ห้าร้อยปีหลังการสำรวจค้นพบอเมริกา เมล็ดข้าวหยุดลง ณ ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ฐานะของข้าวคือพืชมหัศจรรย์ที่นำมาเลี้ยงดูประชากรล้นโลก ผลย้อนกลับหลังจากนั้นกลับเป็นเงามฤตยู

สังคมเอเชียยุคก่อน เมล็ดข้าวเป็นสายใยแห่งฟ้าและดิน คนปลูกข้าวเขียนโลกด้วยเมล็ดพืชและวิถีทางที่ชีวิตทั้งมวลดำรงอยู่ ในโลกสมัยใหม่ ข้าวคือสินค้า ยุคสมัยแห่งการเดินทางของเมล็ดข้าวสิ้นสุดลงอย่างสิ้นเชิงด้วย น้ำมือของปุ๋ย ยาฆ่าแมลงและเครื่องจักรกล คนปลูกข้าวในหุบเขาและทุ่งราบถูกลบออกจากประวัติศาสตร์ยุคใหม่ที่เขียนขึ้นจากการทำลายล้างแผ่นดินต้นกำเนิด

หมายเหตุ : ศรี โอเวน ชาวอินโดนีเซีย เธอเกิดและเติบโตท่ามกลางทุ่งข้าว มีชีวิตอยู่กับชาวนาบนเกาะสุมาตราตะวันตก อินโดนีเซีย เมล็ดข้าวเป็นของแท้ เต็มไปด้วยเรื่องราวแห่งมนต์ขลังของพวกเขา หนังสือชื่อ The Rice Book ของศรี โอเวนตีพิมพ์ในปี 2536 เล่าเรื่องเมล็ดข้าวและวัฒนธรรมการกินข้าว ทั่วโลก เธอค้นคว้ารายการอาหารจากตรุกี ฟินแลนด์ อินโดนีเซีย อินเดีย จาไมก้า สหรัฐอเมริกา อิตาลีและญี่ปุ่น โดยเดินทางเก็บข้อมูลและชิมอาหาร การเดินทางของเมล็ดข้าวเป็นเนื้อหาส่วนหนึ่งที่ โรเจอร์ โอเวน ชาวอังกฤษ ผู้เป็นคู่ชีวิต ได้ร่วมบันทึกในหนังสือของเธอ

ปัจจุบันศรี โอเวนพำนักอยู่ในอังกฤษ เธอเห็นข้าวหลายชนิดในซุปเปอร์มาเก็ต และคิดว่ามีเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่าข้าวมาจากไหน สำหรับเธอ มนต์ขลังแห่งเมล็ดข้าว ยังตรึงตราในใจมิเสื่อมคลาย