ป่าไม้กับการชดเชยคาร์บอน / Forests & Carbon Offsets
วิทยาศาสตร์สภาพภูมิอากาศ · Taragraphies

เหตุใดป่าไม้จึงไม่อาจชดเชย
การปล่อยคาร์บอน
จากเชื้อเพลิงฟอสซิลได้

ตรรกะอันบกพร่องเบื้องหลังกลไก Carbon Offset ที่อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลอ้างอิง

10–15% สัดส่วน CO₂ โลก
จากการตัดไม้ทำลายป่า
หลายพัน จำนวนปีที่ CO₂ บางส่วน
คงอยู่ในชั้นบรรยากาศ
คาร์บอนฟอสซิล 1 ตัน
≠ คาร์บอนป่า 1 ตัน
เลื่อนลง

การ "ชดเชย" คืออะไร
และทำไมจึงไม่ได้ผล

อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลมักอ้างว่า การอนุรักษ์ป่าไม้และการปลูกป่าจะชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเผาไหม้น้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซได้ แนวคิดนี้เรียกว่า "การชดเชยคาร์บอน" (Carbon Offset)

"การชดเชย" ไม่ได้นำไปสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวม แต่เป็นการ
ย้ายคาร์บอนจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งเท่านั้น

การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคป่าไม้เป็นส่วนเพิ่มเติมที่มีคุณค่า แต่ไม่ใช่การทดแทนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล การทำลายป่ามีส่วนในการปล่อย CO₂ ทั่วโลกประมาณ 10–15% ดังนั้น การยุติการทำลายป่าจึงมีความสำคัญ — แต่ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลต่อไป

สัดส่วน CO₂ ทั่วโลก จากแหล่งกำเนิดหลัก

เชื้อเพลิงฟอสซิล & อุตสาหกรรม
~85%
การทำลายป่า
~13%
แหล่งกำเนิดอื่นๆ
~2%

คาร์บอน 2 ประเภท
ที่ไม่อาจทดแทนกันได้

มีแหล่งคาร์บอนหลัก 2 ประเภทซึ่งมีคุณลักษณะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และเป็นที่มาของความเข้าใจผิดในเรื่อง Carbon Offset

🌿 แหล่งคาร์บอนเชิงรุก

ชีวมณฑล (Biosphere)

คาร์บอนที่หมุนเวียนระหว่างชั้นบรรยากาศ พื้นดิน และมหาสมุทร — รวมถึงคาร์บอนในป่าไม้ พืชพรรณ และดิน เป็นแหล่งเดียวที่มีส่วนก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

หมุนเวียนได้ · ส่งผลต่อสภาพภูมิอากาศ
⛏️ แหล่งคาร์บอนเชิงรับ

เปลือกโลก (Lithosphere)

คาร์บอนที่ถูกฝังอยู่ใต้ธรณีนับหลายล้านปี เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซฟอสซิล ตราบเท่าที่ไม่ถูกขุดขึ้นมา คาร์บอนในแหล่งนี้จะไม่มีส่วนต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ถูกล็อกไว้ · ไม่กระทบสภาพภูมิอากาศ
การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลถ่ายโอนคาร์บอนอย่างถาวร: เชิงรับ → เชิงรุก
ข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์

คาร์บอนฟอสซิล 1 ตัน ≠ คาร์บอนป่า 1 ตัน

การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นการถ่ายโอนคาร์บอนที่ถูกกักเก็บไว้นับล้านปีในแหล่งคาร์บอนเชิงรับ ไปยังแหล่งคาร์บอนเชิงรุกโดยถาวร ผลคือมีคาร์บอนไดออกไซด์สะสมในชั้นบรรยากาศมากขึ้น ป่าไม้ซึ่งอยู่ในแหล่งคาร์บอนเชิงรุกอยู่แล้ว ไม่อาจ "ยกเลิก" การถ่ายโอนนั้นได้


ป่าไม้ดูดซับ CO₂ ได้ช้า
เกินกว่าจะป้องกันวิกฤตได้

การปล่อย CO₂ เข้าสู่ชั้นบรรยากาศเกิดขึ้นทันที ในทางกลับกัน กระบวนการดูดซับคาร์บอนออกจากชั้นบรรยากาศใช้เวลานานกว่ามาก ตั้งแต่หลายทศวรรษไปจนถึงหลายล้านปี

ชะตากรรมของ CO₂ ในชั้นบรรยากาศ

ไม่กี่
ทศวรรษ
15–25%

ถูกดูดซับโดยพืชพรรณบนแผ่นดินและมหาสมุทร ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน (ข้อมูลจาก IPCC)

ไม่กี่
ศตวรรษ
~30%

ถูกดูดซับโดยกระบวนการทางธรรมชาติในช่วงสองสามศตวรรษ

หลาย
พันปี
~20%

ยังคงอยู่ในชั้นบรรยากาศเป็นเวลาหลายพันปี — CO₂ จากกิจกรรมของมนุษย์ราวครึ่งหนึ่งยังคงอยู่ในชั้นบรรยากาศเป็นเวลาหลายทศวรรษหรือมากกว่านั้น

แม้ป่าไม้จะช่วยดูดซับ CO₂ ได้บ้าง แต่ดูดซับได้เพียงบางส่วน และล่าช้าเกินกว่าที่จะป้องกันวิกฤตสภาพภูมิอากาศโลก


สิ่งที่ต้องทำ
เพื่อหยุดวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

การหยุดเพิ่มคาร์บอนในแหล่งคาร์บอนเชิงรุกทำได้โดยการลดและยุติการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลเท่านั้น ไม่มีทางลัดผ่านป่าไม้

แน่นอนว่ามีเหตุผลมากมายในการปกป้องป่าไม้ ทั้งในฐานะแหล่งคาร์บอน แหล่งความหลากหลายทางชีวภาพ และบ้านของชุมชนท้องถิ่น แต่การนำป่าไม้มาใช้เป็นกลไก "ชดเชย" เพื่อให้อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลขยายกิจการต่อไปนั้นไม่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์รองรับ และจะไม่ช่วยกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศ

ข้อสรุปสำคัญ

ปกป้องป่าไม้ + ยุติเชื้อเพลิงฟอสซิล
ทำทั้งสองอย่างพร้อมกัน ไม่ใช่แลกกัน

เราอยู่ในห้วงแห่งภาวะฉุกเฉินทางสภาพภูมิอากาศ เราต้องลงมือทำอย่างมุ่งมั่นเพื่อปลดแอกฟอสซิล และปกป้องป่าไม้ซึ่งมิได้มีเพียงแต่คาร์บอนที่มีอยู่ในป่า แต่ยังรวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพและชุมชนที่ดูแล ปกป้องและพึ่งพาผืนป่า เพื่อก้าวสู่อนาคตที่ปลอดภัยและเป็นธรรมของทุกสรรพชีวิต


Taragraphies · ภาวะฉุกเฉินทางสภาพภูมิอากาศ

เวลานี้คือเวลาของการกระทำ
ไม่ใช่การหาข้ออ้าง

เราต้องลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยทันที เดินหน้าปลดแอกจากเชื้อเพลิงฟอสซิล และปกป้องผืนป่าควบคู่กัน — ไม่ใช่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

เรียบเรียงจาก Flawed Logic: Why forests cannot offset fossil fuel emissions
โดย Christoph Thies, Greenpeace Germany / WRM

อ้างอิง / References

[1] IPCC (2013) Climate Change 2013: The Physical Science Basis. WG I, AR5, Ch.6; Baccini et al. (2012) Nature Climate Change 2:182; Harris et al. (2012) Science 336:1573–1576.

[2] คาร์บอนชีวมณฑลยังเรียกว่า "labile" หรือ "mobile" carbon เนื่องจากหมุนเวียนระหว่างชั้นบรรยากาศ พืช และมหาสมุทร ผ่านกระบวนการต่างๆ ตั้งแต่ไม่กี่เดือนถึงหลายพันปี

[3] Archer et al. (2009) Atmospheric lifetime of fossil fuel carbon dioxide. Annual Review of Earth and Planetary Sciences 37:117–134.

[4] IPCC (2013) AR5 WG I Ch.6; IPCC (2007) AR4 WG I Ch.7.

[5] Phillips et al. (2008); Luyssaert et al. (2008) Nature 455:213–215; Lewis et al. (2009) Nature 457:1003–1007.

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings