Radioactive Sacrifice Zone from Rare Earth Extraction in Thailand
เขตสังเวยกากกัมมันตรังสีจากการสกัดแร่หายากในประเทศไทย
ขณะที่ทั่วโลกแห่กันตามหา "critical minerals" เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เรื่องราวที่ถูกลืมเลือนจากเมือง ปทุมธานี กำลังส่งสัญญาณเตือนถึงราคาที่แท้จริงของแร่หายาก
While the world rushes to secure "critical minerals" for the clean energy transition, a forgotten story from Pathumthani, Thailand is sending a warning about the true cost of rare earth extraction.
The US–Thailand MoU and the Rare Earth Rush
MoU สหรัฐฯ–ไทย และกระแส Rare Earth Rush
MoU ระหว่างสหรัฐอเมริกา-ไทยที่ลงนามที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ได้จุดประกาย "critical minerals rush" และทำให้คำว่า "แรร์เอิร์ธ" กลายเป็นที่พูดถึงกันทั่วประเทศ
The US–Thailand MoU signed in Kuala Lumpur has ignited a "critical minerals rush," and the term "rare earth" has gone viral across every conversation in Thailand.
แต่น้อยคนรู้ว่า เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ประเทศไทยเคยทดลองสกัดแร่หายากจากโมนาไซต์มาแล้วครั้งหนึ่ง ที่อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี และทิ้งมรดกที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าไว้จนถึงทุกวันนี้
But few know that 30 years ago, Thailand already attempted rare earth extraction from monazite in Khlong Luang, Pathumthani — leaving behind an invisible legacy that persists to this day.
Rare Earth Research & Development Center
ศูนย์วิจัยและพัฒนาแร่หายาก
ศูนย์วิจัยฯ ตั้งอยู่ที่อำเภอคลองหลวง ปทุมธานี ดำเนินการโดย สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (OAP) ระหว่างปี พ.ศ. 2538–2548 เพื่อสกัดธาตุแร่หายากจากทรายโมนาไซต์ รวมถึงยูเรเนียม (U) และทอเรียม (Th)
The center, located in Khlong Luang, Pathumthani, was operated by the Office of Atoms for Peace (OAP) from 1995–2005 to extract rare earth elements from monazite sand, including uranium (U) and thorium (Th).
The 2011 Mega-Flood — A Contamination Turning Point
มหาอุทกภัย 2554 — จุดเปลี่ยนแห่งการปนเปื้อน
แม้โรงงานสกัดจะหยุดดำเนินการตั้งแต่ปี 2548 แต่อาคารและวัสดุทั้งหมดยังคงอยู่ เมื่อน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ซัดเข้าท่วมพื้นที่ ความเสี่ยงของการปนเปื้อน วัสดุกัมมันตรังสีธรรมชาติ (NORM) ก็ทวีความรุนแรงขึ้น
Although extraction operations ceased in 2005, all buildings and materials remained in place. When the 2011 mega-flood inundated the site, the risk of Naturally Occurring Radioactive Material (NORM) contamination intensified dramatically.
The Most Severely Contaminated Zone
จุดปนเปื้อนรุนแรงที่สุด
อาคาร B8 แบ่งเป็น 2 ส่วน: โรงแปรรูปโมนาไซต์ และโรงสกัดยูเรเนียม–ทอเรียม ทีมสำรวจใช้ Grid Method ประเมินระดับรังสีทั่วพื้นที่
Building B8 is divided into two sections: the monazite processing plant and the uranium–thorium extraction unit. The survey team used the Grid Method to assess radiation levels across the entire area.
Radiation 30–60× Above Background Levels
ระดับรังสี 30–60 เท่าของค่าพื้นหลัง
อาคาร B18 เก็บทรายโมนาไซต์ปริมาณมหาศาล ผลการตรวจวัดที่ผนังพบค่ารังสีน่าตกใจ
Building B18 stores enormous quantities of monazite sand. Wall measurements revealed alarming radiation levels.
เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสีไม่อนุญาตให้ทีมสำรวจเข้าในอาคาร เนื่องจากความเสี่ยงจากก๊าซเรดอนที่สะสมในพื้นที่ปิด
The Radiation Safety Officer denied the survey team entry to the building due to radon gas accumulation risk in the enclosed space.
As of 2025: Still Awaiting Proper Management
พ.ศ. 2568: ยังรอการแก้ไข
จนถึงปัจจุบัน ยังคงมีกากของเสียกัมมันตรังสีจำนวนมากบรรจุอยู่ในถัง ทั้งแบบของแข็งและของเหลวรอการจัดการที่ถูกต้องตามมาตรฐาน
To this day, large quantities of radioactive waste remain stored in barrels at the site — both solid and liquid forms — still awaiting management to proper safety standards.
Monazite: The Mineral That Hides Its Danger
โมนาไซต์: แร่ที่ซ่อนอันตราย
"โมนาไซต์" มาจากภาษากรีก Monazein แปลว่า "โดดเดี่ยว" เพราะความหายากของมัน แต่ความหายากนั้นมาพร้อมกับกัมมันตรังสีจากทอเรียม (Th) สูงถึง 20% ThO₂
"Monazite" derives from the Greek Monazein, meaning "to be alone" — named for its rarity. But that rarity comes paired with radioactivity from thorium (Th) content of up to 20% ThO₂.
แหล่งโมนาไซต์ในประเทศไทยพบในแหล่งแร่ดีบุกทางภาคใต้ ตั้งแต่ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง พัทลุง ภูเก็ต และพังงา แร่นี้จัดอยู่ในกลุ่ม Critical Minerals ที่มีมูลค่าทางอุตสาหกรรมสูง แต่การสกัดก็มาพร้อมกับกากกัมมันตรังสีที่ยากต่อการกำจัด
Thai monazite deposits are found in heavy-mineral tin-sand deposits across the south — Prachuap Khiri Khan, Chumphon, Ranong, Phatthalung, Phuket and Phang Nga. Classified as a Critical Mineral, its industrial value is high — but extraction generates radioactive waste that is extremely difficult to dispose of.
185 Barrels Still Awaiting Proper Disposal
185 ถัง ยังรอการจัดการ
ถังบรรจุกากของเสียกัมมันตรังสี (NORM + สารเคมี) ในอาคาร B8 — แต่ละสัญลักษณ์แทน 1 ถังขนาด 80 ลิตร
Each symbol below represents one 80-litre barrel of radioactive waste (NORM + chemical solvents) in Building B8
The Forgotten Sacrifice Zone
เขตสังเวยที่ถูกลืม
ขณะที่ทั้งโลกกำลังแห่กันตามหาแร่หายากเพื่อขับเคลื่อนอนาคตสีเขียว ประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ในถังกากนิวเคลียร์ 185 ใบที่ปทุมธานี กำลังตั้งคำถามกับเราว่า เราได้เรียนรู้อะไรจากอดีตบ้าง?
As the world races to secure rare earth minerals to power a green future, the history locked inside 185 nuclear waste barrels in Pathumthani poses a question we cannot avoid: what have we learned from the past?
| Cookie name | Active |
|---|
สถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ)
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก
รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา
รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่ www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf