February 28 – April 1, 2025

เมื่อเวลาประมาณ 12:50 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันที่ 28 มีนาคม 2025 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.7 บริเวณใกล้เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า (เมียนมา) และหลังจากนั้นเพียง 12 นาที พื้นที่ดังกล่าวก็สั่นสะเทือนอีกครั้งจากแผ่นดินไหวขนาด 6.7 โดยมีศูนย์กลางอยู่ห่างออกไปทางใต้ประมาณ 31 กิโลเมตร (19 ไมล์)

แผ่นดินไหวทั้งสองครั้งมีจุดกำเนิดที่ความลึกประมาณ 10 กิโลเมตร (6 ไมล์) บนรอยเลื่อนสะแกง (Sagaing Fault) ซึ่งส่งผลให้เกิดแรงสั่นสะเทือนรุนแรงและการพังทลายของอาคารใกล้จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว ความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานยังเกิดขึ้นไกลถึงกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 1,000 กิโลเมตร (600 ไมล์)

นักวิจัยจากห้องปฏิบัติการ Jet Propulsion Laboratory (JPL) ของ NASA ในแคลิฟอร์เนียตอนใต้ ได้ใช้ข้อมูลจากดาวเทียมเรดาร์และดาวเทียมถ่ายภาพเพื่อสร้างภาพแสดงการเคลื่อนที่ของพื้นดินจากแผ่นดินไหวดังกล่าว บนแผนที่ที่แสดงในบทความ พิกเซลสีแดงหมายถึงการเคลื่อนไปทางเหนือ ขณะที่พิกเซลสีน้ำเงินแสดงการเคลื่อนไปทางใต้ ข้อมูลนี้เผยให้เห็นว่ามีการเคลื่อนที่ของพื้นดินมากกว่า 3 เมตร (10 ฟุต) ตามบางส่วนของรอยเลื่อน และรวมกันมากกว่า 6 เมตรในบางจุด

แผนที่ดังกล่าวอ้างอิงจากข้อมูลของทีม Advanced Rapid Imaging and Analysis (ARIA) จาก JPL และห้องปฏิบัติการธรณีแผ่นดินไหวของสถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย (Caltech) ซึ่งทำงานพัฒนาเครื่องมือวัดการเปลี่ยนรูปพื้นผิว วิธีการตรวจจับความเปลี่ยนแปลง และแบบจำลองทางกายภาพเพื่อใช้ในด้านวิทยาศาสตร์และการรับมือภัยพิบัติ

ทีม ARIA ได้ใช้ข้อมูลจากดาวเทียม Sentinel-1A และ Sentinel-2B/C ขององค์การอวกาศยุโรป (ESA) โดย Sentinel-1A ใช้เรดาร์แบบสังเคราะห์รูรับแสง (SAR) เพื่อถ่ายภาพพื้นผิวดินด้วยคลื่นไมโครเวฟ ขณะที่ Sentinel-2 ใช้กล้องมัลติสเปกตรัมเพื่อเก็บข้อมูลเชิงแสง ทีม ARIA ได้คำนวณการเคลื่อนที่ในแนวนอนของพื้นดินบริเวณรอยเลื่อนจากการเปรียบเทียบตำแหน่งพิกเซลในภาพก่อนและหลังเกิดแผ่นดินไหว

แบบจำลองจากหน่วยงานสำรวจทางธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (USGS) ระบุว่า แผ่นดินไหวครั้งนี้น่าจะเกิดจากการเลื่อนแบบเฉือนขวา (right-lateral strike-slip) บนรอยเลื่อนแนวเหนือ–ใต้ของรอยเลื่อนสะแกง ซึ่งเป็นเขตรอยต่อระหว่างแผ่นเปลือกโลกอินเดียและยูเรเชีย ข้อมูลจากดาวเทียมยืนยันการเลื่อนตัวแบบเฉือนขวา และช่วยระบุขอบเขตของการเลื่อนและการเคลื่อนตัวของผิวดินจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว

พื้นที่นี้มีประวัติการเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง โดยตั้งแต่ปี 1900 มีแผ่นดินไหวขนาดเกิน 7.0 เกิดขึ้นถึง 6 ครั้งภายในรัศมีประมาณ 250 กิโลเมตร (150 ไมล์) จากจุดเกิดเหตุในวันที่ 28 มีนาคม การร้าวของผิวดินจากแผ่นดินไหวครั้งล่าสุดนี้มีการประเมินว่ายาวถึง 550 กิโลเมตร (342 ไมล์) ตั้งแต่ทางเหนือของมัณฑะเลย์จนถึงทางใต้ของกรุงเนปยีดอ เมืองหลวงของพม่า ถือเป็นหนึ่งในรอยเลื่อนบนผิวดินที่ยาวที่สุดจากการเลื่อนตัวของรอยเลื่อนแบบ strike-slip ที่มีการบันทึกไว้

การวิเคราะห์เบื้องต้นจากนักวิทยาศาสตร์รายอื่นพบว่า นอกจากจะยาวเป็นพิเศษแล้ว การเลื่อนตัวของรอยเลื่อนในครั้งนี้ยังรวดเร็วผิดปกติ ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นแผ่นดินไหวแบบ “supershear” ที่หาได้ยาก โดยในกรณีนี้ การเลื่อนตัวของรอยเลื่อนจะเร็วกว่าแรงสั่นสะเทือนที่มันก่อให้เกิด ส่งผลให้พลังงานแผ่นดินไหวรวมตัวกันล่วงหน้าทางทิศของการเคลื่อนตัว อันเป็นปัจจัยที่อาจทำให้แผ่นดินไหวครั้งนี้สร้างความเสียหายได้ไกลจากจุดศูนย์กลางมากเป็นพิเศษ

NASA Earth Observatory map by Michala Garrison, using data provided by the ARIA team at NASA/JPL-Caltech. The map is based on Sentinel-1A and Sentinel-2B/C data provided by the European Space Agency and processed by ARIA team members Robert Zinke and Cole Speed (JPL). Story by Andrew Wang (JPL) and Lindsey Doermann. Science review by Grace Bato and Eric Fielding (JPL).
References & Resources

NASA’s Jet Propulsion Laboratory ARIA. Accessed April 11, 2025.
Nature News (2025, April 1) Deadly Myanmar earthquake was probably a rare rupture, scientists say. Accessed April 11, 2025.
U.S. Geological Survey (2025, April 3) M7.7 Mandalay, Burma (Myanmar) Earthquake. Accessed April 11, 2025.
U.S. Geological Survey (2025, March 28) M 7.7 - 2025 Mandalay, Burma (Myanmar) Earthquake. Accessed April 11, 2025.

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading